บทที่ 13 เธออยากเรียนให้สูงกว่านี้
“ล้อเล่นหรือเปล่า”
“ทำไมจะต้องล้อเล่นด้วย” เล่อตงขมวดคิ้ว
เล่อเวยพบว่าน้องชายคนใหม่มีดีหลายอย่าง เสียก็แต่ขาดอารมณ์ขันและจริงจังเกินไปหน่อย
หลังจากคิดๆ ดูแล้ว เล่อเวยก็เลือกถามคำถามหลักที่เธอสนใจมากที่สุดก่อน “ถ้านายให้นิ้วทองคำฉันได้ แล้วมันต้องแลกกับอะไร”
“เล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่เื่ใหญ่” เล่อตงกล่าว “ไม่ใช่อะไรที่เธอจะต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด”
แปลว่าเล่อตงต้องมีส่วนร่วมด้วยงั้นเหรอ
“งั้นไม่เอา”
เล่อเวยเชื่อในความสามารถของตัวเอง ชาติที่แล้วเธอไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำยังหาหนทางเองได้ ชาตินี้ไม่เพียงแต่ไม่ต้องแต่งงานแล้ว แต่เธอยังมีแม่ มีน้องชายที่ดีกว่าเดิม ถือเป็สถานการณ์ที่ดีกว่าเมื่อชาติก่อนมาก แล้วแบบนี้เธอจะไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างไร
ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอนอนอยู่ เล่อเวยตัดสินใจแล้วว่า ในชาตินี้ นอกจากหาเงินแล้ว เธออยากจะเรียนหนังสือด้วย!
หลังเล่อฟางผิงเสียชีวิต ครอบครัวก็สูญเสียรายได้อย่างกะทันหัน นางเล่อไม่ยอมให้เล่อเวยเรียนหนังสือต่อ แต่โชคยังดีที่ประเทศใน่นั้นกำลังทดลองแผนการศึกษาภาคบังคับ เด็กในวัยเรียนทุกคนจากแต่ละหมู่บ้านจำเป็จะต้องเข้าเรียนชั้นประถม เล่อเวยจึงมีโอกาสได้เรียนต่อ
แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีการศึกษาภาคบังคับเก้าปีอย่าง่หลังๆ ดังนั้นหลังจากจบชั้นประถม เธอจึงถูกนางเล่อลากตัวให้กลับบ้าน
ตอนที่เธอทำงานอย่างหนักอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น เล่อเวยไม่เคยคิดว่าวุฒิการศึกษามีความสำคัญ เพราะในยุค 90 จะหาคนที่มีการศึกษามาทำงานในด้านธุรกิจเสื้อผ้าได้สักกี่คน คนใหญ่คนโตในวงการล้วนมาจากพวกหาบเร่แผงลอยริมถนนด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครหัวเราะเยาะใคร หากพวกเขาสามารถทำเงิน สามารถสร้างบริษัทให้ใหญ่โตและแข็งแกร่งขึ้นได้ คนผู้นั้นย่อมกลายเป็คนที่น่ายกย่อง ใครเห็นเป็ต้องยกนิ้วให้
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เล่อเวยได้ขึ้นเป็เบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในเมืองกวางโจว เธอก็เข้าใจเป็อย่างดีว่ากุญแจสู่ความมั่งคั่งในอนาคตอยู่ที่ภาคการเงิน เธอจึงมุ่งมั่นเดินทางไปยังปักกิ่ง เยี่ยมชมตลาดหลักทรัพย์ และกระโจนเข้าสู่อุตสาหกรรมทางการเงินทันที
ใน่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปี 2000 นั้น การเป็ผู้บริหารหรือที่ปรึกษาาุโในวงการหลักทรัพย์ จำเป็จะต้องมีความรู้มากกว่าปริญญาตรี หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องได้วุฒิปริญญาโท ยิ่งไปกว่านั้น ในบรรดาผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ แปดในสิบมักจะกลับมาจากต่างประเทศ และอยู่ในสังคมชั้นสูง สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษเป็หลัก เพราะคำศัพท์เฉพาะหลายคำยังไม่มีคำจีนที่อธิบายได้
เล่อเวยไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปในวงสังคมนั้นได้
ถึงเธอจะทำเงินได้อย่างมหาศาล และมากพอให้พวกจบนอกเห็นแล้วต้องยิ้มทักทายว่าประธานเล่อด้วยความเคารพ
แต่ลับหลังแล้ว พวกนั้นยังคงดูถูกดูแคลนเธออยู่เสมอ
เล่อเวยรู้ว่าคนพวกนั้นนินทาเธอว่าอะไรบ้าง เศรษฐีใหม่ ไร้การศึกษา ไม่มีความรู้เชิงธุรกิจ
คนเ่าั้ไม่คิดว่าความสำเร็จของเล่อเวยเกิดจากวิสัยทัศน์ที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมไปถึงความหัวไวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด พวกเขาคิดแค่ว่าเธอโชคดี
คนที่จบแค่ชั้นประถม ไม่ได้วุฒิมัธยมต้นด้วยซ้ำ จะไปรู้อะไรเกี่ยวกับเื่การเงิน
เล่อเวยรู้สึกเหมือนโดนท้าทาย แค่ใบปริญญา ทำไมเธอจะทำไม่ได้!
ตอนนั้นเธอไม่ได้ลงเรียนทางไปรษณีย์ แต่เตรียมสอบเข้าวิทยาลัยสำหรับผู้ใหญ่ เธอลองคำนวณดูแล้วว่า ตราบใดที่เธอได้หน่วยกิจและเกรดตามที่กำหนด เธอก็สามารถเรียนในมหาวิทยาลัยพร้อมๆ กับบริหารงานในเวลาเดียวกันได้ แถมวางแผนที่จะเรียนไปจนถึงปริญญาโทอีกด้วย!
ถึงแม้ตอนนั้นเล่อเวยจะรู้แล้วว่าตัวเองท้อง แต่เธอก็ไม่ยอมให้มีผลกระทบต่อการเรียน ทุกวันหลังเลิกงาน เธอจะเอาแต่เรียนกับเรียนจนลืมกินลืมนอน และนั่นทำให้แม่สามีของเธอไม่พอใจ
ต่อมาอาการแพ้ท้องของเธอเริ่มจะรุนแรงมากขึ้น เล่อเวยกินไม่ได้ นอนไม่หลับ จึงต้องหยุดเรียนชั่วคราว
ั้แ่เกิดมาจนกระทั่งสี่ขวบ ลูกสาวตัวน้อยมักจะป่วยอยู่เสมอ แม่สามีพยายามคะยั้นคะยอให้เธอมีลูกชายอีกคน ในขณะที่เฝิ่งเฉิน สามีของเธอก็ดีแต่ชี้นิ้วสั่งและทิ้งทุกอย่างให้พี่เลี้ยงเป็คนจัดการ เล่อเวยยุ่งอยู่กับการดูแลลูกสาวและการโอนทรัพย์สินอย่างลับๆ เพื่อเตรียมหย่ากับเฝิ่งเฉิน แถมยังมีเื่การเรียนอีก
ต่อจากนั้น ก็แค่...
เธอไม่อยากจะคิดถึงเื่เศร้าๆ พวกนั้นอีกแล้ว เธอได้ชีวิตใหม่ และกำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ตอนนี้เธออายุเพียงแค่สิบหก มีเวลาเหลือเฟือในการเติมเต็มความฝันที่ไม่เคยได้รับในชาติก่อน เธออยากเข้ามหาวิทยาลัย อยากเรียนต่อให้ถึงปริญญาโท ปริญญาเอก อยากจะมีการศึกษาที่ดีๆ!
“อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจสิ” เล่อตงสังเกตเห็นสีหน้ากระตือรือร้นของเล่อเวย เลยสงสัยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ “ไม่อยากรู้เหรอว่ามีนิ้วทองคำแบบไหนบ้าง”
บทที่ 14 เธอเลือกแล้ว
เล่อตงทำตัวราวกับเป็พนักงานขาย
เล่อเวยคิดว่าท่าทางของเขานั้นตลกดี “ไหนลองบอกมาสิ”
ลองฟังสักหน่อย คงไม่เสียหายอะไร เพราะเธอไม่ได้ตั้งใจจะขอมันอยู่แล้ว
ดูเหมือนเล่อตงกำลังนับนิ้วทองคำของเขาอยู่ หลังจากเงียบไปสักพัก เขาก็พูดขึ้นว่า “มีสามสิ่งที่ฉันสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้”
“เยอะอยู่นะ”
“หนึ่งคือความรู้ เธอจะได้รับความรู้ที่เกี่ยวกับแพทย์แผนจีน รู้จักสมุนไพรจีนทั้งหมด สามารถแยกแยะและใช้ได้อย่างถูกต้อง อืม...แล้วก็วิชาฝังเข็ม การนวดและเทคนิคการแพทย์แผนจีนอื่นๆ ด้วย”
ฟังดูดี แต่เธอไม่สนใจ
เล่อเวยสงสัยมากกว่าว่าทำไมถึงเป็แพทย์แผนจีน ไม่ใช่แพทย์แผนตะวันตก
แต่เธอไม่ถาม และไม่มีความจำเป็จะต้องถาม ต่อให้ใช้หัวเข่าคิด[1] ก็รู้ได้ว่าเื่นี้อยู่ในหมวดที่พูดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
“อีกหนึ่งอย่างก็คือช่องว่างมิติ มิตินั้นไม่ใหญ่ รองรับความจุได้สูงสุดแค่หนึ่งคน ข้อดีคือพกพาไปได้ทุกที ฝังไว้ในข้อมือโดยตรง และเปิดใช้งานได้ทุกเมื่อ แต่ที่สำคัญกว่าก็คือมันสามารถเก็บรักษาสิ่งของไว้ในนั้นได้อย่างปลอดภัย”
ข้อนี้ยิ่งไม่น่าสนใจ
ของสำคัญอะไรที่เธออยากจะเก็บไว้กัน
ตอนนี้เธอยังไม่มีเงิน ส่วนเงินในอนาคตเธอก็เก็บไว้ในตู้เซฟได้ หากมันไม่ปลอดภัยพอ เธอก็รู้จักธนาคารพิเศษบางแห่งในต่างประเทศที่สามารถช่วยเก็บรักษาเอาไว้ได้
แม้จะไม่สะดวกในการใช้ แต่อะไรที่สำคัญมากๆ เราก็มักจะไม่เอาออกมาใช้บ่อยๆ อยู่ดี
“แล้วอีกอันที่เหลือล่ะ”
“สุดท้ายคือการเพิ่มพลัง ความทรงจำกับร่างกายจะมีศักยภาพมากขึ้น เธอจะได้ความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือนราวกับภาพถ่าย และทักษะทางร่างกายที่แข็งแกร่ง ถึงแม้จะเป็ผู้หญิง แต่การล้มผู้ชายสองคนด้วยหมัดเดียวก็ไม่ใช่ปัญหา”
ฟู่!
เล่อเวยพ่นลมหายใจออกมา ใบหน้ารู้สึกเจ็บร้าวราวกับถูกตบ!
เมื่อครู่เธอเพิ่งบอกว่าไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น แต่พอได้ยินเื่ความทรงจำเหนืุ์ก็อดสนใจไม่ได้!
เธอเชื่อว่าตัวเองสามารถเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อทำตามความฝันได้แม้จะไม่มีนิ้วทองคำ แต่ใครบ้างจะไม่ชอบข้อได้เปรียบ พยายามแค่ครึ่งเดียวแต่ได้ผลลัพธ์ถึงสองเท่า!
หลังครุ่นคิดเื่นี้แล้ว เล่อเวยก็ลูบใบหน้าของตัวเองก่อนจะถามว่า “ต้องแลกกับอะไรบ้าง”
“การแพทย์แผนจีนคือการถ่ายทอดความรู้จากฉันถึงเธอ เมื่อเธอเข้าใจ ฉันจะลืมมันทั้งหมด ส่วนช่องว่างมิติ ฉันจะใช้แขนซ้ายไม่ได้ แต่หลังจากนั้นหนึ่งเดือนจะกลับมาเป็ปกติ ส่วนการเพิ่มพลัง เฉพาะสิ่งนี้ที่เธอต้องจ่ายด้วยตัวเอง”
เมื่อได้ยินว่าเธอจ่ายด้วยตัวเองได้ เล่อเวยก็ยิ้มอย่างเบิกบาน “จ่ายยังไง”
“เออ...” เล่อตงกระแอมเบาๆ
ถึงแม้เล่อเวยจะไม่เคยได้กินอิ่มเลยั้แ่เล็กจนโต แต่พัฒนาการของเธอก็ไม่เลว เธอในวัยสิบหกปี มีรูปร่างที่เพรียวบางสมส่วน อย่างน้อยก็มีในสิ่งที่ควรมี ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แถมยังเป็รูปร่างที่สวยสมส่วนเลยทีเดียว
แน่นอนว่าเล่อตงไม่ได้ตั้งใจมอง นี่พี่สาวของเขา เขาไม่ควรมองเธออย่างนั้น
เล่อตงกระดากอายเล็กน้อยที่จะพูด เขาข่มความรู้สึก ก่อนจะพูดออกมารัวเร็ว “โดยทั่วไป ผู้หญิงต้องบอกลาหน้าอกของตัวเอง ส่วนผู้ชาย เอ่อ ตรงนั้น...จะเล็กลง”
ก่อนจะเสริมว่า “แต่รูปร่างของเธอจะดูดีอยู่เสมอ ไม่ต้องห่วงเื่อ้วนหรือผอมเลย”
หน้าอกอันน้อยนิดจะแบนราบหายไป
เล่อเวยแทบสำลัก
โชคดีนะที่เธอเป็ผู้หญิง!
ถ้าเป็ผู้ชายคงทรมานใจน่าดู!
“ลองคิดดูก่อนก็ได้นะ ไม่ว่ายังไง ฉันก็ให้เธอได้ตลอด แต่ถ้าหากเธอ้าช่องว่างมิติ เราควรรอให้เื่ของเฝิงเจียงจบลงก่อน ฉันถึงจะให้เธอได้”
เพราะถ้าเฝิงเจียงมาจริงๆ แล้วเล่อตงแขนหัก นั่นก็เท่ากับเสียเปล่าไม่ใช่เหรอ
เล่อเวยผู้ไม่เคยพลาดโครงการต้นทุนต่ำกำไรสูง ตัดสินใจในทันที “ฉันอยากได้การเพิ่มพลัง!”
“ไม่ลองคิดดูก่อนเหรอ”
“ไม่เห็นจะต้องคิดเลย นี่แหละ เหมาะกับฉันที่สุด”
แค่ไม่มีหน้าอก ไม่เห็นจะเป็ไรเลย!
ชาติที่แล้ว ชีวิตของเธอพังพินาศเพราะตกหลุมรักและแต่งงานกับเฝิ่งเฉิน ชาตินี้ เธอมุ่งมั่นและตั้งใจว่าจะไม่รักใครอีก
มีเงิน มีการศึกษา ให้แม่กับน้องอยู่อย่างมีความสุข นั่นแหละเป้าหมายของเธอ!
ผู้ชายหลบไป!
[1] ใช้หัวเข่าคิด เป็สำนวน หมายถึง บางอย่างชัดเจนจนไม่ต้องใช้สมองคิด ก็สามารถทำความเข้าใจได้