ประตูอันใหญ่โตมโหฬารค่อย ๆ แง้มเปิดด้วยตัวของมันเองราวกับหลุดออกมาจากโลกแห่งเวทย์มนต์
“โอโฮ.. ผมนี่อึ้งไปเลยย” เกษมหลุดคำพูดติดปากของเขาออกมาเบา ๆ อีกครั้งหลังเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมส่งสายตาเปล่งประกาย เช่นเดียวกันกับเพื่อน ๆ ทุกคนที่รู้สึกเหมือนตัวเองได้ข้ามเข้ามาอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง
สิ่งที่แก๊งเด็กหนุ่มกวาดสายตาไปเห็นคร่าว ๆ ก็คือตึกรูปร่างประหลาดสามตึก ตึกแรกมีรูปร่างคล้ายกับยานของมนุษย์ต่างดาวขนาดั์สีเงินวาว
ส่วนอีกตึกเป็ตึกที่มีรูปทรงเดียวกับร่างกายของมนุษย์ที่กำลังยืนในท่าอนาโตมีคอล โพซิชั่น (Anatomical Position คือ ท่ายืนตรงมองไปด้านหน้า ส้นเท้าทั้งสองข้างชิดกันแต่ปลายเท้าแยกออกสี่สิบห้าองศา ส่วนแขนอยู่ในลักษณะขนาบชิดลำตัวฝ่ามือหันไปด้านหน้า) โดยทั่วทั้งตัวของตึกมีสีทองอร่าม
และตึกสุดท้ายคือตึกที่มีทั้งสีและรูปทรงราวกับเพชรกะรัตงามเปล่งแสงเป็ประกายแวบวับ มันตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางระหว่างสองตึกแรก.. ถัดไปด้านข้างก็คือสนามกีฬา ต่อจากนั้นก็เป็ทางที่ทอดยาวตรงไปยังหอพัก และพื้นที่ที่เหลือก็คือป่าไม้อันเขียวขจีที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
ภายใต้แสงจันทร์สีเหลืองนวลที่ขึ้นมาแทนที่ดวงอาทิตย์อันพึ่งอัสดง ลมเย็นพัดโบกพลิ้วแจกจ่ายความหนาวเหน็บที่ปลิวมาตามกระแส..
“นี่ถึงแล้วใช่ไหม? หวังว่าพวกเราคงไม่ต้องเดินทางต่อแล้วนะ มหาลัยฯ อะไรใช้เวลาเดินทางเป็วัน กลัวเด็กหนีกลับบ้านหรือไงก็ไม่รู้.. คนสร้างนี้ก็ขยันขึ้นมาสร้างจริง ๆ ” เกี้ยบ่นติดตลก
“ก็เพราะไอ้หน่อมนั่นแหละ ถ้ามันไม่กลัวความสูงป่านนี้เราก็ได้นั่งเครื่องบินกันมาจนสบายไปแล้ว” โอ๊ตมองค้อนไปยัง ‘หน่อม’ เด็กหนุ่มหัวหลิมหน้ามึนหนึ่งในสมาชิกแก๊งที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน
“...” ชายหัวหลิมไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับ เขาแค่หันหน้าไปมองโอ๊ตด้วยใบหน้าเรียบเฉยซึ่งถ้าเป็คนอื่นก็คงคิดว่ามันกวนบาทา แต่ชายที่พึ่งบ่นเขาไปเมื่อสักครู่กลับเข้าใจดี เพราะทั้งคู่คบหากันมานานจึงยิ้มและตบหัวหลิมของหน่อมไปเบา ๆ หนึ่งที
“แต่บรรยากาศที่นี่ดีมาก ๆ เลยนะ วิวก็สวยมากด้วย” เกษมเหยียดแขนขึ้นพร้อมสูดหายใจเอาอากาศอันแสนบริสุทธิ์ในยามเย็นเข้าไปอย่างเต็มปอด
“แล้วลึกลับขนาดนี้จะมีใครมาสอบกับเราไหมเนี่ย?” อยู่ ๆ หน่อมก็ถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เฮ้ย!! ดูนั่นดิ คนเต็มเลยว่ะ เอาเื่อยู่เว้ยมหาลัยฯ นี้ อยู่บนเขาที่เดินทางขึ้นมาโคตรจะยากขนาดนี้ ยังมีคนมาสอบตั้งเยอะ” โอ๊ตพูดพลางชี้ไปที่กลุ่มคนภายในมหาวิทยาลัยอย่างตื่นเต้น
“นี่ไม่รู้จักมหาวิทยาลัยนี้กันจริง ๆ หรอ? มันดังมากเลยนะเว้ย ที่เห็นคนมาสอบเยอะ ๆ อย่างนี้ มีคนที่ผ่านแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นแหละ” เกษมหันไปหาเพื่อน ๆ
“เข้าที่พักเหอะ หาอะไรกินแล้วก็นอนพักกันดีกว่า หิว ไม่ไหวละ” ‘ดั๊ก’ ไอ้หนุ่มหุ่นอวบอ้วนไซส์หมีสมาชิกคนที่ห้าของกลุ่มพูดตัดบท ก่อนจะเดินดุ่ม ๆ ไปหาร้านอาหารโดยที่ไม่สนใจอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น..
เช้าวันรุ่งขึ้น.. และแล้ว่เวลาที่สำคัญที่สุดในการเดินทางไกลครั้งนี้ก็มาถึง
เสียงจากลำโพงขนาดใหญ่ของทางมหาวิทยาลัยประกาศแจ้งเตือน “ผู้เข้าสมัครสอบคัดเลือกทุกคน กรุณาเข้านั่งประจำที่” เสียงนั้นดังก้องกังวานไปทั่วทุกซอกมุมของมหาวิทยาลัย และทุก ๆ ข้อความนั้นจะถูกแปลไปในภาษาที่หลากหลายที่สุดเท่าที่จะทำได้
ณ ตึกรูปทรงยานอวกาศสีเงิน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ยานแม่’ เด็กที่มาสอบเข้าทุกคนต้องถูกสแกนหน้า และร่างกายก่อนเข้าห้องสอบ เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็จะมีพาหนะทรงกระบอกแคปซูลขนาดกะทัดรัดพอดีตัวมารับไปส่งยังห้องสอบภายใน โดยห้องที่ใช้สอบจะเป็ห้องเดี่ยวขนาดเล็ก ภายในมีเพียงแค่โต๊ะกับเก้าอี้และกระดาษคำถาม-คำตอบพร้อมด้วยชุดเครื่องเขียนเท่านั้น
“โอโฮ.. ผมนี่อึ้งไปเลยย” เกษมเอ่ยประโยคประจำตัวเบา ๆ หลังจากอ่านคำถามในข้อสอบข้อแรกจบ
“เราว่าเราก็อ่านมาดีแล้วนะ” หนุ่มแว่นหน้าเนิร์ดพูดอยู่ในลำคออย่างผิดหวัง เพราะเขาได้สละเวลาไปมากในการอ่านหนังสืออย่างหนักหน่วงเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งนี้ แต่ข้อสอบกลับออกไม่ตรงกับที่เขาอ่านมาเลยแม้แต่นิดเดียว
เกษมทำได้เพียงพยายามคิดทบทวนสิ่งที่เขาได้ศึกษามาทุกอย่างเพื่อนำมาตอบโจทย์ที่เขากำลังเจอ
ตอนนี้เขาต้องต่อสู้กับเวลาที่ค่อย ๆ ไหลผ่านไป อีกทั้งความกดดันจากการแบกรับความหวังของพ่อ
จนกระทั่ง.. “เหลือเวลาในการสอบ สามสิบนาที” เสียงจากลำโพงประกาศใจความข้างต้นในทุกภาษา และมันได้ดังกังวานไปทั่วทุกห้องสอบ
“ทำยังไงดีเนี่ย.. คงต้องมั่วแล้วล่ะมั้ง ทำไม่ได้สักข้อเลย” เกษมตัดพ้อกับตัวเองอย่างสิ้นหวัง
“ขอโทษนะป๊า เษมพยายามเต็มที่แล้ว” ชายหนุ่มหลับตาลงพลางพูดในใจ เพื่อหวังจะส่งข้อความนี้ไปให้ถึงพ่อของเขา
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ เห้ออ ไอเด็กเด๋อเอ๊ยย ของพวกนี้มันดูออกไม่ยากหรอกหน่า ตั้งสติดูดี ๆ ” ในขณะที่หลับตา อยู่ดี ๆ ประโยคที่สรณ์ได้เคยพูดไว้ก็ลอยเข้ามาอยู่ในหัวของหนุ่มแว่นอย่างไม่มีที่มาที่ไป
“อยู่ ๆ คำพูดก็ลอยมาแบบนี้ ป๊าคงอยากให้เษมมั่วอย่างมีหลักการสินะ.. ได้! เป็ไงเป็กัน มั่วก็มั่ว!!” หลังจากตกลงปลงใจกับจิตใต้สำนึกของตัวเองเสร็จ เกษมก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง!
“เอ.. ทำไมมันเหมือนมีสัญลักษณ์เรืองแสงวิบวับติ๊กไว้ในแต่ละข้อล่ะ?” ชายหนุ่มแอบคิดด้วยความฉงน หลังเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติในกระดาษข้อสอบ มันมีการทำสัญลักษณ์บางอย่างไว้ข้อละหนึ่งช๊อยส์
“เฮ้ยย! .. หรือว่าข้อสอบชุดนี้จะเป็ข้อสอบชุดเฉลย?? ไอบ้า! ไม่ใช่หรอกหน่า การสอบระดับนี้มันจะมีพลาดแบบนี้ด้วยหรอ?” ทั้งสองความคิดของเขากำลังถกเถียงกันอยู่ภายในหัว
และเวลายังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ .. “เหลือเวลาในการสอบ สิบนาที” เสียงจากลำโพงประกาศย้ำในหลากหลายภาษาเช่นเคย..
“เอาวะะ!! ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ละ เป็ไงเป็กัน กามันตามที่เขาติ๊กเนี่ยแหละ ถึงจะเป็แผนหลอกของมหาลัยฯ ก็ช่างมัน ยังไงก็ทำไม่ได้สักข้ออยู่แล้ว!” เกษมตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวก่อนลงมือฝนกระดาษคำตอบตามสัญลักษณ์ที่อยู่บนข้อสอบทั้งหมด
“เห้ออออ เสร็จสักที..” หนุ่มแว่นพูดเสียงอ่อยก่อนถอนหายใจ และเดินคอตกออกมาขึ้นพาหนะทรงแคปซูลเพื่อกลับไปยังหน้าอาคาร
“ทำไมถึงออกกันมาเร็วจัง? ทำได้หรอ?” เกษมเอ่ยถามแก๊งเพื่อน ๆ ที่กำลังยืนรออยู่ด้วยความสงสัย
“ได้ก็แย่ละ อ่านโจทย์ยังไม่รู้เื่เลย เห็นโจทย์ปุ๊บก็มั่วปั๊บเลยออกมาเร็วไง ทำได้ที่ไหนกันล่ะ ออกข้อสอบอย่างงี้ให้ไปปลุกไอสไตน์ขึ้นมาทำมั้ง? ฮ่า ๆ ๆ ” เกี้ยก็ยังคงตอบแบบประชดประชันแถมติดตลกตามบุกคลิกของเขา
“ไป ๆ ๆ กินข้าว หิวโว้ย ไม่ไหวแล้ว!!” ดั๊กเดินดุ่ย ๆ ออกไปโดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น
“เออ ๆ ตามไออ้วนไปกินข้าวเหอะ แล้วพอข้าวย่อยเสร็จเราไปเตะบอลคลายเครียดกันดีป้ะ?” เกษมเสนอความคิดให้เพื่อน ๆ
“เยี่ยมเษม เยี่ยมมม ลุย! ” โอ๊ตตบปากรับคำก่อนที่ทั้งหมดจะพากันเดินตามไอ้หมีไปกินข้าว
ณ ออแกเนียน คาเฟ่ อาคารซึ่งมีรูปร่างเป็เพชรทรงเหลี่ยมเกสรสะท้อนแสงวาววับจับใจ เหลี่ยมทั้งห้าสิบแปดหน้าก็เป็ดั่งห้องย่อย ๆ ทั้งห้าสิบแปดห้องห้อง ภายนอกว่าดูหรูหราแล้ว แต่ภายในกลับยอดเยี่ยมยิ่งกว่า ทุกเหลี่ยมมุมสามารถมองออกไปเห็นวิวข้างนอกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ห้องโถงกว้างใหญ่พร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ในเื่ของกินก็มีทั้งอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดบนโลก เพียงจิ้มปลายนิ้วเลือกเมนูบนเครื่องทำอาหารสุดล้ำสมัย แค่ครึ่งอึดใจก็จะได้ความอร่อยนั้นมาในทันที
หลังจากทึ่งกับความเวอร์วังอลังการของออแกเนียนคาเฟ่เสร็จ เกษมก็เริ่มประโยคสนทนาเกี่ยวกับความข้องใจในสิ่งที่เขาเจอในห้องสอบ “เออ.. มีอะไรจะถามหน่อย ในข้อสอบของพวกแกนี่มีสัญลักษณ์อะไรติ๊กไว้ตามช๊อยป้ะ?”
หลังจากที่ได้ยินเกษมถามแบบนั้นโอ๊ตก็หัวเราะก๊ากขึ้นมาทันที “หลอนละ ไอ้แว่น ฮ่า ๆ ๆ ๆ ”
“หิวจนตาลายรึเปล่า? บอกแล้วให้กินก่อนไปสอบก็ไม่เชื่อ” ไอ้ดั๊กหนุ่มไซส์อวบพูดขณะกำลังเคี้ยวแก้มตุ่ย
เมื่อเกี้ยเห็นเช่นนั้นก็ได้ล้อเลียนดั๊ก โดยพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนคนที่มีข้าวอยู่เต็มปาก “วัน ๆ คิดอยู่แค่เื่กินเนี่ย! ไอ้หมีควายเอ๊ย!!”
“เออ แต่โรงอาหารที่นี่มันเจ๊งดีว่ะ” อยู่ ๆ ไอ้หน่อมตัวมึนก็พูดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ประโยคที่มันพูดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับการสนทนาของเพื่อน ๆ เลย..
“เอาล่ะ ๆ ๆ! ขอสรุปนะว่าไม่มีใครเห็นสัญลักษณ์ที่ถามถึง?” หลังจากเริ่มจับประเด็นได้ว่าเื่ที่เพื่อน ๆ กำลังพูดมานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่เขา้าจะรู้เลย เกษมจึงตัดสินใจถามตัดบทในทันที
“เออ!” ทุกคนตอบเสียงแข็งอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ก็แค่นั้นแหละ!” ในที่สุดเกษมก็ได้คำตอบที่เขา้าจากเพื่อน ๆ เสียที
แต่สัญลักษณ์ปริศนาในข้อสอบนั้น ก็ยังคงเป็เื่ที่ค้างคาอยู่ภายในใจของชายหนุ่มหน้าเนิร์ดต่อไป..
หลังจากกินข้าว และพักย่อยอาหารเสร็จเรียบร้อย หนุ่ม ๆ ทั้งห้าก็ไม่รอช้าที่จะเดินทางไปยังสนามกีฬาของมหาวิทยาลัย เพื่อเล่นกีฬาสุดโปรดของพวกเขา
ณ แห่งนั้น คือสถานที่อันเป็ดั่งฝันของผู้เล่นกีฬาทุกคน บรรยากาศโดยรวมสุดแสนจะวิเศษ สองฟากฝั่งโอบล้อมด้วยขุนเขาและร่มเงาอันร่มรื่นจากต้นไม้ใหญ่ มีเสียงน้ำจากลำธารไหลเอื่อย คลอด้วยเสียงนกร้องจิ๊บ ๆ เป็ระยะ อีกทั้งความเพียบพร้อมสำหรับสนามและอุปกรณ์ที่มีครบครันและเพียงพอสำหรับการออกกำลังกายทุกประเภท
“เฮ้ยดูดิ! มีฝรั่งมาเตะบอลกันเต็มเลยว่ะ เหมือนเราจะเป็คนไทยแค่กลุ่มเดียวเลยนะเนี่ย!” โอ๊ตแสดงอาการตื่นเต้นอย่างออกนอกหน้านอกตา
“ฝรั่งอย่างเดียวที่ไหน คนจีน คนญี่ปุ่น คนลาติน คนแอฟริกา แขก นี่มาหมดเลย มหาลัยฯ นี้นี่มันมหาลัยฯ นานาชาติชัด ๆ ” เกี้ยก็เป็อีกหนึ่งคนที่ดูจะตื่นตัวกับการได้เจอชาวต่างชาติ
“แล้วแบบนี้ จะคุยกันรู้เื่หรอวะ?” ดั๊กเอ่ยถามขึ้นด้วยความกังวลใจ
“ไม่รู้เื่ก็ดีแล้วไง จะได้แซวมันสนุก ๆ ฮิฮิฮิ” โอ๊ตยิ้มกรุ่มกริ่มด้วยใบหน้าที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจ
และแล้วมีเสียงจากในสนามะโถามเชิญชวนมายังพวกของเกษม “Do you guys want to join us?” หลังจากที่พวกเขาเห็นชาวแก๊งจ้องดูการเล่นฟุตบอลในสนามด้วยความสนใจอยู่พักหนึ่ง
“Sure!” ชายหนุ่มทั้งห้าะโตอบรับในทันที ก่อนจะรีบเปลี่ยนชุดเปลี่ยนรองเท้าที่พวกเขาได้เตรียมมา
แต่กว่าจะได้เตะก็ต้องนั่งรอต่อทีมข้างสนามเสียก่อน (การต่อทีมคือ ทีมที่โดนยิงเข้าประตูจะต้องออกมาพัก เพื่อให้ทีมที่รออยู่ข้างสนามเข้าไปเล่นแทน) ระหว่างที่รอต่อทีมอยู่นั้นเอง.. แก๊งของเกษมก็ได้สังเกตเห็นชายหนุ่มละตินอเมริกาผิวสีน้ำผึ้งสองคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับพวกเขา คนหนึ่งมีผมเดรดล็อคสีน้ำตาลเข้มสะดุดตา ส่วนอีกคนทำผมทรงหัวเห็ดและมีคู่ฟันหน้าเล็กแหลมยื่นออกมาเล็กน้อย
ทั้งคู่ตัวเล็กกะทัดรัดแต่ชายผมทรงเดรดล็อคดูจะมีความหนามากกว่านิดหน่อย ทั้งสองมีทักษะการเตะฟุตบอลอันยอดเยี่ยมและเข้าขากันมาก ๆ พวกเขาสามารถเลี้ยงลูกฟุตบอลหลบคู่แข่งได้อย่างพริ้วไหว ลูกเล่นลีลาแพรวพราว ส่งบอลชิ่งกันอย่างรู้ใจ และทำประตูได้ราวกับผู้เล่นอีกฝ่ายไม่มีตัวตน
“เฮ้ย.. เห็นไอ้สองคนนั้นป้ะ โคตรจะขี้แอ็คเลย” โอ๊ตหันไปคุยกับเพื่อน ๆ ขณะที่เขาเริ่มเกิดอาการหมั่นไส้ในความเก่งกาจของดาวเตะทั้งสอง
หลังจากพูดกับเพื่อนจนจบประโยค โอ๊ตก็หันหน้ากลับเข้าไปในสนามและไม่รอช้าที่จะะโเสียดสีชายชาวละตินสองคนนั้นทันที “โอ๊ยย!! เก่งจังเล้ย!! เก่งขนาดนี้ก็ซื้อบอลกลับไปเล่นที่บ้านกันสองคนเถ๊อะ!!”
“เฮ้ย.. ไม่คิดว่ามันจะฟังเรารู้เื่หรอวะ?” เกษมที่ใในการกระทำของโอ๊ตจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล
“จะเอาอะไรไปฟังรู้เื่ ดูหน้าพวกมันดิ มีส่วนไหนเหมือนคนไทยมั้ง? ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ” เกี้ยออกตัวตอบแทน ก่อนที่จะหันไปหัวเราะกับโอ๊ตอย่างสนุกสนาน
การเล่นฟุตบอลยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่โอ๊ตก็ะโแซวสองหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งอย่างสนุกปาก ด้วยถ้อยคำที่ค่อนข้างหยาบคายและสองแง่สองง่ามตลอดทั้งเกม
จนกระทั่งถึงตอนหัวค่ำ.. คนอื่น ๆ ที่มาเตะฟุตบอลด้วยกันก็ค่อย ๆ ทยอยกลับที่พัก เหลือเพียงชายสองคนที่โอ๊ตแซวมาตลอดทั้งเกม และก็ยังคงแซวต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
จนสุดท้ายหนึ่งในสองดาวเตะก็อดรนทนไม่ไหวจนตะคอกสวนกลับมา “เฮ้ย!! ทนไม่ไหวแล้วนะโว้ย!!! ด่ากันจังเลย!!! อยากมีเื่นักหรือไงวะ!!? ฉันฟังแกรู้เื่ทุกคำนั่นแหละ!!! ฉันเป็ลูกครึ่งโว้ย!!!” หนุ่มหัวเห็ดเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ จึงะโลั่นขึ้นมาเป็ภาษาไทยด้วยความโกรธแค้น ซึ่งสิ่งนั้นสร้างความตกตะลึงให้กับพวกเกษมเป็อย่างมาก
“ซวยละ..” เกษม ดั๊ก เกี้ย อุทานขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ใจเย็นอลัน ใจเย็น ๆ ” ชายผมทรงเดรดล็อคที่ดูจะสุขุมกว่า พูดเตือนสติ พร้อมรั้งตัวเด็กหนุ่มที่โกรธราวกับพายุคลั่งเอาไว้
“จะเย็นยังไงได้วะโจเซฟ!? มันด่าเราตลอดเวลาเลยนะ!” ‘อลัน’ หนุ่มหัวเห็ด พูดด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว พร้อมกับพยายามสลัดตัวเองออกจากการพันธนาการของ ‘โจเซฟ’ ชายอีกคนที่มาด้วยกัน
“จะเอาใช่ไหมวะ!?!?” อยู่ ๆ หน่อมก็เกิดอาการห้าวหาญพูดท้าทายทั้งอลันและโจเซฟขึ้นมาซะอย่างงั้น..
“เฮ้ย ๆ ใจเย็น ๆ มาเตะบอลนะ ไม่ได้มามีเื่” เกษมเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปปรามพร้อมรั้งตัวหน่อมเอาไว้
ขณะที่เกษม,ดั๊ก และเกี้ย กำลังรั้งหน่อมเอาไว้อยู่นั้นเอง..
ผั่วะ!!!
เมื่อหันไปอีกทีหมัดของโอ๊ตก็ได้ซัดเข้าไปที่ใบหน้าของอลันอย่างจังซะแล้ว!