EP.3
หลังผ่านพ้นค่ำคืนอันแสนทรมานเจียนขาดใจ สุดท้ายเมื่อลืมตาตื่นมาอีกครั่งยามรุ่งสาง ดวงตาคมกริบฉายประกายผิดหวัง เมื่อรอบกายยังคงเป็ห้องๆเดิม ส่วนตนก็ยังคงนอนอยู่บนเบาะรองนั่งผืนใหญ่อยู่อย่างเคย
ร่างน้อยค่อยๆพยุงกายลุกขึ้นนั่ง ก่อนถอดชุดที่สวมใส่เพียงครึ่งบนจนเผยให้เห็นแผงอกเปลือยที่มีรอยเส้นแดงๆอันเป็ทางที่หนอนไหมเลื้อยผ่าน หานหลิงเลื่อนสายตามามองข้อมือที่ถูกกรีด ก่อนจะพบว่าาแที่เคยมีเืไหลซึมออกมาเป็สาย บัดนี้แห้งสนิทฝากไว้เพียงรอยบาดเท่านั้น ใกล้ๆกันมีซากหนอนไหมขนาดเท่าเส้นผม ขดตัวอยู่บนพื้นในสภาพแห้งเหือด ทั้งซากค่อยๆสลายไปทีละน้อยราวกับถูกกรดบางอย่างกัดกิน
สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้หานหลิงผิดหวังไม่น้อย การจะตายโดยที่ไม่ต้องฆ่าตนเองไยถึงได้แสนเข็ญเช่นนี้นัก ใบหน้าเรียบนิ่งส่อแววชาด้านขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนลุกไปยังห้องน้ำที่อยู่ติดกัน
หานหลิงแม้ร่างกายจะเป็เด็กแต่ิญญานั้นวัยใกล้จะขึ้นเลขสี่แล้ว จึงไม่จำเป็ต้องมีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ แม้มันทำให้ตาเฒ่าซ่านกั๋วผู้มีหน้าที่ดูแลเด็กผู้นี้ขัดใจ เขาก็ไม่คิดจะสน เมื่อถึงห้องน้ำทุกสิ่งถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย บ่าวรับใช้ของเรือนหนิงอวี่แห่งนี้ต่างรู้กันดีว่าผู้เป็นายน้อยไม่ชอบให้ใครมาคอยปรนนิบัติ เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้นจึงต่างก็ล่าถอยไปทำอย่างอื่น
มือน้อยแต่เริ่มหยาบกร้านเพราะฝึกเพลงดาบรวมถึงวรยุทธของสำนัก ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตนจนร่างกายเปลือยเปล่า ก่อนลงแช่น้ำอุ่นในถังไม้ ดวงตาแดงกำหลับพริ้ม น้ำอุ่นที่อุณหภูมิพอเหมาะช่วยทำให้ทั่วร่างผ่อนคลายลงได้มากหลังจากทนทรมานมาหลายชั่วยาม
ความอยากตายแต่ไร้สามารถจะลงมือฆ่าตัวเองให้ตายได้ เริ่มกัดกร่อนจิตใจจนแทบไร้ความรู้สึกแยแสต่อสรรสิ่งในภพใหม่นี้
ขณะกำลังแช่น้ำอยู่นั้น บ่าวชายด้านนอกก็เอ่ยรายงานถึงผู้มาเข้าพบ“คุณชายผู้เฒ่าเฉินขอเข้าพบขอบรับ”และก็เป็อย่างเคย ไม่มีคำตอบรับตาเฒ่าผู้นั้นก็เดินเข้ามายังห้องอาบน้ำโดยไร้ซึ่งความแกรงใจ
ดวงตาที่เริ่มขึ้นสีเทาของผู้เฒ่าเฉิน มองเด็กน้อยในอ่างน้ำอย่างชื่นชม เมื่อมองดูแล้วทุกชิ้นส่วนยังอยู่ครบบริบูรณ์ แม้ใบหน้าจะซีดเซียวไปบ้าง ก็เป็เพียงผลข้างเคียงเล็กน้อยจากการเ็ปทรมานเท่านั้น
“ไม่คิดว่าส้าวเหยียจะรอดมาได้ นับว่าพิษในร่างแทรกซึมไปทุกอณูเนื้อแล้วจริงๆ”
“ผู้เฒ่าเฉินมีสิ่งใดสำคัญถึงมาพบข้า”หานหลิงไม่คิดต่อความยาว เอ่ยถามเข้าเื่ทันที พร้อมกับดวงตาแดงก่ำลืมขึ้นมองบุรุษวัยชราตรงหน้า
“ข้าแค่จะมาเรียนให้นายน้อยทราบไว้ล่วงหน้า ท่านนำพิษเข้าสู่ร่างกายมาได้ห้าปีแล้ว เมื่อคืนคือบทสอบครั้งสุดท้ายว่าพิษทั้งร้อยชนิดได้ผสานเข้าสู่ทุกอณูเนื้อของท่านแล้วหรือยัง จนได้ข้อสรุปว่าแม้แต่หนอนไหมยังไม่อาจพร่าชีวิตได้ ถือว่าท่านได้ผ่านด่านแรก”
“ท่าน้าจะบอกข้าด้วยเื่ใด”ร่างน้อยเอยตัดบท ก่อนยันตัวเปล่าเปลือยลุกขึ้นจากถังน้ำ เดินไปเช็ดกายให้แห้งแล้วสวมเพียงเสื้อตัวในสีดำสนิท เสร็จจึงเข้าไปยังห้องนอน
เฉินซ่านกั๋ว เดินตามหลังร่างน้อยที่สูงเกือบถึงอกของตนแต่กลับให้ความรู้สึกราวกับบุรุษวัยเยาว์กว่าตนเพียงไม่กี่ปี ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้ตนััได้ั้แ่หลิ่งหานหลิงพึ่งคลอดจากท้องมารดาได้ไม่ถึงวันด้วยซ้ำ
“ข้าเพียงจะมาเรียนให้นานน้อยทราบไว้ ว่าอีกสามวันท่านจะต้องออกจากพรรคเพื่อไปฝึกจิตและความอดทนบนเขาฉิงซู่”
เขาฉิงซู่ที่แปลว่าอารมณ์?ไปฝึกความอดทนของจิตใจหรือ?
หานหลิงได้ยินที่เฉินซ่านกั๋วบอกก็ทำเพียงพยักหน้ารับรู้ ไร้ซึ่งความรู้สึกยินดียินร้ายใดๆทั้งสิ้น ด้วยไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าตนจะต้องเผชิญกับสิ่งใด มือสองข้างแม้เคยรบทัพจับศึกมานับครั้งไม่ถ้วนด้วยเคยเป็แม่ทัพคุมพลม้า แต่ไม่คิดว่าสองมือนี้ จะต้องมาเปรอะเปื้อนไปด้วยเื ของเด็กผู้บริสุทธิ์
ใช่!มือของข้าคู่นี้ต้องเปื้อนไปด้วยเืของเด็กผู้บริสุทธิ์!
ไม่ต่างจากใจข้าที่ต้องเผชิญความมืด ความสิ้นหวัง การทรยศหักหลัง กระทั่งความผูกพันตลอดระยะเวลาห้าปีต่างถูกพรรคัสุริยันแห่งนี้กรีดเฉือนให้ขาดสะบั้นไม่หลงเหลือจิตใจของความเป็มนุษย์อีกต่อไป
ยิ่งรู้เบื้องลึกก็ยิ่งเห็น ว่าพรรคฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่งแห่งนี้เต็มไปด้วยความหยาบช้าและเลวทราม บนเขาฉิงซู่นี้ไม่ต่างจากขนมหวานที่หลอกล่อเด็กไร้เดียงสามาจากทุกสารทิศ เด็กน้อยผู้ไม่ประสาขอเพียงได้กินอิ่ม มีที่หลับนอนต่างเต็มใจขึ้นมาหวังได้รับการฝึกยุทธตามคำบอกเล่าของปรมาจารย์
แต่สุดท้าย?
ยิ่งคิดย้อนหลังดวงตาไร้แววยิ่งลุ่มลึกดั่งมหาสมุทรสุดหยั่งถึง วันเวลาผันผ่านแต่เหตุการณ์เลวร้ายตลอดห้าปีที่อยู่ฝึกยุทธบนเขาฉิงซู่ ยังคงตามมาหลอกหลอนกระทั่งยามหลับยังสะดุ้งตื่น หากไม่เพราะ้าช่วยชีวิตเด็กน้อยผู้นั้นข้าก็คงยอมให้ผู้อื่นฆ่าไปเสียนานแล้ว แต่สุดท้ายผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวก็ยังเป็ข้าอีกเช่นเคย เมื่อเด็กน้อยผู้นั้นถูกความหิวโหยพรากิญญาไปสู่ปรโลกในที่สุด
์นี่หรือคือชะตาที่พวกท่านขีดเขียนให้ข้าต้องมาเผชิญ?
ภพที่แล้วทำร้ายข้าทั้งกายใจ มาภพนี้หล่อหลอมให้ข้าแปดเปื้อนความโสมม ได้ชื่อว่าอำมหิตดั่งเดรัจฉานตนหนึ่ง ข้าเ้าหมื่นหินนายทัพกองพลม้าของอยุธยา ก็จะขอเดินตามกงล้อของกรรมจนถึงที่สุด ใคร่รู้เช่นกันว่าสิ่งที่พวกท่านนำข้ามายังโลกใบใหม่แห่งนี้ มีเจตนาใด?
เวลาผันผ่านกระทั่งข้าอายุได้สิบห้า จู่ๆสตรีน้อยนางหนึ่งวัยเพียงหกขวบก็ถูกส่งตัวมายังเขาฉิงซู่ เด็กน้อยอ้อนแอ้น ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ปากอิ่มแดงเรื่อ ผิวขาวอมชมพู หานหลิงมองแล้วดวงตาไหววูบ
แม้วัยเพียงหกขวบแต่เค้าความงามกลับฉายชัดว่าเติบใหญ่ไป นางจะต้องเป็สตรีสะคราญโฉมผู้หนึ่งเป็แน่!ทั้งหากมองให้ดีเด็กน้อยนางนี้กลับคล้ายคลึงกับสตรีนางนั้นไม่มีผิด
ดวงตาใสไร้เดียงสา ทำให้ดวงใจที่เคยด้านชามีความรู้สึกวูบไหวเล็กน้อย แต่หาใช่เพราะความยินดีไม่!
ยิ่งได้รู้ว่าเด็กน้อยผู้นี้ คือว่าที่อูหยินของตน หลังสำเร็จได้สืบทอดดาบหมื่นพิษ เมื่อนั้นจะต้องเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน หลังจากนี้หนึ่งปีจึงจะได้สืบทอดเป็เ้าสำนักแห่งพรรคัสุริยันโดยสมบูรณ์
แต่ข้าไม่้า!
ไม่้ายุ่งเกี่ยวกับพรรคต่ำช้าแห่งนี่ และสตรีนางใดอีกแล้ว ไม่ว่าจะภพหน้าหรือภพไหน สตรีล้วนไม่ต่างจากอสรพิษ ยิ่งท่าทางอ่อนแอไร้เดียงสาเท่าใดพิษนั้นยิ่งร้ายจนยากหยั่งถึง เผลอเมื่อใดล้วนจ้องจะแว้งกัดให้ตายเมื่อนั้น
ฟางซินเด็กน้อยในวัยหกขวบมองบุรุษสูงโย่งอกผาย ไหล่กว้าง ด้วยวัยเพียงแค่นี้กลับต่างจากหนุ่มน้อยที่นางเคยพบอย่างสิ้นเชิง
ใบหน้านิ่งขรึมราวกับรูปปั้นเทพกวนอู ทั้งดวงตาที่มองตรงมายังนางนั้นแดงเรื่ออ่อนๆ รอบกายแผ่รังสีอัมหิตออกมาจนนางอดสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัวนี้ไม่ได้
เหตุใดคนผู้นี้ถึงได้น่ากลัวนัก!
แต่ด้วยหน้าที่กริยามารยาทที่ร่ำเรียนมาตามแบบกุลสตรี จึงจำต้องฝืนเดินเข้าไปคารวะตามธรรมเนียม ด้วยพรรคัสุริยันเป็สำนักอันดับหนึ่งในยุทธภพ พรรคหลิ่งซานของบิดานางจึงต้องให้ความเคารพยำเกรง
“ฟางซินคารวะคุณชายหลิ่ง”
“เฉินซ่านกั๋วธุระสำคัญที่เ้าว่าคือสิ่งนี้หรือ?”เสียงตำหนิเอ่ยถามราวไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา แม้แต่เ้าสำนักหลิ่งซานที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน เฉินซ่านกั๋วผู้ยืนอยู่ด้านหลัง ค้อมกายน้อยๆเอ่ยเสียงมีมารยาท
“ธุระนี้สำคัญนัก แม่นางฟางซินคือว่าที่ฮูหยินของท่าน นำมาให้ทำความรู้จักกันนับว่าเห็นสมควรยิ่งแล้ว”
หานหลิงเหยียดปาก มองข่มขวัญเด็กน้อยผู้อยู่เบื้องหน้า ก่อนเอ่ยเสียงเหี้ยมตั้งใจให้ทั้งผู้เป็บิดาและบุตรตรีของพรรคหลิ่งซานได้รู้ถึงผลในภายภาคหน้า
“พวกเ้าคงรู้ใช่หรือไม่ ว่าผู้จะมาเป็ฮูหยินของเ้าสำนักัสุริยัน ภายภาคหน้าจะต้องเจอกับสิ่งใดบ้าง หากยังอยากมีชีวิตรอด ตายด้วยวัยชราเหมือนผู้อื่นก็จงถ่อยให้ห่างจากจุดนี้เสีย”
เตือนเพียงแค่นั้น ร่างกายสูงใหญ่เกินวัยก็ลุกขึ้นย่างก้าวด้วยฝีเท้าเงียบนิ่งออกไปจากโถงใหญ่บนเขาฉิ่งซู่แห่งนี้ทันที ทิ้งไว้เพียงคำขู่เข็ญ ที่ทำให้ดวงตากลมใส่ของสาวน้อยวัยหกขวบสั่นไหว เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แต่นางเป็เพียงบุตรสาวลูกอนุลำดับที่สิบสาม อยู่ในสำนักยังต้องคอยดูสีหน้าแม่เล็กแม่ใหญ่ แล้วประสงค์ของบิดาที่จะยกนางให้มาเป็ฮูหยินของเ้าสำนักัสุริยันคนต่อไปนี้ เสียงของนางหรือจะปฏิเสธได้ ฟางซินคิดแล้วอยากร่ำไห้ให้แก่ชะตาของตนเองนัก
********************************
ปล.นักอ่านท่านไหนอ่านไม่เข้าใจเม้นมาบอกกันได้นะคะ
ปล.หากเจอคำผิด หรือประโยคงงๆ ก็สามารเม้นบอกกันได้เช่นกัน ไรท์จะได้นำไปปรับปรุ่ง ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ