“เจียวเจียวโกรธแล้วหรือ”
เห็นเขายิ้มแย้มแจ่มใสให้กับนาง หว่านซีก็ไม่อาจกลั่นแกล้งเขาได้อีกต่อไปนางรู้ว่าเมื่อได้เปรียบแล้วก็ควรหยุด จึงพูดด้วยท่าทางกระเง้ากระงอด “องค์ชายยังรู้ว่าหม่อมฉันโกรธแล้วเหตุใดจึงไม่รู้จักปลอบใจด้วยเล่า!”
อิ้นถังเห็นนางทำท่าทางขบขันเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา “ใช่ ใช่ ใช่ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของข้าทั้งหมด เจียวเจียวไม่พอใจแล้วข้าจะต้องทำอย่างไรดีหนอ”
เมื่อเห็นท่าทางไร้ยางอายของเขาหว่านซีก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปทุบไหล่ชายหนุ่มเบาๆก่อนจะดึงบุตรชายออกมาจากอ้อมแขนของเขามาอุ้มเอาไว้เอง จุมพิตแก้มอวบๆของเด็กน้อยสองครั้งก่อนยิ้มแล้วเริ่มเกลี้ยกล่อมให้เขาเรียกนางว่าแม่
หงหมินกับบิดาของเขามีนิสัยคล้ายกันไม่น้อย เด็กน้อยไม่ใช่คนที่ยอมทำตามผู้อื่นได้ง่ายแต่หากเป็นหว่านซี ดูราวกับว่าบิดาและบุตรคู่นี้จะยอมคล้อยตามนางทุกอย่างดังนั้นเมื่อหว่านซีเอ่ยสอนมากเข้า หงหมินก็เริ่มอ้าปากอีกครั้ง “อา...อา...อามา!”
อิ้นถังนั่งฟังอยู่ไม่ถือสาเรื่องเด็กน้อยออกเสียงไม่ชัดเจนแม้แต่น้อยแต่กลับเบิกบานอย่างยิ่ง “ลูกรัก เรียกบิดาด้วยเร็ว!”
เห็นท่าทางโลภมากของบิดา ครั้งนี้หงหมินกลับไม่ให้ความร่วมมือเด็กน้อยหันหน้าซุกเข้ากับอกมารดาไม่เพียงไม่ยอมพูดแต่กลับร้องไห้โฮจนอิ้นถังตื่นตระหนกและยอมแพ้อย่างสิ้นเชิง
เรื่องตลกตรงหน้าทำให้หว่านซีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังก่อนล้มตัวลงในอ้อมแขนเขาอิ้นถังรีบโอบรับร่างอ่อนนุ่มนั้นไว้“เจียวเจียวมีความสุขบนความทุกข์ของข้าอย่างนั้นหรือ” เขาหรี่ตาพลางเอ่ยเชื่องช้า
หว่านซีเม้มริมฝีปาก พยายามกดข่มรอยยิ้มกว้างสุดชีวิต“ไม่...ไม่...หม่อมฉันไม่ได้ล้อเลียนองค์ชายเพคะ”
ชายหนุ่มมองดูบุตรชายและภรรยาพากันหัวเราะอย่างมีความสุขแม้จะขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่อิ้นถังก็อดยิ้มไม่ได้แค่พวกเขามีความสุขนี่ก็มากพอสำหรับเขาแล้ว
หลังจากล้อเล่นต่อมาอีกสองสามคำ หว่านซีก็ให้คนยกอาหารเช้าเข้ามานางส่งน้ำแกงให้อิ้นถัง ก่อนค่อยๆ ป้อนโจ๊กไข่แดงให้หงหมินน้อยอย่างระมัดระวัง
อิ้นถังดื่มน้ำแกงพลางมองไปที่หว่านซีซึ่งกำลังป้อนโจ๊กให้เด็กน้อยน้ำเสียงที่เอ่ยถามเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เขากินได้หรือ” ในความทรงจำของเขา ไม่ใช่ว่าเด็กๆควรจะต้องดื่มนมกระทั่งพวกเขาอายุครบขวบหรือสองขวบหรอกหรือนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเด็กน้อยอายุเจ็ดเดือนเริ่มกินอาหารเหลวแล้ว
"หม่อมฉันได้ปรึกษาหมอหลวงแล้ว เด็กเล็กสามารถกินโจ๊กนุ่มๆผสมไข่แดงหรือน้ำแกงไก่ได้แล้ว ของเหล่านี้ล้วนดีต่อสุขภาพเขาทั้งนั้นเพคะ"หว่านซีมองดูลูกน้อยที่เจริญอาหารดวงตาฉายแววนุ่มนวล
ชีวิตก่อนนางไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้สักนิดบุตรของนางทั้งหมดถูกคนรับใช้ของอิ้นถังที่จัดมาให้นำไปเลี้ยงดูแม้ว่านางจะอยู่กับพวกเขาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ร่วมเลี้ยงดูกล่อมเกลาอะไรเลยจนกระทั่งนางล้มป่วยไม่อาจดูแลตัวเองได้ นางจึงใช้เวลาว่างเหล่านั้นเริ่มศึกษาตำราแพทย์แล้วจึงเรียนรู้ว่าการเลี้ยงเด็กนั้นยากเย็นเพียงใด
ทว่าแม้แต่หมอก็ยังไม่อาจช่วยเหลือได้แล้วนับประสาอะไรกับนางที่เหลือเพียงครึ่งชีวิตในตอนนั้น
ถึงชีวิตที่แล้วนางจะไม่ได้ใช้ความรู้เหล่านั้นแต่ตอนนี้นางก็สามารถนำมาใช้บำรุงร่างกายลูกได้เพียงเท่านี้ก็ทำให้นางมีความสุขแล้ว
"เช่นนั้นก็ดี" เขามองหญิงสาวที่ดูแลลูกด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวลความรู้สึกอบอุ่นก็ค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นในใจพร้อมกับความรู้สึกที่ว่าเขาเลือกคนไม่ผิดจริงๆ
อิ้นถังไม่รู้วิธีเลี้ยงเด็กแต่ซาลาเปาน้อยตัวอ้วนกลมในอ้อมแขนของหว่านซีนั้นทำให้เขาเชื่อสุดหัวใจว่านางจะต้องดูแลบุตรชายได้เป็นอย่างดีแน่นอน
หว่านซีมองเขาแย้มยิ้มเช่นนั้น จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องเมื่อวานขึ้นมาทันที "ถ้าองค์ชายต้องการหาสหายร่วมดื่มก็เสด็จที่เรือนชิงอี้ได้ทุกเวลา หม่อมฉันจะทำกับแกล้มและร่วมดื่มเป็นเพื่อนเองเพคะ”
"โอ้?" อิ้นถังวางตะเกียบในมือของเขามุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขณะมองนางด้วยแววตาแน่วแน่ “เจ้ากำลังอ้อนวอนข้าอยู่หรือ"
หว่านซีนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงก้มลงมองดูบุตรชายในอ้อมแขนหงหมินจ้องตอบกลับมาด้วยดวงตาสีดำกลมโตเหมือนลูกองุ่น ท่าทางงุนงงพวงแก้มอิ่มแดงระเรื่อ นางพลันลุกขึ้นยืนแล้วส่งเด็กน้อยให้กับเกาหมัวมัวที่รอปรนนิบัติอยู่ด้านข้างจากนั้นก็โบกมือเพื่อไล่สาวใช้ทั้งหมดออกไปจากห้อง ครั้นเหลือกันอยู่เพียงลำพังนางก็เม้มริมฝีปากบิดเอวอ่อนบางเล็กน้อยแล้วนั่งลงบนตักของอิ้นถังพลางเอื้อมมือไปเกี่ยวต้นคอเขาเอาไว้อย่างรวดเร็วน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออดอ้อนฉอเลาะ “องค์ชาย หม่อมฉันกำลังอ้อนวอนจริงๆ เพคะ”
ชายหนุ่มคลี่ยิ้มกว้างมากขึ้น ทว่ายังคงไม่เอ่ยปากในทันที
“อิ้นถัง ได้โปรด” เห็นเขายังไม่พูดไม่จาหว่านซีจึงเพิ่มความอ่อนหวานเย้ายวนในน้ำเสียงลงไปอีก
อิ้นถังยังคงมีท่าทีนิ่งเฉย ทว่ารูม่านตากลับหดลงโดยไม่รู้ตัวหว่านซีสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเขาและพยายามอย่างไม่ลดละ "อิ้นถัง สัญญากับข้าได้หรือไม่...”
"เจ้ามันปีศาจชัดๆ" อิ้นถังโอบแขนรอบเอวบอบบางพลางลดศีรษะลงจุมพิตริมฝีปากนุ่มนวลชวนหลงใหลปล้นชิงความงดงามทั้งหมดของนางอย่างดุเดือดเร่าร้อน
เมื่อไรที่เขาปฏิเสธ นางก็จะสรรหาวิธีสารพัดเพื่อเปลี่ยนใจเขาให้ได้หากเขาห้ามปรามนางก็จะใช้ทั้งคำพูดและการกระทำทุกแบบเพื่อโน้มน้าวให้เขาต้องยอมอ่อนข้อในที่สุด
กลีบปากอิ่มเต็มของหว่านซีบวมขึ้นเล็กน้อยเพราะถูกจุมพิตเคล้าคลึงกระทั่งนางกลับมาหายใจได้เป็นปกติก็ยังคงเอ่ยอย่างอ่อนหวานเช่นเดิม “องค์ชายยังไม่ได้ตอบรับหม่อมฉันเลยนะเพคะ”
ได้ยินน้ำเสียงนุ่มนวลอ้อนวอนอ่อนหวานถึงเพียงนั้นอิ้นถังก็อดกลืนน้ำลายจนลูกกระเดือกเลื่อนขึ้นลงไม่ได้มือเลื่อนขึ้นไปบีบคางบอบบางของนางพลางยิ้ม พูดตอบ“เจียวเจียวลงทุนขอร้องข้าถึงขนาดนี้ แล้วข้าจะไม่ยอมให้ได้อย่างไรกัน”
หว่านซีนั่งบนตักของเขา เท้างามดุจหยกคู่นั้นกวัดแกว่งใต้ชายกระโปรงไปมาเห็นได้ชัดว่าพึงพอใจกับคำตอบเป็นอย่างมาก
“องค์ชายให้สัญญากับหม่อมฉันแล้ว ดังนั้น ตั้งแต่นี้ไป องค์ชายก็ไม่อาจเมามายได้เหมือนเมื่อวานแล้วนะเพคะ”
"เจียวเจียว ดวงใจของข้า เหตุใดจึงน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้นะ!"เห็นนางทำท่าน่ารักเช่นนี้อิ้นถังก็อดที่จะโน้มหน้าเข้าไปกระซิบริมใบหูนางอย่างรักใคร่ไม่ได้
คำกล่าวที่ว่า ‘เหล็กหลอมร้อยครั้ง กลับแปรเปลี่ยนเป็นเส้นด้ายพันนิ้ว’แม้แต่คนที่แข็งกร้าวที่สุดอย่างอิ้นถังเมื่อได้เผชิญหน้ากับด่านสาวงามยังยากข้ามผ่านไปได้
หลังจากการลอบสังหาร ฮ่องเต้ต้องการชดเชยให้กับพวกเขาทั้งสองคนแต่ทั้งอิ้นถังและอิ้นเจินกลับไม่สนใจหรือต้องการเลยแม้แต่น้อยเพราะทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า แทนที่จะรับการชดเชยในยามนี้ ไม่สู้คงความรู้สึกผิดของฮ่องเต้ไว้จะดีกว่าเมื่อวันหนึ่งที่ความรู้สึกผิดนั้นสะสมจนถึงที่สุดยามนั้นมันจะกลายมาเป็นดาบคมกริบที่แขวนอยู่เหนือหัวคนอื่นในที่สุด
ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องการแย่งชิงราชบัลลังก์ทุกคนต่างรู้แน่แก่ใจแม้จะไม่มีผู้ใดเอ่ยปากออกมาพวกเขารู้ว่าคนที่จะได้นั่งบัลลังก์จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น และไม่ว่าจะเป็นใครทุกคนก็ต้องหาทางหนีทีไล่ของตนเอง อิ้นถังทำเช่นนี้เพราะเขาไม่ได้ต้องการเป็นใหญ่แต่อิ้นเจินทำเช่นนี้ เพราะเขามีความทะเยอทะยานเต็มเปี่ยม
องค์ชายอิ้นถี รัชทายาท รวมถึงอิ้นซื่อต่างก็ไม่นึกว่าเรื่องจะลงเอยเช่นนี้กับองค์ชายใหญ่อิ้นถีและองค์รัชทายาทพวกเขาเพียงแต่ต้องการกำจัดอิ้นเจินและอิ้นถังเพราะเรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆจะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าวางแผนลอบสังหารได้ดีเพียงใดเท่านั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กับอิ้นซื่อ แรกสุดเขาแค่ต้องการลงมือกับอิ้นเจิน คาดไม่ถึงว่าเรื่องจะลุกลามใหญ่โตมาจนถึงตัวอิ้นถังด้วยแทนที่เขาจะปะทะกับอิ้นเจินเพียงผู้เดียวตอนนี้กลับกลายเป็นการผลักไสให้อิ้นถังไปยืนอยู่ตรงกันข้ามตนเองอย่างสิ้นเชิงสำหรับเขาคงเรียกได้ว่าเป็นการขาดทุนป่นปี้อย่างแท้จริง
“พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน ข้าบอกกี่ครั้งว่าห้ามแตะต้องน้องเก้าห้ามทำร้ายน้องเก้า พวกเจ้าหูหนวกกันไปหมดหรืออย่างไร!”อิ้นซื่อตะคอกเสียงดังลั่นด้วยความโกรธดวงตาจ้องเขม็งไปยังหัวหน้าองค์รักษ์เงาที่อยู่ตรงหน้า
หัวหน้าองค์รักษ์ลับสีหน้าซีดเซียวประหนึ่งคนตายแม้ว่าในใจมีคำอธิบายนับร้อยพัน แต่เพื่อไม่ให้ผู้เป็นนายโกรธเคืองจนถึงขีดสุดเขาจึงยังคงคุกเข่าฟังคำบริภาษของอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ
คนอื่นอาจไม่รู้นิสัยขององค์ชายแปดแต่เขาที่เป็นองครักษ์รับใช้ใกล้ชิดกลับชัดเจนถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ในสายตาของคนภายนอก อิ้นซื่อนั้นอ่อนโยนสง่างาม สุภาพมากมารยาทแต่กับพวกเขาบรรดาองครักษ์ใกล้ชิดแล้วองค์ชายไม่ได้มีนิสัยเหมือนที่คนนอกเข้าใจ องค์ชายอารมณ์รุนแรงอยู่บ่อยครั้งบางทีหากเกิดเรื่องที่ทำให้ทรงหงุดหงิดก็จะด่าทอดุว่า ขว้างปาข้าวของกระจัดกระจายแม้กระทั่งการลงมือทำร้ายร่างกายบรรดาองค์รักษ์ก็ยังเกิดขึ้นเป็นปกติ
แต่ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถพูดหรือแสดงความไม่พอใจออกมาได้แม้แต่น้อย
"น่าเสียดายจริงๆ เดิมข้ายังคิดว่าจะใช้โอกาสนี้เพื่อขอโทษน้องเก้าตอนนี้เห็นทีจะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว" อิ้นซื่อถอนหายใจยาว รู้ดีว่าต่อให้ตอนนี้เขาจะโกรธมากเพียงใดก็คงไม่สามารถทำให้อิ้นถังกลับมาอยู่เคียงข้างเขาได้อีก
ช่างน่าเสียดายที่การปกป้องคุ้มครองของฮ่องเต้กลับมีไว้เพื่อองค์รัชทายาทที่ไม่เอาไหนเพียงผู้เดียวถึงแม้จะมีพี่สี่คอยสนับสนุนด้วยก็ไม่สามารถทำให้เขาสมหวังได้ กับพี่ชายใหญ่เขาตรงไปตรงมาและทำเรื่องต่างๆ อย่างหุนหันพลันแล่นเกินไปแม้จะมีผลงานทางทหารที่โดดเด่น แต่ในเรื่องกลยุทธ์แล้ว หากไม่มีหมิงจู[1]คอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังก็ไม่มีอะไรน่ากังวล แต่กับพี่สามเขายังไม่อาจมองเจตนาของอีกฝ่ายออกทะลุปรุโปร่ง ดูเผินๆพี่สามเหมือนบัณฑิตนักปราชญ์ แต่ความจริงแล้วกลับมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเป็นคนที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด
เมื่อก่อนเขามีอิ้นถังกับอิ้นเอ๋อคอยอยู่เคียงข้างต้องการอะไรก็เพียงแค่เอ่ยปาก ทว่าบัดนี้กลับต้องลงมือทำทุกอย่างที่อาจจะกระทบกับชื่อเสียงด้วยมือตนเองทั้งยังไม่ประสบความสำเร็จเหมือนแต่ก่อนอีก
แม้ได้ระบายอารมณ์ไปแล้ว แต่อิ้นซื่อยังคงรู้สึกขุ่นเคืองในใจหลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วเขาก็นึกถึงกัวลั่วหลัวซื่อพระชายาของตนขึ้นมา
นางกับอิ้นถังเป็นญาติกัน ดังนั้นหากพวกเขามีการติดต่อกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติแม้จะมีเรื่องบาดหมางภายในระหว่างพวกเขาแต่จะดีกว่าหากไม่มีใครสามารถดูออกถึงความบาดหมางนั้น
“ส่งคนไปเฝ้าตำหนักของพี่สี่และน้องเก้าหากพวกเขาติดต่อกันเมื่อใดให้รีบแจ้งข้าทันที” อิ้นซื่อขมวดคิ้วสั่งเสียงเย็น
"พ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์ลับค้อมศีรษะรับคำสั่งในใจโล่งอกที่ตนเองยังคงมีชีวิตรอด
อิ้นซื่อเคยลงมือจัดการคนด้วยตนเองโดยเฉพาะหากเป็นเรื่องที่ยากแก้ไขและเขาอยู่ในห้วงอารมณ์หงุดหงิดรุนแรงแต่ปกติแล้วเขาจะละเว้นบรรดาองครักษ์ลับเอาไว้ เพราะหากไม่มีคนเหล่านี้เขาก็จะมีมือเท้าที่ไว้วางใจได้น้อยกว่าเดิม
ไม่กี่วันต่อมา ต่งเอ้อซื่อ หว่านซีและจ้าวเจียซื่อต่างก็ถูกเรียกให้เข้าไปในวังเพื่อเข้าเฝ้าอี้เฟย
อี้เฟยนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่มองดูคนทั้งสามเข้าไปหา เมื่อเห็นหว่านซี สีหน้าของนางก็อ่อนโยนลง
สำหรับต่งเอ้อซื่อ อี้เฟยนั้นสิ้นหวังกับนางนานแล้ว กับลูกสะใภ้คนนี้นางปฏิบัติกับอีกฝ่ายเหมือนปฏิบัติกับคนแปลกหน้าที่รักษาหน้าตาของต่งเอ้อซื่อเอาไว้ก็เพียงเพราะต้องการรักษาเกียรติยศของฮ่องเต้เท่านั้นส่วนจ้าวเจียซื่อถูกเรียกเข้ามาเพราะนางเป็นคนของตำหนักอี้คุนอี้เฟยจึงอยากตักเตือนอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้นางทำเรื่องไม่เคารพผู้เป็นนายเก่า
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเรือนหลังขององค์ชายเก้านั้นหากพวกนางซึ่งเป็นสนมชายาในวังหลวงรวมถึงองค์ชายคนอื่นๆบอกว่าไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเลยคงเป็นคำโกหก
บางเรื่อง หากไม่ได้มีอำนาจในมือมากเพียงพอแม้จะพยายามปกปิดไม่ให้คนอื่นรู้เรื่องมากเพียงใดก็เป็นเพียงการหลอกตัวเองเท่านั้นกับจ้าวเจียซื่อ นางจะทำเรื่องราวต่างๆตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ได้อย่างไรหากนางไม่มีคนคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังจริงๆ
"หม่อมฉันขอถวายบังคมเสด็จแม่/อี้เฟย ขอทรงพระเจริญเพคะ"ภายใต้การนำของต่งเอ้อซื่อทั้งสามคนกล่าวคารวะอี้เฟยพร้อมกัน
"ลุกขึ้นเถิด!" อี้เฟยค่อยๆ ปาดฟองบนถ้วยชาของตนออกดวงตาเหลือบมองสามคนที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ในที่สุดก็มองไปที่หว่านซีแล้วพูดด้วยรอยยิ้มบางเบา“เหตุใดไม่พาหลานรักของข้ามาด้วยเล่า”
“ตอนนี้หงหมินกำลังคันฟันเพคะ เขาคว้าทุกอย่างเข้าปากหมดเลยหม่อมฉันเกรงว่าเขาจะรบกวนเสด็จแม่จึงคิดจะรอให้เขาชินก่อนจึงค่อยพาเข้าวังเพคะ”หว่านซีตอบด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
อันที่จริง หว่านซีแค่ไม่อยากพาลูกมากับต่งเอ้อซื่อและจ้าวเจียซื่อสตรีทั้งสองมากแผนการเกินไป นางไม่อาจพาบุตรชายมาเสี่ยงได้
อี้เฟยไม่สงสัยสิ่งที่หว่านซีเอ่ยบอกสักนิดแต่กลับแสดงความกังวลต่อการเติบโตของหงหมินน้อยโดยถามคำถามหลายข้อติดต่อกันคำถามเหล่านั้นจุดประกายริษยาให้เกิดขึ้นในแววตาของต่งเอ้อซื่อนางเพิ่งให้กำเนิดท่านหญิงที่เป็นบุตรสาวคนโตสายตรงของอิ้นถัง แม้ว่าบุตรของนางจะไม่ใช่บุตรชายแต่อี้เฟยควรจะละเลยบุตรสาวของนางเช่นนี้หรือ
หว่านซีปรายตามองต่งเอ้อซื่อด้วยหางตา ในใจลอบหัวเราะเยาะ ทว่าไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ
ในฐานะแม่สามีอี้เฟยไม่จำเป็นต้องสนใจสะใภ้ที่สูญเสียความโปรดปรานอย่างต่งเอ้อซื่อยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่นางจะใส่ใจอีกฝ่ายเพราะกลัวว่านางจะเสียความรู้สึก
ในวังแห่งนี้ อำนาจของฮ่องเต้เท่านั้นที่อยู่สูงสุดผู้สูงส่งและสถานะมั่นคงเท่านั้นจึงจะดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีคนอย่างต่งเอ้อซื่อที่ทั้งไร้นัยน์ตาแยกแยะสถานการณ์ ไม่รู้จักสถานะของตนเองหากไม่มีบ้านเดิมคอยสนับสนุน เกรงว่านางคงไม่มีทางมีชีวิตรอดมาจนถึงบัดนี้ได้
“เช่นนั้นก็ดี ถึงเวลานั้นให้อิ้นถังพาพวกเจ้าแม่ลูกเข้าวังมาด้วยกันเถิด”
“เพคะ”
[1] 明珠ขุนนางเชื้อสายสกุลนาล่าที่ทรงอิทธิพลในสมัยราชวงศ์ชิง