ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส แสงสดใสที่มาจากแสงอาทิตย์อย่างอบอุ่น นุ่มนวล แดดอ่อนๆยามบ่ายที่สาดส่องไปจนตกกระทบสู่ใบหน้าของหญิงสาวผู้หนึ่ง วัยยี่สิบห้าปีที่กำลังจะมุ่งหน้าเพื่อเดินทางไปไหว้พระที่วัดหลิงซาน คงเป็เพราะจิตใจและเจตจำนงที่ตั้งมั่นของนางจึงทำให้ฟ้าเป็ใจ เพราะก่อนหน้านี้นั้นมีหยาดฝนตกลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่แล้วเมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง ก็หยุดไปอย่างน่าประหลาดใจ ที่วัดหลิงซานแห่งนี้นางนั้นไปเป็ประจำ ทว่าสิ่งที่กลับทำให้นางต้องแปลกประหลาดใจนั้น คือมีเด็กน้อยนอนอยู่ข้างกับกอไผ่ มองดูจากด้านหลังระยะไกลๆคาดว่าน่าจะเป็เพศหญิงวัยประมาณสามสี่ขวบได้ นางได้พบและยังคงตกตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่ง จึงรีบสาวเท้าให้ไวขึ้นเพื่อเข้าไปดู ว่าไฉนไยจึงมีเด็กน้อยตัวเล็กๆถึงเพียงนี้มานอนอยู่ผู้เดียวตรงนี้ได้ นางรู้จักคนในหมู่บ้านเป็อย่างดี นางในตอนนี้ตัดสินจากเพียงรูปกายของเด็กน้อยและอาภรณ์ที่เด็กน้อยใส่ หาใช่อย่างคนทั่วไป จะหามาใส่ได้ตามอำเภอใจ และคิดว่า เด็กน้อยผู้นี้คงจะไร้แล้วซึ่งญาติสนิทมิตรสหายเสียแล้ว แต่ก็ขอให้สิ่งที่นางคิดนั้นไม่ใช่เื่จริง ขอเป็เพียงการพลัดหลงกันกับครอบครัวนางเท่านั้น
(นางเดินไปจนถึงที่เด็กน้อยนอนอยู่ จากนั้นจับไหล่ของเด็กคนนั้นให้พลิกตัวมาให้สามารถมองเห็นใบหน้าของเด็กน้อยได้อย่างชัดเจน ใบหน้าเรียวเล็กนี้ที่ทำให้นางที่เป็แม่คนเช่นกันได้น่าเอ็นดูใบหน้าเล็กๆนี้ ถึงแม้จะมอมแมมก็ตามที นางต้องชะตาประหนึ่งว่า นี่คือลูกของตนอีกคน เนื้อตัวของเด็กน้อยเปื้อนดินเปื้อนฝุ่นอยู่เล็กน้อย นางจับแขนของเด็กน้อยอย่างระวัง พร้อมกับปลุกให้ตื่น)
"นี่ นี่ เด็กน้อย ทำไมเ้าถึงมา นอนอยู่ตรงนี้กันล่ะ"
(นางเรียกเช่นนี้อยู่สองสามครา จนกระทั่งเด็กน้อยรู้สึกตัว จึงค่อยๆเปิดม่านตาขึ้นมาพบกับแสงแดดยามบ่ายในป่าไผ่ ในใจของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความรู้สึกงอแง หลังจากการตื่นนอนในกลางวันตามประสาเด็กๆ และงุนงงกับสถานที่ในขณะนี้ที่ไม่คุ้นเคย เด็กน้อยค่อยๆถามอย่างช้าๆด้วยสีหน้าที่ไม่ไว้ใจคนที่อยู่ตรงหน้านี้มากนัก)
"ท่า ท่านเห็น ท่านแม่ก๊องข้าบางไหม แม่ แม่ก๊องข้า" (*ท่าน ท่าน...เห็นท่านแม่ของข้าบ้างไหม)
"แม่ของเ้าน่ะหรือ..."
"ใช้แล้ว ใช่แล้ว"(*ใช่แล้ว ใช่แล้ว)
นางยังไม่ทันได้เอ่ยวาจาถามจนจบประโยค เด็กน้อยก็รีบกระตือรือร้น ตอบทันควันที่ได้ยิน คำว่า"แม่"
"แม่ของเ้า มีรูปร่างหน้าตาเป็เช่นไร เ้าพอจะจำได้บ้างหรือไม่"
"แม่ฉวย แต่แม่วิ่ง แม่หย้ม แล้วเปื้อนเย๊อะ" (*แม่สวย แต่แม่วิ่ง หกล้ม แล้วเปื้อนเลอะ)
"เอาเช่นนี้ เ้าไปกับข้าดีไหม"
"ไป ไปหนาย"(*ไป ไปไหน)
"ไปหาแม่ของเ้ากัน"
"ไป ไป๋ ไป้ หาแม่ก๊องหนู"
โดยนางคิดจะพาเด็กน้อย ไปตามหาพ่อกับแม่ของนางที่วัดหลิงซานเสียก่อน หากหาไม่พบจริงๆก็จะให้คนในหมู่บ้านช่วยกันตามหาพ่อกับแม่ของเด็กน้อย
นางอุ้มเด็กน้อยขึ้นบนหลัง และดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะชอบใจที่ได้ขี่หลัง
"พี่สาว ยุ้มหนูไปไหน" (*พี่สาว อุ้มหนูไปไหน)
"พี่สาวเหรอ ฮาๆ ไปที่วัดหลิงซาน" (นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน)
นางเดินตามทางมาเรื่อยๆจนถึงวัดหลิงซาน นางได้เข้ามาจนถึงในอารามบอกความกับไท้ซือ เพื่อที่จะถามหาพ่อกับแม่ของเด็กน้อย เผื่อว่าพ่อกับแม่ของเด็กจะมาไหว้พระขอพรที่วัดนี้เช่นกัน แต่นางยังไม่ทันได้เอ่ยถึงสิ่งใด ไท้ซือเอ่ยถามด้วยความสงสัยยิ่ง
"นี่ เด็กคนนี้ผู้ใดกัน ลูกสาวของพสกหรือ"
"มิใช่เช่นนั้นเ้าค่ะ ข้าเจอนางระหว่างทางเดินขึ้นเขา นางร้องตามหาแต่แม่ของนางอย่างเดียวเลยเ้าค่ะ"
ไท้ซือเห็นเด็กน้อยจึงถามชื่อของเด็กหญิง
"เด็กน้อย เ้าชื่อว่ากระไร"
"ข้าชื่อ... ฉาลาเปา"(*ซาลาเปา)
เด็กน้อยกลับชี้ไปหาซาลาเปา
"เ้าอยากได้รึ" (ไท้ซือจึงหยิบซาลาเปายื่นให้)
เด็กน้อยรีบยกมือไหว้ขอบคุณถึงแม้จะยังยกมือไหว้ยังไม่ถนัดนัก พร้อมบอกขอบคุณออกไปและรับซาลาเปามาด้วยรอยยิ้ม
"ท่านผู้ดูแล มีเสื้อผ้าเด็กบ้างหรือไม่"
(ท่านผู้ดูแลส่ายหน้าเบาๆ ก่อนที่จะบอกกับไท้ซือออกไปว่า)
"ไม่มีเลยขอรับไท้ซือ นางยังเด็กเกินไปขอรับ ที่เหลืออยู่มีแต่ของเด็กวัยแปดเก้าขวบขอรับ"
เมื่อกินซาลาเปาและห่มผ้าหนาๆ ไว้ให้กับเด็กหญิง ไท่ซือจึงให้ผู้ดูแลไปประกาศให้ทุกคนมารวบตัวกันที่ลานวัดโดยเร็ว หญิงสาวใจร้อนที่จะเริ่มตามหาพ่อกับแม่ของเด็กหญิง
"นางใช่ท่านแม่ของเ้าหรือไม่"
"ม่าย ฉ่าย"(*ไม่ใช่)
หญิงสาวนั่งลงมาพร้อมใช้มือทั้งสองข้างจับแขนของเด็กน้อยอย่างเบามือ
"เ้าต้องดูดีๆนะ เ้ามั่นใจนะว่าเ้าจำแม่ของเ้าได้ หื้ม"
"ก๊า...ข้า จำได่สิ"(*ข้า... ข้าจำได้สิ)
ชาวบ้านและผู้คนต่างมามุงดูหน้าของเด็กหญิง แต่เด็กหญิงที่เห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่แม่ของตน นางจึงรีบไปหลบอยู่ด้านหลังกระโปรงของหญิงสาว พร้อมกับใช้มือกำไว้แน่น หญิงสาวจึงพูดกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า
"ข้ากำลังช่วยตามหาท่านแม่ของเ้าอยู่นะ ท่านแม่ของเ้าก็คงจะกำลังตามหาตัวเ้าอยู่นะ ถ้าเ้ามัวแต่หลบอยู่หลังข้าเช่นนี้ แม่เ้าจะมองไม่เห็นเ้าเอานะ"
"ก๊า ขอใจแว้ว แต่ก๊าจำเซียงท่านแม่ก๊องก๊าได้นะ"(*ข้า เข้าใจแล้ว แต่ข้าจำเสียงของท่านแม่ของข้าได้นะ)
"โอ้ เก่งมากเลย ถ้าเ้าจำเสียงแม่ของเ้าได้ก็ดีเลยสิ" (ในใจของหานหมิรงเยว่ยังคงคิดอยู่เสมอว่า เด็กน้อยอาจจะยังจำได้ไม่ดีนัก แต่ด้วยเหตุที่ว่าเด็กน้อยไม่ใช่คนอย่างชาวบ้านทั่วๆไป จะต้องมีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใด เพื่อยืนยันว่าเป็ลูกของตนจริงๆ)
นางจึยังคงช่วยเด็กน้อยตามหาครอบครัวอย่างสุดแรง
"แล้วผู้นี้ล่ะ เ้าคุ้นหน้าบ้างหรือไม่"
"ม่ายยู้ ก๊าไม่รู้จะ" (*ไม่รู้ ข้าไม่รู้จัก)
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม แต่ทว่ายังคงไร้วี่แวว ถึงแม้กระนั้นทุกคนที่ได้เห็นเด็กหญิงก็เอ็นดูนางส่ะเหลือเกิน ต่างพากันบอกว่าจะช่วยตามหาพ่อกับแม่ของเด็กหญิงอีกแรง จู่ๆในตอนนั้นก็มีเหล่าเด็กชายสองสามคนกำลังวิ่งเล่นกันและพลาดท่าวิ่งเข้ามาใส่เด็กสาว ทำให้เด็กสาวที่กำลังยืนอยู่ก็เซและล้มลงไป เผยให้เห็นพู่หยกสีเขียวมีลายสลักอย่างปราณีต ที่แนบไว้ใต้เสื้อผ้าอาภรณ์นั้นหล่นลงมาจากเสื้อด้านใน หญิงสาวรีบหยิบขึ้นมา ถามเด็กหญิงว่า
"เ้าไม่เป็ไรใช่ไหมไม่าเ็ตรงไหนใช่หรือไม่"
เด็กชายที่วิ่งมาชนได้โดนแม่ของเขาดุ แล้วก็ขอเดินจากไป หญิงสาวเลยค้นดูจากเสื้อผ้าของเด็กน้อยว่า ยังมีอย่างอื่นที่จะเป็เบาะแสได้อีกหรือไม่ จนพบเข้ากลับจดหมายฉบับหนึ่ง เนื้อความด้านในเขียนว่า
"ท่านผู้ใจบุญ ได้โปรดอย่าตามหาตัวตนของเด็กน้อยเลยและไม่ต้องตามหาพวกเรา เื่ที่ผู้ใดก่อ ผู้นั้นย่อมมิอาจหลีกหนีความผิดของตนได้ แต่ไม่ใช่กลับเด็กตัวเล็กๆที่เพิ่งจะอายุเพียงสามย่างสี่ขวบ ข้าหวังว่าผู้ที่จะได้รับจดหมายนี้จะเลี้ยงดูนางให้ดี เงินทองเ่าั้ ข้าขอให้เป็ค่าเลี้ยงดูนางแทนพวกข้าด้วย ถือเสียว่านี้เป็ปราถนาสุดท้ายของชีวิตพวกข้า"
เมื่อรู้แบบนี้แล้วหญิงสาวจึงบอกว่า
"พ่อกับแม่ของนางคงถูกปองร้ายและได้ฝากเด็กน้อยไว้ให้กับผู้ใจบุญมีเมตตา"
ทั้งสองคนทั้งไท้ซือและหญิงสาวก็เลือกที่จะหยุดตามหาพ่อกับแม่ของเด็กหญิง เพราะได้วิเคราะห์จากเนื้อความในจดหมายแล้ว ไท้ซือจึงบอกความกับผู้ดูแล และได้สั่งให้ทุกคนแยกย้ายได้แล้ว
"วันนี้ขอบคุณทุกๆท่านอย่างยิ่ง เื่ราวกระจ่างแล้ว เป็การเข้าใจผิด เข้าใจผิด ทุกท่านเชิญแยกย้าย"
หญิงสาวอุ้มเด็กหญิงเข้าไปในอาราม โดยที่ไท้ซือได้เดินนำหน้ามาก่อนแล้ว หญิงสาวจึงปรึกษากับไท้ซือ ผู้ดูแลได้เสนอขึ้นมาว่า
"นางยังไม่มีชื่อแซ่เลยนี่ขอรับ มิสู้ตั้งชื่อให้นางก่อนดีหรือไม่ขอรับ"
(ไท้ซือเอ่ยถามชื่อของเด็กหญิงอีกครา)
"เด็กน้อย เ้ามีนามว่าอย่างไรหรือ"
ทว่าเด็กน้อยจำชื่อของตนไม่ได้ ไท้ซือจึงจะตั้งชื่อให้กับเด็กน้อย หญิงสาวจึงได้เล่าเื่ราวที่ตนได้พบเจอมาว่า
"ก่อนหน้าที่ข้าจะไปพบนางนั้นข้าฝนตกอยู่ครู่หนึ่ง ในขณะที่เจอกับเด็กหญิงตอนนั้นฝนหยุดตกแล้ว ปรากฏสายรุ้งอยู่เบื้องหน้าของข้าผู้นี้ ท้องฟ้าเป็สีฟ้าสดใส จี้หยกนางเอกสลักคำว่าสกุลหลานเอาไว้ อีกทั้งยังมีสายลมที่พัดเบาๆ ให้ความรู้สึกต่างจากลมพัดแรงในคราที่ฝนตกอย่างมาก ข้าอยากให้นางชื่อว่า "ฉายหง"
ไท้ซือกล่าวตอบกลับนางว่า
"ฉายหงหรือ ไม่เลวทีเดียว แต่พสกรุ้งกินน้ำนั้นสวยงามก็จริง แต่ทว่ากลับขจรและอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เพียงได้ชื่นชมแค่ชั่วขณะเท่านั้น ข้าตั้งชื่อให้นางว่า "ชิงเฟิง" นางจะได้เป็ทั้งสายลมที่พัดให้แก่ผู้อื่นและให้ตัวนางเองด้วย หากนางทุกข์ก็หวังให้สายลมพัดผ่านเื่ร้ายๆไปให้นางคลายทุกข์ผ่านไปโดยเร็ววัน แต่หากวันใดที่นางเหนื่อยล้าก็จงขอให้สายลมช่วยพัดเบาๆช่วยให้นางมีแรงกายใจขึ้นมาบ้าง ให้นางได้คลายทุกข์ ความเศร้าหมองนั้น และให้นางสามารถมีชีวิตเฉกเช่นสายลม หาใช่ว่าไร้หลักแหล่งหรือเลื่อนลอย แต่ให้นางเลือกพัดผ่านไปตามเส้นทางที่นางนั้นเป็คนเลือก "จื่อโหย่วจื่อจ้าย"(มีอิสระเสรี) ในตอนนี้นางถูกทอดทิ้งแล้วชีวิตนางช่างขมยิ่งนัก ชีวิตของนางหลังจากนี้ให้นางเป็ผู้เลือกเองเถอะ พสก"
"เช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ ชิงเฟิง"
"ต่อจากนี้เ้าชื่อชิงเฟิงนะ เด็กน้อย"
เด็กน้อยจึงได้ชื่อว่าชิงเฟิงเพราะวันนั้นมีลมพัดอ่อนๆตลอดทั้งวันทำให้คนสดชื่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ แดดร้อนระอุ ประหนึ่งว่า้าจะลงโทษเหล่ามวลมนุษย์ก็มิปาน หญิงสาวได้ดูห่อผ้าของเด็กหญิง ที่ก่อนหน้านี้นางไม่กล้าที่จะแตะมันแม้แต่น้อยเลย นางก็พบว่ามีของกินที่เป็ของแห้งและเงินทอง ของล้ำค่าอยู่มากมาย จึงเป็เครื่องยืนยันได้ว่า เด็กน้อยผู้นี้ต้องไม่ใช่ลูกสาวคนธรรมดาเป็แน่
หญิงสาวจึงขอฝากเด็กหญิงไว้กับผู้ดูแลก่อนที่ตนนั้นจะไปไหว้พระและลาไท้ซือกลับไปที่เรือนพร้อมกับบอกเด็กสาวว่าจะพาไปกินของอร่อยๆ เด็กน้อยที่ได้ยินคำว่า อาหารอร่อยๆ เหมือนว่าจะลืม ว่าตนนั้นกำลังออกติดตามหญิงสาวที่เพิ่งพบกันเพื่อมาตามหาแม่