ความมืดมิดอันเป็นิรันดร์ที่ควรจะกลืนกินทุกสิ่ง กลับถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างอันริบหรี่ที่ส่องลอดผ่านเปลือกตา ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่แว่วเข้ามาในโสตประสาท
“เฮ้อ...คุณชายน้อยฟื้นแล้วหรือยัง? นี่ก็วันที่สามแล้วนะที่สลบไสลไม่ได้สติเพราะไข้ป่า” เป็เสียงของสตรีที่เจือความกังวล
“อย่าส่งเสียงดังไป เสี่ยวชุ่ย เดี๋ยวก็รบกวนการพักผ่อนของคุณชายน้อยหรอก ท่านหมอหลี่บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไข้ครั้งนี้หนักหนาสาหัสนัก แค่รอดมาได้ก็ถือเป็ปาฏิหาริย์แล้ว” เสียงของชายหนุ่มอีกคนดังขึ้น ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สุขุมกว่า
ชัยพยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับมีหินถ่วงไว้ ความรู้สึกแรกที่เขารับรู้ได้คือความอ่อนแอ...อ่อนแออย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนในชีวิต กล้ามเนื้อทุกมัดปวดร้าวราวกับถูกฉีกกระชาก ลมหายใจแ่เบาราวกับจะขาดห้วงได้ทุกเมื่อ นี่ไม่ใช่ร่างกายของเขา! ไม่ใช่ร่างกายของ ‘อสุรา’ ที่ถูกฝึกฝนจนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า!
“ข้าเป็ห่วงนี่นา ศิษย์พี่หลิว ท่านก็ดูเอาเถิด ั้แ่เกิดมาคุณชายน้อยก็ร่างกายอ่อนแอ ขี้โรคอยู่แล้ว ครานี้ไปตากฝนในป่าหลังเขาจนจับไข้หนัก ไม่รู้ว่าต่อไปจะฝึกยุทธ์ได้อย่างไร ท่านเ้าสำนักคงต้องกลุ้มใจอีกเป็แน่”
‘คุณชายน้อย? เ้าสำนัก?’ ชัยขมวดคิ้วในใจ ภาษาที่พวกเขาใช้คือภาษาจีนโบราณที่เขาเคยศึกษาเพื่อใช้ในภารกิจ แต่เหตุใดเขาถึงเข้าใจมันได้อย่างเป็ธรรมชาติราวกับเป็ภาษาแม่?
“เื่ของผู้ใหญ่พวกเราอย่าไปวิจารณ์เลยน่า หน้าที่ของเราคือดูแลคุณชายน้อยให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ยิ่ง่นี้ที่การประลองคัดเลือกศิษย์สายในใกล้เข้ามา ศิษย์พี่ใหญ่เย่เฉินก็ฝึกหนักทุกวัน บรรยากาศในสำนักยิ่งตึงเครียดยิ่งนัก”
ในที่สุด ชัยก็รวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี ปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้เก่าคร่ำครึที่มีใยแมงมุมเกาะอยู่ประปราย เขาฝืนกลืนน้ำลายที่แห้งผากลงคอที่แสบระคาย กลิ่นยาต้มสมุนไพรฉุนกึ้กคละคลุ้งไปทั่วห้องไม้ซอมซ่อห้องนี้
“อะ...ฟื้นแล้ว! คุณชายน้อยฟื้นแล้ว!” สาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวชุ่ยร้องขึ้นอย่างดีใจ เมื่อเห็นดวงตาของเขาเปิดขึ้น
“ข้าจะไปเรียนท่านเ้าสำนัก!” ศิษย์พี่หลิวกล่าวอย่างร้อนรน ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากห้อง
ชัยพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ทำได้เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยเท่านั้น เสี่ยวชุ่ยรีบเข้ามาประคองเขาอย่างนอบน้อม “คุณชายน้อยเฟยหลง ท่านเพิ่งฟื้นไข้ อย่าเพิ่งขยับตัวมากเลยเ้าค่ะ เดี๋ยวแผลในกายจะกำเริบเอาได้”
‘เฟยหลง?’ ชื่อที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นในหัว พร้อมกับความทรงจำขาดๆ หายๆ ที่ไหลบ่าเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก...ภาพของเด็กหนุ่มขี้โรคที่ถูกมองข้าม...ภาพของบิดาผู้เป็เ้าสำนักที่มักจะทอดถอนใจทุกครั้งที่มองมา...ภาพของการฝึกกระบี่ที่ไม่เคยสำเร็จ...
เขากะพริบตาปริบๆ มองไปรอบตัวอย่างสับสน ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ที่นี่...ที่ไหน?”
“ที่นี่คือเรือนพักของท่านในสำนักกระบี่เมฆาคล้อยอย่างไรเล่าเ้าคะ คุณชายน้อย ท่านคงจะยังสับสนจากพิษไข้อยู่เป็แน่” เสี่ยวชุ่ยตอบด้วยสีหน้าเป็ห่วง
ชัยไม่สนใจคำพูดของนางอีกต่อไป เขาดันร่างที่อ่อนปวกเปียกของตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียงให้ได้ แม้จะโซซัดโซเซจนแทบล้มล้าง แต่ในที่สุดเขาก็พาตัวเองมาถึงหน้าประตูห้องได้
และภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ก็ทำให้ลมหายใจของเขาต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ...
ลานฝึกกว้างเบื้องหน้าเต็มไปด้วยชายหนุ่มหญิงสาวในชุดฝึกสีฟ้าอ่อน ทุกคนกำลังตวัดกระบี่ในมืออย่างพร้อมเพรียง ท่วงท่าองอาจและทรงพลัง ปลายกระบี่แต่ละเล่มปรากฏประกายแสงสีขาวจางๆ วูบวาบราวกับสายฟ้าแลบ เกิดเป็เสียงหวีดหวิวแหวกอากาศจนน่าขนลุก บางคนถึงกับเหินร่างขึ้นไปบนอากาศได้ชั่วครู่ ฟาดฟันกระบี่กลางหาวจนเกิดเป็ระลอกคลื่นพลังสะท้านะเื!
‘ลมปราณ! นี่คือโลกของผู้ฝึกยุทธ์!’ ความคิดนี้แล่นผ่านสมองของเขาดุจสายฟ้าฟาด
“ดูนั่นสิ ศิษย์พี่ศิษย์น้องในลานฝึกขยันขันแข็งกันจริงๆ” เสียงกระซิบดังขึ้นจากกลุ่มศิษย์ที่เดินผ่านไปไม่ไกล “โดยเฉพาะศิษย์พี่ใหญ่เย่เฉิน ได้ยินว่าเพลงกระบี่เมฆาพิรุณของท่านทะลวงสู่ขั้นที่ห้าแล้ว ทั้งที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ พร์ช่างน่ากลัวนัก!”
“แน่นอนอยู่แล้ว ท่านคือความหวังของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยของเรา ไม่เหมือนใครบางคนที่เอาแต่ป่วยออดๆ แอดๆ เป็ภาระให้ท่านเ้าสำนักต้องกลุ้มใจ” ชายอีกคนพูดขึ้นพร้อมกับเหลือบมองมาทางเรือนของเฟยหลงอย่างไม่ปิดบังความดูแคลน
คำพูดเ่าั้ไม่ได้ทำให้ชัยในร่างเฟยหลงรู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขากำลังจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง... ‘สำนักกระบี่เมฆาคล้อย...ศิษย์พี่ใหญ่เย่เฉิน...’
ชื่อเหล่านี้...มันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด...
ทันใดนั้น ความทรงจำจากโลกเก่าที่ถูกฝังลึกอยู่ก้นบึ้งของจิตสำนึกก็ะเิออกมา!
‘ราชันย์เทพั!’
มันคือชื่อของนิยายออนไลน์แนวทะลุมิติเกร่อๆ ที่เขาเคยหยิบมาอ่านฆ่าเวลาเพื่อศึกษาจิตวิทยาของคนยุคใหม่! เนื้อเื่เกี่ยวกับเด็กหนุ่มชื่อ ‘เย่เฉิน’ ที่ถูกดูถูกเหยียดหยาม แต่แท้จริงแล้วมีสายเืเทพัซ่อนอยู่ และได้ผจญภัยไปทั่วหล้าจนกลายเป็ราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่...
และสำนักกระบี่เมฆาคล้อย...คือฉากเปิดเื่ของนิยายเื่นี้!
ที่เลวร้ายไปกว่านั้น... ‘เฟยหลง’ บุตรชายคนเล็กผู้ไร้พร์ของเ้าสำนัก...ก็คือตัวประกอบชั้นเลวที่มีบทบาทเพียงไม่กี่ตอน! เขาคือตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่ออิจฉาในพร์ของเย่เฉิน คอยหาเื่กลั่นแกล้ง แต่สุดท้ายก็ถูกเย่เฉินตบหน้ากลับอย่างสวยงาม และจุดจบของเขาก็คือการตายอย่างโง่เง่าในถ้ำอสูรแห่งหนึ่ง เพื่อเปิดทางให้เย่เฉินได้พบเจอกับสมบัติล้ำค่าและอาจารย์ในตำนานโดยบังเอิญ!
“บัดซบสิ้นดี!” ชัยสบถออกมาในใจเป็ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
“คุณชายน้อย! ท่านพูดว่าอะไรนะเ้าคะ?” เสี่ยวชุ่ยถามอย่างงุนงง
ชัยหันกลับมามองสาวใช้ข้างกาย ก่อนจะหันกลับไปมองลานฝึกที่เต็มไปด้วยเหล่าศิษย์ผู้เปี่ยมด้วยความฝันและความหวัง...และที่ไกลออกไป เขาสามารถััได้ถึงรัศมีของตัวตนหนึ่งที่โดดเด่นเหนือใคร...ไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นคือ ‘เย่เฉิน’ พระเอกของโลกใบนี้
เสียงหัวเราะแห้งๆ ดังออกมาจากลำคอของเขา...เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสมเพชในโชคชะตา
“ข้าพูดว่า...เื่นี้...มันน่าสนุกขึ้นมาแล้ว”
จากโคตรนักฆ่าผู้ควบคุมทุกสิ่ง กลายเป็ตัวประกอบกระจอกที่มีชะตากรรมต้องตาย...จากผู้เขียนกฎ กลายเป็หมากตัวหนึ่งบนกระดานที่ถูกกำหนดเส้นทางไว้แล้ว...
‘หากมีโอกาสอีกครั้ง...ข้าขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ...เพื่อตัวเองจริงๆ สักหน...’
ความปรารถนาสุดท้ายก่อนตายยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจที่บัดนี้เต้นอยู่ในร่างของ ‘เฟยหลง’
“อิสรภาพงั้นรึ?” เขากระซิบกับตัวเอง ดวงตาที่เคยว่างเปล่า บัดนี้กลับทอประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยปรากฏในร่างนี้มาก่อน
“ในเมื่อ์ส่งข้ามาอยู่ในร่างของตัวประกอบที่จะต้องตาย...เช่นนั้นข้าก็จะทำลายเส้นเื่บัดซบนี่ทิ้งเสีย แล้วเขียนชะตากรรมของข้าขึ้นมาใหม่ด้วยมือของข้าเอง!”