เด็กน้อยคนนี้ก็คือนักพรตน้อยจงเหรินนั่นเอง
การที่เขาหลับไม่ใช่เพราะคิดลบหลู่ต่อองค์จักรพรรดินีแต่อย่างใด
ทว่าก่อนที่นักพรตอวิ๋นหลงจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียร เขาได้กำชับให้จงเหรินรอต้อนรับแขกสองท่านจากแคว้นจิ้งที่นี่...
ด้วยเกรงว่าจะคลาดกันและทำภารกิจสำคัญพลาดไป เขาจึงเฝ้ารออยู่ที่นี่ไม่ยอมจากไปไหน
แต่ทว่าการเฝ้ารอที่ยาวนานจนเหนื่อยล้า สุดท้ายจึงทำให้เขาเผลอหลับไปเสียสนิท กลับกลายเป็นการทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยากไปเสียได้
เมื่อเห็นมู่อวี่เยียนแสดงสีหน้าไม่พอใจ เขาจึงทำตัวไม่ถูก ความน่าเกรงขามในฐานะ ‘ศิษย์พี่ใหญ่’ มลายหายสิ้นภายใต้สายตาอันเย็นชาของจักรพรรดินี
“เจ้าชื่ออะไร?”
มู่อวี่เยียนหรี่ดวงตาหงส์ลง พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“จงเหรินพ่ะย่ะค่ะ”
จงเหรินตอบตามตรง
“พวกเรามาในวันนี้เพื่อขอบคุณท่านเจ้าหออวิ๋นหลง ที่ช่วยจัดการสองจักรพรรดิปีศาจให้กองทัพแคว้นจิ้งที่ด่านอวี้เหมินเมื่อไม่กี่วันก่อน... เรื่องนี้เจ้ารู้หรือไม่?”
“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
จงเหรินส่ายหน้า วันที่เขาแยกจากกู้หลาน เขาก็ตรงกลับมายังหอเทียนจีทันที ส่วนท่านอาจารย์ไปทำภารกิจใดนั้น เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลย
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้โกหก ครู่ต่อมา นางจึงเผยรอยยิ้มที่งดงามเหนือคำบรรยาย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ท่านนักพรตน้อย แต่ไหนแต่ไรมาหอเทียนจีมีเพียงศิษย์สายในและสายนอก เหตุใดจึงมีตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษา’ ได้เล่า? ท่านพอจะบอกรายละเอียดได้หรือไม่?”
ปริศนาเรื่องศิษย์พี่ใหญ่คลี่คลายแล้ว แม้ผลลัพธ์จะดูแปลกตาไปบ้าง แต่มู่อวี่เยียนยังคงรู้สึกสงสัยในตัวที่ปรึกษาผู้ที่ทำให้เจ้าหออวิ๋นหลงยอมลงมือหลอมโอสถด้วยตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ในความรู้สึกส่วนลึก นางสังหรณ์ใจว่าที่ปรึกษาลึกลับคนนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับแคว้นจิ้ง...
มิเช่นนั้น นักพรตอวิ๋นหลงคงไม่มีเหตุผลที่จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับโลกปีศาจ
ทว่าจงเหรินกลับแสดงท่าทีระแวดระวัง ดวงตากลมโตจ้องมองสตรีสองนางเขม็ง
“ฐานะของที่ปรึกษาเป็นความลับสูงสุดของหอเทียนจี ท่านอาจารย์กำชับว่าห้ามเผยแพร่พ่ะย่ะค่ะ...”
“เข้าใจแล้ว”
มู่อวี่เยียนรู้ดี ที่ปรึกษาผู้นี้คงมีความสำคัญต่อหอเทียนจีอย่างยิ่ง จนเจ้าหอต้องสั่งกำชับให้ปิดเป็นความลับ
“เช่นนั้นรบกวนท่านนักพรตน้อยช่วยขอบคุณท่านเจ้าหออวิ๋นหลงแทนพวกเราด้วย... หากวันหน้าหอเทียนจีต้องการความช่วยเหลือจากแคว้นจิ้ง พวกเราจะไม่ปฏิเสธแน่นอน”
เมื่อรู้ว่าถามต่อไม่ได้ มู่อวี่เยียนจึงยิ้มบาง ๆ เตรียมจะลากลับ
แต่ในตอนนั้นเอง จงเหรินเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาเกาหัวใต้หมวกนักพรตแล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
“จริงสิ ท่านอาจารย์ฝากบอกว่า จดหมายฉบับนี้ให้แขกจากแคว้นจิ้งอ่าน...”
มู่อวี่เยียน “...”
จดหมายจากเจ้าหอเทียนจีเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้าละเลย ทว่ากลับเกือบถูกละทิ้งไปเสียแล้วงั้นหรือ?
เด็กน้อยผู้นี้คือศิษย์พี่ใหญ่ของหอเทียนจีจริงหรือ?
เขาเป็นศิษย์สายตรงเพียงหนึ่งเดียวของอวิ๋นหลงจริงหรือนี่?
ไฉนจึงดูไม่ค่อยฉลาดนัก...
มู่อวี่เยียนจ้องมองนักพรตน้อยด้วยความเงียบ พลางรู้สึกกังวลใจต่อสำนักที่มีประวัติยาวนานนับหมื่นปีแห่งนี้เสียเหลือเกิน...
นางรับจดหมายมา
จงเหรินหาวหวอด ดูเหมือนจะไม่สนใจเนื้อหาในจดหมายเลยแม้แต่น้อย เขาประสานมืออย่างมีมารยาท
“สหายเต๋าทั้งสอง ภารกิจของอาตมาเสร็จสิ้นแล้ว ขอตัวก่อน”
“อืม”
มู่อวี่เยียนกลัวว่าเด็กน้อยคนนี้จะเดินละเมอตกเขาเสียก่อน จึงยืนมองจนเขาเดินลับสายตาไป แล้วถึงค่อย ๆ เปิดจดหมายอ่าน
นางกวาดสายตาเพียงครู่เดียว ก็รับรู้ถึงพลังอิทธิฤทธิ์ของเจ้าหอเทียนจี
‘สหายเต๋าทั้งสอง... มาเพื่อขอบคุณเรื่องที่ด่านอวี้เหมินสินะ?’
‘อาตมาคงทำได้เพียงบอกว่า หอเทียนจียังคงเป็นกลาง มิอาจเข้าข้างฝ่ายใด หวังว่าสหายเต๋าจะเข้าใจ’
นักพรตอวิ๋นหลงยังคงถือตัวและสูงส่งเช่นเดิม
ซึ่งเรื่องนี้ไม่แปลกอะไร เพราะด้วยรากฐานของหอเทียนจี การรักษาสถานะเป็นกลางย่อมหมายถึงการรักษาความน่าเชื่อถือในใต้หล้า พวกเขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องลดตัวลงมาผูกมิตรกับแคว้นจิ้งเลยสักนิด
มู่อวี่เยียนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วอ่านบรรทัดถัดไป
‘การที่อาตมาไปจัดการสองจักรพรรดิปีศาจในครั้งนี้ เป็นไปตามคำขอของที่ปรึกษาในหอ’
‘จะว่าไป ที่ปรึกษาของอาตมาดูเหมือนจะมีวาสนาผูกพันกับแคว้นจิ้ง เป็นคนของเมืองหลางโจว... แต่อย่าได้เข้าใจผิดว่าเขาจะมีใจให้แคว้นจิ้งล่ะ’
“...”
เมื่อเห็นประโยคนี้ มู่อวี่เยียนก็ไม่สนใจข้อความที่เหลืออีกต่อไป
หัวใจของนางเต้นรัว มือที่ถือกระดาษสั่นเทาเล็กน้อย!
“ฝ่าบาท เป็นอะไรไปเพคะ?”
หลิ่วเย่ซีเห็นอาการผิดปกติจึงชะโงกหน้ามาดู
เมื่ออ่านจบ หลิ่วเย่ซีก็ตะลึงไปเช่นกัน
“คนเมืองหลางโจว?!”
“ที่ปรึกษาเพียงหนึ่งเดียวของหอเทียนจี ก็อยู่ที่เมืองหลางโจวหรอกหรือ?!”
ส่วนที่ว่าทำไมถึงใช้คำว่า ‘ก็’ นั่นเพราะก่อนหน้านี้มีทั้งเรื่องเจ้าของกระบี่หงเหมิงและผู้ฝึกวิญญาณปริศนาที่โผล่มาให้เห็น ซึ่งองครักษ์เงาสืบมาหลายเดือนกลับไม่ได้เบาะแสอะไรเลย
มายามนี้... กลับมีที่ปรึกษาจากหอเทียนจีโผล่มาอีกคนเสียได้!
“นึกไม่ถึงเลยว่าเมืองหลางโจวจะมีมังกรซ่อนตัวอยู่เต็มไปหมด... ช่างครึกครื้นเสียจริง!” หลิ่วเย่ซีแค่นยิ้มในใจด้วยความตกตะลึง!
โชคดีที่คนเหล่านี้ไม่มีท่าทีเป็นศัตรูต่อแคว้นจิ้ง ไม่อย่างนั้นลำพังแค่คนคนเดียวก็สามารถทำลายรากฐานของแคว้นจิ้งได้แล้ว!
แต่มู่อวี่เยียนไม่ได้มองโลกในแง่ดีเช่นนั้น ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล
“เสี่ยวซี เจ้าว่า... ในบรรดาผู้มีฝีมือเหล่านี้ จะมีใครที่จ้องจะทำร้ายกู้หลานหรือไม่?”
“...??”
หลิ่วเย่ซีไม่เข้าใจตรรกะขององค์จักรพรรดินีเลยสักนิด
“ท่านเจ้ากรมคนเก่าคำนวณไว้ถูกแล้ว กู้หลานคือคนที่เราตามหาในโลกปุถุชน” มู่อวี่เยียนแววตาเป็นประกาย “เขารอบรู้กว้างขวาง แถมยังเป็นสามีของเรา... หากมีศัตรูที่เก่งกาจแอบซ่อนอยู่ในหลางโจว และคิดจะตัดรากถอนโคนเขาขึ้นมาเล่า?”
จักรพรรดินีผู้นี้ช่างรอบคอบและมองการณ์ไกลยิ่งนัก
ทว่าในสายตาของคนนอก กลับดูเหมือนนางกำลังวิตกกังวลจนเกินเหตุเสียมากกว่า...
หลิ่วเย่ซีเหงื่อตกพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท หม่อมฉันคิดว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นนะเพคะ”
“กลับกันเถิด ต่อไปนี้จะทิ้งให้กู้หลานอยู่ห่างกายนานเช่นนี้ไม่ได้!” มู่อวี่เยียนสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะร่ายเคล็ดกระบี่แล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที
แม้จักรพรรดินีจะนิ่งสงบแค่ไหน แต่เมื่อเป็นเรื่องของคนที่พระนางใส่ใจ ความกังวลย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
“...”
หลิ่วเย่ซีได้แต่พยักหน้าตาม แล้วรีบเหาะตามไป
...
ฝั่งเมืองหลางโจว
ผ่านไปสามวัน การสอบฤดูใบไม้ร่วงวันแรกได้สิ้นสุดลง
กู้หลานยืดเส้นยืดสายเดินกลับมายังจวนหลังเล็กริมกำแพงเมือง
หลินลู่จากไปตั้งแต่เมื่อวาน กู้หลานและลุงหยางไม่ได้ไปเช่าโรงเตี๊ยม แต่ปักหลักอยู่ที่จวนหลังนี้ เพื่อคอยดูแลหลินถานเอ๋อร์ที่ยังไม่ฟื้น
“คุณชาย สอบเสร็จแล้วหรือขอรับ?”
ลุงหยางกำลังตักน้ำจากบ่อ เมื่อเห็นกู้หลานเดินกลับมาจึงร้องทัก
“อืม แค่วันแรกน่ะ”
“ด้วยความรู้ของคุณชาย คงไม่ใช่เรื่องยากใช่หรือไม่ขอรับ?” ลุงหยางถามด้วยรอยยิ้ม
“เฮ้อ… ก็งั้น ๆ แหละ” กู้หลานตอบตามตรง
เขาไม่ได้โกหก ข้อสอบจริง ๆ ไม่ได้ยากอะไร ถ้าตั้งใจเขียนให้ได้ระดับจวี่เหรินก็คงง่ายดาย
เพียงแต่…
เขาไม่ได้เขียนอะไรลงไปเลย
สำนักผู้ตรวจการเมืองหลางโจวปีนี้ คงได้รับกระดาษเปล่าฉบับแรกในประวัติศาสตร์จากหมายเลข 295 กู้หลาน
เท่านี้การสอบตกก็เป็นเรื่องที่มั่นคงแล้ว...
กู้หลานคิดอย่างสบายใจ ก่อนจะถามลุงหยางว่า “จริงสิ ลุงหยาง ต้มยาให้แม่นางถานเอ๋อร์หรือยัง?”
ตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน เขาหยิบสมุนไพรฤทธิ์เย็นจากพื้นที่ระบบออกมาสองสามชนิดและกำชับไว้แล้ว
ที่ทำไปทั้งหมดนี้ก็เพื่อ... เอ่อ… เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และดูแลพี่สาวของหลินลู่ให้ดี
“ต้มเสร็จแล้วขอรับคุณชาย วางไว้ที่หัวเตียงนั่นแหละ”
“อืม ลุงไปจัดการธุระของลุงเถอะ”
กู้หลานเดินเข้าห้องไปที่ข้างเตียงผู้ป่วย แล้วเริ่มป้อนยาให้หลินถานเอ๋อร์
[คุณยื่นมือช่วยเหลือสตรีแห่งโชคชะตา มอบโอสถล้ำค่าให้]
[โชคชะตา +1+1...]