ก่อนค่ำคืนแห่งชุนเฟิน[1]เซวียเสวี่ยจิ้งเสด็จไปที่เรือนหนึ่งสันติสุขวันนี้มีรับสั่งจะร่วมเสวยมื้อค่ำกับฉวนลี่ถิงและอาเฉินหลังจากนั้นก็มีความบันเทิงเล็กๆ น้อยๆ ให้อาเฉินตื่นตาตื่นใจด้วยการจุดดอกไม้ไฟ
“อาเฉิน...อย่าดื้อ”หญิงสาวปรามหลานชาย เมื่อเ้าตัวน้อยลงจากเก้าอี้ข้างนางเดินลิ่วไปเกาะขาของชายหนุ่ม และตอนนี้ทำท่าจะป่ายปีนขึ้นไปนั่งบนตักเขาเพื่อจะชะเง้อคอมองบ่าวไพร่ในเรือนจุดดอกไม้ไฟที่นอกตัวศาลา
“ปล่อยเขาเถอะ” เซวียเสวี่ยจิ้งทอดพระเนตรมองเด็กชายพร้อมแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย...
อาเฉินนับว่าขวัญกล้าไม่เบาดำริแล้วจึงทรงอุ้มเด็กชายขึ้นนั่งบนพระเพลา
อาเฉินส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นกับแสงสีที่เห็นเมื่อรับรู้การมีอยู่ของเด็กชายวัยขวบครึ่งแล้วก็ให้ทรงคิดถึงพระบิดาที่เพิ่งตโดยไม่มีโอกาสได้พบพระราชนัดดา
“อาเฉิน เอาใหญ่แล้ว”ฉวนลี่ถิงส่ายหน้ากับความไม่รู้ประสาของหลานชาย
“เขามีความสุข ก็ปล่อยเขาเถอะ”
การจุดดอกไม้ไฟดำเนินไปถึงกลางยามซวี[2] ได้เวลาส่งเด็กน้อยเข้านอนฉวนลี่ถิงเห็นเป็โอกาสดีที่จะคลายความอัดอั้นในใจ นางอยากจะพูดจะถามเขาหลายประโยคได้คำตอบก็ดี ไม่ได้ก็ช่าง อย่างน้อยให้เขารู้ว่านางคิดเห็นเช่นไรหญิงสาวขอให้เ้าของเรือนอยู่คุยต่อสักพัก เซวียเสวี่ยจิ้งโบกพระหัตถ์ให้คนอื่นๆหลบออกไปในระยะที่จะไม่ได้ยินคำสนทนา
“เมื่อใดอาเฉินจะได้พบหน้าบิดาของเขาหรือเขาคนนั้นไม่ได้อยู่ที่เมืองนี้เ้าคะ”
“หากข้าบอกว่ายังมิได้บอกเื่นี้กับพี่ชายข้าเ้าจะว่าอย่างไร”
“ท่าน!” นี่เขาจะเล่นตลกอะไรกับนาง “หากข้าไม่ร้อนใจยิ่งกับเื่อนาคตอาเฉินในตระกูลของท่านคงมิดั้นด้นบากหน้ามายังถูหยาง หากพวกท่านมิยอมรับอาเฉิน ก็ขอให้พูดออกมาตามตรงอย่ายื้อเวลาให้เสียเปล่า มาทางไหน ข้ายินดีพาอาเฉินกลับทางนั้นและสัญญาว่าจะไม่มารบกวนทำเื่ขุ่นข้องหมองใจให้พวกท่านอีก”
นางร่ายยาวหน้าตาคล้ำเครียด มีความเดือดดาลในน้ำเสียงประชดประชันแต่ยังพยายามข่มกลั้นไว้อยู่บ้าง นั่นทำให้คนรับฟังทรงกลั้นยิ้มพระองค์ผิดแล้วที่ไปแกล้งกวนอารมณ์นางให้ขุ่นมัวในค่ำคืนดีๆ นี้
“นี่เ้าไม่คิดว่าพี่ชายข้ากำลังงานยุ่งล้นสองมือบ้างรึคนงานยุ่ง ข้าจะกล้าแทรกปากกระไรได้ จังหวะไม่ดี พานจะเสียเื่เปล่าหรือข้าดูแลพวกเ้าสองคนขาดตกบกพร่องอันใด ถึงได้อยากรีบจากไปเร็วนัก”
ไม่มีสิ่งใดบกพร่องสักนิดนางกับหลานได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม เพียงแต่นางร้อนใจและคิดว่าความกระตือรือร้นของอีกฝ่ายยังเบาบางเกินไป ผิดด้วยหรือที่นางอยากให้พวกเขาเอ็นดูและรักอาเฉินได้เท่ากับนางรัก
“ท่านจะตรวจสอบข้าอีกก็ได้นะหากยังไม่เชื่อใจ คิดว่าข้าพาหลานมาแอบอ้างยอมรับตามตรงว่าฐานะความเป็อยู่ของพวกท่าน มันเกินที่ข้าจินตนาการไว้มากนัก”
น้ำเสียงสั่นๆของนาง ทำให้ทรงรู้ว่าหญิงบ้านนอกอย่างนางกำลังคิดหวั่นเกรงด้วยเื่ใด
“ข้าเชื่อว่าอาเฉินคือบุตรของพี่ชายข้าก็หน้าเขาโขกพิมพ์มาจากพี่ชายข้าอย่างกับแกะมาจากเบ้าหลอมเดียวกันจะมีต่างกันก็ตรงแววตา”
“อาเฉินมีดวงตาเหมือนแม่”แม่ที่อาเฉินไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้สบตาและจดจำนางไว้ในใจ
“และที่เ้าตบข้านั่นเพราะเข้าใจว่าข้าคือบิดาเขามิใช่หรือไร”
คิดถึงเื่นั้นทีไรฉวนลี่ถิงก็อับอายจนหน้าแดง
“ข้าขออภัยอีกครั้งกับความเข้าใจผิดท่านคงจะคล้ายพี่ชายอยู่มากกระมังเพราะมองหน้าท่านก็มีส่วนคล้ายอาเฉินของข้าอยู่นี่นา” นางแก้ตัวไปทั้งอย่างนั้นเพราะแท้จริงแล้วอาเฉินต่างหากที่มีบางส่วนคล้ายชายหนุ่ม
จักรพรรดิเสียเจิ้งกับพระอนุชาเสวี่ยจิ้งทรงเป็พี่น้องร่วมพระบิดาพระมารดาของทั้งคู่ก็มาจากสกุลฉางซุนเป็ไปได้มากที่เค้าหน้าจะคล้ายคลึงกันยิ่งโดยเฉพาะในวัยเด็ก
“ข้าขอถามอีกคำถามได้หรือไม่เ้าคะ”
อีกฝ่ายพยักพักตร์อนุญาต
“บิดาของอาเฉินเขา...เขาเอ่อมีครอบครัวแล้วหรือยัง”
ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบังในเมื่ออนาคตความจริงนั้นใกล้เข้ามาแล้ว
“มีแล้ว”
มิผิดจากนางคาดเลยสักนิด
“แล้วอาเฉินของข้าจะเป็เช่นไรนอกจากบิดาแล้ว จะมีใครรักเขาได้เหมือนดังเช่นมารดารักอีกหรือ” ความร้อนใจทำให้เรียวคิ้วงามขมวดมุ่น
“ก่อนเดินทางมาเ้าไม่ได้เตรียมใจกับเื่นี้เลยรึ”
“ข้าแค่ทำตามคำสั่งเสียของพี่สาวก่อนสิ้นใจหลายครั้งที่ข้าทำเป็ลืม แต่ดูเหมือนนางจะไม่ยอมปล่อยเื่นี้”
ฉวนลี่ถิงเงยหน้าสบตาเขาหวังให้รับรู้ว่านางจริงจังแค่ไหนกับอนาคตความเป็อยู่ของอาเฉินสุขกายไหนเลยจะเท่าสุขใจ หากพวกเขามอบความสุขใจแก่อาเฉินไม่ได้นางยินดีอย่างยิ่งที่จะพาหลานชายกลับ
“หลายต่อหลายครั้งที่ข้าฝันถึงนางแม้ข้าห่วงและรักอาเฉินมากปานใด ทว่าก็ไม่อาจเห็นแก่ตัวเก็บเขาไว้ หากเขามีบิดาชีวิตเขาย่อมดีกว่าอยู่กับครอบครัวที่ทำโรงย้อมผ้าเล็กๆ เป็แน่แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้าไม่ให้ความสำคัญกับเื่ฐานะความเป็อยู่ของเขาเทียมเท่ากับความรักที่เขาจะได้รับหรอกนะเ้าค่ะ”
เซวียเสวี่ยจิ้งทรงเข้าพระทัยเจตนาของอีกฝ่ายแจ่มแจ้ง“เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ หลานชายข้าเติบโตขึ้นมาอย่างไร”
“ทารกควรได้ดื่มนมมารดาแต่อาเฉินอาภัพนัก พี่สาวข้าคลอดเขาได้ไม่กี่วันก็ตายจากมีเพียงน้ำข้าวเท่านั้นที่ข้าให้เขาดื่มกิน”
ช่างเป็ทารกน้อยที่น่าสงสารนักนับว่าพระองค์ยังโชคดีอยู่บ้าง ที่ได้ทรงดื่มกินนมมารดาจนเติบใหญ่สิ้นมารดาก็มีเสด็จป้าคอยฟูมฟักเลี้ยงดู
“แล้วไม่มีแม่ลูกอ่อนคนอื่นที่เ้าจะขอปันน้ำนมจากพวกนางได้เลยรึ”หากขอไม่ได้ การซื้อขายก็เป็อีกหนทางหนึ่ง
หญิงสาวเบ้ปากเล็กน้อย“ใครจะให้เด็กที่เกิดจากผู้หญิงที่พวกเขาคิดว่าเป็กาลกิณีเป็ผู้หญิงไม่ดี ได้ดื่มนมร่วมกับบุตรตัวเอง”
แล้วฉวนลี่ถิงก็เริ่มเล่าั้แ่เหตุการณ์เื่หมอดูเข้ามาในเมืองให้เขาฟังทั้งหมดทั้งมวลล้วนออกมาจากความทรงจำของนาง ไม่มีเสริมเพิ่มแต่งให้ผิดเพี้ยนไป
“แล้วพวกเ้าก็เชื่อ”
“ข้าคนหนึ่งละไม่แต่สองคนที่หมอดูทำนายดวงชะตาให้ก็เป็ดั่งคำเขา จะมีก็แต่พี่สาวของข้าหลังจากนั้นพอมีเหตุการณ์ร้ายๆ น้ำหลากจากูเาลงมาในฤดูฝน ฝูงตั๊กแตนถล่มนาข้าวพวกเขาก็ล้วนแต่คิดว่าเป็เพราะมีตัวกาลกิณีอย่างพี่สาวข้าอยู่ในเมือง”
“คร่ำครึ”
“ใช่...แต่ครอบครัวข้าจะค้านสิ่งใดได้จึงได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม มันก็เป็วิถีชีวิตของคนบ้านนอกสาวงามดั่งพญาหงส์แล้วอย่างไร เพราะนางรักคนที่นางเลือกเองสุดท้ายก็เป็ดั่งดอกหญ้าร้างฝนตายซากอยู่ริมทาง” น้ำเสียงนางขมขื่นเคียดแค้นในใจไม่น้อย
ผู้รับฟังถอนพระทัยสิเน่หาที่ถูกแจกจ่ายไปทั่วของพระเชษฐา ได้ทำร้ายจิตใจสตรีอีกคนเข้าให้แล้ว
“เ้าคงแค้นบิดาของอาเฉินมากสินะ”
“ยิ่งข้ารักพี่สาวตัวเองมากเท่าไรและเห็นความทุกข์ทรมานของนางในระหว่างอุ้มท้องอาเฉินข้าก็เกลียดพี่ชายท่านมากเท่านั้น จะเป็ไรไหมถ้าจะบอกว่าข้าแช่งชักหักกระดูกเขาทุกวัน”
หากนางรู้ว่าตัวเองกำลังแช่งชักใครอยู่จะตกตื่นสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นไรหนอ เื่นี้จะให้คนนอกรู้ไม่ได้มีใครกล้าวิพากษ์โอรส์ได้บ้างเล่า เซวียเสวี่ยจิ้งได้แต่ลอบแย้มสรวลเล็กน้อย
ฉวนลี่ถิงมองเ้าของร่างสูงซึ่งลุกขึ้นยืนคล้ายอยากยืดเส้นยืดสายมากเกินกว่าจะมึนตึงกับนางแบบฉับพลัน
“ท่านคงไม่โกรธข้านะ”
“พี่ชายข้าทำกับพี่สาวเ้าถือเป็เื่ใหญ่เกินกว่าข้าจะมาโกรธกับอารมณ์ที่เ้าอยากระบาย”
“หวังว่าท่านคงไม่นึกเกลียดข้าด้วย”แม้นางจะเป็คนปากไม่ดี คิดอย่างไรพูดอย่างนั้นแต่ก็ยังอยากมีมิตรมากกว่าศัตรู
“วางใจเถอะ ข้ารู้จักแยกแยะ”
“ขอบคุณท่านมาก”นางย่อกายนอบน้อมแสดงความจริงใจ เมื่อเขาหันกลับมา “หากไม่มีข้าอยู่แล้ว จะมีคนปกป้องดูแลอาเฉินหรือไม่ข้าห่วงเื่นี้ที่สุด เมื่อได้มาอยู่ในความดูแลของท่าน แม้จะเพียงระยะเวลาสั้นๆแต่ข้าก็เห็นความเมตตาของท่านต่อคนไร้หัวนอนเช่นข้าเป็ท่านได้หรือไม่ที่ข้าจะฝากฝังอาเฉินไว้”
ทุกสิ่งอย่างที่เขาทำให้นางกับหลานนางรับรู้ว่ามันจริงใจ จับต้องได้น้อยนักที่นางจะได้พบเห็นคนสูงศักดิ์กว่ามีน้ำใจกับผู้ด้อย ก็ขนาดนางตบหน้าเขาหากเป็เศรษฐีคหบดีคนอื่น ถูกหยามถึงขั้นนั้น มีหรืออีกฝ่ายจะยอมให้นางอยู่ดีนอนดีหากไม่ถูกโบยตี ก็คงถูกขับไล่ไปเสียนานแล้ว
นางฝากฝังหลานชายไว้กับพระองค์ในขณะทรงไม่มีสิทธิ์อันใดในเื่วังหลังของพระเชษฐาน่ะหรือ
เพราะอีกฝ่ายยังนิ่งทว่าไม่มีทีท่าจะปฏิเสธใดๆ ฉวนลี่ถิงก็เลยพูดต่อ
“ได้หรือไม่เ้าคะหากข้าไม่สามารถอยู่ดูแลอาเฉิน ข้าขอร้องให้ท่านช่วยดูแลเขาเท่าที่ท่านจะสามารถทำได้ ข้าจะหมั่นเขียนจดหมายมาถามข่าวคราวให้แน่ใจว่าเขาอยู่ดีแล้วข้าจะไม่มารบกวนพวกท่านอีกเลย” กล่าวจบหญิงสาวก็คุกเข่าลงต่อหน้าเขา
เซวียเสวี่ยจิ้งทรงจับท่อนแขนนางไว้พร้อมกับสบตาที่มีแววอ้อนวอนอย่างสุดใจของหญิงสาว
“ข้ารับปาก” จะว่าถูกชะตาก็ได้ โอรสธิดาของจักรพรรดิ มีคนใดบ้างที่กล้าเข้าหาพระองค์ผิดกับอาเฉิน เห็นหน้ากันครั้งสองครั้งเ้าเด็กน้อยช่างขวัญกล้าเข้ามาเล่นป้ายหยกและป่ายปีนขึ้นนั่งบนพระเพลาหน้าตาเฉย
“เ้าเป็น้าสาวของอาเฉินเหตุใดพูดอย่างจะตัดญาติไม่มาเกี่ยวข้องกับเขาอีก” หลานชายได้ดีเกิดในตระกูลดี นางไม่คิดจะหาประโยชน์ใส่ตัวบ้างหรือไร
“หากเขาจำความได้มากกว่านี้อยากจะพบญาติทางมารดา แล้วพวกท่านไม่ขัดข้อง ก็นับเป็เื่ประเสริฐมากแล้ว”
บิดาอาเฉินมีภรรยาอยู่ก่อนพี่สาวนางเป็ภรรยาน้อย แถมยังมีลูกเกิดมาอีก ขืนยังมีญาติมายุ่มย่ามรังแต่จะมีคนชังหลานชายหนักเข้า ได้ฝากเขาไว้กับท่านอาก็เป็บุญของอาเฉินแล้วนางคิด
“ชีวิตอาเฉินลิขิตมาเช่นนี้ข้ามีหน้าที่เพียงประคับประคองส่งต่อบิดาเขา ถึงคราวต้องปล่อยมือก็ต้องปล่อย”
วาจานางเด็ดเดี่ยวแต่ทรงรู้ว่า ลึกๆ แล้วนางกำลังเ็ป ความคลางแคลงไม่กล้าไว้วางใจในหนทางชีวิตของหลานชายนับแต่วันที่พรากจากนั่นจะต้องกลายเป็ทุกข์ที่นางแบกไว้ไม่มากก็น้อย
[1]คืนและวันในฤดูใบไม้ผลิที่ยาวเท่ากัน๒๐-๒๒ มีนาคม
[2]๑๙.๐๐ น. – ๒๑.๐๐น.