ท่ามกลางความเงียบในชั้นบรรยากาศเสียงเครื่องยนต์ขับเคลื่อนระบบควอนตัมของยานลำเลียงพล VTOL ดังกังวานแ่ต่ำเป็จังหวะสม่ำเสมออยู่นอกตัวเครื่อง ขณะที่อากาศยานสีดำสนิทลำนี้กำลังค่อยๆ ไต่ระดับเพดานบินทะยานทะลุผ่านม่านหมอกและชั้นเมฆหนาสีเทาเข้มข้นขึ้นไปสู่ห้วงเวหาเบื้องบนของมหานครโครเนแซนเดรีย
บรรยากาศภายในห้องโดยสารตกอยู่ในความเงียบงันและอึดอัดเสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงผ่อนลมหายใจเข้าออกของกันและกัน
รินนั่งนิ่งสงบอยู่บนเบาะที่นั่งด้านในสุดของตัวเครื่อง ร่างกายอันบอบบางถูกคลุมไว้ด้วยผ้าห่มฉุกเฉินฟอยล์สีเงินเพื่อรักษาอุณหภูมิ ทว่าความร้อนระอุภายในสายเืยังคงหลงเหลืออยู่จนทำให้เธอรู้สึกอ่อนแรงจากการฝืนเค้นขีดจำกัดของพลังเมื่อครู่ ดวงตาสีแดงอมทองทอดสายตามองลอดผ่านหน้าต่างกระจกใสบานหนาด้านข้างออกไปด้านนอกอย่างเหม่อลอยและไร้จุดหมาย
ภาพทัศนียภาพของเมืองหลวงเบื้องล่างค่อยๆ ห่างไกลออกไปทีละน้อยเรื่อยๆ แสงไฟนีออนระยิบระยับตามตึกระฟ้า เส้นทางถนนทางด่วน และสะพานลอยโยงใย เริ่มหดเล็กลงเรื่อยๆ จนดูราวกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือของเล่นแบบจำลองในกล่องสี่เหลี่ยม
จากมุมสูงนี้...ทุกสิ่งทุกอย่างดูสงบราบเรียบและสวยงามเหลือเกิน แตกต่างจากเหตุการณ์วิปโยคเมื่อไม่กี่สิบนาทีก่อนหน้าราวกับเป็โลกคนละใบ
หมับ...
แรงัับีบเบาๆ และความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากปลายเรียวนิ้วทำให้รินต้องละสายตาจากกระจกหน้าต่าง เธอก้มลงมองต่ำก่อนจะพบว่าโรเชลล์กำลังนั่งอยู่เคียงข้าง และกำลังใช้สองมืออันสั่นเทาจับท่อนแขนของเธอเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไป
“ริน...เธอยังเจ็บตรงไหนอยู่ไหม” น้ำเสียงของเพื่อนสาวแ่เบาราวกับเสียงกระซิบที่เกลื่อนกลืนไปกับเสียงเครื่องยนต์
รินนิ่งมองสีหน้าอันเต็มไปด้วยความวิตกกังวลของเพื่อนสนิทอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะแห้งๆ ในลำคอออกมาเบาๆ “ไม่นึกเลยแฮะ...ว่าคนรักความสะดวกสบายแบบเธอจะกล้าตัดสินใจเดินขึ้นมาบนยานลำนี้ด้วยกัน”
“ยะ...อย่าพูดเหมือนฉันอยากจะเสนอหน้าขึ้นมานักสิ!” โรเชลล์รีบเชิดหน้าตอบกลับทันทีเพื่อแก้เขิน ทว่าถึงจะทำปากดีแบบนั้น สองมือของเธอกลับยังคงเกาะกุมแขนของรินเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย “ฉันก็แค่...ไม่อยากปล่อยให้เธอต้องเผชิญหน้ากับเื่บ้าๆ นี่อยู่คนเดียวต่างหากล่ะ”
ดวงตาสีฟ้าใสของลูกคุณหนูสาวสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความหวาดหวั่นลึกๆ สารพัดสิ่งบ้าคลั่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้—สัตว์ประหลาดต่างมิติ คลื่นพลังงานทำลายล้าง ชุดเกราะชีวภาพลึกลับ กองกำลังติดอาวุธในเงามืด รวมถึงผู้หญิงเรือนผมสีเงินหน้าตายที่ดูน่ากลัวคนนั้น ทั้งหมดมันเป็เื่เหนือธรรมชาติที่สมควรจะอยู่แค่เหตุการณ์ในภาพยนตร์ไซไฟ ไม่ใช่เื่ที่มนุษย์ประชาชนทั่วไปธรรมดาจะต้องมาพบเจอด้วยตาตัวเอง
แต่สิ่งเดียวที่โรเชลล์ตระหนักและรู้แจ้งแก่ใจที่สุดในตอนนี้คือ...รินเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดต่อหน้าต่อตาเธอ และความกลัวในเสี้ยววินาทีนั้นก็ยังคงทำให้นิ่งงันจนหัวใจสั่นระรัวไม่หยุดจนถึงตอนนี้
“ริน...” โรเชลล์เม้มริมฝีปากแน่นพยายามกักเก็บอารมณ์ “ต่อจากนี้ไป...เธอจะไม่เป็อะไรใช่ไหม”
คำถามอันซื่อตรงนั้นทำให้รินนิ่งเงียบไปชั่วครู่...ไม่เป็ไรอย่างนั้นเหรอ? แม้แต่ตัวเธอเองในเวลานี้ก็ยังไม่รู้คำตอบเลยด้วยซ้ำว่าเกิดความผิดปกติอะไรขึ้นกับระบบกลไกภายในร่างกายของตัวเองกันแน่ เด็กสาวก้มลงมองฝ่ามือของตนเองที่ยังคงสั่นระริกเบาๆ ในหัวสมองของเธอยังคงจดจำรสััอันร้อนแรงของเพลิงกัลป์ ความร้อนระอุที่แผดเผา และมวลพลังมหาศาลที่ปะทุออกมาเมื่อครู่ได้อย่างแจ่มชัด ราวกับว่าหยาดโลหิตทุกหยดในเส้นเืสายต่างๆ กำลังร่ำร้องตอบรับพลังนั้นอยู่
“...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เธอเลือกที่จะตอบออกมาตามตรงโดยไม่ปิดบัง
โรเชลล์ชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าดูสลดลงทว่ากลับยิ่งกระชับวงแขนจับยึดร่างของรินให้แน่นขึ้นกว่าเดิม “ถ้าอย่างนั้น...ก็ห้ามหายไปไหนเด็ดขาดเลยนะ”
“หา?” รินเลิกคิ้วมองด้วยความฉงน
“ฉันหมายถึง...ต่อให้จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ไปก็เถอะ...เธอห้ามหายไปอีกคนเหมือนเรนนะ” เด็กสาวผมทองก้มใบหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาที่กำลังสั่นคลอนและเอ่อล้นไปด้วยความกังวล “เพราะอย่างน้อยที่สุด...ก็ให้ฉันอยู่ด้วย...ฉันจะได้ไม่เหงาและรู้สึกไม่โดดเดี่ยว”
รินมองดูท่าทางที่พยายามข่มความกลัวของเพื่อนสนิทเงียบๆ ก่อนจะหลุดยิ้มบางๆ ออกมาตรงมุมปากอย่างช่วยไม่ได้ “...เธอนี่น้า ขี้แยแถมยังขี้กลัวเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลยจริงๆ”
“ฮึก….มันก็แน่อยู่แล้วยัยบ้า!” โรเชลล์เงยหน้าขึ้นมาเถียงทันควัน ดวงตากลมโตค้อนขวับ “มนุษย์ปกติที่ไหนเขาก็กลัวกันทั้งนั้นแหละ! ฉันเป็แค่คนธรรมดานะยะ ไม่ได้บ้าพลังชอบพุ่งเข้าใส่สนามรบทำลายล้างเหมือนเธอสักหน่อย!”
สุ้มเสียงโวยวายแง่งอนที่เป็ธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศเคร่งเครียด ส่งผลให้เ้าหน้าที่ทหาร V.I.F. สองสามคนที่นั่งประจำการอยู่ไม่ไกลแอบหลุดขำและหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“...”
โรเชลล์สะดุ้งโหยง ตัวแข็งทื่อ ก่อนจะรีบตะครุบเอามืออุดปากตัวเองทันทีเมื่อรู้ตัวว่าเผลอส่งเสียงดังจนตกเป็เป้าสายตา เธอรีบขยับร่างกายเบียดกระแซะเข้าไปนั่งหลบอยู่ทางด้านหลังของรินเพื่อใช้เพื่อนเป็บังเกอร์กำบังแทบจะในวินาทีนั้น ท่าทางตลกขบขันและเปิ่นๆ แบบนั้นทำเอาตัวรินเองหลุดหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ เป็ครั้งแรก นับั้แ่เผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมทั้งหมดในคืนนี้ และในจังหวะที่เสียงหัวเราะจางหายไป—
“เตรียมตัวให้พร้อม...พวกเรากำลังจะเข้าสู่เขตเชื่อมต่อระดับสูงแล้ว” เสียงเรียบเฉียบและเย็นเยือกของโรซาเลียดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหน้าของห้องโดยสาร นำพาความเงียบสงัดและจริงจังให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ทุกสายตาในห้องโดยสารต่างหันไปมองตรงไปยังทิศทางเดียวกันทันที นอกหน้าต่างกระจกหนาบานใหญ่เบื้องหน้า ม่านเมฆหมอกหนาทึบที่เคยบดบังทัศนียภาพรอบกายกำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวแยกออกจากกันช้าๆ ราวกับพรมผืนั์ที่ถูกตวัดเปิดออก เผยให้เห็นเงาโลหะทมิฬขนาดโตมโหฬารอลังการที่สถิตอยู่เหนือชั้นบรรยากาศยามราตรี
“ว้าว...” โรเชลล์เผลออ้าปากค้างและหลุดอุทานออกมาเสียงหลงโดยไม่รู้ตัว
ป้อมปราการลอยฟ้า ORCA - 01 ลอยสงบนิ่งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ โครงสร้างสถาปัตยกรรมเหล็กกล้าผสมผสานสีดำและเทาเข้ม มีขนาดที่ใหญ่โตมหาศาลเสียจนบดบังทัศนียภาพของดวงจันทร์และดวงดาวไปเกือบครึ่งค่อนฟ้า แสงเรืองรองสีน้ำเงินครามจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนควอนตัมหลายสิบจุดรอบตัวยานส่องสว่างนวลตาตัดกับความมืดมิดราวกับเป็กลุ่มดาวฤกษ์ดวงใหม่
รอบๆ ป้อมปราการลอยฟ้าติดตั้งระบบปืนใหญ่พลังงานต่อต้านอากาศยานหนาแน่นเรียงรายเป็ตับ โดรนรบลาดตระเวนไร้คนขับนับร้อยบินร่อนวนคุ้มกันเป็ชั้นๆ ดูเป็ระบบระเบียบ สิ่งนี้มันห่างไกลจากคำว่า เรือบิน หรือ ยานพาหนะ ไปไกลโข แต่มันคือเมืองหลวงแห่งาลอยฟ้าเคลื่อนที่ชัดๆ
“นี่มัน...เื่จริงเหรอเนี่ย...” รินพึมพำกับตัวเองเบาๆ แววตาสะท้อนภาพความยิ่งใหญ่ตรงหน้า
“ศูนย์บัญชาการรบเคลื่อนที่ส่วนหน้าขององค์กร V.I.F.” โรซาเลียเอ่ยอธิบายข้อมูลโดยที่ไม่ได้หันใบหน้ากลับมามอง “ORCA คือหนึ่งในยุทโธปกรณ์เชิงกลยุทธ์ระดับสูงสุดที่มนุษยชาติร่วมกันสร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการรับมือและกวาดล้างการ์เลนอสระดับสูงโดยเฉพาะ”
ยิ่งอากาศยาน VTOL บินเคลื่อนตัวเข้าใกล้ตัวป้อมปราการมากเท่าไร มวลแรงกดดันและทัศนียภาพอันโอ่อ่าของ ORCA ก็ยิ่งแจ่มชัดและทับทวีมากขึ้นเท่านั้น โรเชลล์ถึงกับเผลอกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอด้วยความตื่นตระหนก
“นะ...นี่พวกคุณสร้างสิ่งก่อสร้างที่น่ากลัวขนาดนี้เอาไว้บนท้องฟ้า...โดยที่ประชากรทั้งโลกไม่มีใครระแคะระคายเลยได้ยังไงกันคะ...”
“ยานลำนี้ถูกเก็บเอาไว้เป็นความลับขั้นสุดยอด ไม่แปลกที่ประชาชนคนธรรมดาอย่างพวกเธอจะรับรู้ และอีกอย่างโลกใบนี้...ยังมีเื่ราวและความลับอีกมากมายที่พวกเธอไม่เคยรับรู้อีกมากนัก” โรซาเลียตอบตัดบทสั้นๆ ด้วยประโยคเดิม
ไม่นานนัก—
ขณะที่ยานลำเลียงพล VTOL ค่อยๆ เคลื่อนตัวเลื่อนไหลเข้าสู่ภายในอู่จอดหลักของ ORCA อย่างเชื่องช้า เสียงระบบกลไกไฮโดรลิกขนาดมหึมาดังกังวานสะท้อนกึกก้องไปทั่วบริเวณโรงเก็บอันกว้างขวาง ประตูเหล็กนิรภัยหนาหลายชั้นเลื่อนตัวปิดลงตามหลังช้าๆ ตัดขาดโลกภายนอกและชั้นบรรยากาศเหนือน่านฟ้าโดยสิ้นเชิง พร้อมกับแรงสั่นะเืเบาบางที่ส่งผ่านขึ้นมาตามพื้นตัวเครื่องบึกบึน
วืดดดดด——
ทันทีที่ล้อของยานลำเลียงััพื้นสลักล็อกและจอดนิ่งสนิท บานประตูเหล็กห้องโดยสารด้านข้างก็เลื่อนเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นภาพเบื้องหน้าของโรงเก็บยานภายในป้อมปราการลอยฟ้าขนาดมหาศาลที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟแอลอีดีสีขาวสะอาดตาดูล้ำสมัย
เ้าหน้าที่และบุคลากรขององค์กร V.I.F. จำนวนมากในชุดเครื่องแบบต่างสีต่างหน้าที่กำลังเดินสวนกันไปมาด้วยความเร่งรีบแข่งกับเวลา เสียงประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์และภารกิจจากระบบปัญญาประดิษฐ์กลางดังก้องเป็ระยะ โดรนกลไกซ่อมบำรุงอัตโนมัติหลายลำบินลอยเฉียดผ่านเหนือศีรษะเพื่อไปทำหน้าที่ตรวจเช็กสภาพความเสียหายของยานรบ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเต็มไปด้วยระเบียบ วินัยที่เคร่งครัด และกลิ่นอายขององค์กรทางทหารระดับสูงอย่างแท้จริง
“...”
โรเชลล์มองภาพเหตุการณ์รอบด้านรอบตัวด้วยความตื่นตะลึงระคนเหลือเชื่ออย่างไม่คิดจะปิดบัง ลูกคุณหนูสาวไม่เคยคิดหรือจินตนาการมาก่อนเลยว่า เหนือทัศนียภาพท้องฟ้าของโลกใบเดิมที่เธอเคยรู้จัก จะมีสถานที่ล้ำยุคและยิ่งใหญ่ปานเมืองลับแลแบบนี้ซ่อนอยู่จริง ๆ
ทว่า—สิ่งที่ทำให้บรรยากาศรอบกายที่เคยจอแจกลับพลันเงียบสงัดลงในทันตาเห็น กลับไม่ใช่ความอลังการของโรงเก็บยาน หากแต่เป็กลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่กำลังยืนเรียงแถวตั้งรอยาวต้อนรับอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าลานจอด
แถวของเ้าหน้าที่ระดับสูงและเหล่ายอดฝีมือในชุดเครื่องแบบรบสีดำขลับ ยืนเหยียดหลังตรงอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยราวนายทหารเกียรติยศ และตรงกึ่งกลางของจุดศูนย์รวมสายตานั้น—คือชายหนุ่มร่างมีภูมิฐานผู้เต็มไปด้วยบารมี
กัปตันโรเบิร์ซ แบล็ค ซิมเมอร์ หรือ “กัปตันแบล็คเบิร์ด”
ดวงตาสีเทาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาตวัดจับจ้องตรงมายังร่างของรินในทันทีที่เท้าของเด็กสาวก้าวเดินลงมาจากยานลำเลียง รังสีและกระแสแรงกดดันอันหนักอึ้งที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของชายผู้นี้แตกต่างจากทหารทั่วไปที่รินเคยพบเจอมาโดยสิ้นเชิง มันคือบรรยากาศเฉียบขาดของผู้ควบคุมชะตากรรมคนนับพัน...บรรยากาศของผู้บัญชาการตัวจริง
และที่ด้านข้างของกัปตันใหญ่ สมาชิกหลักของหน่วยจู่โจมแนวหน้า Vanguard ยืนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ทันย่า, จูเลีย, แคทอรีน ยืนกอดอกนิ่งสงบด้วยใบหน้าเ็าไร้ความรู้สึกตามแบบฉบับของเธอ เมดิสันกำลังใช้ปลายนิ้วเลื่อนดูเอกสารรายงานผลข้อมูลบางอย่างบนหน้าจอแท็บเล็ตในมืออย่างเคร่งเครียด อายาโกะ ยืนเอียงคอชะเง้อมองรินด้วยสายตาที่เป็ประกายระยิบระยับคล้ายกับเด็กน้อยที่เพิ่งได้เจอของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกใจ ส่วนโอลิเวียยังคงยืนอกตั้งหลังตรง รักษาท่าทีอันสง่างาม ทระนง และเย่อหยิ่งดั่งนางพญาหงส์เหมือนเช่นเคย
“...พวกเขาเป็ใครกันน่ะ” โรเชลล์พึมพำกระซิบเสียงแ่เบาจนแทบไม่พ้นลำคอ พลางรีบขยับร่างกายเข้าเบียดซุกและใช้สองมือเกาะกุมแขนของรินเอาไว้แน่นแทบจะในทันที “ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนพวกเรากำลังจะถูกจับไปสอบสวนโดยรัฐบาลโลก หรือองค์กรลับอะไรสักอย่างเลยล่ะริน...”
ไม่ใช่แค่โรเชลล์เท่านั้น เพราะแม้แต่ตัวรินเองก็เริ่มรู้สึกกล้ามเนื้อเกร็งและหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้นมาเล็กน้อยเหมือนกัน เพราะสายตาแหลมคมของกลุ่มคนระดับแนวกองหน้าพวกนี้...กำลังสาดส่องมองมาที่เธอราวกับว่าเธอเป็ ตัวแปรสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนทิศทางของาครั้งนี้ไปตลอดกาล
กัปตันแบล็คเบิร์ดขยับร่างกาย ก้าวเท้าเดินออกมาด้านหน้าช้าๆ อย่างมั่นคง ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าของเด็กสาวผมแดงในระยะประชิด
“เธอคือ ริน อาซากิ ใช่มั้ย” น้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มลึก และเต็มไปด้วยความสุขุมทรงอำนาจของเขาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ยินดีต้อนรับเข้าสู่ ORCA ของผมนะครับ”
มันเป็เพียงประโยคทักทายสั้นๆ ทว่าเรียบง่ายจับใจ แต่กลับส่งผลลัพธ์ทำให้เด็กสาวรับรู้และััได้ถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงในทันทีว่า—นับั้แ่เสี้ยววินาทีนี้เป็ต้นไป ชีวิตวัยรุ่นธรรมดาอันแสนเรียบง่ายของเธอได้จบลงแล้ว และตัวเธอได้ก้าวเท้าผ่านประตูเดินเข้าสู่โลกอีกใบอันแสนบ้าคลั่งและอันตรายอย่างสมบูรณ์แบบแล้วจริงๆ
[จบตอนที่ 8: ORCA ป้อมปราการเหนือหมู่เมฆ]