เสียงกีบม้าศึกค่อยๆ แ่ห่างออกไปจากหน้าร้าน Flame Nest พร้อมกับกองทหารรักษาการณ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวกลับเข้าสู่ใจกลางเมืองฮาร์เรน ฝุ่นหินสีเทาบนถนนสายหลักยังไม่ทันจางหายไปกับสายลม...ทว่าความเงียบอันหนักอึ้งและชวนอึดอัดก็เข้าปกคลุมร้านตีเหล็กแห่งนี้อีกครั้ง
"..."
บริเวณหน้าประตูร้าน เอเลน่าและเรย์ยังคงยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปสลักหิน ทั้งสองก้มมองมือที่ยังคงสั่นระริกของตนเอง ราวกับเพิ่งพาตัวเองหลุดพ้นมาจากเงามัจจุราชที่ฉิวเฉียดที่สุดในชีวิต
อึก...
เรย์กลืนน้ำลายเหนียวเหนอะลงคอที่แห้งผาก ก่อนจะพึมพำออกมาเสียงแ่ "...ไป...ไปกันหมดแล้วจริง ๆ ครับพี่"
สิ้นเสียงของน้องชาย ขาของเอเลน่าก็พลันอ่อนแรงลงจนทรุดนั่งลงกับพื้นหินหน้าร้านอย่างหมดสภาพ เหงื่อเย็น ๆ ไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง นางใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นไว้เพื่อประคองไม่ให้ตัวเองล้มพับลงไป
"ขา...ขาพี่ไม่มีแรงเลย..." เอเลน่าพูดด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น
เมื่อครู่นี้ ยามที่ไวเคานต์เอริกยกมือขึ้นเพียงครั้งเดียว นางคิดว่าาขนาดย่อมจะปะทุขึ้นหน้าร้าน และชีวิตของพวกเขาสองพี่น้องจะจบลงตรงนี้เสียแล้ว
ทว่า...ตรงกันข้ามกับชายหนุ่มอีกคนอย่างสิ้นเชิง
กึง...
โซร่าวางค้อนั์ในมือลงข้างเตาหลอมอย่างนุ่มนวล ก่อนจะใช้คีมเหล็กหนีบแท่งโลหะร้อนแดงฉานขึ้นมาจากกองถ่านหินอีกครั้ง ราวกับเหตุการณ์กดดันที่สามารถชี้ชะตาเมืองทั้งเมืองเมื่อครู่นี้...ไม่มีค่าพอให้เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย
กึง!
ค้อนเหล็กฟาดลงบนเนื้อโลหะสีแดงสดอย่างแม่นยำและดุดัน ประกายไฟสีส้มแตกกระจายเปรอะเปื้อนเงามืดในโรงตีเหล็ก
เรย์มองภาพนั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้างจนตาค้าง เด็กชายละล่ำละลักถามขึ้น "...พ...พี่โซร่าครับ"
"อะไร" โซร่าตอบรับสั้น ๆ ในลำคอ โดยไม่แม้แต่จะผ่อนแรงค้อน
"...เมื่อกี้พี่เกือบจะเปิดศึกกับกองทหารรักษาการณ์ทั้งกองทัพแล้วนะครับ!"
"แล้วมันไง? เ้ากำลังจะบอกว่าข้าควรจะกลัวพวกมันจนตัวสั่นเหมือนพวกเ้างั้นรึ?"
"..."
เด็กชายถึงกับพูดไม่ออก จุกแน่นอยู่ในอก สำหรับสามัญชนธรรมดาอย่างพวกเขา การถูกทหารเกราะเหล็กกว่าสามสิบนายพร้อมผู้ปกครองเมืองล้อมรอบร้านไว้ มันคือฝันร้ายที่สุดในชีวิต แต่สำหรับชายผมแดงตรงหน้า... บรรยากาศเมื่อครู่กลับเรียบเฉย ราวกับแค่มีลูกค้ามายืนต่อรองราคาเหล็กหน้าร้านเท่านั้น
โซร่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำไหล โดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ทั่งตีเหล็ก
"ข้าก็แค่ตอบคำถาม และพูดในสิ่งที่พวกมันอยากได้"
"แต่ว่า..."
"คนที่เริ่มชักอาวุธและแผ่รังสีฆ่าฟันก่อน ไม่ใช่ข้า"
กึง!
เสียงค้อนเหล็กดังสะท้อนกังวานไปทั่วโรงตีเหล็กอีกครั้ง
"ถ้าพวกมันยอมฟังเหตุผล...เื่ก็จบแค่นั้น" โซร่าเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับชวนให้คนฟังรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ "...แต่ถ้ามันไม่ฟัง...ค่อยฆ่าทิ้งให้หมด ก็แค่นั้น"
คำพูดเรียบ ๆ แต่แฝงความเหี้ยมทานทนทำเอาทั้งร้านตกอยู่ในความเงียบกริบอีกครั้ง เรย์ยืนหน้าแข็งทื่อ ขณะที่เอเลน่าซึ่งเพิ่งลุกขึ้นยืนถึงกับหน้าซีดเผือด
ทว่า...สเตลร่า สาวเรือนผมสีเงินพราวเสน่ห์นายหน้าประจำร้าน คนดีคนเดิมกลับหลุดหัวเร่ออกมาเบาๆ ด้วยความขบขัน
"พูดอะไรให้มันฟังดูนุ่มนวลลงกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง?" สเตลร่าเอ่ยพลางยิ้มขำ
โซร่าปรายสายตาคมกริบมองกลับไป "ข้าพูดความจริง"
"ก็เพราะเ้าชอบพูดความจริงขวานผายซากแบบนี้นี่แหละ ถึงไม่มีใครอยากเสวนาด้วยน่ะ"
"..."
โซร่าไม่ใส่ใจจะตอบคำพูดล้อเลียนนั้น ชายหนุ่มเพียงแค่ยกค้อนขึ้นและฟาดลงบนเหล็กสลับกับการปรับโครงสร้างเนื้อโลหะต่อไป
กึง!
สเตลร่าส่ายหน้าเบา ๆ พลางถอนหายใจยาว แววตาสีเงินอันลึกล้ำยามมองแผ่นหลังของเพื่อนเก่าแปรเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นเล็กน้อย
"อีกเจ็ดวัน..." สเตลร่าเริ่มเข้าประเด็น "เ้าคิดจะไปเข้าร่วมการประลองคัดเลือกอาวุธนั่นจริงๆหรือ?"
"ใช่"
"ไม่คิดว่ามันเป็กับดัก ที่พวกขุนนางวางไว้บ้างหรือไง?"
"รู้"
"รู้แล้วก็ยังจะไปงั้นรึ?"
"..."
โซร่าไม่ตอบ จนสเตลร่าหลุดหัวเราะร่าออกมาอีกครั้งจนเอเลน่าและเรย์หันไปมองด้วยความแปลกใจ "เหอะๆ...รู้ทั้งรู้ว่าเป็กับดัก แต่ก็ยังเลือกที่จะเดินเข้าหาตรง ๆ สมกับเป็เ้าจริง ๆ"
โซร่าหยุดมือที่กำลังตีเหล็ก ละสายตาจากเปลวไฟ แล้วเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความทระนงตนอันแท้จริง
"กับดัก...มีไว้เพื่อดักจับเหยื่อที่อ่อนแอ แต่มันไม่ได้มีไว้เพื่อดักจับนักล่าที่แข็งแกร่ง"
แม้แต่สเตลร่าก็ยังต้องคลียิ้มและหัวเราะออกมาเบา ๆ ให้กับคำตอบอันจองหองแต่ไร้ซึ่งความโกหกนั้น
"เห้อ...สมกับเป็เ้าจริงๆ นั่นแหละ"
ทว่า โซร่ากลับไม่ได้แสดงท่าทีทะนงตนจนมองข้ามความจริง ชายหนุ่มวางค้อนลงบนโต๊ะไม้ ั์ตาสีแดงเพลิงฉายประกายครุ่นคิดอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก
"สิ่งที่ข้าสนใจ...ไม่ใช่การแข่งขันตีเหล็กไร้สาระนั่น"
สเตลร่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนใจ "หมายความว่ายังไง?"
"ไวเคานต์เอริก..." โซร่าเอ่ยชื่อผู้ปกครองเมืองขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ชายคนนั้นไม่ใช่คนโง่เง่าไร้สมองเหมือนลูกชายของมัน...คนระดับผู้ปกครองเมืองที่ผ่าน่ชีวิตอันแสนสั้นของมัน ไม่มีทางเอาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตระกูลขุนนางมาเดิมพันกับการแข่งขันเด็กเล่นเพียงเพื่อสะกิดสะเกาความสะใจหรอก"
โซร่าหมุนเหล็กแท่งในมือไปมา สายตาคมกริบดุจสัตว์นักล่ากำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเป็ระบบ
"เขากำลังวางหมาก...และข้าก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าเขาซ่อนหมากตัวไหนเอาไว้หลังฉากการประลองนี้"
สเตลร่าฟังแล้วพยักหน้ายอมรับเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มซุกซน "...ในที่สุด เ้าก็เริ่มรู้จักใช้สมองของมนุษย์ คิดวิเคราะห์บ้างแล้วสินะ"
โซร่าหันไปมองสเตลร่าทันทีด้วยสายตาเ็า "ข้าใช้สมองคิดมาตลอดนั่นแหละ"
"โอ้ จริงหรือ?" สเตลร่ายักไหล่ "แต่เท่าที่ข้าจำได้ เมื่อก่อน...ความแข็งแกร่งของเ้ามันมากพอจนไม่จำเป็ต้องใช้สมองคิดแผนการต่างหากรึเปล่า"
คำพูดหยอกล้อนั้นทำให้โซร่านิ่งเงียบไปชั่วครู่...
เมื่อครั้งที่เขายังคงดำรงตำแหน่งเป็ โซเบล ัเพลิงา ความแข็งแกร่งของเขามันมหาศาลเกินกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ บนโลก ศัตรูทุกตัวที่กล้าตั้งตนเป็ปฏิปักษ์ ไม่ว่าจะมีแผนการลึกล้ำเพียงใด ก็ล้วนถูกเปลวเพลิงบริสุทธิ์เผาทำลายจนกลายเป็เถ้าถ่านในพริบตา ความแข็งแกร่งที่ทำให้เขาไม่จำเป็ต้องแสวงหาอุบายใดๆ
ทว่าในยามนี้...ร่างกายของเขาเป็เพียง มนุษย์
แม้จะมีความรู้และประสาทััแห่งั แต่พลังมานาและความแข็งแกร่งทางกายภาพส่วนใหญ่ก็ยังคงถูกพันธนาการไว้ โลกของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยตรรกะ เล่ห์เหลี่ยม และอำนาจทางการเมือง กำลังบังคับให้เขาต้องเรียนรู้...
ว่าบางครั้ง การได้รับชัยชนะเด็ดขาดในโลกใบนี้ ไม่ใช่การใช้น้ำหนักค้อนและความรุนแรงเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็การล่วงรู้ทิศทางลม และการบดขยี้หมากของศัตรูลงบนกระดานอย่างแท้จริง
"เอเลน่า...เรย์" โซร่าหันกลับไปหาสองพี่น้องที่ยังคงยืนเงียบฟังบทสนทนาอันน่าเหลือเชื่ออยู่
"ข...ครับ/ค่ะ พี่โซร่า!" ทั้งสองสะดุ้งรีบตอบรับทันที
"เจ็ดวันต่อจากนี้..." ชายหนุ่มผมแดงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "จงออกไปซื้อเตรียมวัตถุดิบ ถ่านหิน และแร่เหล็กคุณภาพสูงที่สุดในเมืองให้พร้อม ข้าจะนำวัสดุพวกนั้นมาตีอาวุธชิ้นใหม่"
เรย์เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น "พี่โซร่าจะตีอาวุธแบบไหนเหรอครับ! ดาบยาว? หรือดาบใหญ่?"
โซร่ามองดูมือขวาของตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็และความร้อน ก่อนจะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ซึ่งเป็รอยยิ้มที่ทำให้เอเลน่าและเรย์รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
"อาวุธที่จะทำให้พวกขุนนางในเมืองหลวง...ต้องช็อคจนหัวใจวายตาย"
.
.
.
.
หลังขบวนทหารรักษาการณ์เคลื่อนกลับจากร้าน Flame Nest ไม่นาน...ประตูเหล็กกล้าหนาหลายชั้นของห้องประชุมลับภายในคฤหาสน์อัลดริชก็ถูกปิดตายลงอย่างสิ้นเชิง
บนโต๊ะไม้โอ๊กทรงยาวที่ปูด้วยแผนที่เมืองฮาร์เรน รายชื่อช่างตีเหล็กที่มีสิทธิ์ และร่างกฎระเบียบการแข่งขันคัดเลือกอาวุธประจำกองทัพ...บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียดของเหล่าบุคคลระดับสูงแห่งเมืองฮาร์เรน
ไวเคานต์ เอริก อัลดริช ผู้ปกครองเมือง
เลดี้วิกตอเรีย อัลดริช ภรรยาผู้ยโส
อาเดล อัลดริช บุตรชายในสภาพใบหน้าบวมช้ำมีผ้าพันแผลทบหนา
หัวหน้าอัศวินประจำตระกูล
ผู้พิพากษาประจำเมือง
และ หัวหน้าสมาคมช่างตีเหล็กแห่งฮาร์เรน
ทันทีที่สลักประตูเหล็กตกกระทบเสียงดัง กริ๊ก! ความอดทนของอาเดลก็หมดลง เขาฟาดกำปั้นลงบนโต๊ะไม้โอ๊กอย่างแรงจนถ้วยชาสั่นะเื
ปัง!!
"ท่านพ่อ! ทำไมถึงไม่สั่งฆ่ามันตรงนั้นเลยขอรับ!" อาเดลตวาดลั่น เสียงสั่นเครือด้วยความอัปยศ "ไอ้สามัญชนชั้นต่ำนั่นมันกล้าดูถูกพวกเราต่อหน้าทหารทั้งกอง! มันกล้าเรียกตระกูลอัลดริชว่าเป็แค่ขุนนางปลายแถว! มันสมควรถูกตัดหัวเสียบประจานที่ลานกลางเมืองเดี๋ยวนี้!"
เลดี้วิกตอเรียสะบัดพัดในมือออกด้วยสีหน้าเดือดดาลไม่ต่างกัน "ข้าเองก็ไม่เข้าใจท่านเลยจริง ๆ เอริก... ปล่อยให้สามัญชนคนเดียวยืนจาบจ้วงต่อหน้าอัศวินทั้งกองทัพได้อย่างไร! ป่านนี้ข่าวลือเื่ที่ท่านไม่กล้าทำอะไรมันคงแพร่สะพัดไปทั่วทุกซอยแล้ว หากเราไม่กำจัดมันให้สิ้นซาก พวกชาวเมืองโสโครกก็จะเริ่มแข็งข้อและไม่เกรงกลัวอำนาจของเราอีกต่อไป!"
เสียงสนับสนุนระงมขึ้นรอบโต๊ะประชุมอย่างเห็นพ้อง
"ถูกต้องขอรับท่านไวเคานต์!"
"ต้องปะามันเพื่อเป็ตัวอย่าง!"
"เผาร้านของมันทิ้งเสีย!"
ทว่า...เอริกกลับยังคงนั่งนิ่ง ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่งดุจผืนน้ำแข็ง
"เงียบ!!"
เพียงประโยคทุ้มต่ำประโยคเดียว...เสียงก่นด่าทั้งหมดในห้องพลันเงียบกริบลงทันตา ไวเคานต์เฒ่าวางถ้วยชาลงบนจานรองเบาๆ โดยไม่เกิดเสียงดังแม้แต่น้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้น สายตากวาดมองทุกคนในห้องด้วยความเ็า
"พวกเ้าคิดว่า...ข้าเกรงกลัวมันงั้นหรือ?"
ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากตอบคำถามนั้น
"เปล่าเลย..." เอริกเอ่ยต่อ "ข้าเพียงแค่ไม่ชอบใช้กำลังบอดมืดในเวลาที่สติปัญญาสามารถแก้ปัญหาได้อย่างหมดจดกว่า หากข้าสั่งให้ทหารบุกฆ่ามันหน้าร้านในวันนี้ ประชาชนทั้งเมืองจะจดจำว่า 'ไวเคานต์ฆ่าช่างตีเหล็กเพราะลูกชายตัวเองแพ้การต่อสู้กับสามัญชนข้างถนน' อำนาจปกครองและความชอบธรรมของเราจะสั่นคลอนในภายภาคหน้า..."
เอริกหยิบเอกสารกฎการแข่งขันขึ้นมาเคาะเบาๆ บนโต๊ะ
"แต่...ถ้ามันแพ้การแข่งขันคัดเลือกอาวุธอย่างเป็ทางการ ทุกอย่างจะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง"
หัวหน้าสมาคมช่างตีเหล็กแห่งฮาร์เรนค่อยๆ คลี่ยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาทันที "...ข้าเข้าใจเจตนาของท่านไวเคานต์แล้วขอรับ"
เอริกพยักหน้า "ถูกต้อง...เมื่อมันแพ้ในการประลอง ผู้คนทั้งเมืองจะเห็นว่ามันเป็เพียงแค่ช่างตีเหล็กอวดดีที่ไร้ฝีมือ แพ้พ่ายด้วยฝีมือของตัวเอง จากนั้นเราค่อยลากตัวมันมารับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายในข้อหาทำร้ายขุนนาง...ถึงตอนนั้น จะไม่มีชาวเมืองหน้าไหนสงสารมัน และไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจของตระกูลอัลดริชอีก!"
"ฮ่าๆๆๆ!" อาเดลหลุดหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ "สมแล้วที่เป็ท่านพ่อ! ฆ่ามันทั้งเป็ด้วยกฎหมายและตบหน้ามันด้วยเกียรติยศ!"
วิกตอเรียยิ้มเย็นเยียบ "เช่นนั้น...เราก็แค่ทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มันมีโอกาสชนะั้แ่แรก"
เอริกหันไปมองหัวหน้าสมาคมช่างตีเหล็ก "คนของเราพร้อมแล้วหรือยัง?"
ชายชราลูบเครายาวของตนก่อนตอบด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย "เรียบร้อยแล้วขอรับ ข้าได้ส่งนกส่งข่าวเร่งด่วนไปยังสมาคมส่วนกลางในเมืองหลวงแล้ว อีกห้าวัน... ‘อาจารย์อิกเนียส วอร์เรน’ ช่างตีเหล็กหลวงระดับสี่ ผู้เคยถวายงานสร้างเกราะทองคำให้ราชวงศ์ จะเดินทางมาถึงเมืองฮาร์เรนขอรับ!"
อาเดลตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้น "ช่างตีเหล็กหลวงระดับสี่เลยหรือ!"
"ถูกต้องแล้วครับคุณชาย" หัวหน้าสมาคมหัวเราะเบาๆ "ช่างตีเหล็กบ้านนอกไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างโซร่า แม็กนารอส...ไม่มีทางสร้างอาวุธที่เทียบเคียงกับผลงานของอาจารย์อิกเนียสได้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว"
"แต่เพื่อความมั่นใจสูงสุด..." วิกตอเรียเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "เราควรตระเตรียมกลโกงไว้ควบคุมผลลัพธ์ด้วย"
คำพูดเปิดเผยนั้นทำให้หลายคนในห้องหัวเราะออกมาอย่างเห็นพ้อง เอริกนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามสั้น ๆ "...วิธี?"
หัวหน้าสมาคมช่างตีเหล็กกางเอกสารเงื่อนไขการแข่งออกทันที "ง่ายมากขอรับ...กฎการแข่งขันระบุไว้ชัดเจนว่า 'ผู้เข้าแข่งขันทุกรายต้องใช้แร่เหล็กที่คณะกรรมการตั้งเกณฑ์คุณภาพไว้ให้เท่านั้น เพื่อความเท่าเทียม' และผู้ตรวจสอบคุณภาพแร่...ก็คือคนของสมาคมช่างตีเหล็กฮาร์เรน"
อาเดลเบิกตากว้างเมื่อเริ่มเข้าใจแผนการ "ยอดเยี่ยมมาก!"
"พวกเราจะมอบแร่เหล็กบริสุทธิ์เกรดเวทมนตร์ที่ดีที่สุดจากเมืองฮาร์เรนให้อาจารย์อิกเนียส..." ชายชรากล่าวต่อด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย "...ส่วนไอ้ช่างตีเหล็กโซร่า มันจะได้แร่เหล็กคุณภาพต่ำที่มีสิ่งเจือปนและรอยแตกร้าวภายในจนหาซื้อวัสดุชั้นดีมาสร้างอาวุธไม่ได้ ต่อให้ฝีมือของมันจะลึกล้ำเพียงใด อาวุธที่ตีขึ้นจากขยะก็ไม่มีวันสมบูรณ์แบบได้!"
ผู้พิพากษาประจำเมืองหัวเราะร่าพร้อมเอ่ยเสริม "ส่วนเื่การตัดสินปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าเองขอรับ! คะแนนด้านความงดงาม ความอ่อนช้อย การสลักตราประจำตระกูล และพิธีการมอบอาวุธ...ทั้งหมดอยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการ ซึ่งเป็คนของเราทั้งหมด!"
"ฮ่าๆๆๆ!" อาเดลหัวเราะสะใจจนแทบหายใจไม่ทัน "ต่อให้มันตีดาบได้แข็งแกร่งกว่า มันก็ต้องแพ้คะแนนรวมอยู่ดี!"
หัวหน้าอัศวินกล่าวปิดท้ายอย่างเืเย็น "และหากมันเริ่มสงสัยหรือโวยวายกลางลานประลอง...เราก็จะใช้ข้อหา ดูิ่คณะกรรมการและผู้ปกครองเมือง สั่งตัดสิทธิ์และจับกุมมันได้ทันที!"
เสียงหัวเราะแห่งชัยชนะดังระงมไปทั่วห้องประชุมลับ ราวกับว่าชะตากรรมของร้าน Flame Nest ถูกกำหนดไว้ล่างหน้าเรียบร้อยแล้ว
ทว่า... ไวเคานต์เอริกกลับยังคงนั่งนิ่ง เขาไม่ได้หัวเราะ และไม่ได้ยิ้ม นิ้วมือของเขายังคงเคาะลงบนโต๊ะเป็จังหวะหนักแน่น
ตึก... ตึก... ตึก...
"อย่าประมาท..." เอริกเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นะเืจนเสียงหัวเราะทั้งหมดดับวูบลงทันที
"ข้าบอกพวกเ้าแล้ว... ชายคนนั้นมีความผิดปกติที่ไม่ควรมองข้าม"
อาเดลรีบแย้ง "แต่ท่านพ่อครับ! มันเป็แค่ช่างตีเหล็กในเมืองชายแดนคนหนึ่งเท่านั้น!"
เอริกหรี่ตาลงจ้องมองบุตรชายตนเอง "และเ้าก็เคยคิดว่ามันเป็แค่ช่างตีเหล็กธรรมดา... ก่อนที่จะถูกมันซ้อมจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดและต้องคลานกลับคฤหาสน์ไม่ใช่หรืออย่างไร?"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้อาเดลหน้าเสียและบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ แต่ไม่กล้าเถียงกลับแม้แต่คำเดียว
เอริกค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน สายตามองผ่านหน้าต่างห้องประชุมลับออกไปทางทิศทางที่ร้าน Flame Nest ตั้งอยู่
"จงโกง... แต่จงโกงให้อย่างแเีชนิดที่แม้แต่เทพเ้าบน์ก็จับไม่ได้ เพราะหากพวกเ้าเปิดช่องว่างให้มันแม้เพียงเล็กน้อย... คนอย่างโซร่า อาจจะพลิกกระดานหมากนี้แล้วบดขยี้พวกเราทุกคนจนไม่เหลือซาก"
"รับทราบขอรับ!" ทุกคนในห้องตอบรับคำสั่งด้วยความยำเกรง
.
.
.
.
ข่าวสารในเมืองฮาร์เรนแพร่สะพัดไปไวกว่าสายลมยามพายุ...
เพียงข้ามคืน ข่าวเื่การแข่งขันคัดเลือกอาวุธประจำกองทัพรักษาการณ์ในอีกเจ็ดวันข้างหน้าได้กลายเป็หัวข้อสโมสรที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงในทุกตรอกซอกซอย และข่าวที่โด่งดังะเิระเบ้อไม่แพ้กัน คือการที่ร้านตีเหล็กเล็กๆ อย่าง Flame Nest จะเป็ผู้ท้าชนตัวต่อตัวกับ ช่างตีเหล็กหลวง ระดับ 4 ที่เดินทางมาจากเมืองหลวง!
ทว่า... ภายในร้าน Flame Nest บรรยากาศกลับงวดกวนด้วยปัญหาความจริงที่มองเห็นได้ตรงหน้า
โซร่ากำลังยกแผ่นไม้กระดานบันทึกรายการวัตถุดิบขึ้นมาตรวจเช็กด้วยสายตาเรียบนิ่ง
"เหล็กดำคุณภาพสูง...หมด"
"แร่เหล็กแดง…เหลือไม่ถึงหนึ่งในสาม"
"ถ่านหินูเาไฟ..."
ชายหนุ่มหยุดสายตาชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจแ่เบา "...ไม่พอสำหรับหลอมสร้างอาวุธระดับสูง"
เรย์ที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆรีบเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ "ถ้าอย่างนั้น...พวกเราจะทำยังไงดีครับพี่โซร่า?"
โซร่าวางแผ่นไม้ลงบนโต๊ะทำงานด้วยเสียง ครืด ตอบคำถามสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์ของตน
"ก็ออกไปซื้อวัสดุมาเพิ่ม"
สเตลร่าที่นั่งจิบชาอยู่มุมห้องหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ "เ้าพูดเหมือนเป็เื่ง่ายเลยนะ โซร่า"
"ก็แค่ออกไปซื้อของ" โซร่าปรายสายตามองเพื่อนเก่า ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย
สเตลร่ายักไหล่อย่างไม่แยแส "เมื่อคืนนี้ หลังจากที่ขบวนของพวกไวเคานต์เคลื่อนกลับไป ข้าเห็นพ่อค้าแร่และเ้าของร้านรายใหญ่หลายคนถูกเรียกตัวเข้าไปในคฤหาสน์อัลดริชกลางดึก"
เอเลน่าที่ยืนฟังอยู่หน้าซีดลงทันที "...หรือว่า..."
สเตลร่าพยักหน้ารับรอยยิ้มซุกซน "ถ้าเ้าอยากรู้ความจริง...ลองก้าวเท้าออกไปดูเองก็รู้"
ไม่นานนัก...โซร่าก็ก้าวเท้าเดินนำเข้าสู่ย่านการค้าใจกลางเมืองฮาร์เรน โดยมีเรย์และเอเลน่าอาสาขอตามมาช่วยขนของ ส่วนสเตลร่าเดินทอดน่องตามหลังมาอย่างผ่อนคลายดุจคุณหนูเดินเที่ยวชมตลาด
ร้านแรก...ร้านขายแร่และโลหะของ ลุงเกรน พ่อค้าเก่าแก่ของเมือง
เ้าของร้านวัยชรายิ้มเจื่อนออกมาทันทีที่เห็นหน้าโซร่า ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก
"ขอซื้อเหล็กดำ" โซร่าเอ่ยสั้น ๆ
"..."
ชายชราก้มหน้าหลบสายตาสีเพลิงทันที "ขะ...ขอโทษด้วยนะนายช่าง...ของหมดสต็อกแล้วจริง ๆ"
โซร่าละสายตาจากชายชรา แล้วปรายสายตามองทะลุไปทางหลังร้าน...ที่ซึ่งกองเหล็กดำคุณภาพดีถูกวางซ้อนสูงแทบชนเพลิงคา
"..." โซร่าจ้องหน้าชายชราด้วยแววตาที่คมกริบดุจสัตว์ร้าย "เ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเ้าอย่างนั้นรึ?"
ชายชราตัวสั่นสะท้าน หยาดเหงื่อผุดซึมทั่วใบหน้า ก่อนจะพึมพำเสียงแ่ "...ข้า...ข้าจำเป็จริงๆนายช่าง ได้โปรดอย่าทำอะไรข้าเลย"
ร้านที่สอง...ร้านขายถ่านหินและเชื้อเพลิง
"ถ่านหินูเาไฟ"
"หมดครับ!"
"แร่แมกม่า"
"หมดครับ!"
"หินลับมีดเวทมนตร์"
"...หมดครับ!"
โซร่าเหลือบมองประตูคลังสินค้าด้านหลังร้านที่เปิดแย้มไว้...ข้าวของถูกวางแน่นคลังจนแทบทะลักออกมา
ร้านที่สาม...ร้านขายโลหะหายาก
เ้าของร้านเมื่อเห็นโซร่าเดินตรงเข้ามา ก็รีบวิ่งมาสับสลักปิดประตูใส่หน้าทันทีดัง ปัง!!
"วันนี้ร้านปิดทำการแล้ว!"
ร้านที่สี่...ร้านที่ห้า...และร้านที่หก...ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันทุกแห่งหน ไม่มีพ่อค้าคนใดในย่านการค้าเมืองฮาร์เรนยอมขายวัตถุดิบแม้แต่ชิ้นเดียวให้แก่ร้าน Flame Nest
ตลอดเส้นทาง...เสียงซุบซิบจากชาวบ้านและพ่อค้าเริ่มดังระงมขึ้นตลอดสองข้างทาง
"นั่นไง...ช่างตีเหล็กที่ต่อยคุณชายอาเดลจนร่วง" "ได้ยินว่าถูกสมาคมการค้าและร้านค้าทั้งเมืองแบนแล้ว" "ใครจะกล้าขายของให้ล่ะ...ขืนขายให้ Flame Nest มีหวังโดนคนของไวเคานต์เล่นงานจนสิ้นเนื้อประดาตัวแน่"
เรย์กำหมัดแน่นด้วยความแค้นแน่นอก "นี่มันชักจะมากเกินไปแล้ว...เล่นสกปรกแบบนี้มันกลั่นแกล้งกันชัดๆ!"
เอเลน่ากัดริมฝีปากแน่น "แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการตัดแขนตัดขาพวกเราเลย...ไม่มีวัตถุดิบ แล้วจะเอาอะไรไปสร้างอาวุธแข่งกับเขาล่ะคะ"
สเตลร่าหรี่ตาสีเงินลงพลางพึมพำ "เล่นสกปรกได้รวดเร็วและไร้ยางอายดีจริงๆนะ สมกับเป็มนุษย์ที่เต็มไปด้วยความโลภและความทะเยอทะยานจริงๆ"
ขณะเดียวกัน...บนชั้นสองของโรงแรมหรูใจกลางย่านการค้า
อาเดลกำลังยืนถือแก้วไวน์ มองภาพของโซร่าและเด็กๆ ที่เดินออกจากร้านค้าด้วยมือเปล่าผ่านหน้าต่างกระจกใส ข้างกายของเขาคือกลุ่มขุนนางและญาติมิตรของตระกูลอัลดริช
เมื่อเห็นโซร่าหยุดยืนอยู่กลางถนนด้วยท่าทีไร้ทางออก อาเดลก็แผดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจจนหน้าดำหน้าแดง
"ฮ่าๆๆๆ! เป็ยังไงล่ะไอ้ขยะ!" อาเดละโสะใจ "เ้าเก่งนักไม่ใช่หรือไง! เหยียบตราตระกูลข้าต่อหน้าทหาร! ตอนนี้เป็อย่างไรล่ะ!"
ญาติคนหนึ่งหัวเราะเสริม "ไม่มีวัตถุดิบ...มันจะเอาปัญญาที่ไหนไปตีอาวุธขึ้นประลอง ฮ่าๆๆ!"
ขุนนางอีกคนยกแก้วไวน์ขึ้นชน "ต่อให้มีฝีมือลึกล้ำมาจาก์วิมานชั้นไหน...แต่ถ้าไม่มีเหล็กหรือวัสดุ มันก็เป็ได้แค่ช่างตีเหล็กมือเปล่ากากเดชเท่านั้นแหละ!"
เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วห้องพักหรู อาเดลยิ้มออกมาด้วยความสะใจแห่งผู้ชนะ
"อีกเจ็ดวัน...มันจะต้องลงไปคุกเข่าราบกับพื้นต่อหน้าตราสิงโตทองคำ และเมื่อถึงวันนั้น ข้าจะเป็คนก้าวเข้าไปเหยียบหัวมันคืนต่อหน้าชาวเมืองทุกคน!"
ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องทำงานคฤหาสน์อัลดริช
ไวเคานต์เอริกนั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน โดยมีหัวหน้าสมาคมพ่อค้าเมืองฮาร์เรนโค้งตัวรายงานด้วยความเคารพ
"เป็ไปตามคำสั่งทุกประการครับท่านไวเคานต์...ร้านค้าทั้งเมืองไม่มีแห่งใดยอมขายวัตถุดิบให้ Flame Nest แม้แต่พ่อค้าเร่จากเมืองอื่นที่เดินทางเข้ามา เราก็ส่งคนไปแจ้งเตือนเรียบร้อยแล้วครับ"
เอริกพยักหน้าช้าๆ "ดีมาก...จำไว้ อย่าใช้กำลังทหารบีบบังคับ เพียงแค่ทำให้พวกเขารู้จักเลือกเอง..."
เอริกปรายสายตาเ็าออกไปนอกหน้าต่าง
"...ว่าพวกมัน้าจะค้าขายกับตระกูลอัลดริชต่อไป หรือเลือกที่จะอยู่อาศัยในเมืองนี้ไม่ได้อีกเลย"
นี่คือวิธีการอันแยบยลของขุนนางนักการเมือง... ไม่จำเป็ต้องยกดาบชักอาวุธให้แปดเปื้อน เพียงใช้รังสีอำนาจทางการเงินและกฎเกณฑ์ ตีตระฆังแห่งความหวาดกลัวให้ดังไปทั่วเมือง ก็สามารถบดขยี้ศัตรูให้ตายทั้งเป็ได้แล้ว
ย้อนกลับมาที่ถนนสายหลัก...
หลังเดินผ่านร้านค้าจนครบแทบทุกแห่ง โซร่าก็หยุดก้าวเท้าลงใจกลางแยกย้ายการค้า สีหน้าของเขายังคงราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความใ หวาดกลัว หรือสิ้นหวังแม้แต่เสี้ยวเดียว
สเตลร่าเดินเข้ามาหยุดข้างกาย หรี่ตามองพลางเอ่ยถาม "เป็ไง...เ้าหมดหนทางแล้วหรือยัง หืม?"
โซร่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "คนอย่างข้าไม่จำเป็ต้องเลือกเดินหาหนทางที่คนอื่นสร้างให้หรอก..."
ชายหนุ่มปรายสายตามองไปยังทิศทางของคฤหาสน์ขุนนางบนเนินเขา "...แค่มั่นใจแล้วว่าพวกมันคิดจะใช้วิธีโกงมาั้แ่แรก"
เรย์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง "แต่ตอนนี้ไม่มีใครยอมขายวัตถุดิบให้เราเลยนะครับพี่โซร่า...เราจะทำยังไงกันดี?"
โซร่าหมุนตัว หันหน้ามองตรงไปยังแนวเทือกเขาสีดำสนิทที่ทอดยาวสลับซับซ้อนอยู่ไกลสุดขอบฟ้าทางทิศเหนือ
"ถ้ามนุษย์ไม่ขาย...ก็ไม่ต้องซื้อ"
คำพูดนั้นทำเอาเรย์และเอเลน่าชะงักกึก เอเลน่าเอ่ยถามเสียงเบา "...ม...หมายความว่าอย่างไรคะ?"
โซร่ายกมือขึ้น ชี้ตรงไปยังแนวูเาลึกลับนอกเมือง
"ของพวกนั้น...เป็สิ่งที่ธรรมชาติเป็ผู้สร้างขึ้นมาจากพรของท่านแม่ไมอาร์ ไม่ใช่พวกมนุษย์"
สเตลร่าค่อยๆ คลี่ยิ้มมุมปากออกมาอย่างลึกล้ำ "อ้อ...สุดท้ายแล้วเ้าก็จะออกไปหาวัสดุด้วยตัวเองสินะ"
โซร่าคว้าด้ามค้อนั์ทมิฬขึ้นพาดบ่า ดวงตาสีแดงเพลิงสะท้อนประกายแสงแห่งเทือกเขาอันไกลโพ้น
"เหล็กดำบริสุทธิ์...ผลึกแมกม่า...แก่นเพลิงา...และโลหิตอสูรหิน..." "ทั้งหมดนั่น...มีอยู่ใน 'หุบเขาัเพลิง'"
อึก!
เรย์กลืนน้ำลายลงคอดังอึก ใบหน้าซีดเผือด "ด...ด...เดี๋ยวนะครับ! ผมได้ยินมาว่าที่นั่นมันเขตอันตรายระดับสูงของทวีปเลยไม่ใช่เหรอครับ!"
เอเลน่ากุมมือแน่นด้วยความตื่นตระหนก "ฉันเคยได้ยินว่าที่นั่นมีมอนสเตอร์ระดับ B และระดับ A อาศัยอยู่เต็มไปหมดเลยนะคะ! ขนาดพวกนักผจญภัยต่างถิ่นยังต้องยกโขยงมาหลายปาร์ตี้เลยนะคะ"
โซร่าก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าออกจากประตูเมืองไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
"ก็แค่พวกสัตว์เดรัจฉานชั้นต่ำ...พวกมันไม่มีปัญญาทำอะไรข้าได้ทั้งนั้น"
สเตลร่าหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนจะเดินตามหลังชายหนุ่มไปอย่างอารมณ์ดี
"น่าสงสารพวกมอนสเตอร์จังเลยนะ..." นางพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มซุกซน "...ที่พวกมันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ว่าวันนี้ ผู้ล่าที่แท้จริง กำลังจะเดินเข้าไปหาพวกมันถึงในรัง"
แสงแดดยามสายสาดแสงผ่านประตูเมืองฮาร์เรน เผยให้เห็นเงามืดของชายหนุ่มและหญิงสาวสองคนที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เทือกเขาอันเป็ดินแดนต้องห้ามของมนุษย์...
“ผลการแข่งจะเป็อย่างไรก็ช่าง แต่ข้าจะทำให้พวกตระกูลอัลดริชได้ลิ้มรสชาติความพ่ายแพ้เสมือนตายทั้งเป็ ส่วนพวกร้านค้าที่มันคิดร่วมมือกันโกงข้า หลังจากจบการแข่งข้าจะกลับไปตอบแทนพวกนั้นอย่างสาสม โดยที่ข้าไม่สนใจพวกมันจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม”
.
.
.
.
แสงอาทิตย์ยามสายสาดผ่านแนวต้นสนสูงใหญ่ของป่าทางเหนือเมืองฮาร์เรน ทอดเงายาวทับซ้อนกันดุจกรงขังธรรมชาติ ขณะที่กลุ่มคนสี่คนค่อยๆ เดินลึกเข้าไปในเขตูเาหวงห้าม ภูผาสูงชันสลับซับซ้อนทอดตัวไกลออกไป ซึ่งแม้แต่นักผจญภัยระดับกลางที่ผ่านศึกมาอย่างเชี่ยวชาญยังไม่กล้าก้าวเท้าเข้ามาเพียงลำพัง
ยิ่งลึกเข้าไป อากาศที่เคยเย็นสบายยามเช้ากลับแปรเปลี่ยนเป็ความอบอ้าวอันแห้งผาก กลิ่นกำมะถันและไอร้อนลอยละล่องอยู่ในชั้นบรรยากาศอย่างหนาแน่น เบื้องหน้าของพวกเขาคือซากต้นไม้ขนาดมหึมาล้มระเนระนาดราบเป็ทางยาว รอยไหม้สีดำสนิทปกคลุมผืนดินและผาหินเป็วงกว้าง ราวกับสถานที่แห่งนี้เคยถูกทะเลเพลิงจากผืนฟ้ากลืนกินจนแหลกลาญเมื่อไม่นานมานี้
เสียงลมพัดผ่านช่องเขาหินแทรกตัวผ่านโตรกผาดังครางต่ำ ราวกับเสียงร้องไห้ของิญญาผู้ล่วงลับ...
"พ...พี่โซร่า..."
เรย์กลืนน้ำลายเหนียวเหนอะลงคออย่างยากลำบาก เด็กชายใช้สองมือเล็กๆ กอดกระสอบป่านเปล่าที่เตรียมไว้สำหรับใส่วัตถุดิบแน่นจนข้อแต้มขาว ั์ตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวขณะกวาดมองไปรอบตัว
"...แน่ใจนะครับว่าที่นี่มีของที่เรา้าจริงๆ"
โซร่าเดินนำหน้าขบวนโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ท่วงท่าการเดินของเขามั่นคง หนักแน่น ดุจขุนเขาที่ไม่ไหวติงต่อสายลม
"แน่นอน" ชายหนุ่มตอบสั้น ๆ
"แต่..." เรย์ก้มลงมองซากกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีขนาดยาวกว่า 10 เมตร ซึ่งนอนกองขาวโพลงเปรอะเปื้อนคราบเถ้าถ่านอยู่ข้างทาง "มัน...มันน่ากลัวเกินไปแล้วครับ"
เอเลน่าที่เดินประคองอยู่ข้างน้องชายก็มีสีหน้าซีดผากไม่ต่างกัน นางเคยได้ยินเื่เล่าของขบวนนักผจญภัยและพรานป่ามาั้แ่สมัยยังเป็เด็กเล็กๆถึงดินแดนลึกลับหลังแนวนครฮาร์เรน...
'หุบเขาัเพลิง'
ดินแดนหวงห้ามอันเป็รังของมอนสเตอร์ระดับสูงที่ดุร้ายและบ้าคลั่ง สถานที่ที่นักผจญภัยฝีมือดีจำนวนมากเดินเข้ามาแล้วหายสาบสูญไปตลอดกาลโดยไม่มีใครได้พบแม้แต่ซากศพ ในบันทึกของสมาคมกิลด์ ไม่เคยมีใครกล้าย่างกรายเข้าไปลึกเกินสามกิโลเมตรนับั้แ่สิ้นสุดยุคา
ทว่า...ชายผมแดงผู้นี้กลับเดินนำพวกเขาก้าวข้ามเขตเตือนภัยเข้ามา ราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้านของตนเองอย่างไรอย่างนั้น
"..."
สเตลร่าซึ่งเดินละเมียดละไมปิดท้ายขบวนด้วยท่าทีผ่อนคลาย พลางปรายสายตามองสีหน้าตื่นตระหนกของสองพี่น้องก่อนจะหัวเราะเบาๆในลำคอ
"กลัวหรือทั้งสองคน?"
เรย์รีบพยักหน้ารัวจนหัวแทบหลุดออกจากบ่า "ก...ก็ต้องกลัวสิครับคุณสเตลร่า! นั่นมันซากกระดูกมอนสเตอร์ขนาดใหญ่เลยนะครับ!"
สเตลร่าแย้มรอยยิ้มซุกซน "ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า..." นางละสายตาจากเด็กชายแล้วทอดมองไปที่แผ่นหลังกว้างของโซร่า "ตราบใดที่เ้าโง่นั่นยังคงเดินนำหน้าอยู่ตรงนี้...ต่อให้มอนสเตอร์ทั้งหุบเขาแห่งนี้พากันกรูมารุมพร้อมกัน ข้าว่าพวกเราน่าจะเป็ห่วงสวัสดิภาพของพวกมอนสเตอร์มากกว่านะ"
"......"
เรย์กับเอเลน่าหันมองหน้ากันด้วยความงุนงง พวกเขาแยกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าสเตลร่ากำลังพูดเล่นเพื่อผ่อนคลายความเครียด...หรือกำลังพูดความจริงอันน่าเหลือเชื่อกันแน่
ไม่นานนัก ความเงียบสงัดของหุบเขาก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง!
กรรรรรรรรรรร!!
เสียงคำรามกึกก้องที่สั่นะเืไปถึงแก้านหูดังแหวกผ่านไอร้อน สะท้อนสะกดไปทั่วทั้งโตรกผา! ผืนดินใต้เท้าของพวกเขาเริ่มสั่นะเืเป็ระลอกคลื่น ต้นไม้ใหญ่ตามขอบหน้าผาเอนล้มลงทีละต้นด้วยแรงปะทะมหาศาล
จากเงาป่าสนทึบที่ไหม้ดำ...สัตว์ร้ายขนาดมหึมาค่อย ๆ ก้าวเท้าออกมา ย่ำลงบนผืนหินจนแตกร้าว
มันคือ หมาป่าเพลิงั์ (Flame Death Wolf) ที่มีความสูงลำตัวเกือบหกเมตร! ขนตามตัวของมันลุกโชนไปด้วยเปลวไฟสีแดงเพลิง เขี้ยวคู่หน้ายาวโค้งดุจดาบโค้งเหล็กกล้า ั์ตาสีทองฉายแววบ้าคลั่งและกระหายเือย่างถึงที่สุด และที่น่าสะพรึงกลัวคือเหนือศีรษะของมันมีเขาเพลิงคู่หนึ่งโค้งงอพุ่งชี้ขึ้นสู่อากาศ
"ฟ...ฟ...เฟลมเดธวูล์ฟ!" เอเลน่าอุทานออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ ใบหน้านวลซีดไร้สีเื "มอนสเตอร์ระดับ B...!"
ทว่า ยังไม่ทันที่เสียงกรีดร้องของนางจะสิ้นสุดลง...
โฮกกกกก!!
เสียงคำรามทุ่มต่ำอีกสายหนึ่งดังกดทับขึ้นมา! หมีเกราะลาวาร่างั์ที่มีความสูงกว่าแปดเมตร เดินกระทืบเท้าออกจากแนวผาหินด้านข้าง ิัของมันเรียงตัวหนาแน่นด้วยเกล็ดหินูเาไฟที่มีลาวาเหลวไหลซึมออกมาตามรอยต่อ เหนือท้องฟ้า... ไวเวิร์นเพลิงขนาดใหญ่สองตัวปีกกางกว้างบินร่อนลงมาปิดทางถอย
และไม่เพียงแค่นั้น... เงาร่างของสัตว์ประหลาดและอสูรร้ายอีกหลายสิบตัวค่อย ๆ ทยอยล้อมวงโผล่ออกมาจากเงามืดของป่าลึก รังสีฆ่าฟันและกลิ่นอายความตายพุ่งเป้ามายังกลุ่มคนสี่คนใจกลางลานหิน!
เรย์ขาอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น แทบร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวัง "...พ...พี่โซร่า...พวกเราหนีเถอะครับ! พวกมันมีมากเกินไปแล้ว!"
ทว่า โซร่ายังคงยืนหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม
ใบหน้าคมคายของเขาเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัว เขาเพียงแค่ปรายสายตาสีเพลิงมองสัตว์ประหลาดแต่ละตัวทีละนิด...ราวกับพ่อค้ากำลังตระเวนตรวจเช็กคุณภาพสินค้าในตลาดสด
"ตัวแรก..." ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง "เพศผู้...อายุประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบปี...เขาซ้ายมีรอยแตกร้าว... หัวใจอยู่ค่อนไปทางด้านขวา...เืปนพิษจากรากไม้พิษ..."
โซร่าส่ายหน้าช้าๆ "...ใช้ไม่ได้…ขยะ"
ทุกคนที่ได้ยิน "..."
ชายหนุ่มละสายตาจากเฟลมเดธวูล์ฟ แล้วหันไปจ้องมองหมีเกราะลาวาร่างั์เบื้องหน้าแทน
"ตัวนี้...โครงสร้างกล้ามเนื้อแ่าดี แก่นมานาธาตุไฟควบแน่นคุณภาพสูง เกล็ดหน้าอกหนาและแข็งแกร่งพอใช้... เหมาะแก่การนำไปหลอมเป็วัตถุดิบรอง"
เรย์อ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงลุ่มลึก "...พ...พี่รู้รายละเอียดพวกนั้นได้ยังไงกันครับ! แค่มองแวบเดียวเนี่ยนะ!"
สเตลร่าที่ยืนอยู่ข้างๆหัวเราะร่าออกมาเบา ๆ "ก็เหมือนพวกมนุษย์ที่สืบทอดความรู้เื่การแยกแยะพันธุ์วัว พันธุ์ม้านั่นแหละเรย์...เพียงแต่สำหรับเ้าโง่นี่..."
นางปรายสายตามองเพื่อนเก่าด้วยรอยยิ้มลึกล้ำ "...เขาแยกแยะสายพันธุ์ั อสูรโบราณ และสัตว์ประหลาดพวกนี้มาั้แ่เมื่อหลายพันล้านปีก่อนแล้วต่างหาก"
กรรร!
เฟลมเดธวูล์ฟั์ไม่อาจทนต่อสายตาอันเหยียดหยามของมนุษย์ตรงหน้าได้อีกต่อไป มันแผดเสียงคำรามลั่นจนผาหินแตกร้าว ก่อนจะสปริงตัวพุ่งเข้าหาโซร่าด้วยความเร็วสูงดุจดาวตกเพลิง! กรงเล็บแหลมคมยื่นออกมาหมายจะฉีกร่างของชายหนุ่มให้เป็ชิ้น ๆ ในเสี้ยววินาที
เอเลน่ากรีดร้องสุดเสียง "ระวัง!"
ทว่า...โซร่าเพียงแค่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความรำคาญ
"...หนวกหูชะมัด"
ชายหนุ่มก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียวอย่างเชื่องช้า
พรึ่บ!
ในพริบตานั้นเอง ั์ตาสีแดงของโซร่าพลันเปลี่ยนแปรสภาพ! ม่านตาตรงกลางบีบตัวเล็กลงเป็เส้นตรงเรียวยาว ดุจดวงตาของสัตว์นักล่าในตำนานที่อยู่เหนือยอดสูงสุดของสายวิวัฒนาการ!
อุณหภูมิรอบตัวของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันจนผืนหินใต้เท้าแตกร้าวเป็ลายใยแมงมุม อากาศรอบกายบิดเบี้ยวกลายเป็ระลอกคลื่นความร้อนที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เปลวไฟสีแดงเข้มบริสุทธิ์ไหลเวียนหมุนวนรอบกายของเขาอย่างเงียบเชียบและทรงพลัง
ไม่มีมนตรา ไม่มีร่ายเวท ไม่มีวงเวทอาคมใดๆปรากฏ ไม่มีแสงสีอันอลังการ มีเพียง...แรงกดดันจากผู้ล่าอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้!
ตึง!
ร่างของเฟลมเดธวูล์ฟที่กำลังพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วสูง...หยุดนิ่งกลางอากาศทันที!
ร่างมหึมาหกเมตรของมันกระแทกลงกับพื้นดินอย่างแรง ขาทั้งสี่ข้างสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง ั์ตาสีทองที่เคยเต็มไปด้วยความดุร้าย บัดนี้เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอันลึกล้ำที่ถูกสลักไว้ในสัญชาตญาณพันธุกรรม!
ครืด...
ร่างของหมาป่าเพลิงั์ทรุดลงกับพื้น มันค่อย ๆ หมอบลงต่ำ ศีรษะและปากแนบติดกับผืนหินที่ร้อนระอุ ส่งเสียงคราง หงิง...หงิง...ออกมาด้วยความหวาดกลัวจนสติแทบหลุดลอย
และไม่ใช่แค่เฟลมเดธวูล์ฟ...
หมีเกราะลาวาร่างแปดเมตรที่เคยดุร้าย บัดนี้ทิ้งตัวลงคุกเข่า ไวเวิร์นเพลิงสองตัวบนฟ้าหุบปีกร่อนลงมากระแทกพื้น หมอบนิ่งไม่กล้าขยับตัว มอนสเตอร์และสัตว์ประหลาดอีกนับสิบตัวทั่วทั้งบริเวณต่างพากันทรุดกายหมอบลงกับพื้นพร้อม ๆ กันอย่างเรียบร้อย!
พวกมันทั้งหมดกำลังส่งเสียงครางแ่ต่ำ...ยอมจำนนต่อผู้เป็าาแห่งเพลิงที่แท้จริง!
เรย์พูดอะไรไม่ออก "..."
เอเลน่าตัวแข็งทื่อ ร่างกายสั่นสะท้าน "...ม...มัน...พวกมัน..."
สเตลร่ายิ้มบางๆพลางเอ่ยขึ้น "พวกมันกำลัง...คุกเข่าถวายความเคารพยังไงล่ะ"
ทว่า...ท่ามกลางความสงบและยอมจำนนของเหล่าอสูร เสียงสั่นะเืมหาศาลกลับดังขึ้นจากส่วนลึกของโตรกผาอีกด้าน!
กรรรรรรรรรรร!!
ตูม! ตูม!
ต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกฟาดกระเด็นออกเป็ชิ้น ๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างอันมหึมาน่าสะพรึงกลัว! มันคือ ัดินเพลิง (Earth-Fire Dragon) สายพันธุ์ผสมที่มีความสูงกว่า 15 เมตร! ลำตัวครอบคลุมด้วยเกล็ดหินหนาเตอะ ั์ตาสีแดงฉานของมันเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ดุร้าย และไร้สติปัญญา
ต่างจากมอนสเตอร์ตัวอื่นๆ ัดินเพลิงตัวนี้ยังมีอายุไม่มาก มันถูกครอบงำด้วยสัญชาตญาณความดิบชื้นจนไม่อาจััถึงความน่ากลัวที่แท้จริงของโซร่าได้ มันแผดเสียงคำรามลั่นก้องหุบเขา แล้วก้าวขาขนาดั์พุ่งตรงเข้าหาโซร่าด้วยความคลั่งหมายจะกลืนกินชายหนุ่มไปทั้งตัว!
โซร่าปรายสายตามองมันด้วยความราบเรียบ
"...เ้านี่ยังเด็กเกินกว่าจะรู้ว่าอะไรคือเหยื่อหรือผู้อยู่จุดสูงสุด" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเบา "เลยไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดควรกราบนอบน้อม และสิ่งใดที่ไม่ควรอวดดีใส่"
ัหนุ่มอ้าปากกว้าง อัดพลังงานลาวาไว้ในลำคอเตรียมจะพ่นใส่ในระยะกระชั้นชิด!
เรย์ร้องลั่นด้วยความใสุดขีด "พี่โซร่า!!"
โซร่าเพียงแค่ยกนิ้วชี้ขวาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า...
"...Fire Fang (เขี้ยวเพลิง)"
ฟุ่บ!
ประกายไฟสีแดงเข้มขนาดเล็กเพียงแค่ปลายนิ้วพุ่งออกจากปลายเล็บของชายหนุ่ม... มันเป็ประกายไฟที่เงียบเชียบ ไม่มีเสียงะเิกึกก้อง ไม่มีคลื่นพลังแผ่ขยายออกไปกว้างขวาง
ฉึก!
ประกายไฟขนาดเท่าปลายนิ้วพุ่งแหวกอากาศ ตัดผ่านเกล็ดหินหนาเตอะ และเจาะทะลุผ่านกระโหลกศีรษะของัดินเพลิงขนาดั์เป็รูโบ๋ขนาดเท่านิ้วมืออย่างแม่นยำ!
ความบ้าคลั่งในดวงตาของัหนุ่มดับวูบลงในเสี้ยววินาที...ร่างมหึมา 15 เมตรของมันแข็งค้างกลางอากาศ ก่อนจะล้มตึงลงมากระแทกผืนดินดังสนั่น!
ตูม!!
ฝุ่นหินและเถ้าถ่านฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ...ความเงียบกริบกลับคืนสู่นครหวงห้ามอีกครั้ง
เรย์มองดูซากัั์ที่นอนนิ่งไร้ลมหายใจ ก่อนจะหันมามองโซร่าด้วยสายตาที่ตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง
"...จ...จบแล้วเหรอครับ? นิ้วเดียวเนี่ยนะ?!"
โซร่ายกก้มลงมองแขนขวาของตัวเอง เส้นเืสีดำปูดโปนขึ้นตามิัอย่างเห็นได้ชัดและที่บริเวณข้อมือ...ก่อนที่มันจะค่อยๆ จางหายไปอย่างยากลำบาก
"...ใช้พลังมากกว่านี้ไม่ได้ ร่างกายนี้คงมาถึงขัดจำกัดได้เท่านี้ล่ะ" ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
สเตลร่าเดินเข้ามาใกล้พลางพยักหน้ายอมรับ "แค่การปลดปล่อยแรงกดดันระดับาาเพื่อข่มขวัญสัตว์ประหลาด กับการใช้ Fire Fang บีบอัดมานา ร่างกายของเ้าก็เริ่มประท้วงแล้ว โซร่า"
โซร่าพยักหน้าสั้นๆ "หากฝืนใช้เวทมนตร์ระดับสูงกว่านี้...ร่างเนื้อนี้คงได้แตกสลายกลายเป็เถ้าถ่านก่อนที่ศัตรูจะทันได้ตายเสียอีก"
โซร่าละความสนใจจากร่างกายของตน แล้วเดินตรงไปยังซากัดินเพลิงอย่างสงบนิ่ง ชายหนุ่มชักมีดสั้นเล่มเล็กที่เอวออกมา แล้วเริ่มลงมือผ่าชั้นเกล็ดเนื้อหนาบริเวณหน้าอกของัอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำดุจแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
"เอเลน่า"
"ค...ค่ะ! พี่โซร่า!" หญิงสาวสะดุ้งรีบตอบรับ
"เอาถุงผ้ามารองรับแก่นมานาตรงนี้...ค่อยๆหยิบ อย่าให้รอยแตกร้าวบนแก่นมานาแตกออกเด็ดขาด"
"เข้าใจแล้วค่ะ!"
"เรย์ มาช่วยพี่หน่อย"
"ครับ!"
"ไปเลาะเอาเส้นเอ็นบริเวณโคนหางของมันมา ส่วนเขาับนหัว...ทิ้งไปซะ"
เรย์ทำตาโตด้วยความเสียดาย "ท...ทิ้งเหรอครับ! นั่นมันเขาัแท้ๆเลยนะครับ! ถ้าเอาไปขายในเมือง คงได้เงินหลายร้อยเหรียญทองเลยนะ!"
โซร่าส่ายหน้าโดยไม่หันกลับมา "สำหรับมนุษย์อาจจะมองว่าเขาัทุกตัวคือของมีค่าราคาแพง แต่สำหรับข้า เขาัตัวนี้มันก็แค่ของคุณภาพต่ำ...เจือปนไปด้วยแร่อุปสรรค ไม่คู่ควรจะนำมาเป็ส่วนประกอบของอาวุธที่ข้ากำลังจะสร้าง"
สเตลร่าที่ยืนดูอยู่หลุดหัวเราะร่า "ฮ่าๆๆ...ถ้ามีพวกช่างตีเหล็กจากสมาคมในเมืองมาได้ยินคำว่า 'เขาัคุณภาพต่ำ' จากปากเ้าล่ะก็ พวกนั้นคงได้ร้องไห้โฮกันทั้งสมาคมแน่ๆ"
โซร่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับเต็มไปด้วยความทระนงอันเปี่ยมล้น
"ถึงยังไงข้าก็ไม่คิดจะสร้างอาวุธเพื่อให้มนุษย์กากเดนพวกนั้นพอใจอยู่แล้ว..."
ชายหนุ่มยื่นมือไปหยิบแก่นมานาธาตุไฟขนาดเท่ากำปั้นที่กำลังเปล่งแสงเพลิงลุกโชนขึ้นมาถือไว้ในฝ่ามือ ั์ตาสีแดงฉานทอประกายวับแวม
"สิ่งที่ข้ากำลังจะสร้างขึ้นมา...คืออาวุธที่แม้แต่พวกเทพเ้าบน์ ก็ไม่มีปัญญาและจิติญญามากพอที่จะหลอมมันขึ้นมาได้!"
คำพูดอันหนักแน่นนั้นดังก้องไปทั่วหุบเขาเพลิงอันเงียบสงบ เอเลน่าและเรย์ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังของชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย...