ในอดีต หยางซู่หลานและเ้าของร่างเดิมไม่ค่อยถูกกัน ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป นางคล้องแขนซ่งจินเหยาด้วยความสนิทสนม
“เ้ารู้ไหมว่าท่านป้าของเ้าเป็คนน่ารังเกียจเพียงใด นางเพิ่งส่งเ้าไปแต่งงานได้ไม่นานก็รีบพาลูกพี่ลูกน้องของเ้ามาที่บ้านข้าแล้ว และพยายามเปลี่ยนตัวให้ลูกสาวของนางหมั้นกับพี่ชายของข้าแทน…”
ซ่งจินเหยาคาดเดาเจตนาของแม่หลี่ไว้แล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกใจนัก สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือพวกเขาไม่สามารถรอได้แม้แต่วันเดียว เมื่อวานนางเพิ่งถูกส่งออกมา วันนี้ก็พาหลี่อิ๋งเซี่ยไปทันทีเลยหรือ?
“ฮึ่ม ลูกพี่ลูกน้องของเ้าเติบโตในชนบท จะคู่ควรกับพี่ชายของข้าได้อย่างไร? ถ้าถามข้าถึงความเหมาะสม เ้ากับพี่ชายของข้าถือได้ว่าเป็คู่ที่์สร้างก็ว่าได้!”
ซ่งจินเหยาได้แต่ยิ้มกับคำพูดของหญิงสาว ก่อนหน้านี้นางไม่ได้มีความคิดเช่นนี้แน่ แต่ไหนแต่ไรมา ทุกครั้งที่ได้เจอซ่งจินเหยา ก็จ้องแต่จะจับผิด วิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานาว่าเ้าของร่างเดิมไม่เหมาะสมกับพี่ชายที่รูปงามและเฉลียวฉลาดของนางอย่างนั้นอย่างนี้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเ้าของร่างเดิมจะคิดอย่างไร ซ่งจินเหยามิอาจรู้ได้ ส่วนตัวนางในเวลานี้ก็ไม่ได้มีความรู้สึกให้หยางเจียนปิ่งที่หยิ่งผยองและเห็นแก่ตัวอีกแล้ว ดังนั้นนางจึงไม่สนใจที่จะสนทนาเกี่ยวกับหัวข้อที่เป็ไปไม่ได้นี้
เพียงเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “แล้ว...หลี่อิ๋งเซี่ยทำอะไรล่ะ?”
หยางซู่หลานรีบฟ้องทันที “ข้าพูดถึงเ้าแค่สองคำเอง บอกว่าปิ่นปักผมสีทองที่ปักอยู่บนหัวของนางน่ะเป็ของเ้า จากนั้นนางก็โกรธและอาละวาดใหญ่โต ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”
สิ่งที่นางพูดอาจฟังดูธรรมดา แต่เพราะเป็คนปากคอเราะราย ใครเล่าจะเชื่อว่าหยางซู่หลานพูดเพียง ‘สองคำ’? คำคำนั้นต้องเป็คำประชดประชันที่แทงใจดำจนหลี่อิ๋งเซี่ยไม่สามารถเชิดหน้าชูคอได้อีกเป็แน่
ส่วนหลี่อิ๋งเซี่ยนั้นรู้วิธีแสร้งทำเป็เรียบร้อยอ่อนหวานอยู่แล้ว คงรู้ดีว่า ‘คู่หมั้น’ ของตนเป็บัณฑิตั้แ่ยังอายุน้อย นางจะทำตัวไร้มารยาทเหมือนสาวชาวบ้านได้อย่างไร?
“เกิดเื่จนเกินควบคุมหรือ?”
หยางซู่หลานมีท่าทีเขินอายเล็กน้อย นางเกาศีรษะพลางพึมพำ “ข้าก็ไม่ได้อยากให้เกิดเื่หรอก เ้าก็รู้ว่าข้าเป็คนอารมณ์ร้อน และ...บังเอิญว่าเมื่อวานนี้ลู่ฮูหยินและเพื่อน ๆ ของนางมาที่บ้านของข้า…”
ซ่งจินเหยาเข้าใจทันที
เด็กสาวผู้โง่เขลาคนนี้ตกหลุมพรางของหลี่อิ๋งเซี่ยและก่อเื่วุ่นวายต่อหน้าคนอื่น ยิ่งคนอื่นที่ว่านั่นมีลู่ฮูหยิน ภรรยาของนายอำเภอฉางฮวาอยู่ด้วยละก็...
“เ้าตกลงไปในหลุมพรางที่นางขุดแล้ว”
“เ้าก็คิดเช่นนั้นใช่ไหม?”
หยางซู่หลานส่งเสียงแหลมดังขึ้นอย่างตื่นเต้น ราวกับได้พบเพื่อนที่รู้ใจ นางคว้าแขนเสื้อของซ่งจินเหยาไว้
“หลี่อิ๋งเซี่ยไร้ยางอายจริง ๆ ข้าแค่พูดอะไรไปสองสามคำเอง นางก็ทำท่าจะเป็จะตายแล้ว ท่านแม่ข้าต้องพยายามทำให้ฮูหยินพวกนั้นสงบสติอารมณ์ลงและรักษาหน้าข้าไว้”
ซ่งจินเหยาได้แต่ถอนหายใจแ่เบา
ช่างไร้เดียงสาจริง ๆ ด้วยฐานะทางสังคมของหยางซู่หลาน การแต่งงานในอนาคตของนางคงต้องหาคู่ครองจากบ้านของพวกฮูหยินเ่าั้นั่นแหละ นางอาจคิดว่ารักษาหน้าตนเองเอาไว้ได้ก็พอแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าผู้คนจะพูดกันลับหลังนางอย่างไร?
อาจเป็เพราะเหตุผลนี้ ทำให้หยางฮูหยินต้องรีบส่งลูกสาวของนางมาที่อำเภอซงซวง เพื่อหลบซ่อนสายตาผู้คนสักพักหนึ่ง
แต่แน่นอนว่าเื่แบบนี้ ซ่งจินเหยาไม่ได้คิดจะพูดออกไป
ขณะที่หยางซู่หลานยังไม่รู้ตัวเลย ยังคงบ่นไม่หยุดเกี่ยวกับปิ่นปักผม “เพื่อเป็การชดเชยความผิด ท่านแม่จึงให้ข้ามอบปิ่นหยกอันใหม่ให้กับหลี่อิ๋งเซี่ย ปิ่นนั่นเป็ของคุณภาพดีจากเมืองหลวง เพียงชิ้นเดียวก็ราคาถึงยี่สิบตำลึงแล้ว!”
ขณะที่นางกำลังโอดครวญ ทั้งสองก็มาถึงร้านอาหารแล้ว
ภายในร้านมีอาหารรสชาติดีให้เลือกหลากหลาย ทั้งเนื้อสัตว์และผักนานาชนิดในราคาที่แตกต่างกัน
ซ่งจินเหยาเลือกอาหารมาสามอย่าง เพราะที่บ้านมีอาหารมากพอแล้ว นางไม่ได้สั่งอะไรมาก และยังเอ่ยถามหยางซู่หลานว่า้าอะไรหรือไม่ก่อนจะจ่ายเงินให้นาง
หยางซู่หลานไม่มีเงินติดตัว นางตั้งใจจะกลับไปเอาเงินแต่ก็กลัวว่าร้านจะปิดเสียก่อน ก่อนหน้านี้นางได้สอบถามมาแล้วและรู้ว่าร้านนี้เปิดเพียงไม่กี่ชั่วยามต่อวัน เมื่อขายหมดก็ปิดร้านทันที
นางเล่าให้ฟังขณะถือห่ออาหารไว้ในมือ “ข้าเพิ่งมาถึงวันนี้ ตอนเที่ยงก็รู้สึกไม่ค่อยสบาย กินอะไรไม่ได้ ตอนนี้ข้าหิวมากเลย เ้ากลับบ้านไปกับข้าสิ ข้าจะได้ตอบแทนเ้า”
ซ่งจินเหยาคลี่ยิ้มและส่ายศีรษะ “ไม่จำเป็หรอก ข้าเพียงตอบแทนที่เ้าช่วยพวกเราไว้”
“ไม่ได้หรอก ข้าจะเอาเปรียบเ้าได้อย่างไร ใครจะรู้ว่าเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไร มาเถอะ มาด้วยกันกับข้า”
ทั้งสองคนเช่าเกวียนเทียมลาและมุ่งหน้าไปที่บ้านท่านตาของหยางซู่หลาน
ท่านตาของหยางซู่หลานเป็พัศดีในอำเภอซงซวง และลุงของนางก็ได้ตำแหน่งเสมียนเพราะเขา ตระกูลหยางอาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก
แต่เนื่องจากมันเริ่มดึกแล้ว ซ่งจินเหยาจึงตัดสินใจรีบไปส่งนาง และมุ่งหน้ากลับบ้านเพื่อทำอาหาร ซี่โครงหมูตุ๋นคงต้องรอไว้ก่อน
ขณะที่หญิงสาวทั้งสองกำลังเลือกซื้ออาหารก่อนหน้านี้ หยางซู่หลานก็สังเกตเห็นบางอย่าง ซ่งจินเหยาซื้ออาหารมาเพียงสามอย่างเท่านั้น และแต่ละอย่างก็แค่เพียงเล็กน้อย ทั้งหมดรวมแล้วราคาเพียงสามสิบเหวินเท่านั้น
นางจึงตระหนักได้ว่าครอบครัวสามีของซ่งจินเหยาคงต้องยากจนมาก ถึงได้ตระหนี่ขนาดนี้
ช่างน่าเวทนาจริง ๆ
หยางซู่หลานพึมพำเบา ๆ "ท่านลุงกับท่านป้าของเ้านี่ทำเกินไปจริง ๆ ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าพวกเขาเป็คนเช่นนี้”
ซ่งจินเหยาตอบด้วยน้ำเสียงสงบ “ไม่เป็ไรหรอก ข้าถือว่ามันเป็การตอบแทนสำหรับเวลาหลายปีที่พวกเขาเลี้ยงดูข้ามา”
คำพูดนี้ซ่งจินเหยาตั้งใจพูดให้หยางซู่หลานได้ยิน
จริงอยู่ที่พ่อหลี่และแม่หลี่เลี้ยงดูเ้าของร่างเดิมมาั้แ่วัยเยาว์ ทว่าพวกเขาดูแลนางด้วยความจริงใจหรือไม่นั้น มีเพียง์ที่รู้ และแม้ว่าเ้าของร่างเดิมจะไม่ถือโทษโกรธเคืองพวกเขา แต่ไม่ใช่กับซ่งจินเหยา
ในทุก ๆ ปี บิดามารดาผู้ให้กำเนิดของเ้าของร่างเดิมจะส่งเงินมาให้เป็จำนวนมาก มากพอที่จะเลี้ยงดูนางและยังมากพอที่จะจุนเจือตระกูลหลี่ทั้งครอบครัว
ที่ซ่งจินเหยาพูดกับหยางซู่หลานแบบนี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านาง้าตัดความสัมพันธ์กับตระกูลหลี่ ไม่ว่าต่อไปนางจะใช้ชีวิตเช่นไร นางก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีก
และหยางซู่หลาน เด็กสาวผู้โง่เขลา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร เมื่อกลับไปแล้วจะต้องบอกเล่าความทุกข์ของซ่งจินเหยาและคำพูดเหล่านี้ให้คนอื่นฟังแน่นอน
หยางซู่หลานไม่รู้ถึงเจตนาที่แท้จริงของซ่งจินเหยา นางจึงมองไปที่เสื้อผ้าซึ่งแตกต่างไปจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง จากนั้นก็มองไปที่เด็กน้อยในอ้อมแขน ในใจพลันรู้สึกอึดอัด
นางทุบหน้าอกตัวเองอย่างหนักแน่น “พวกเรารู้จักกันมาั้แ่เด็ก วันหน้าหากเกิดอะไรขึ้นก็มาหาข้าได้เลย ข้าจะช่วยเหลือเ้าอย่างเต็มที่แน่นอน”
ซ่งจินเหยาถึงกับตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าหยางซู่หลานจะพูดแบบนี้
ในยุคปัจจุบัน เพราะภูมิหลังของครอบครัวทำให้นางเรียนรู้ที่จะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองั้แ่ยังเด็ก ความมั่นใจและเป็อิสระของนางมาพร้อมกับความไม่ไว้วางใจผู้อื่น
หรือบางทีอาจเป็เพราะความเห็นแก่ตัวโดยธรรมชาติ…เวลาทำอะไรนางมักจะชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย และเลือกเส้นทางที่ทำให้ชีวิตของตนราบรื่นและสบายที่สุดอยู่เสมอ
ส่วนคนอื่นจะเป็อย่างไร นางไม่สนใจ
แต่ตอนนี้ คำพูดของหยางซู่หลานกลับทำให้หัวใจของนางอบอุ่น แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
“ตกลง”
ไม่นาน พวกนางก็มาถึงบ้านตระกูลเผิง ทันทีที่ก้าวเข้าไปในลานบ้าน ซ่งจินเหยาก็เห็นชายคนหนึ่งเดินเข้าไปข้างใน เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงิน แม้ว่าจะมองจากด้านหลังก็แน่ใจได้ว่าเขาเป็บัณฑิตผู้สูงศักดิ์
ซ่งจินเหยาหยุดชะงัก “มีผู้ชายอยู่ในบ้านเ้าด้วยหรือ? ข้าเกรงว่าหากเข้าไปจะไม่เหมาะ เช่นนั้นข้าจะรออยู่ที่ลานบ้านก็แล้วกัน”
“มีอะไรต้องกลัวล่ะ? นั่น…”
หยางซู่หลานกำลังจะพูดว่านั่นคือพี่ชายของนางเอง แต่ก็ห้ามตัวเองเอาไว้
ตอนนี้ซ่งจินเหยาแต่งงานกับคนอื่นแล้ว และคู่หมั้นของพี่ชายนางได้กลายมาเป็หลี่อิ๋งเซี่ย มันคงจะน่าอึดอัดไม่ใช่น้อยถ้าพวกเขาบังเอิญมาเจอกัน?
“ก็ได้ เช่นนั้นเ้ารอข้าอยู่ตรงนี้นะ”
.
.
.