“ไม่รู้หรอกค่ะ แต่ในแผนที่หนูน่าจะอยู่ห่างจากหมู่บ้านที่เป็เป้าหมายอยู่พอสมควรเลย"อันดาตอบ
“ใช่ ห่างมากๆ เลย” เซียนไผ่เขียวตอบ
“คุณตาพาหนูกลับไปหาพ่อหน่อยมั้ยคะ ป่านนี้อาละวาดคนในทีมแย่แล้ว” เพราะทุกคนรับปากว่าจะดูแลเธออย่างดี แต่ตอนนี้เธอกลับหายไปเสียอย่างนั้น
“ไม่ได้หรอก เ้าไม่ใช่คนของที่นั่น ข้าเอาเ้าไปฝากไว้ก่อนถึงเวลาเ้าก็ต้องกลับบ้านไปหาพ่อแม่ที่แท้จริงของเ้า” เซียนไผ่เขียนตอบ
“หนูไม่ใช่คนของที่นั่นก็แสดงว่าเป็คนของที่นี่เหรอคะ แล้วหนูมีพ่อแม่ด้วยเหรอคะ แล้วทำไมพวกเขาไม่ตามหาหนูล่ะ” เื่นี้อันดายังงงอยู่
"ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ตามหา แต่พวกเขาหาเ้าไม่พบ ตาพาเ้าไปฝากในมิติอื่น มิตินั้นเป็ที่ปลอดภัยสำหรับเ้า ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเ้าต้องกลับบ้านแล้ว"เซียนไผ่เขียวอธิบาย
"แล้วคนทางโน้นล่ะคะ พวกเขาจะไม่วุ่นวายใจเื่ของหนูกันหรอกเหรอ"อันดาไม่สบายใจ
"บนโลกของพวกเขาไม่มีเ้าั้แ่ต้น การมีอยู่ของเ้าเป็เื่ไม่จริงสำหรับพวกเขา เมื่อเ้ากลับบ้านมาแล้ว ความทรงจำที่มีเ้า ก็จะหายไป"เซียนไผ่เขียวตอบ
"แล้วความทรงจำของหนูที่มีพวกเขาอยู่ล่ะคะ แล้วหนูที่ไม่มีใครที่รู้จักที่นี่ แม้แต่โลกที่หนูเติบโตมาก็ลืมหนูไปหมดแล้ว"อันดารู้สึกโดดเดี่ยวเหลือที่จู่ๆ เธอก็กลายเป็คนที่ไม่มีใคร ไม่มีความผูกพันใดๆ เหลือให้คิดถึงอีก
"เด็กน้อยเอ๋ยเ้ายังมีพ่อแม่ที่ยังเฝ้าตามหาเ้าอยู่ ถึงพ่อของเ้าจะมีภารกิจมากมาย แต่ตาเชื่อว่าเขายังตามหาเ้าอยู่ตลอดเวลา"เซียนไผ่เขียวปลอบใจเด็กน้อย
"แล้วพ่อแม่ของหนูเป็ใคร ทำไมหนูถึงจำพวกเขาไม่ได้ ที่จริงหนูจำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ นอกจากเหตุการณ์ตอนนั้น"อันดาเพิ่งจะนึกเื่พวกนั้นออกก็เมื่อตอนเย็นนี่เอง
"เพราะเ้าพบกับเหตุการณ์ที่น่ากลัว จึงทำให้ความจำของเ้าหายไป แต่ไม่ต้องกังวลไป ความทรงจำของเ้าจะค่อยๆ กลับมา"เซียนไผ่เขียวปลอบใจ ขวัญของนางหายไป ดังนั้นเมื่อขวัญกลับมานางจะค่อยๆ จำได้เอง
ที่จริงเขาเป็เซียนและไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับชะตาของมนุษย์ แต่ว่าวันนั้นเขาผ่านไปทำธุระที่ขอบมิติ และเห็นว่าหมาป่ากำลังล้อมเด็กน้อยที่ชะตายังไม่ถึงฆาตอยู่จึงยื่นมือเข้าช่วย แต่ด้วยความที่ดวงชะตาของเด็กคนนี้ต้องพลัดพรากหรือไม่ก็ต้องตาย เขาจึงตัดสินใจพาเธอมาซ่อนไว้ในอีกมิติหนึ่งเพื่อให้พ้นชะตากรรม และเพื่อเธอจะได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งเพื่อสามารถดูแลตัวเองได้ตอนกลับเข้ามา
เขาหารู้ไม่ว่าการดูแลเด็กคนนึงนั่นสร้างความผูกพันและยึดติดที่เซียนไม่ควรมี แต่เมื่อเขาสอนเธอเขาจึงต้องรับเธอเป็ศิษย์และศิษย์ของเขาต้องเก่งในทุกทางไม่อย่างนั้นเสียชื่อเฒ่าไผ่เขียวแห่งคุนหลุนไปได้
เขาจึงมอบของวิเศษและพรให้เธอเพื่อให้เธอสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งสองมิติ
"แล้วหนูจะตามหาพ่อแม่หนูยังไงคะ คุณตารู้มั้ยว่าพวกท่านเป็ใคร แล้วหนูจะอยู่ในมิตินี้ได้ยังไง"อันดาเริ่มกังวลกับการเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวคนเดียวเสียแล้ว ถึงจะยังมีคุณตาอยู่าแต่ท่านก็ไปๆ มาๆ ไม่ได้อยู่ตลอด ไม่สามารถติดต่อได้อีกต่างหาก
"ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาคือใคร แต่สัญญาณในการห่วงหาเ้ามีไม่ลดละเลย ฟังนะการตามตัวพ่อแม่ของเ้าน่ะ ไม่น่ายาก คนดินแดนนี้ส่วนใหญ่มีตาสีดำหรือไม่หรือน้ำตาลเข้ม ผมสีดำหรืออย่างมากก็น้ำตาลเข็ม แต่สีตาของเ้าเป็สีมรกต ดังนั้นข้าว่า ไม่พ่อก็แม่ของเ้าที่จะมีสีตาเดียวกันกับเ้า"เซียนไผ่เขียวตอบ
แล้วตามข้ามานี่ เขาพาอันดาเดินเข้ามาในมิติ
ในมิติมีของที่อันดาใช้ทำงานและหาข้อมูลรวมถึงมีห้องแล็บและเรือนกระจกที่มีพันธุ์ไม้มากมายที่เธอเอาไว้ใช้สกัดยาแก้พิษและเซรุ่ม แล้วก็มีลังไม้ที่ลอยมากับเธอด้วย
"นี่มัน" ลังไม้ที่มีอาหารผง อุปกรณ์การแพทย์และอาวุธ เหมือนที่เธอเปิดใช้มาแล้ว
"มันจะเพิ่มมาวันละกล่อง เ้าสามารถใช้ประโยชน์จากมัน อุปกรณ์ที่เ้าใช้หาความรู้เ้าใช้ในนี้ได้ มันสามารถช่วยเ้าหาความรู้จากมิติต่างๆได้แต่เอาออกไปไม่ได้ แล้วก็นี่"เซียนไผ่เขียวมอบหยกที่เป็รูปไผ่ให้เธอ
"อะไรเหรอคะ"อันดาถาม
“น้ำอมฤต เห็นเป็ขวดเล็กๆ อย่างนี้อย่าได้ดูถูกไปมันจะไม่มีวันหมด และไม่มีใครสามารถมองเห็น นอกจากเ้าจะอนุญาต” เซียนไผ่เขียวยื่นให้เธอ แต่เมื่อเธอรับก็รู้สึกเหมือนโดนอะไรบาดเข้าที่มือ
"แล้วมันวิเศษยังไงคะ"อันดาถาม
“มันรักษาาแได้ ช่วยฟื้นฟูร่างกาย แต่ถ้าเ้า้าชุบชีวิตคน เ้าต้องผสมมันกับเืของเ้า เ้าดื่มมันเสียก่อน จำการเดิมลมปราณที่ข้าสอนเ้าได้หรือไม่” เซียนไผ่เขียวถาม
“จำได้ค่ะ” อันดาตอบ
“ตอนนี้หลังจากดื่มน้ำน้ำอมฤตนี่แล้วจุดลมปราณของเ้าจะเปิด เ้าสามารถใช้วิชาตัวเบาได้แล้ว” เซียนไผ่เขียวตอบ
“แล้วหนูจะสู้ได้เก่งเหมือนลุงชางหรือแม่ทัพมั้ยคะ” อันดาถาม
“สู้ได้ แต่เื่พละกำลังเ้าต้องฝึกฝน ฝึกพอช่วยเหลือตัวเองอย่างเ้าจะเทียบกับการฝึกหนักและใช้มันตลอดเวลาอย่างพวกเขาได้อย่างไร ถ้าอยากเก่งก็ต้องฝึกเื่ของพละกำลังด้วย” เซียนไผ่เขียวตอบ เ้าเด็กบ้าพลังนี่ ถ้าตอบว่าได้คงทำเื่แผลงๆ อะไรขึ้นมาอีก การดื่มน้ำอมฤตนั้นที่จริงช่วยรักษาร่างกายของนางไว้ด้วยเมื่อขุมพลังเปิด นางสามารถดึงพลังมาใช้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าใช้พลังมากมายขนาดนั้น ร่างกายนางแต่แหลกสลายกลายเป็ผุยผงแน่ๆ ถ้าไม่ดื่มน้ำนี่เสียก่อน
“อ้อ มิน่ารู้สึกตัวเบาๆ นี่คือถ้าหนูอยากลอยได้หนูต้องทำยังไง โอ๊ย!” ยังไม่ทันขาดคำเลย เซียนเฒ่าจึงต้องใช้ไม้เท้าโขกศีรษะของนางเพื่อหยุดความคิดเพี้ยนๆ
"คุณตา!เจ็บนะเนี่ย ก็คุณตาบอกเองว่ามีวิชาตัวเบา หนูอยากรู้ว่าจะลอยได้เหมือนซูเปอร์แมนหรือด็อกเตอร์เสตรนจ์มั้ย"อันดาแค่อยากรู้ จริงจริ๊ง
"เหอะ เอาเถอะ เอาไว้เ้ารักษาสมดุลได้เมื่อไหร่เ้าจะสามารถทำได้"เซียนเฒ่าตอบ
“น่าจะให้หนูกินั้แ่ก่อนเข้ามาแล้ว คุณตารู้มั้ยหนูเกือบตายเลย ร่มก็ไม่กางมิติก็เข้าไม่ได้” อันดาตัดพ้อ
“เ้าอยู่ในมิตินั้นยังดื่มไม่ได้ มันจะมีผลกับสรรพสิ่งรอบข้างทำให้โลกนั้นแปรปรวน ที่บอกว่าร่มไม่กางเ้าก็มีร่มสำรองไม่ใช่หรือ” เซียนเฒ่าถาม
“อ้อ จริงด้วย ตอนนั้นมันในี่คะเลยลืมไปเลย” อันดาบอก
“จำไว้สตินั้นสำคัญมาก เ้าต้องฝึกสติให้ดีด้วย อย่าทำให้เสียชื่อมาถึงข้าที่เป็อาจารย์เ้าด้วย” เซียนเฒ่าย้ำ
“งั้นหนูก็เป็ศิษย์ของคุณตาเหรอคะ” อันดาเพิ่งจะเข้าใจ ที่ผ่านมาทั้งการพูดเขียนอ่านภาษาประหลาดทั้งหลาย สมุนไพรการฝังเข็มและเคล็ดวิชาต่างๆ ก็เป็เขาที่สอน รวมไปถึงกลยุทธ์การวางกลก็เป็เขาที่สอน สอนแม้แต่เื่การใช้พู่กัน
“เ้าคิดว่ายังไงล่ะ” เซียนเฒ่ารู้สึกว่าเ้าเด็กนี่มีความฉลาดแต่ขาดเฉลียวจนหน้าปวดหัวจริงๆ
“จริงด้วยค่ะ คารวะท่านอาจารย์” เมื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นจึงนึกขึ้นได้ว่าที่จริงเขาเป็อาจารย์ของเธอมาตลอดแปดปีนี้ ที่เขาได้พร่ำสอน ที่จริงเมื่ออยู่ในมิติที่เวลาหยุดนิ่ง