“ท่านป้า! ตื่นสิ ตื่นเร็วเข้า…” กู้จิ่งเซวียนยกมือตบใบหน้าของกู้ตงหลิงเบาๆน้ำเสียงแฝงความหวาดกลัว ทว่ากู้ตงหลิงยังคงหวาดผวาไม่หาย จึงไม่ฟื้นคืนสติ
กู้จิ่งเซวียนจึงผลักประตูออกไปพลางเอ่ยกับคนติดตามที่ยืนอยู่ข้างประตูว่า “ท่านลุง…ท่านช่วยมานี่หน่อยขอรับ มีหนูตัวหนึ่งวิ่งเข้าไปในกระโปรงของท่านป้าแล้ว…”ยามนั้นกู้จิ่งเซวียนใสซื่อบริสุทธิ์นักแสดงความมีน้ำใจอย่างเต็มที่
คนติดตามนิ่งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องและมองไปยังกู้ตงหลิงที่กำลังสลบไสล
กู้จิ่งเซวียนพลันยกมือขึ้นเปิดชายกระโปรงของกู้ตงหลิงออก“หนูวิ่งเข้าไปจากตรงนี้ขอรับ…”
เดิมทีกู้ตงหลิงก็เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงอยู่แล้วยามนี้ใบหน้าซีดขาวกลับยิ่งเพิ่มความงดงามบอบบางไม่เหมือนใครคนติดตามผู้นั้นจึงกำกระบี่ที่เอวแน่นพลางกลืนน้ำลายลงคอ จากนั้นจึงหลับตาปี๋เขารู้ดีว่าไม่ควรกระทำการณ์ใดที่เกินเลย มิเช่นนั้นคงต้องพบจุดจบอันน่าอนาถ
คนติดตามจึงกัดฟันกรอด“เจ้าหนู วางมือลงเดี๋ยวนี้!”
กู้จิ่งเซวียนไม่เข้าใจพลันวางชายกระโปรงของกู้ตงหลิงลงด้วยความตกใจ ทว่ากลับร้องไห้โฮออกมา“ท่านดุข้า! ท่านทำให้ข้าตกใจ!”
จากนั้นจึงตบใบหน้าของกู้ตงหลิงรัวๆ“ท่านป้า ตื่นเร็วเข้า มีคนรังแกข้า…”
เนื่องจากกู้ตงหลิงนอนราบอยู่บนพื้นหนูตัวหนึ่งจึงวิ่งวนไปมาในกระโปรงของนางเพื่อหาทางออกภาพที่เห็นจึงดูแปลกประหลาดพิกล
คนติดตามสุดจะทนจึงให้คนรับใช้ของโรงเตี๊ยมยกถังน้ำแข็งเข้ามา ชั่วพริบตาถังน้ำแข็งก็สาดลงบนใบหน้าของกู้ตงหลิง
“กรี๊ด…” กู้ตงหลิงพลันได้สติทว่าน้ำแข็งที่สาดกระเซ็นใส่ใบหน้านางทำให้นางเจ็บปวดเหลือทน จึงลุกพรวดขึ้นนั่งพลางฟาดแส้ใส่คนติดตามทันที
คนติดตามถูกแส้ฟาดจนล้มลงพลางร้องโหยหวนออกมา แต่ก็ต้องตะโกนว่า “คุณ…คุณหนูใหญ่ ในเสื้อของท่านมีหนูตัวหนึ่ง…”
กู้ตงหลิงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าบนขาของนางมีบางสิ่งผิดปกติเมื่อได้ยินว่าเป็นหนู นางก็รีบพลิกตัวลงจากเตียงทันทีการกระทำนี้ทำให้หนูที่เกาะอยู่บนขาของนางลื่นหลุดลงมา ทันทีที่เท้ามันแตะพื้นมันก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าภาพนั้นกลับทำให้ทั้งร่างของกู้ตงหลิงแข็งค้างอยู่ตรงนั้นยามนี้กู้ตงหลิงดูยับเยินยิ่งนัก ใบหน้าและศีรษะเปียกชุ่มด้วยน้ำ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยใบหน้าซีดขาว ตัวสั่นเทา เป็นเพราะความเย็นจากน้ำแข็ง และความตกใจนางต้องใช้เวลาสักัพก เพื่อทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อได้สตินางก็กรีดร้องเสียงดังลั่นราวกับฟ้าถล่มดินทลายเพราะนางเพิ่งจะตระหนักได้ว่ามีหนูตัวหนึ่งปีนขึ้นมาบนตัวนางนางแทบจะคลุ้มคลั่งแล้ว
คนติดตามล้มลงอยู่ข้างๆรอยแส้ฟาดจากใบหน้าทำให้เขาเจ็บปวดจนพูดไม่ออก เมื่อนายบ่าวทั้งสองค่อยๆ ได้สติก็พบว่ากู้จิ่งเซวียนหายไปเจ้าเด็กน้อยที่เคยส่งเสียงอึกทึกครึกโครมเมื่อครู่ได้จากไปแล้ว
“เจ้าเด็กบ้า!” กู้ตงหลิงกัดฟันกรอดพลางเอ่ยสามพยางค์นั้นออกมามือที่กำแส้แน่นสั่นเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
ด้วยความโกรธแค้นแส้ในมือจึงฟาดลงบนคนติดตามข้างๆ อย่างรุนแรง “เจ้าคนไร้ประโยชน์!แม้แต่เด็กคนเดียวก็ดูแลไม่ได้!” นางใช้แรงทั้งหมดและฟาดแส้ลงมาอย่างบ้าคลั่งครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้คนติดตามร้องโหยหวนและกลิ้งไปมาบนพื้นด้วยความเจ็บปวด
ในขณะนั้นควันดำหนาทึบก็ลอยเข้ามาจากนอกประตู ทำให้กู้ตงหลิงไอออกมาคนติดตามจึงรอดพ้นจากภัยพิบัตินี้ไปได้ ทว่าเขาก็ยังคงถูกตีจนผิวหนังแตกยับเยินดูแล้วน่าสังเวชยิ่งนัก
“ไฟไหม้ ไฟไหม้แล้ว!” ในขณะนั้นมีคนตะโกนดังลั่นอยู่ข้างนอก“คนในนั้น รีบออกมาเร็วเข้า!” เสียงเคาะประตูและตีกลองดังขึ้นเป็นระยะ
กู้ตงหลิงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าโรงเตี๊ยมกำลังถูกไฟไหม้นางผลักประตูออกเพื่อจะวิ่งหนีออกไป ทว่าคลื่นความร้อนก็โถมเข้ามา…
กู้จิ่งเซวียนยืนปะปนอยู่ในหมู่คนแววตาที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ดุจเหยี่ยวคู่นั้นปรากฏรอยยิ้มพาดผ่านจากนั้นจึงปรบมือเล็กน้อยแล้วเบียดกายออกจากฝูงชนไปวันนี้กู้ตงหลิงได้รับบทเรียนราคาแพง เขารู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นมาก
ในยามนั้นเองจินเถียวที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยก็กระโจนออกมาอย่างรวดเร็วก่อนพุ่งเข้าใส่กู้จิ่งเซวียนในทันที ท่าทางสนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง
"จินเถียว เจ้านี่ช่างน่ารักนัก" กู้จิ่งเซวียนหรี่ตาลงเล็กน้อยเขาโอบกอดจินเถียวไว้แน่น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสุขพลางเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักบูรพา
"เล่นพอหรือยัง" กู้ชิงเฉิงยืนขวางทางเขาก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องเขม็ง "เจ้าเด็กคนนี้ช่างกำเริบเสิบสานขึ้นทุกที กล้าดียังไงถึงมากับกู้ตงหลิงที่นี่ รนหาที่ตายชัดๆ"
หากเป็นคนอื่นกู้ชิงเฉิงคงไม่ใส่ใจ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร เด็กน้อยผู้นี้ก็สามารถจัดการได้ทว่ากู้ตงหลิงกลับแตกต่างออกไป ในเนื้อเรื่องเดิมนั้นทั้งสองแม่ลูกต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของกู้ตงหลิง
นางได้รับข่าวเมื่อครู่แทบจะล้มพับไป ไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคงเลยทีเดียวครั้นเห็นกู้จิ่งเซวียนยืนอยู่ตรงนี้อย่างปลอดภัย ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนโดยมีหมาป่าหิมะอยู่ในอ้อมแขน นางพลันรู้สึกราวกับรอดตายจากภัยพิบัติ
"ท่านแม่ โกรธหรือขอรับ" กู้จิ่งเซวียนรู้จักแม่ของตนดีที่สุดหากนางเอ่ยปากด่าทอ เรื่องราวก็คงจะคลี่คลาย ทว่ายามนี้กลับนิ่งเงียบเช่นนี้แสดงว่านางกำลังโกรธ เขารีบก้าวไปข้างหน้า เขาโอบกอดหมาป่าหิมะไว้ด้วยมือข้างหนึ่งอีกข้างหนึ่งโอบกอดเรียวขาของกู้ชิงเฉิงพลางเอ่ยว่า "ท่านแม่เซวียนเอ๋อร์จะไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแล้ว ท่านแม่ กอดข้าหน่อยขอรับเซวียนเอ๋อร์เพิ่งจะรอดมาจากกองเพลิงเมื่อครู่ส่วนท่านป้าคนนั้นยังอยู่ในนั้นเลยขอรับ"
ครั้นเห็นใบหน้าขาวสะอาดและดวงตากลมโตเป็นประกายของเขาที่ยังคงสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน อารมณ์ของกู้ชิงเฉิงก็คลี่คลายลงบ้างนางยังคงยกแขนขึ้นอุ้มเขา พลางตบก้นน้อยๆ ของเขาเบาๆ"หากมีครั้งหน้าอีก แม่จะถลกหนังเจ้าเสีย"
"ข้าไม่กล้าทำอีกแล้วขอรับ..." กู้จิ่งเซวียนโอบรอบคอของกู้ชิงเฉิงด้วยมือข้างเดียวแก้มเล็กๆ ของเขาแนบชิดกับผ้าคลุมหน้าของกู้ชิงเฉิงกู้จิ่งเซวียนรู้ดีว่าช่วงสองสามวันนี้เขาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะเขาก้าวล่วงขีดจำกัดของมารดาตนเองเสียแล้ว
กู้ชิงเฉิงโอบกอดเจ้าก้อนซาลาเปาน้อยในอ้อมแขนพลางออกแรงเล็กน้อย นางเกรงว่าจะเกิดอันตรายใดๆ กับเขา เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งสองแม่ลูกต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน นางย่อมรักกู้จิ่งเซวียนราวกับแก้วตาดวงใจ
โม่อวี้เฉินมองไปยังกองเพลิงที่ลุกโชนก่อนจะเบือนสายตาไปมองสองแม่ลูก และส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขารู้สึกว่าตนเองคิดมากไปจะมีใครสามารถทำร้ายสองแม่ลูกนี้ได้เล่า? แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติร่างของเขาอ่อนแรงลงเล็กน้อย พลางถอนหายใจออกมา
เฟิงฮ่วนไปรับโทษแล้วและหูเอ้อร์ที่ตำหนิตนเองก็ไปรับโทษพร้อมกันด้วยแน่นอนว่ากู้จิ่งเซวียนก็ถูกลงโทษเช่นกัน เขาต้องคัดบทกลอนตำรับยาและถูกกักอยู่ในตำหนักเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ไม่ได้ออกไปไหนเลย
กองเพลิงในวันนั้นใหญ่หลวงนักเดิมทีทุกคนต่างคิดว่ากู้ตงหลิงต้องตายอย่างแน่นอนทว่านางกลับทอดทิ้งคนติดตามของนาง พลางกระโดดออกจากหน้าต่าง ด้วยฝีมือของนางการกระโดดจากชั้นสองย่อมไม่ทำให้บาดเจ็บ เพียงแต่หลังจากวันนั้นภาพลักษณ์ของกู้ตงหลิงก็เสียหายไปบ้าง เพราะวันนั้นนางดูย่ำแย่ยิ่งนัก
เดิมทีนางเกลียดชังสองแม่ลูกกู้ชิงเฉิงเข้าไส้เกลียดที่พวกเขายึดครองโม่อวี้เฉินไปเกลียดที่พวกเขากระทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อันหยวนถังและในครั้งนี้ยิ่งเกลียดเข้ากระดูกดำเด็กน้อยคนหนึ่งกลับสามารถทำให้เกือบตายที่นั่นได้ ไม่เพียงเท่านั้นนางยังหวาดกลัวไม่น้อย หลังจากกลับมายังจวนเพื่อพักฟื้นนานกว่าหนึ่งเดือนอาการของนางจึงค่อยๆ ทุเลาลง
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมื่อได้ยินคำว่า หนอนหรือหนู นางก็รู้สึกอยากจะฆ่าคนเสียให้ได้เพราะนางมีบาดแผลทางใจแล้ว
แน่นอนว่าด้วยนิสัยของนางย่อมไม่ยอมจบลงง่ายๆ หากไม่กำจัดกู้ชิงเฉิงและกู้จิ่งเซวียนนางย่อมไม่สามารถตายตาหลับได้ หมากของตระกูลอวี๋ก็ไร้ประโยชน์ ตระกูลเฉียนก็ไร้ค่าไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ กู้ตงหลิงรู้สึกว่าถึงเวลาที่บางคนควรจะปรากฏตัวแล้ว...