ตอนที่ 130 ขายขยะ
บางสิ่งบางอย่าง เมื่อกลายเป็นความผูกพันในใจแล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง
ดังคำกล่าวที่ว่าแก้กระดิ่งต้องให้คนที่ผูกแก้เอง [1] การจะให้คุณย่าปล่อยวางความกังวลใจได้ ก็ต้องให้พี่รองเป็นคนพูดเอง
“พี่รองของหลานก็ใจแข็งเหลือเกิน ไปตั้งสองสามปีแล้ว ไม่รู้จักกลับมาเยี่ยมเยียนคนทางบ้านบ้าง!”
หานชีเยวี่ยเพิ่งเข้าใจว่า ที่แท้ย่าเฒ่าหานก็คิดถึงพี่รองนั่นเอง ทันใดนั้นเธอนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่พี่รองไปเป็นทหาร ก็ยังไม่เคยกลับมาเลย
ถ้าเธอจำไม่ผิด อีกไม่นาน พี่รองน่าจะได้กลับมาอีกครั้ง
“ย่าจ๋า นั่นมันในค่ายทหารนะ ไม่ใช่ที่ที่พี่รองนึกอยากจะไปไหน ก็ไปได้อย่างอิสระนะคะ”
ทว่าย่าเฒ่าหานไม่สนใจคำพูดนั้น ยังคงบ่นพึมพำต่อไป “หึ ถึงตัวจะกลับมาไม่ได้ แต่เขียนจดหมายก็ยังดีไม่ใช่เหรอ? หลานลองนับดูสิว่าผ่านไปตั้งกี่วันแล้วที่ไม่ได้เขียนจดหมายกลับมาบ้าน”
นิสัยเอาแต่ใจของย่าเฒ่าหาน ทำให้หานชีเยวี่ยอดขำไม่ได้ ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ก็บอกว่าคนแก่ก็เหมือนเด็ก ยิ่งแก่ก็ยิ่งเหมือนเด็กจริงๆ
ว่าแต่เรื่องนี้ทำให้นึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่เธอกลับมาเกิดใหม่ เธอยังไม่ได้เขียนจดหมายถึงพี่รองเลย ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากเขียนนะ แต่เรื่องราวในชาติที่แล้วนั้นเลือนรางไปมาก จริงๆ แล้วเธอจำที่อยู่ของพี่รองไม่ได้เลย ไว้เดี๋ยวต้องหาวิธีถามโดยไม่ให้คนอื่นสงสัย หาที่อยู่ให้ได้ แล้วเขียนจดหมายไปหาพี่รอง
บางเรื่องต้องเตือนพี่รองไว้ล่วงหน้า ห้ามให้พี่รองต้องมาตายก่อนวัยอันควรเหมือนชาติที่แล้วเด็ดขาด
“ย่าคะ พูดถึงจดหมาย หนูนึกขึ้นได้ว่า วันนี้หนูได้รับจดหมายจากสหายลู่จิ่งหมิงค่ะ ในจดหมายเขาส่งคูปองมาให้อีกเยอะเลย”
เพื่อไม่ให้ย่าเฒ่าหานต้องเศร้าใจต่อไป หานชีเยวี่ยจึงต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุย ทันใดนั้นความสนใจของย่าเฒ่าหานก็เปลี่ยนไปตามคำพูดของหลานสาว
“คูปองพวกนี้ เราจะเก็บไว้ใช้เองไม่ได้นะชีเยวี่ย หลานต้องซื้อของแล้วเอาไปให้ทางโน้น” ย่าเฒ่าหานกำชับหานชีเยวี่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
หานชีเยวี่ยรีบพยักหน้า “ย่าคะ ย่าวางใจเถอะ ฉันเป็นหลานย่านะ จะไปเอาเปรียบเล็กๆ น้อยๆ แบบนั้นได้ยังไง ฉันจะไม่ทำให้คุณปู่คุณย่าลู่ต้องเสียเปรียบหรอกค่ะ”
ภายในมิติของเธอมีทั้งของกินของใช้มากมาย ไม่จำเป็นต้องเอาเปรียบใคร กลับกันเธอยังสามารถช่วยเหลือคุณปู่คุณย่าลู่ได้อีกด้วย ทันใดนั้น หานชีเยวี่ยนึกขึ้นได้ว่า ย่าเฒ่าหานบอกว่าวันนี้จะแวะไปดูบ้านของจ้าวหงหลิวให้ จึงถามขึ้นอีกครั้ง
คำถามนี้กลับทำให้ย่าเฒ่าหานโกรธขึ้นมา
“ชิ! ตู้ซิ่วอิงช่างไร้ยางอายเสียจริง ย่าไปดูมาแล้ว ของในบ้านหงหลิวถูกตู้ซิ่วอิงขนไปหมดเลย เคยเห็นคนหน้าด้านไร้ยางอายมาเยอะ แต่ไม่เคยเห็นใครคนไหนหน้าด้านเท่ายัยแก่บ้านี่มาก่อน”
หานชีเยวี่ยไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะเธอก็พอจะคาดเดาเรื่องแบบนี้เอาไว้แล้ว! แค่ไม่รู้ว่าพอจ้าวหงหลิวกลับมาแล้ว จะใช้ชีวิตยังไง
“ย่าคะ เมื่อวานย่าได้ถามเขาไหมคะ ว่าบ้านนั้นจะจัดงานพิธีฝังศพวันไหน?”
แม้ว่าการซ่อนจ้าวหงหลิวเอาไว้ชั่วคราวจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่บางเรื่องก็ต้องให้มันจบๆ ไปเสียทีจะดีกว่า คนอย่างตู้ซิ่วอิง ปล่อยให้ลอยนวลต่อไปไม่ได้ เมื่อคิดวางแผนฆ่าคนตายแล้ว ถ้าไม่จัดการเสียแต่เนิ่นๆ อาจจะไปทำร้ายคนอื่นอีกก็ได้
“คืนมะรืนนี้จะฝังศพ ถึงตอนนั้นคนสมควรถูกฝังลงไปด้วยจะถูกฝังเป็นๆ ตามไปด้วย!” ย่าเฒ่าหานกดเสียงพูดต่ำ
“งั้นเราก็รออีกสองวัน ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่า ถ้าหาคนมาไม่ได้ ตู้ซิ่วอิงกับหลี่เอ้อร์เป่าจะทำยังไง!”
คนอย่างตู้ซิ่วอิง เมื่อได้เงินไปอยู่ในมือแล้วหึ ดูซิว่าจะคายออกมาไหม! วันรุ่งขึ้น หานชีเยวี่ยไม่ได้สนใจเรื่องอื่น รีบเข้าไปในตัวเมือง
เมื่อถึงตัวเมืองแล้ว หานชีเยวี่ยไม่ได้ไปโรงงานทอฝ้าย แต่ไปที่สถานีตำรวจก่อน อู๋เจี่ยฟั่งกับหานซานหยางอยู่พอดี หานชีเยวี่ยจึงหยิบจิวไช่เหอที่ทำไว้ตอนเช้าออกมาให้ทั้งสองคน ตอนนี้จิวไช่เหอบ้านหานไม่ได้มีแค่ผักกุยช่ายแล้ว แต่ยังมีเนื้ออีกเยอะด้วย กลิ่นหอมจริงๆ อู๋เจี่ยฟั่งแค่ได้กลิ่น ตาก็แทบจะส่องประกายออกมา
“น้องชีเยวี่ยนี่ดีจริงๆ ยังคิดถึงพี่ชายอยู่”
หานซานหยางรีบแย้งทันที
“อะไรคือคิดถึงนาย นายเป็นพี่ชายของชีเยวี่ยตอนไหน? ฉันต่างหากที่เป็นพี่ชายของชีเยวี่ย!”
ล้อเล่นหรือไง น้องสาวคนเดียวในบ้าน จะให้ใครมาแย่งไปได้ยังไง! อู๋เจี่ยฟั่งมองหานซานหยางด้วยความไม่พอใจ
“เคยเห็นคนขี้เหนียวมาเยอะ แต่ไม่เคยเห็นคนขี้เหนียวเท่านายมาก่อน ทำไมถึงมีผู้ชายที่ใจแคบแบบนายอยู่บนโลกนี้นะ?”
“คุณจะมาแย่งน้องสาวผม แล้วยังมาว่าผมขี้เหนียวอีกเหรอ?” หานซานหยางต่อปากต่อคำอย่างไม่ลดละ
“นายลองคิดดูสิ ความคิดของนายมันมีปัญหารึเปล่า ถึงฉันจะคิดว่าชีเยวี่ยเป็นน้องสาว ก็ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์พี่น้องของพวกนายจะหายไปนี่นา หรือว่าพอฉันเป็นพี่ชายของชีเยวี่ยแล้ว นายก็จะไม่ใช่พี่ชายของชีเยวี่ยอีก? ”
คำพูดรัวและเร็วนั้น ทำให้หานซานหยางเริ่มสงสัยในตัวเอง ใช่แล้ว ถึงแม้ว่าอู๋เจี่ยฟั่งจะอยากเป็นพี่ชายของชีเยวี่ยแค่ไหน แต่ก็มีแค่เขาเท่านั้นที่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของชีเยวี่ย ต้องยอมรับว่าตอนนี้หานซานหยางลืมไปแล้วว่าหานชีเยวี่ยมีพี่ชายแท้ๆ อีกคนชื่อหานซวงหยาง
“ก็ได้ แต่การเป็นพี่ชายของชีเยวี่ย ไม่ใช่ว่าจะเป็นได้ฟรีๆ นะ ไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็ต้องเห็นชีเยวี่ยมาก่อน”
หึ จะมาเป็นพี่ชายของน้องสาวเขา จะมาฟรีๆ ได้ยังไง?
“ฉันรู้แล้ว เดี๋ยวอีกไม่กี่วันพอโบนัสออก ฉันจะซื้อเนื้อให้น้องสาวเรากิน ซื้อดอกไม้ให้ใส่” อู๋เจี่ยฟั่งพูดไปกินไป แป๊บเดียวก็กินจิวไช่เหอไปสองชิ้นแล้ว
หานซานหยางกินไปพูดไป “แบบนี้ค่อยน่าฟังหน่อย”
หานชีเยวี่ยเห็นหานซานหยางเป็นแบบนี้ ก็รู้ว่าพี่สามอยู่ที่นี่สบายดี ถึงจะไม่ได้เป็นพนักงานประจำ แต่ก็น่าจะไม่มีใครมารังแก
เธอโบกมือลา “หนูไปโรงงานทอฝ้ายก่อนนะคะ กล่องข้าวไว้คราวหน้าค่อยมาเอาก็ได้”
อู๋เจี่ยฟั่งได้ยินดังนั้นก็รีบพูดชม “ดูน้องสาวเราสิ เก่งจริงๆ แม้แต่โรงงานทอฝ้ายยังติดต่อได้ น้องสาว ต่อไปพี่ชายจะขอพึ่งใบบุญเธอแล้ว!”
หานชีเยวี่ยได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ ไม่รู้ว่าคนอย่างลู่จิ่งหมิงจะทนกับอู๋เจี่ยฟั่งได้ยังไง
หลังจากออกจากสถานีตำรวจ หานชีเยวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจไปตลาดมืด ตอนนี้หานชีเยวี่ยไม่กล้าเอาของดีๆ ไปขายที่ตลาดมืดแล้ว แต่ของเก่าๆ บางอย่างก็สามารถขายได้ ของเก่าๆ พวกนี้แน่นอนว่าหมายถึงของที่ได้มาจากบ้านจวง จะได้ไม่ต้องเก็บไว้ให้รกหูรกตา!
หานชีเยวี่ยเอาเสื้อผ้าที่ได้มาจากบ้านจวงใส่ตะกร้าใบใหญ่ไว้ในมิติ บนสุดยังมีผ้าห่มอีกสองผืน หานชีเยวี่ยปลอมตัวเป็นหญิงวัยกลางคน สะพายตะกร้าใบใหญ่ ขายของทั้งหมดในตลาดมืด ได้เงินมาทั้งหมดแปดสิบสองหยวน
ต้องบอกว่าฐานะบ้านจวงดีจริงๆ บ้านคนทั่วไปมีเสื้อผ้าดีๆ สักชุดก็บุญแล้ว แต่เสื้อผ้าบ้านจวง ส่วนใหญ่ยังใหม่อยู่เจ็ดแปดส่วน เพื่อให้ขายได้เร็วๆ หานชีเยวี่ยก็ไม่ได้ตั้งราคาแพง ขายถูกๆ ไปเลย ส่วนของใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้ หานชีเยวี่ยตั้งใจจะเก็บไว้ใช้เอง ขายไปก็ไม่คุ้ม
ของที่ใช้แล้ว หานชีเยวี่ยรู้สึกขยะแขยง แต่ของที่ยังไม่ได้ใช้ เธอไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย
ส่วนเครื่องเรือน หานชีเยวี่ยไม่ได้ตั้งใจจะขายในตลาดมืด เพราะเครื่องเรือนนั้น ไม่ใช่ของที่จะแบกไปตลาดมืดได้ง่ายๆ
หานชีเยวี่ยเก็บเงินแล้วออกจากตลาดมืด ก่อนไปเธอยังแอบถามเรื่องสถานการณ์ในตลาดมืด รู้ว่าพวกนั้นยังไม่เลิกหาคนขายน้ำมันพืช หานชีเยวี่ยก็ถอนหายใจ ดีนะที่เธอคอยระวังตัว
เชิงอรรถ
[1] แก้กระดิ่งต้องให้คนที่ผูกแก้เอง 解铃还须系铃人 เป็นสำนวนของจีน หมายความว่าคนที่ก่อปัญหา ก็ต้องเป็นคนแก้ปัญหานั้นเอง คล้ายกับสำนวนไทยที่ว่าเรียนผูกต้องเรียนแก้