7
ชีวิตคู่กับงาน
หลังจากวันฮันนีมูนผ่านพ้นไปแล้ววธุกาก็ช่วยเหลืองานของสามีอย่างเต็มความสามารถของเธอ ให้การต้อนรับลูกค้าไม่ว่าจะไทยหรือเทศหญิงสาวก็พร้อมให้บริการด้วยรอยยิ้มเสมอจนเป็ที่คุ้นชินต่อสายตาของทุกคนภายในวิเนตย์ธารารีสอร์ตแห่งนี้
“ผมเพิ่งรู้ว่ารอยยิ้มของคุณวาททำให้ลูกค้าเขาจากอารมณ์บูดๆเปลี่ยนเป็อารมณ์ดีขึ้นมาได้ เก่งจริงๆ”เอกวัสชื่นชมภรรยาเ้านายซึ่งกำลังรับมือกับชาวต่างชาติที่กำลังอารมณ์เสียจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องพักไม่เย็นและระหว่างที่ช่างเข้าไปซ่อมหญิงสาวก็เข้าไปขอโทษพร้อมกับนำน้ำผลไม้เย็นๆไปให้ดื่มระหว่างรออีกต่างหาก
“หน้าหม้อล่ะไม่ว่า”สายตาของวิเนตย์ช่างไม่เป็มิตรต่อลูกค้าชายชาวต่างชาติทั้งสอง
“คิดมากไปหรือเปล่าครับ ผมว่าก็ปกตินะ”
“ตาถั่วหรือไงดูสองคนนั่นยิ้มสิกะลิ้มกะเหลี่ยชอบกล”
“ไม่นะครับผมว่าปกติมากคุณวาทก็คุยกับลูกค้าแบบนี้ทุกคน เขาก็ยิ้มทักทายกันเป็ปกตินะครับนี่แกช่วยงานมาจะได้หนึ่งอาทิตย์กว่าๆ ผมนี่งานเบาไปเยอะเลยยิ่งยัยดาด้วยแล้วนะสบายเลยรายนั้น แทบไม่ต้องเจอสถานการณ์ลำบากใจเลย”
“เมียเ้าของรีสอร์ตนะคุณวัสไม่ใช่คนงานโปรดเข้าใจเสียใหม่ทั้งคุณและศิรดา” วิเนตย์ตำหนิคนของตัวเองไประหว่างนั้นสายตาก็จ้องไปยังภรรยาอย่างไม่ลดละ
“แหมก็คุณวาทแกอยากช่วยผมก็เห็นว่าแกทำได้ดีกว่าผมกับยัยดาก็เลยให้แกทำ”
“ทีหลังก็ทำเองบ้างผมจ้างมาทำงานนะไม่ได้จ้างมาใช้เมียผมทำ” คนหน้างอพูดจบก็เดินจากไป
“อ้าว อะไรของเขา”
วิเนตย์ไม่ได้ไปไหนไกลนักหรอกแต่เดินไปหาภรรยาที่กำลังทำหน้าระรื่นอยู่กับลูกค้าหนุ่มต่างชาติทั้งสองพอได้ระยะใกล้ๆ ชายหนุ่มก็รีบปรับสีหน้าให้นิ่งแล้วเอ่ยขอตัวภรรยาของเขาต่อลูกค้าอย่างสุภาพ
“ขอโทษนะครับมิสเตอร์ขอตัวภรรยาของผมนะครับเรามีธุระต้องคุยกัน” เขาพูดยิ้มแต่ปากเพราะว่าตานิ่งเฉยมากเหมือนลูกค้าจะใเล็กน้อยที่รู้ว่าสาวสวยที่ให้บริการพวกเขานั้นมีสามีแล้ว
“เอ่อ ตามสบายครับ”
“ไปคุณวาท”
“อะไรคะฉันไม่มีธุระอะไรกับคุณสักหน่อยจะดูว่าเขาซ่อมแอร์เสร็จหรือยังจะได้บอกลูกค้าได้”
“กะอีแค่แอร์เสียไม่ต้องไปอะไรกับลูกค้ามากนักหรอกเดี๋ยวคุณวัสหรือคนอื่นเขาก็จัดการเองนั่นแหละ”วิเนตย์ขึงตาใส่พร้อมกับดันหลังภรรยาให้เดินต่อ
“ก็ฉันอยากช่วย”
“ไม่ต้อง!”
“เอ๊ะ ยังไงของคุณนี่”
“เอาละๆ ผมอยากมีเพื่อนกินข้าวเที่ยง”เมื่อไม่รู้จะหาเหตุผลไหนมาอ้าง วิเนตย์ก็ยกเื่อาหารขึ้นมาช่วย
“ปกติฉันก็กินที่ห้องอาหารอยู่แล้วนี่คะคุณก็ไม่เคยอยากกินข้าวกับฉันนี่นา”
“ผมรู้แต่วันนี้ผมอยากกินที่บ้านกับคุณแค่สองคนเข้าใจไหมเหนื่อยๆ อย่าทำให้ต้องพูดมาก ไปเร็ว”เขาดึงข้อมือของภรรยาให้ขึ้นบันไดจากแพส่วนกลางไปยังบ้านหลังใหญ่
มื้อเที่ยงผ่านไปอย่างเรียบง่ายเพียงแต่วันนี้มีสามีหน้าบึ้งนั่งรับประทานอยู่ด้วยวธุกาค่อนข้างพึงพอใจต่อการมีงานทำ ถึงแม้คนอื่นจะมองเธอเป็ภรรยาเ้าของรีสอร์ตแต่หญิงสาวก็ย้ำเตือนอยู่เสมอว่าเธอทำงานแลกเงินเดือนของเขา
“ทำงานเป็ไงบ้างคุณวาท” วิเนตย์ถามระหว่างรับประทานอาหารมื้อเที่ยงกับภรรยาตรงระเบียงหน้าบ้าน
“ก็ดีค่ะ ดีกว่าอยู่เฉยๆ”
“พักบ้างก็ได้นะครับไม่ต้องลงไปดูแลลูกค้าที่แพนั่นก็ได้ งานของคุณวัสเขาเขาดูแลได้โดยเฉพาะวันไหนที่ลูกค้าต่างชาติไม่มีไม่ต้องลงไปหรอกคุณวาท”เขาพูดเสียงเนิบนาบไม่ได้สั่งหรือบังคับแต่อย่างใด
“แบบนั้นฉันก็เบื่อแย่สิคะลงไปตรวจดูการทำงานของพนักงานบ้าง ดูลูกค้าเขาเล่นน้ำบ้างฉันว่าดีกว่าอยู่ในบ้านเฉยๆ นะคะคุณวิเนตย์”
“ถ้าเบื่อๆก็เข้าเมืองไปซื้อของใช้ซื้อเสื้อผ้าใส่ก็ได้นี่ผมไม่ได้บังคับให้คุณทำงานทุกวันสักหน่อย เป็เมียผมนะไม่ใช่พนักงาน”
“จะไปยังไงล่ะคะ รถก็ไม่มีลำบากเปล่าๆ”วธุกาพูดแบบไม่ได้คิดก่อนหญิงสาวเห็นเขาเงียบไปจึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดในทำนองเรียกร้องหรือเปล่า
“คือฉันไม่ได้หมายความว่าอยากได้รถนะคะคุณวิเนตย์แค่ฉันไม่อยากรบกวนคุณหรือรถของคุณ เพราะเห็นว่าใช้งานอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ว่างสักคัน”หญิงสาวรีบอธิบาย รถของวิเนตย์มีสามคันของส่วนตัวของเขาคันหนึ่งคันที่สองก็เอาไว้รับส่งลูกค้าที่มาทางรถโดยสารและอีกคันก็สำหรับคนงานเอาไว้ออกไปซื้อของ จึงไม่มีคันไหนว่างสำหรับเธอ
“เดี๋ยวผมขับไปส่งก็ได้”นานพอสมควรกว่าที่เขาจะเอ่ยประโยคนี้ออกมา วธุกาถึงกับยิ้มนิดๆ
“ไม่ต้องหรอกค่ะเกรงใจคุณเปล่าๆ”
“ไม่ต้องเกรงใจผมหรอกถ้าคุณอยากไปก็บอกผม”
“ถ้าอยู่ที่บ้านคุณยายฉันเข้าเมืองแทบทุกวันนะคะไปซื้อของ แต่อยู่ที่นี่ก็ไม่รู้จะเข้าไปทำไมเหมือนกันส่วนพวกของใช้ส่วนตัวถ้าหมดแล้วจะรบกวนคุณแน่นอนค่ะ”
“ผมรู้”
“หืม รู้เหรอคะรู้อะไรคะ”วธุกานึกสงสัยในคำพูดของเขา
“ก็รู้ว่าคุณเข้าเมืองทุกวันน่ะสิ”คำตอบของเขาทำเอาหญิงสาวอึ้งไปเล็กน้อย และคิดว่าเขาคงล้อเล่นอย่างแน่นอน
“ไม่เชื่อหรอกคุณจะรู้ได้ไง”
“ก็เคยเห็นบ้าง”แต่เขาก็ยืนยันแบบไม่ได้มีท่าทางว่าโกหกเลย
“จริงเหรอคะทำไมฉันไม่เคยเห็นคุณในเมืองเลย”
“ผมเข้าไปดีลงานในเมืองบ่อยๆ กับคุณวัสหรือไม่ก็ดูของใช้ใหม่ๆ เข้ารีสอร์ต คุณก็คงมัวแต่แบกของขึ้นรถเลยไม่เห็นผมน่ะสิ”
“แบกของขึ้นรถ?”
“กินข้าวต่อเถอะอย่ามัวแต่คุยกันอยู่เลย เอาเป็ว่าวันไหนอยากเข้าเมืองก็บอกผมเนิ่นๆหน่อยก็แล้วกัน จะได้ดูคนว่าพอไหมหรือไม่ก็เลือกวันที่เอกวัสไม่ได้หยุด”
“ก็ได้ค่ะ”
มื้อเที่ยงจบลงด้วยการใช้ชีวิตที่แสนจะเรียบง่ายไม่ได้หวือหวาเหมือน่ฮันนีมูนที่ผ่านมาวิเนตย์ก็นิ่งขรึมจนบางครั้งเธออยากจะย้อนเวลากลับไปในวันที่หวานชื่น แต่มันก็คงเป็ได้แค่ฝันลมๆแล้งๆ ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ
เหมือนแต่ละวันจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าชีวิตดำเนินมาแบบเรื่อยๆ ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นเร้าใจเพียงแต่วธุกากล้ามากขึ้นที่นอนกอดสามีในแต่ละค่ำคืนจนบางครั้งก็เผอเรอคิดไปว่านี่คือชีวิตคู่ของตัวเองจริงๆเ้าของร่างนุ่มนอนซุกอยู่กับผ้าห่มนวมแล้วก็กอดคนตัวใหญ่กว่าเอาไว้ในทุกคืน
วิเนตย์เองก็ลืมตาตื่นก่อนภรรยาทุกเช้าด้วยความเคยชินเขาไล้พวงแก้มอิ่มแ่ๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะก้มลงหอมแก้มนวลฟอดใหญ่ๆและลุกเข้าห้องน้ำไป คนแกล้งหลับลืมตาทันทีที่ประตูห้องน้ำปิดลง เป็อย่างนี้มาตลอดสองเดือนที่อยู่กับเขาความอิ่มเอิบในหัวใจก่อเกิดขึ้นในแต่ละวันทั้งที่ย้ำทั้งที่เตือนว่าอย่าได้หลงใหลได้ปลื้มกับความสัมพันธ์ที่มีระยะเวลากำหนดเช่นนี้แต่บางสิ่งบางอย่างก็อยู่เหนือการควบคุมเสมอ
หญิงสาวแกล้งหลับกระทั่งสามีเดินออกจากห้องน้ำมาเขาสวมใส่เสื้อผ้าแล้วเดินมาหอมแก้มของเธออีกครั้งก่อนออกจากห้องไปวธุกาสะบัดผ้าห่มแล้วย่องตามเขาไปเงียบๆแง้มประตูเพียงเล็กน้อยแล้วเลือกที่จะเดินไปยังห้องที่เขาเพิ่งเปิดประตูเข้าไปหญิงสาวเจ็บแปลบทุกครั้งที่รู้ว่าเขายังเดินเข้าไปทักทายภรรยาและลูกสาวที่จากไปแต่ก็ต้องฝืนปั้นหน้ายิ้มให้เขาในแต่ละวัน เธอไม่มีสิทธิ์ไปแตะต้องอดีตของเขาไม่มีเลยจริงๆ
ด้วยความอยากรู้ว่าเขาเข้ามาทำอะไรในห้องนี้ทุกๆวัน จังหวะก็ช่างพอเหมาะเมื่อเขาไม่ได้ปิดประตูให้สนิทหญิงสาวแนบแผ่นหลังตรงข้างประตูห้องแล้วเงี่ยหูฟังว่าคนด้านในกำลังทำอะไรอยู่
“ว่าไงจ๊ะน้องเพียงหลับสบายดีไหมวันนี้พ่อหลับสบายมากเลยลูก” เสียงของคนด้านในดังแว่วเบาๆ ให้คนตรงประตูห้องได้ยิน
“ฝันพี่รู้ว่าฝันคงต้องโกรธพี่แน่ๆบางทีพี่ก็โกรธตัวเองเหมือนกันที่ควบคุมร่างกายไม่ได้...แต่ฝันไม่ต้องห่วงนะพี่ยังเป็คนเดิมของฝันและลูกเสมอพี่รักฝันคนเดียวไม่มีใครเข้ามาแทนที่ฝันได้แน่นอน พี่...ขอเวลาหน่อยนะฝัน”