“คะ คุณหนูท่านใจเย็นๆ ก่อนนะเ้าคะ”ชุนอี้ที่ใบหน้าบวมแดงไปข้างหนึ่งจากฝ่ามือของลู่เจินจือพยายามปลอบใจผู้เป็นายแม้จะเ็ปยามที่ขยับปากแต่ก็ยังสู้อดทน
“นังโง่! ยังจะให้ข้าใจเย็นได้อีกรึไม่เห็นหรือว่าท่านแม่ทัพไปข้างคืนกับมันแล้วหากว่านังนั่นมันตั้งครรภ์ขึ้นมาข้าจะทำเช่นไรได้อีก”ภาพลักษณ์ที่อ่อนหวานที่นางคอยเพียรพยายามสร้างมันขึ้นมาตอนนี้ไม่หลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียวที่เห็นตอนนี้ก็เป็เพียงหญิงอัปลักษ์ปากร้ายเท่านั้น ลู่เจินจือคิดว่าตอนนี้นางมีเวลาเพียงแค่สองวันเท่านั้นก็จะต้องแต่งงานแล้วนางจะเอาเวลาที่ไหนมาคอยขัดขวางพวกเขาได้ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธเกรี้ยวพลอยจะลงมือทุบตีสาวใช้อยู่ตลอด
“บ่าว...บ่าวว่าท่านยังมีทางอยู่นะเ้าคะ”ชุนอี้ไม่อยากเป็ที่ระบายอารมณ์ให้เ้านายอีกไม่เช่นนั้นนางคงได้ช้ำในตายก่อนพอดี
“อะไร?” แม้อารมณ์โกรธจะยังไม่สงบแต่เมื่อได้ยินว่ายังมีวิธีที่จะทำให้ตนเองนั้นสามารถอาศัยอยู่ภายในจวนแห่งนี้ต่อไปได้ก็เงียบรอฟังให้อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมา
“หาก...หากว่าข้าวสารกลายเป็ข้าวสุกไปเสียท่านแม่ทัพจะส่งท่านไปแต่งงานได้อีกหรือเ้าคะ”ชุนอี้เคยได้ยินวิธีนี้มาจากคนในหมู่บ้านของนางมันได้ผลฝ่ายบุรุษจำยอมตกแต่งสตรีผู้นั้นโดยไม่สามารถคัดค้านอะไรได้หากว่ามันได้ผลจริงเช่นนั้นคุณหนูของนางก็น่าจะทำได้เช่นกัน
“ข้าวสารกลายเป็ข้าวสุก...เ้าหมายความว่า”ลู่เจินจือทวนคำอีกฝ่าย ทั้งสองสบตากันไม่ต้องให้เอ่ยออกมาก็สามารถเข้าใจประโยคที่ไม่สมบูรณ์นั้นได้เป็อย่างดี“จะได้ผลหรือ...เขาเป็ถึงท่านแม่ทัพนะ”แวบแรกนางยินดีกับวิธีนี้มากแต่พอมาคิดดูอีกทีเขาที่เป็ถึงแม่ทัพใหญ่จะหลงอุบายเช่นนี้ของนางได้หรือ
“คุณหนูไม่ต้องเป็ห่วงเ้าค่ะ เื่นี้บ่าวเคยได้ยินมาจากคนในหมู่บ้านนางใช้วิธีนี้เพื่อให้บุรุษที่หมายปองแต่งนางเ้าค่ะบ่าวรู้ว่านางทำเช่นไรคุณหนูอย่าได้กังวลไปเลยเ้าค่ะ”ชุนอี้ตบอกตนเองเพื่อเป็การสร้างความมั่นใจให้กับเ้านาย
“เหตุใดเ้าถึงได้มั่นใจเพียงนั้น?” ลู่เจินจือเริ่มจะหวั่นไหวกับท่าทางมั่นอกมั่นใจของชุนอี้แล้วนางหวังว่าวิธีนี้ของชุนอี้จะได้ผล
“สตรีนางนั้นบอกว่ายาที่นางใช้ไม่มีสีไม่มีกลิ่นหากเรียกหมอมาตรวจสอบก็ไม่สามารถพบสิ่งผิดปกติเ้าค่ะนางบอกกับบ่าวว่าหากบ่าวสนใจสามารถไปซื้อสิ่งนั้นกับนางได้เ้าค่ะ”ชุนอี้บอกเล่าให้ลู่เจินจือฟัง
“เช่นนั้น...หากได้มันมาแล้วข้าควรจะทำเช่นไรต่อ”ลู่เจินจือเห็นว่าวิธีการของชุนอี้น่าจะเป็วิธีการที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้วนางจะต้องคว้าโอกาสสุดท้ายนี้เอาไว้ให้ได้
“บ่าวคิดไว้แล้วเ้าค่ะ คุณหนูเพียง...”ชุนอี้ขยับตัวเข้าไปใกล้ลู่เจินจือให้มากขึ้นกระซิบเสียงเบาบอกเล่าแผนการให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน
“เ้าว่ามันจะได้ผลหรือไม่?” เมื่อฟังแผนการของชุนอี้จบลู่เจินจือก็เริ่มไม่แน่ใจ
“คุณหนูเ้าคะตอนนี้ท่านไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วหากไม่ลองดูจะรู้ได้อย่างไรเ้าคะว่าได้ผลหรือไม่”ชุนอี้พยายามเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายเห็นด้วยกับแผนการนี้เพราะนางเองก็ไม่อยากติดตามลู่เจินจือไปบ้านสกุลจินสักเท่าไรใครๆก็รู้ว่าการอยู่ในจวนแม่ทัพทั้งสุขสบายทั้งมีหน้ามีตานางไม่อยากไปอาศัยอยู่ในจวนที่เป็เพียงขุนนางขั้นเจ็ดหรอกนะ
ลู่เจินจือคิดตามที่ชุนอี้เอ่ยออกมาทั้งหมดก็เห็นว่านางไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆเช่นนั้นก็ทำตามวิธีการของชุนอี้ก็แล้วกัน ลู่เจินจือพยักหน้าเบาๆ เป็การตกลงชุนอี้เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มหน้าบานกุมมือคุณหนูไว้แน่นพร้อมกับเอ่ยให้อีกฝ่ายมั่นใจว่า
“คุณหนูไม่ต้องเป็ห่วงเื่นี้บ่าวจะจัดการให้เองเ้าค่ะ”หากคุณหนูกลายเป็อนุของท่านแม่ทัพนางเองก็จะได้อยู่ในจวนนี้ต่อไปได้ใครจะไปรู้ว่าในอนาคตคุณหนูอาจจะขยับขึ้นไปเป็ฮูหยินเอกก็เป็ได้
สองนายบ่าวปรึกษากันเกี่ยวกับแผนการที่ได้วางร่วมกันอย่างเคร่งเครียดแต่หารู้ไม่ว่ามีผู้ที่ได้รับรู้แผนการของพวกนางเพิ่มมาอีกหนึ่งคนแล้ว
วังหลวง
โม่อี้เฟิงเข้ามารายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ั้แ่เช้าตรู่หากจะนับตามสายเืแล้วโม่อี้เฟิงมีศักดิ์เป็พระภาคิไนยของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเพราะมารดาของเขานั้นเป็น้องสาวแท้ๆของฮ่องเต้ บิดามารดาของเขาเสียชีวิตไปั้แ่เมื่อเขายังเป็เด็กน้อยจากอุบัติเหตุฮ่องเต้ที่มีฐานะเป็ลุงจึงได้รับเขามาเลี้ยงดูต่อจากนั้น
ฝ่ายบิดาของเขานั้นตอนที่มีชีวิตอยู่ก็ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของแคว้นด้วยเช่นกันท่านแม่ตกหลุมรักบุรุษผู้นี้ั้แ่แรกเห็นปักใจรักเขาเพียงผู้เดียวฮ่องเต้ที่เป็พี่ชายก็สนับสนุนให้ทั้งสองคนได้ครองรักกันแต่ไม่คาดคิดว่าวาสนาของพวกเขาจะสั้นถึงเพียงนี้แต่งงานกันเพียงไม่กี่ปีจนมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนยังไม่ทันได้ชื่นชมก็มาด่วนจากไปเสียก่อน
ฮ่องเต้ที่เสียใจกับการจากไปของน้องสาวจึงทุ่มเทความรักให้กับหลานชายผู้นี้อย่างหมดใจจนบางครั้งลูกในไส้อย่างองค์รัชทายาทก็แอบมีน้อยใจครั้งที่เป็เด็กน้อยยังไม่รู้จักประสาก็มีกลั่นแกล้งโม่อี้เฟิงเพื่อเป็การระบายความไม่พอใจนี้เด็กน้อยนิสัยเกเรผู้นั้นเมื่อเติบโตขึ้นก็เข้าใจเหตุผลของเสด็จพ่อเขาเปลี่ยนจากกลั่นแกล้งเป็คอยสนับสนุนโม่อี้เฟิงแทนเขาผู้นั้นก็คือพี่ใหญ่อู๋ิเฉินนั่นเอง
“ถวายพระพรฮ่องเต้พะยะค่ะ ขอพระองค์...”โม่อี้เฟิงทำความเคารพแบบเต็มพิธีแต่ก็ถูกผู้เป็ลุงเอ่ยห้ามปรามไว้ก่อน
“พอๆ เ้าเลิกมากพิธีกับลุงเสียทีเถิด รีบนั่งลงเร็วรินชาให้ลานข้าเร็ว” ฮ่องเต้บอกปัดการทำความเคารพของโม่อี้เฟิงจากนั้นก็หันไปสั่งฉู่กงกงขันทีใหญ่ข้างกายรินชาให้หลานรักอู๋ิเฉินเห็นท่าทางของเสด็จพ่อก็กรอกตามองบนหากเป็ตอนเด็กเขาคงหาเื่มากลั่นแกล้งเ้าอี้เฟิงอีกเป็แน่ข้อหาที่มาแย่งชิงความโปรดปรานจากเสด็จพ่อแต่ตอนนี้หรือ หึ อยากทำอะไรก็ทำไปเถิดอย่าได้มายุ่งกับเขาก็เป็พอ
“เฟิงเอ๋อร์ เป็อย่างไรบ้าง?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเสียงอ่อนโยน
“ทูนฝ่าา...ท่านลุงเื่ที่ท่านให้ข้าไปทำเรียบร้อยดีขอรับท่านอย่าได้กังวลไป”เขามักจะลืมเสมอว่าท่านลุงมักจะไม่ชอบให้ใช้คำพูดที่เป็ทางการยามที่อยู่กันเพียงลำพังเขาบอกว่าอยากให้พูดคุยกันเสมือนครอบครัวธรรมดาหากโม่อี้เฟิงก็คิดว่าจะธรรมดาได้อย่างไรในเมื่อเขาเป็ถึงฮ่องเต้มิใช่พ่อค้าขายเนื้อเสียหน่อย
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายถึงเื่นั้นภรรยาของเ้าน่ะนางดีกับเ้าหรือไม่?” ยามเอ่ยถามดวงตาของผู้เป็ลุงก็เปล่งประกายจนไม่อาจปิดบังสิ่งที่คิดอยู่ภายในไว้ได้รู้ทั้งรู้ว่าโม่อี้เฟิงเพิ่งจะกลับมาแต่เขาก็อยากได้ยินข่าวดีเสียแล้ว
โม่อี้เฟิงมองผู้เป็ลุงอย่างหมดคำพูดเขาหรืออุตส่าห์เอ่ยเป็การเป็งาน แต่ก็ตอบคำถามของอีกฝ่ายอย่างอดทน
“ก็...ไม่เลวพะยะค่ะ ถือว่านางยังใช้ได้อยู่บ้าง”เมื่อเอ่ยถึงใครอีกคนใบหน้าน้อยๆ ของนางก็ผุดขึ้นในความคิดเมื่อคืนเขารังแกหนักเกินกว่าที่จะเป็การช่วยเหลือนางจากยากำหนัดเสียอีกอันที่จริงอู๋ิเฉินใช้ยาเพียงนิดฤทธิ์ที่ออกจึงไม่หนักหนาแต่เป็เขาที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้พลอยทำให้นางต้องลำบากไปเสียค่อนคืนโม่อี้เฟิงหลุบตาลงซ่อนประกายบางอย่างลงเขามันเป็พวกนักล่าชอบล่าสัตว์เป็อย่างมากคิดว่าเมื่อคืนตนเองล่ากวางเนื้อแสนหวานนั้นไว้อย่างไรก็อดจะกลืนน้ำลายอึกใหญ่ไม่ได้...เนื้อกวางสาวนั้นหวานกว่าที่คิด
“เฮ้อ~ ดูท่าอีกไม่นานท่านพ่อคงจะได้อุ้มเหลนสมใจแล้วล่ะใครบางคนแถวนี้คงจะลุ่มหลงบุบผางามเสียแล้ว”อู๋ิเฉินเอ่ยประชดประชันให้คนข้างตัว เหอะมีเมียเป็ของตนเองแล้วทำมาเป็อวดคนอื่นรอให้ข้ามีบ้างเถอะจะอวดเช้าอวดเย็นเลยคอยดู
“ไร้สาระ”โม่อี้เฟิงมองลูกพี่ลูกน้องก่อนจะเอ่ยประโยคสั้นๆ ออกมา
“ฮ่ะฮ่ะฮ่า ดีๆ เ้าเองก็ดูเฟิงเอ๋อร์เป็ตัวอย่างบ้างรีบหาเมียแล้วก็มีลูกได้แล้ว หากยังเลือกไม่ได้ข้าจะเป็คนหาให้เ้าเอง”ฮ่องเต้หัวเราะเสียงดังอย่างเบิกบาน ก่อนจะกำชับให้เ้าลูกชายรีบแต่งงานเสียที
“ท่านพ่ออย่ามายุ่งกับข้าเลยเื่แม่ของลูกข้าข้าจะเป็คนตัดสินใจเอง ท่านเอาเวลาไปสนใจแค่เ้าอี้เฟิงก็พอ”อู๋ิเฉินรีบตอบปฏิเสธความหวังดีของบิดาทันทีเขาไม่อยากถูกจับให้แต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักอย่างเ้าอี้เฟิงหรอกนะรายนั้นน่ะตามใจท่านพ่ออยู่แล้ว
โม่อี้เฟิงได้ยินเช่นนั้นก็ส่งสายตาพิฆาตให้คนพูดทันทีเ้าเอาอีกแล้วนะเื่ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้สะสางคิดจะสร้างปัญหาให้ข้าอีกแล้วหรือ
“อะไร? มองข้าเช่นนั้นทำไมข้าไม่ได้พูดอะไรผิดเสียหน่อย” อู๋ิเฉินราวกับถูกเหล็กร้อนลวกตามิัสายตาของเ้าน้องชายผู้นี้ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะไม่เกรง
“เอาล่ะๆ พวกเ้าเลิกพูดเล่นกันเสียที เฟิงเอ๋อร์วันหลังเ้าก็พานางเข้าวังมาพบข้ากับป้าของเ้าเสียหน่อยให้นางได้ทำความรู้จักกับญาติฝั่งสามีเสียบ้าง” ฮ่องเต้เอ่ยอย่างมีเมตตา
“ขอรับหลานทราบแล้ว” โม่อี้เฟิงตอบรับคงจะต้องหาเวลาพานางมาพบผู้ใหญ่ของคนนี้เสียหน่อยต่อจากนั้นพวกเขาก็พูดคุยเกี่ยวกับงานราชการกันต่อก่อนกลับฮ่องเต้ให้คนนำสมุนไพรล้ำค่ามอบให้โม่อี้เฟิงนำกลับไปบำรุงทั้งตนเองและฮูหยินของเขาด้วย
โม่อี้เฟิงเดินทางกลับมาถึงจวนก็เป็เวลาบ่ายแล้วเขาตรงไปที่ห้องทำงานทันทีก่อนจะได้ยินเสียงองครักษ์คนสนิทเอ่ยขึ้นว่า
“นายท่านต้าไห่รายงานเกี่ยวกับคุณหนูลู่เจินจือมาขอรับนางกำลังวางแผน...”ต้าเหอกล่าวรายงานเื่ทั้งหมดที่ได้ยินมาจากสหายอีกคนที่นายท่านให้ไปคอยดูความประพฤติของลู่เจินจือ
“เฮ้อ~ ต้าเหอข้าคงจะต้องผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ชายของนางเสียแล้วล่ะ”ถ้อยคำที่แสนจะรู้สึกผิดแต่สายตากลับดำมืดราวกับปีศาจร้ายขนาดต้าเหอที่คอยอยู่รับใช้มานานยังอดขนลุกขนพองไม่ได้...เขาขอไว้อาลัยให้แก่คุณหนูผู้นั้นด้วยแล้วกัน