บทที่ 4
“ส่งทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา..” ท่านพ่อกล่าวอย่างใจเย็น ในฐานะขุนนางของอาณาจักรแล้ว การช่วยเหลือผู้คนก็ถือเป็นอีกงานหนึ่งที่มีเกียรติ หัวหน้าองครักษ์ตอบรับ และสั่งให้ตั้งขบวนป้องกันนายเหนือหัวเอาไว้ ก่อนที่จะนำทหารม้าจำนวน 20 นายเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มคนข้างหน้า ‘ไหนขอดูหน่อยซิ...’ มิเชลที่ยังแกล้งหลับอยู่ก็ใช้เวทมนตร์ชนิดหนึ่ง มันเป็นธาตุมืด ระดับมายาที่มีชื่อว่า ‘ร่างทิพย์’ แน่นอนว่ามันก็ตรงตามชื่อ ร่างทิพย์นี้มันสามารถเห็นหรือจะรับรู้สิ่งต่างๆได้ ภายใน 5 กิโลเมตรล้อมตัวของผู้ใช้ร่างหลัก ภาพเหตุการณ์นั้นจะเหมือนว่าร่างจริงๆของผู้ใช้อยู่ที่นั่น และภาพที่เขาเห็นนั้นก็คือกลุ่มโจรป่าที่มากกว่าหนึ่งร้อยคนกำลังเข้าปล้นรถม้าที่ดูสง่างาม และมันเป็นรถม้าที่สวยงามที่สุดที่มิเชลเคยพบเห็น หากต้องเดาก็คงเดาได้ว่าคนภายในรถม้านั้นต้องเป็นบุคคลสำคัญมากอย่างแน่นอน ร่างทิพย์ของมิเชลเดินฝ่าเข้าไปกลางสมรภูมิรบแห่งนี้มุ่งตรงไปยังรถม้าคันนั้น“ผู้หญิงสองคนอย่างนั้นรึ...” มิเชลกล่าวกับตัวเองในร่างทิพย์“ท่านคือผู้ใดกันอย่างนั้นรึ.. หรือท่านจะมาช่วยพวกข้า..” หญิงคนหนึ่งกล่าวออกมาเบาๆ ราวกับเป็นเด็กขี้อายไม่กล้าพูดคุย มิเชลเองก็ได้ยินอย่างชัดเจน แต่เขาก็เลือกที่จะไม่สนใจ เพราะร่างทิพย์นี้ไม่มีใครเลยที่สามารถมองเห็นได้ ขนาดท่านพ่อที่มีปริมาณพลังเวทย์ที่สูงมากยังไม่สามารถมองเห็นร่างนี้ของเขาได้เลย“เจ้าพูดอะไรของเจ้ากันนะ ‘ซิลเวีย’ หรือว่าเจ้าจะเห็นมันอีกแล้ว...” หญิงอีกคนกล่าวออกมาถามกับน้องสาวตัวเอง“เจ้าค่ะท่านพี่ ‘มีเรีย’ ท่านผู้นั้นอยู่ตรงหน้าเรานี่เองเจ้าค่ะ..” ซิลเวียกล่าวกับมีเรียพี่สาวพร้อมกับชี้ไปทางร่างทิพย์ของมิเชล แน่นอนว่ามันทำให้มิเชลถึงกับตกใจที่เด็กน้อยที่ดูยังไงก็อายุเท่ากับเขาชี้มา มิเชลได้แต่ชี้หน้าตัวเอง และขยับตัวไปมา ราวกับพยายามจะพิสูจน์ว่าเธอนั้นเห็นจริงหรือไม่ แต่สายตาคู่นั้นที่สามารถมองตามได้ตลอดไม่ว่าเขาจะเคลื่อนตัวไปทางไหนได้หมด เขาจึงตัดสินใจพูดเพื่อเริ่มสนทนา“เจ้าเห็นข้าด้วยอย่างนั้นรึ.. ไม่อยากจะเชื่อเท่าไรแฮะ” มิเชลเอ่ยถามพร้อมกับหญิงสาวที่พยักหน้าเป็นเชิงให้คำตอบกับเขา มิเชลตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างชอบใจ“เจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอก ทหารกำลังจะเข้ามาช่วยเหลือพวกเจ้า.. เอาไว้พบกันใหม่ก็แล้วกัน” มิเชลกล่าวก่อนที่เตรียมจะออกไปจากรถม้าเพื่อสนับสนุนทหารของท่านพ่อที่กำลังจะเข้าต่อสู้กับพวกโจรป่า“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ.. ท่านมีนามว่าอะไรหรือเจ้าคะ..” หญิงสาวกล่าวถาม มิเชลที่ได้ยินก็นิ่งค้างไปเล็กน้อย และเหมือนนึกอะไรได้บางอย่าง และตอบออกไปอย่างมั่นใจก่อนจะจากไป“ซิลเวียมีอะไรอย่างนั้นเหรอ.. วิญญาณนั้นกล่าวอะไรกับเจ้าอย่างนั้นรึ..” มีเรียพี่สาวที่รู้ดีว่าน้องสาวตัวเองเห็นสิ่งแปลกปลอม หรือที่เขาเรียกว่าวิญญาณได้ เธอจึงกล่าวถามพร้อมกับระแวงไปด้วย“ท่านวิญญาณ ‘ไซตามา’ อะไรสักอย่างนี่แหละเจ้าค่ะ ท่านบอกแก่ข้าว่าจะมีทหารเข้ามาช่วยเหลือพวกเราเจ้าค่ะท่านพี่..” ซิลเวียกล่าวกับพี่สาวตามที่ตัวเองได้ยินมาทั้งหมด ดวงตาของเธอเป็นดวงตาพิเศษที่ได้รับสืบทอดมาจากตระกูลผู้กล้าสายโบราณที่สามารถเห็น หรือจะพูดคุยกับวิญญาณได้ แน่นอนว่าเธอเห็นวิญญาณเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว บางครั้งก็เป็นวิญญาณที่ดี และบางครั้งอาจจะไม่ดี ดังนั้นเธอจึงกลัวการพูดคุยกับพวกเขาอยู่ไม่น้อย“อย่างนั้นรึ...แล้วท่านไปหรือยังล่ะซิลเวีย” มีเรียกล่าวออกมาพร้อมกับความกังวลใจ สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเธอไม่ใช่วิญญาณเหล่านั้น แต่สิ่งที่เธอกลัวนั้นก็คือสิ่งที่มองไม่เห็น เธอไม่รู้ว่าควรจะหนีหรือไม่หนีดี หรือจะต้องทำตัวอย่างไร เมื่อเธอเห็นว่าซิลเวียพยักหน้าประมาณว่าเขาไปแล้วเธอก็โล่งอกลงหน่อย ในขณะเดียวกันนั้นเอง...“เราคือทหารม้าสังกัดตระกูลฟิเรนติโน.. พวกเจ้าโจรป่าเอ่ย ในนามแห่งนายเหนือหัวข้า มาร์ควิสแฮฟอร์ด ฟิเรนติโน ขอตัดสินประหารพวกเจ้าซะ!!....” หัวหน้าองครักษ์กล่าวออกมาอย่างหาญกล้า ก่อนจะนำกำลังพลเพียง 20 นายเข้าจู่โจมโจรป่าที่มีนับร้อยหัว“ยังคงบ้าดีเดือดเหมือนเดิมเลยนะท่านหัวหน้าองครักษ์ ..โจรพวกนี้ถึงจะมีจำนวนมากแต่ก็คงจะสู้ทหารที่ได้รับบัฟออร่าเทพสงครามไม่ได้หรอก ..ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงใดๆ” มิเชลในร่างทิพย์ที่ทหารเอาแต่ฆ่าพวกโจรป่ากันอย่างมันมือ ก่อนที่เขาจะเห็นโจรป่าคนหนึ่งแอบหนีไปอีกทางหนึ่ง หากเดาไม่ผิดโจรคนนั้นคงจะใจเสาะ และแอบหนีกลับรังของพวกมันแน่นอน ในเมื่อไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเขาจึงร่ายบัฟเทพสงครามให้กับพวกทหารองครักษ์ ก่อนจะลอยตามเจ้าโจรแตกทัพคนนี้ไป มันที่วิ่งไปยิ้มไปหัวเราะไปอย่างกับคนบ้า บ่นถึงสมบัติภายในถ้ำที่พวกมันเก็บสะสมเอาไว้ และตอนนี้มันจะขโมยเก็บเอาไว้เพียงคนเดียวทั้งหมด“ฮ่าๆ เจ้าพวกโง่.. พวกมันไม่เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับทหารม้าของมาร์ควิสคนนั้นหรือยังไง พวกมันเป็นถึงทหารม้าไร้พ่ายเชียวนะ พวกมันคงไม่รู้อีกเดี๋ยวพวกมันคงจะตายกันหมดแล้ว.. และนั่นก็หมายความว่าสมบัติทั้งหมดจะเป็นของข้าผู้นี้ ฮ่าๆ..” โจรคนนั้นกล่าวพร้อมกับกระโจนเข้าไปยังกองเงินกองทองที่เป็นทรัพย์สมบัติ และแต่ละอย่างนั้นเป็นของที่มีราคาสูง หาได้ยากเป็นอย่างมาก ตอนนี้ใบหน้าของมันดูราวกับว่ามีความสุขอย่างบอกไม่ถูก แน่นอนว่ามิเชลเองก็เหมือนกันที่ตอนนี้กำลังมีความสุข“ข้าขอเอ่ยในนามของนายเหนือหัวแห่งความตาย จงฟื้นคืนกลับมายังผืนพิภพตามเสียงเรียกของเรา ..ทักษะอัญเชิญความตาย.. สเกลตันคิงจงออกมา!!..” มิเชลกล่าวร่ายบนเวทย์อัญเชิญสเกลตันคิงหรือก็คือราชาแห่งเผ่าโครงกระดูกผู้ไม่รู้จักตายออกมา แน่นอนว่ามันนั้นทราบดีว่านายเหนือหัวมันต้องการอะไร มันพุ่งเข้าโจมตีเจ้าโจรคนนั้นทันที“อ๊าก!! นี่มันอะไรกัน.. ปีศาจ ..อ๊าก!! มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน...” โจรคนนั้นกล่าวออกมาในช่วงจังหวะสุดท้ายของชีวิตมันก่อนจะสิ้นใจตายไปในที่สุด“ข้าจะให้เจ้าเฝ้าที่นี่เอาไว้ จนกว่าข้าจะกลับมา.. แน่นอนว่าข้าไม่อนุญาตให้สิ่งมีชีวิตใดผ่านเข้ามาภายในนี้ได้แม้แต่ตัวเดียว..” มิเชลกล่าว แน่นอนว่าสเกลตันคิงก็เอ่ยขานตอบรับนายของมันในทันควัน มิเชลที่เห็นอย่างนั้นก็ยิ้มออกมา และกลับไปยังแนวสงครามขนาดย่อมที่ตอนนี้มันได้จบลงไปแล้วอย่างงดงาม ทหารม้าของท่านพ่อไม่มีใครเลยที่เสียชีวิต แต่ก็มีบาดเจ็บบ้างเล็กน้อย ไม่นานรถม้าของพวกเขาก็เดินทางมาถึงบริเวณนี้ แน่นอนว่าทหารก็ช่วยกันลากศพของเจ้าโจรป่าออกไป เพราะมันเป็นภาพที่นายเหนือหัวไม่ควรที่จะเห็นมัน ยิ่งกับพวกนายน้อยทั้งสามคนไม่สมควรเห็นอะไรอย่างนี้ ไม่นานแฮฟอร์ดก็เดินลงมาจากรถม้า และเขาก็มั่นใจได้ในทันทีจากที่เห็นธงกำกับรถม้าของตระกูล ‘แซมสัน’ ซึ่งเป็นตระกูลของท่านดยุค ‘อัลเฟรด แซมสัน’ และยังเป็นดยุคที่เป็นเครือพระญาติกับราชาองค์ปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นถึงที่ปรึกษาส่วนราชวงศ์อีกด้วย“น้องหญิง ลูกๆ พวกเจ้าต้องลงมาเพื่อทำความเคารพคนภายในรถม้านั้นกับข้า.. หากไม่ใช่ท่านดยุคเองก็ต้องเป็นคนภายในครอบครัวของท่านอย่างแน่นอน..” และนั่นมันก็ทำให้พวกเขาที่เหลืออีกสี่คนเดินลงมาจากรถม้าทันที ทหารทุกคนที่ได้ยินก็ลงจากหลังม้าเตรียมคุกเข่าทำความเคารพทันที“ข้า แฮฟอร์ด ฟิเรนติโน ขุนนางชนชั้นมาร์ควิส ขอแสดงความเคารพต่อตระกูลแซมสันขอรับ..” แฮฟอร์ดกล่าวพร้อมกับก้มหัวลง แน่นอนว่ามิเชลนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่ามีใครกันที่อยู่ภายในรถม้าคันนี้ แต่เขาก็ต้องทำตามคำสั่งท่านพ่อ สิ้นเสียงของแฮฟอร์ดหญิงสาวทั้งสองก็เดินลงมาจากรถม้า