บทที่ 20 : อุกอาจ
สองพี่น้องฮิลเกรมช่วยกันมองหาอลันรอบบริเวณแต่พวกเขาก็ไม่พบผู้เป็พ่อเลยสักนิด เหล่าสาวกขององค์เทพทั้งสิบต่างทยอยออกไปจากโบสถ์จนเกือบหมดแล้วเหลือเพียงสองพี่น้องที่ยืนรออยู่นานคนที่รอก็ไม่กลับมาเสียที
“พ่อไปเข้าห้องน้ำหรือเปล่านะ” ลูซีฟกวาดตามองไปรอบๆมีห้องน้ำอยู่ห่างจากโบสถ์ไปไม่ไกลนัก ไว้ให้สาวกและเหล่านักบวชได้ใช้ จากที่ยืนอยู่ห่างจากประตูโบสถ์ไม่ถึงสิบห้าเมตรเขาก็สามารถมองเห็นห้องน้ำนั้นได้ชัดเจนสายตาของเขาตอนนี้ดีมาก
แต่เขาก็ยังไม่เห็นอลัน แม้แต่คนที่รูปร่างใกล้เคียงก็ไม่มี
เขาใช้ดวงตาผู้วิเศษตรวจดูรอบๆ แล้วขมวดคิ้วสายพลังสามสีปะปนในอากาศเจือจางรอบโบสถ์จนแยกไม่ออกว่าเป็พลังมาจากไหนและเป็ของใคร
ถึงจะรู้ว่าโบสถ์จะต้องมีผู้วิเศษอยู่แล้ว มีเศษพลังพิเศษกระจายไปทั่วก็ถือว่าปกติและตามสามัญสำนึกแล้วคงไม่มีผู้วิเศษคนไหนกล้ามาก่อเื่ที่โบสถ์... แต่ลูซีฟมีลางสังหรณ์ไม่ดี
การหายตัวไปของอลันไม่ใช่เื่ปกติ
“เรารอมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะพี่”มาร์ชจับแขนเสื้อของลูซีฟไว้ราวกลับกลัวว่าพี่ชายจะหายไปอีกคน “พ่อจะเป็อะไรหรือเปล่า”
“พ่อไม่น่าจะเป็อะไร...มาร์ชลองไปถามหลวงพ่อดูว่าเห็นพ่อของเราหรือเปล่า ส่วนพี่จะเดินสำรวจใกล้ๆ นี้”
“ไม่ เราไปด้วยกัน!”
“ก็ได้ ไม่ต้องตื่นกลัวขนาดนั้น พี่จะไม่หายไปไหน”ลูซีฟลูบหัวน้องชายปลอบประโลมอย่างชำนาญ
เขาเข้าใจความตื่นตระหนักของเด็กคนนี้ เนื่องจากเร็วๆนี้เกิดเื่กับเขามาเกินไป อีกฝ่ายจึงเริ่มระแวงว่าจะเกิดเื่กับเขาหรืออลันขึ้นอีกการที่อลันหายตัวไปก่อนพวกเขาออกมาในเวลาไม่ถึงสองนาทีโดยไม่แม้แต่จะบอกกล่าว พวกเขาย่อมเป็ห่วงอยู่แล้ว
ลูซีฟเข้าไปถามนักบวชที่อยู่ใกล้ๆ บอกลักษณะของอลันให้อีกฝ่ายได้ฟังนักบวชส่ายหน้า แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลย ช่วยกันตามหาอลันกันรอบๆโบสถ์อีกแรงหนึ่ง
สองชั่วโมงกับการตามหาอย่างละเอียดจนแทบพลิกแผ่นดินพวกเขาก็ยังไม่เจอใครลูซีฟและมาร์ชเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดี
นักบวชคนหนึ่งเล่าวเตือนสติพวกเขาอย่างใจเย็น “บางทีพ่อของพวกคุณอาจจะกลับไปที่บ้านแล้วก็ได้นะ”
ลูซีฟและมาร์พยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วกล่าวขอบคุณพวกเขาด้วยความจริงใจเมื่อพวกเขาช่วยเหลือสองพี่น้องรีบเดินทางกลับบ้านของพวกเขาอย่างรวดเร็วห้องเช่าที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นห่างจากโบสถ์เพียงไม่ไกล เดินเป็เวลาสี่สิบนาทีก็ถึงแล้ว
“พ่อ!” มาร์ชร้องออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นชายที่พวกเขากำลังตามหายืนเหม่อลอยอยู่หน้าประตูเด็กหนุ่มเดินอย่างรีบร้อนเข้าไปใกล้ ใบหน้าของอลันหันมาทางพวกเขาช้าๆ
ลูซีฟััได้ถึงสัญญาณอันตรายบางอย่างและกำลังจะเดินเข้าไปใกล้อลันเช่นกันแต่เสียงทุ้มที่เหมือนกับเขาดังออกมาจากจิตใต้สำนึก
‘อย่าเข้าไปลูซ! อันตราย!’
แซมกล่าวอย่างจริงจัง นี่เป็ครั้งแรกที่เสียงของแซมดังออกมาจากจิตใต้สำนึกเองโดยที่เขาไม่ได้เรียก
ลูซีฟตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขากล่าวออกไปอย่างกล้าหาญคว้าแขนของมาร์ชเอาไว้ไม่ให้เข้าใกล้อลันไปมากกว่านี้หางตาของเขามองเห็นอลันแสยะยิ้มอย่างหน้าเกลียดชั่วพริบตา ก่อนที่ตามข้อต่อของร่างกายเขาจะบวมและบิดเบี้ยวเขารับรู้ได้ทันทีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
ลูซีฟดึงร่างของมาร์ชมากอดไว้แล้วใช้ร่างของตัวเองบังเพื่อไม่ให้น้องชายเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
โพล๊ะ!
ร่างของอลันที่บวมอย่างรวดเร็วะเิออก ชิ้นส่วนร่างกายกระจัดกระจายไปคนละทิศพร้อมกับเือุ่นที่สาดกระจายไปทั่ว แผ่นหลังของลูซีฟัักับเืที่สาดเขามาเขารู้สึกร้อนเหมือนถูกลวก กลิ่นไหม้และกลิ่นเืเข้มข้นลอยมากระทบจมูก ความเ็ปเล็กๆไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรแต่การะเิตัวตายของพ่อของเขาต่างหากที่ทำให้เ็ปยิ่งกว่า
ลูซีฟขบกรามแน่น กอดกระชับมาร์ชไว้แม้ว่าน้องชายจะพยายามดิ้นรนเพื่อมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสียงกรีดร้องดังไปทั่วพื้นที่จากการเห็นภาพสยองขวัญสุดๆ และเืสดที่กัดกร่อนเหมือนกรดทำร้ายสิ่งที่มันกระทบ
ความหวาดกลัวที่กระจายออกไปและความโกลาหนที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวเหล่าผู้คุ้มกันลูซีฟที่ซ่อนตัวอยู่รีบเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที
ความร้ายแรงของสถานการณ์ในตอนนี้คือจำนวนผู้าเ็จากเืที่เป็กรดต้องส่งพวกเขาไปโรงพยาบาลผู้ที่าเ็สาหัสที่สุดคือลูซีฟที่แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเื
ทั้งเืของเขาเองและเืที่เป็กรด กลิ่นไหม้เหม็นผสมกับกลิ่นเืจากแผ่นหลังของเขาทำให้ผู้คนรู้สึกสะอิดสะเอียนและเวทนาแต่ผู้าเ็ไม่นำพาต่อความเ็ปของตนเองสักนิด
เมื่อเห็นว่ามีคนเข้าควบคุมสถานการณ์แล้วในที่สุดลูซีฟก็ยอมปล่อยน้องชายของเขาก่อนก็ยังยกมือปิดตาของเด็กหนุ่มไว้แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและอ้อนวอน
“อย่าลืมตามาร์ช ได้โปรด”
“พี่... พ่อ... เกิดอะไรขึ้นกับพ่อ” มาร์ชกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือเขาไม่ได้ลืมตาตามคำขอของลูซีฟจริงๆ เพราะเขารับรู้ได้ว่าสถานการณ์ไม่ปกติ และต้องเกิดขึ้นกับอลันแน่นอนไม่อย่างนั้นลูซีฟคงไม่พูดกับเขาแบบนี้
ต้องเป็เื่ที่ร้ายแรงมาก
“พ่อ... ตายแล้ว” ลูซีฟพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบและก็เจือไปด้วยความโศกเศร้าเขารู้สึกได้ถึงน้ำที่ร้อนผะผ่าวจากมือที่ปิดตาของมาร์ช
เด็กหนุ่มกำลังร้องไห้ ร่างกายสั่นทึม เขากัดริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นอย่างทุกข์ทรมาน
มาร์ชไม่ได้ถามอะไรอีก เขาเชื่อที่ลูซีฟพูดทุกคำโดยไร้ข้อสงสัยเขายืนร้องไห้เงียบๆ ราวกับกำลังจะพังทลาย พี่ชายมองด้วยความเ็ปและเจ็บใจไม่รู้จะปลอบประโลมเด็กคนนี้ยังไงดี
“ปล่อยเขาให้ผมเถอะครับคุณลูซีฟ” แคชกลาดี้มายืนอยู่ข้างๆ ลูซีฟด้วยท่าทีโศกเศร้าและสำนึกผิด ลูซีฟเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วพยักหน้า
“พาเขาออกไป”
“ครับ” ตำรวจหนุ่มน้อยตอบอย่างหนักแน่นก่อนจะถอดเสื้อคลุมของตนคลุมหัวของมาร์ชและพาเขาออกจากพื้นที่อย่างระมัดระวังไม่ให้เห็นที่เกิดเหตุและโศกนาฎกรรมด้านหลัง
“คุณเองก็ไปหาหมอสักหน่อยดีไหม” ดูรว์สเตลล์ถามเมื่อเห็นแผลที่เหวอะหวะทั่วแผ่นหลังของชายหนุ่ม เสื้อโค้ทและเสื้อเชิ้ตที่ละลายเหมือนจะฝังเข้าไปในเนื้อจนยากแยกแยะมันน่าจะเจ็บมากและอาจติดเชื้อได้
ทว่าลูชีฟยังคงยืนนิ่งอย่างสงบไม่มีอาการเ็ปให้เห็นอย่างที่เขาคิดมีเพียงสายตาที่คุกรุ่นที่กวาดมองพื้นที่อย่างช้าๆ เพื่อเก็บรายละเอียด
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องใส่ใจ แผลแค่นี้ไม่ทำให้ตาย”ลูซีฟพูดเสียงต่ำเ็า
“แต่ถ้าไม่รีบรักษามันอาจจะเป็แผลเป็หรือติดเชื้อได้นะคุณ”
“บอกว่าไม่เป็ไรก็คือไม่เป็ไร ฟังไม่รู้เื่เหรอ?ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้วก็หุบปาก”
“...”
แม้น้ำเสียงจะไม่มีความหงุดหงิด เป็เพียงเสียงเรียบๆไร้อารมณ์ แต่กลับมีความน่ากลัวที่ยากบรรยาย ดูรว์ไม่กล้าส่งเสียงอีก ปล่อยให้ลูซีฟได้ทำตามความ้าของเขาเอง
ลูซีฟพ่นลมหายใจออกมาเงียบๆ ดวงตาผู้วิเศษมองพื้นที่อย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อหาหลักฐานว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและเกิดจากอะไร
เขาเห็นออร่าสีเหลืองเจือจางอยู่รอบๆ บริเวณ ดูเหมือนว่าอลันจะถูกผู้วิเศษคนหนึ่งควบคุมพลังประเภทิญญา
แต่พลังประเภทนี้ทำให้ร่างกายะเิได้ด้วยหรือไง?
‘ทำได้ ถ้ามีการผสมสายพลังสองสายเข้าด้วยกัน สายพลังพิธีกรรมและสื่อิญญา’
แซมอธิบายเพิ่มความรู้ให้แก่ลูซีฟ เพราะเขายังไม่ได้ให้ลูซีหเรียนรู้พลังเบื้องต้นของประเภทพลังิญญาแต่ดูเหมือนสถานการณ์ตอนนี้จะไม่เรียนรู้คงไม่ได้แล้ว
‘ใช้พลังสายพิธีกรรมในการตั้งค่าความเสียหายของร่างกายตามเงื่อนไขและใช้พลังในสายสื่อิญญาในการควบคุมิญญาของเ้าของร่างกายราวกับหุ่นเชิด ซึ่งดูแล้วพวกเขากำหนดเป้าหมายมาที่คนใกล้ตัวของนายมากกว่าที่จะเป็ตัวนายเองลูซ’
‘กำหนดเป้าหมายเป็คนใกล้ตัว? ...ดีมาก ช่างเป็กลุ่มคนที่ฉลาดหลักแหลมรู้ว่าผมมีคนคุ้มกันแ่าก็เลยใช้คนใกล้ตัวเพื่อบีบบังคับผม และพวกเขาก็ประสบความสำเร็จด้วย’
ลูซีฟยิ้มเยาะให้กับคนร้ายที่วางแผนเล่นงานเขา สู้ตรงๆไม่ได้ก็เล่นงานทางอ้อม เพื่อเป้าหมายพวกมันไม่สนวิธีการเลยสักนิด
และการลงมือที่โบสถ์ที่มีพลังพิเศษกระจายอยู่ทั่วด้วยนอกจากเลือกได้ดีแล้วก็ยังเป็การเยาะเย้ยและท้าทายผู้วิเศษที่คุ้มครองเขาอยู่ทางอ้อมด้วย
ส่วนเืนี่...
‘เืของอลันที่ผ่านพิธีมีคำสาปอยู่ด้วย มันจะกัดกินิญญาของผู้ที่ััอย่างช้าๆและจะเปลี่ยนเป็หุ่นเชิดเหมือนกัน แต่พวกนั้นคงคิดไม่ถึงว่านายจะมีความต้านทานคำสาปไม่มีทางที่เืพวกนั้นจะทำอะไรนายได้ มันแค่จะสร้างแผลเล็กๆ ที่หลังเท่านั้น’
‘นี่ก็เป็ฝีมือของนายสินะแซม’
‘ฉันเป็พลังของลูซ การช่วยเหลือนายเป็การกระทำที่สมเหตุสมผล’
‘เข้าใจแล้ว’
ลูซีฟพยักหน้าเงียบๆ โชคดีที่มาร์ชไม่ได้โดนไปด้วย
เขาเดินเข้าไปใกล้ศพอย่างไม่ลังเลและใช้มือเปล่าหยิบจับชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายของอลันขึ้นมาดูรว์ที่สังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ เบิกตากว้างขึ้นรีบเข้ามาห้ามเขาทันที
“จับไม่ได้นะ มันอันตราย! ต้องรอผู้เชี่ยวชาญของเรามาก่อน”
“ไม่เป็ไร” มือของลูซีฟมีเสียงซู่และเริ่มละลายจากการกัดกร่อน“ปล่อยให้ชิ้นส่วนกระจัดกระจายนานๆ จะยิ่งอันตรายกว่า”
แม้ร่างกายจะถูกตัดออกจากกัน แต่ก็ยังมีเืไหลออกมาตลอดเวลาเืจะยิ่งกระจายวงกว้างขึ้น ร่างกายเป็ศูนย์กลางของพิธีกรรมด้วยเืจะไม่ถูกทำให้แห้งเร็วเกินไปและการเก็บไปรวมอยู่ที่เดียวกันจะง่ายขึ้นในการชำระล้าง
เขาชำระล้างเองไม่ได้อยู่แล้ว อย่างมากก็แค่ต้านทานคำสาปคงต้องรอผู้เชี่ยวชาญของอีกฝ่ายมาเท่านั้น
ดูรว์และตำรวจคนอื่นในที่เกิดเหตุได้แต่มองลูซีฟด้วยสายตาหวาดกลัวเมื่อเห็นชายหนุ่มไม่กลัวเจ็บและไม่กลัวตายกำลังเก็บรวบรวมชิ้นส่วนแขนขาและศีรษะของอลันที่ละชิ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยและสงบนิ่งมือที่เหวอะหวะจนเห็นเสื้อเืแทบทั้งมือของเขาทำให้คนที่ยังดูสถานการณ์รอบๆหันไปอาเจียน มันดูสยองขวัญไม่ต่างจากศพที่กระจัดกระจาย
ส่วนลูซีฟยังคงไม่รู้สึกอะไร ราวกับทุกอย่างช่างปกติธรรมดา
เมื่อเทจ โคเลอร์และลูกน้องของเขามาถึง ก็เห็นลูซีฟวางชิ้นส่วนของอลันชิ้นสุดท้ายพอดีหน้าอย่างพวกเขากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้
“ลุงแอริทไปดูเขาก่อน” เทจสั่งการชายวันกลางคนข้างๆทันทีพร้อมชี้ไปที่ลูซีฟที่สภาพดูไม่ได้ เขาเหมือนชายที่เพิ่งผ่านามาไม่มีผิด
“ไม่ต้องใส่ใจ ขอแค่น้ำเปล่ามาล้างแผลกับผ้าสะอาดก็พอ”ลูซีฟหันมาทางพวกเขา สีหน้าและแววตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น
“แค่นั้นได้ยังไง เมื่อกี้คุณเพิ่งัักับคำสาป...คุณัักับสิ่งที่เป็กรดสูงต้องล้างให้สะอาดและใส่ยาอย่างเหมาะสมถึงจะถูกไม่อย่างนั้นคุณจะรักษาไม่หาย”
“งั้นก็จัดการตามความเหมาะสม”ลูซีฟไม่คัดค้านคำพูดของรองสารวัตรและยังกล่าวกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง “จัดการรับพ่อของผมให้เรียบร้อยหลังทำแผลเสร็จผมจะมาฟังรายงานจากพวกคุณ”
“...ได้” เทจไม่ได้ปฏิเสธ เื่นี้ถึงลูซีฟไม่ขอเขาก็ต้องให้อีกฝ่ายรับรู้ด้วย
นี่เป็ความผิดของพวกเขาเองที่ประมาทจนก่อให้เกิดเหตุขึ้นกับคนใกล้ตัวของลูซีฟและจนเกือบจะทำให้ชายหนุ่มที่พวกเขาขอให้เป็เหยื่อล่อต้องตาย
หากเขาตายไปจริงพิธีกรรมคงบรรลุเสร็จสิ้น คราวนี้ได้กลายเป็เื่ใหญ่ของจริง
แอริท ฮาเลย์ได้ช่วยทำแผลให้กับลูซีฟอย่างชำนาญในขณะที่พันแผลให้เขาก็ได้แนบกระดาษที่เขียนอักขระเด็มเชลไปด้วยลูซีฟไม่ได้ถามว่ามันคืออะไร เพราะเขาจะรู้อย่างละเอียดเมื่อถามมันกับแซมแน่นอน
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะถาม
“เ้าหนุ่มเอ๊ย ไม่น่าไปจับชิ้นเนื้อพวกนั้นเลย แผลขนาดนี้ต้องใช้เวลาเป็ปีถึงจะรักษาให้หายเป็ปกติได้นะ”ลุงแอริทพูดหลังจากพันแผลจนเสร็จแล้ว “โชคดีที่ไม่ทำให้พิการหากเป็คนอื่นมือคงเหลือแต่กระดูกไปแล้ว”
“มือผมแค่เจ็บแต่พ่อผมตายนี่เรียกโชคดีเหรอ?”
“...”
“การจับชิ้นส่วนที่เปื้อนกรดเข้มข้นมันก็ต้องใช้ความรู้บ้างไม่อาจพูดว่าโชคดีได้ แต่ก็ชอบคุณสำหรับคำปลอบใจที่ฟังไม่ขึ้นครับ”ลูซีฟตอบก่อนจะลองขยับนิ้วมือ
ปกติดี ไม่ได้เ็ป
อาจจะมีเืซึมบ้าง แต่เดี๋ยวมันก็หายด้วยพลังการฟื้นฟูของเขา
“ปากร้ายจริงๆ เลยพ่อหนุ่มนี่ถ้าฉันเป็คนแก่หัวใจอ่อนแอจะต้องช็อกตายเพราะคำพูดของเธอนะ” แอริทหัวเราะเบาๆไม่ได้มีความขุ่นเคืองกับคำพูดของเขา
ก็เข้าใจว่าเขาอารมณ์ไม่ดีหลังจากที่สูญเสียครอบครัวแม้ว่าหน้าจะดูสงบแต่จิตใจคงไม่ได้เป็อย่างนั้นชายวัยกลางคนพยักหน้ากับความเข้าใจของตนเอง
ลูซีฟหันมามองแอริทขึ้นลงครั้งหนึ่งแล้วเลิกคิ้ว
“เลิกพูดไร้สาระเถอะ ไปฟังการวิเคราะห์ของพวกเขาดีกว่าและผมอยากเห็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ของพวกเขาที่จะจัดการกับเืที่เป็กรดนั่นด้วย”
เมื่อพูดถึงผู้เชี่ยวชาญแอริทที่กำลังทำหน้าล้อเลียนเขาอยู่ก็เปลี่ยนเป็จริงจังในทันทีเขาพยักหน้าให้กับลูซีฟแล้วกล่าวอย่างภูมิฐาน
“ตามมาสิ จะแสดงความสามารถของ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ให้เธอดูเอง”
“งั้นรบกวนด้วย มิสเตอร์ผู้เชี่ยวชาญ”