สองพี่น้องจูเซียงกับจูห่าวเดินทางไปที่เมืองถานโจวอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นเพื่อไปรับผู้อพยพขบวนที่สอง ซุนิเย่ที่รับผิดชอบเื่การเพาะปลูกเข้ามารายงานให้ซุนิฉวนทราบถึงความคืบหน้าของงานในไร่ ซุนิเย่ทำงานได้ดีทั้งยังตั้งใจออกไปดูแลความคืบหน้าที่ในไร่แทบจะทุกวัน นายน้อยรองของคนงานในไร่ไม่ค่อยพูดมากคำนัก แต่ได้รับความเคารพจากคนงานในไร่เป็อย่างสูง
ซุนิฉวนออกมาดูความคืบหน้าในไร่พร้อมกับน้องชาย
“พี่ใหญ่ ข้าวกับข้าวฟ่างเพิ่งปลูกได้ไม่นาน กว่าจะเก็บเกี่ยวได้ก็อีกหลายเดือนไม่รู้ว่าเมื่อถึงตอนเก็บเกี่ยวจะได้มากสักแค่ไหน”
น้ำเสียงของซุนิเย่ฟังดูภาคภูมิใจไม่น้อย
ด้านหน้าของซุนิฉวนเป็ทุ่งข้าวกว้างใหญ่ มองไปสุดสายตามีคนงานในไร่กว่าร้อยกำลัง ก้ม ๆ เงย ๆ ปลูกต้นอ่อนต้นข้าวลงไปในนาที่แบ่งเป็ส่วน ซุนิฉวนแนะนำให้ซุนิเย่เพาะต้นกล้าให้โตในโรงเรือนก่อนที่จะปลูกลงในนาข้าว นี่เป็วิธีการที่ทำให้ต้นข้าวอยู่รอดได้ดีกว่าวิธีการแบบโบราณ การเพาะปลูกข้าวมีมานานหลายพันปีแล้ว แต่ความรู้เื่การเพาะปลูกในสมัยถังนี้ยังไม่ก้าวหน้ามากนัก
ชาวนาโดยทั่วไปหลังจากเตรียมดินแล้วเพียงใช้ไม้ปลายแหลมเจาะพื้นดินให้ลึกราวข้อนิ้ว จากนั้นจึงหย่อนเมล็ดข้าวลงไปในแต่ละหลุมใช้ดินกลบรดน้ำปล่อยให้ต้นข้าวเติบโตตามยถากรรม ผลผลิตข้าวในสมัยนี้น้อยกว่าสมัยที่เจริญแล้วมากกว่าครึ่ง ซุนิฉวนเคยเห็นชาวนาในสมัยใหม่เพาะต้นกล้าก่อนแล้วจึงปลูกลงในนา
วิธีการที่ซุนิฉวนใช้แตกต่างไปจากวิธีการปลูกข้าวที่คนทั่วไปรู้จัก การปลูกข้าวทำการเกษตรในสมัยโบราณไม่มีการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้กันอย่างจริงจัง ชาวไร่ชาวนาเพียงทำตามที่บรรพบุรุษเคยทำมาเมื่อหลายสิบหลายร้อยปีก่อน ตำราเกี่ยวกับการเกษตรของจีนความจริงมีมาั้แ่ในสมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ ตำราฉีหมินเหยาซู่ (齐民要术 - ฉีหมินเหยาซู่) ของ เจี่ยซือเสีย ครอบคลุมด้านการเกษตร การเพาะปลูกพืช การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การหมักสุรา แทบไม่เคยได้รับการเผยแพร่ในหมู่ประชาชนนอกจากเก็บไว้ในหอตำราของราชสำนัก ขุนนางท้องถิ่นนอกจากเก็บภาษีแล้วยังจะมีใครให้ความสนใจเื่การเพาะปลูกของประชาชนอีกเล่า
ซุนิฉวนเพียงอ้างถึงวิธีการเพาะปลูกแบบนี้ว่าได้มาจากตำราฉีหมินเหยาซู่ที่ไม่เคยมีใครอ่านมาก่อน โชคดีที่ซุนิฉวนเป็นักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ ชื่อตำราโบราณที่สำคัญของจีนออกข้อสอบั้แ่ปีหนึ่ง ซุนิฉวนยังจำได้ดี
ตอนนี้คำพูดของซุนิฉวนไม่มีใครในเหมืองเกลือจะเคลือบแคลง ซุนิเย่ย่อมเชื่อฟังที่พี่ใหญ่กล่าวอย่างไม่มีข้อสงสัย
“ิเย่ เ้าไม่ต้องกังวลไป วิธีการของเจี่ยซือเสียมีอยู่ในหอตำราหลวงย่อมให้ผลดีกว่าวิธีการของชาวบ้านทั่วไป อีกสี่เดือนเมื่อข้าวพร้อมเก็บเกี่ยวเ้าก็จะเห็นเอง”
“อือ” ซุนิเย่จ้องมองซุนิฉวนอย่างชื่นชม ซุนิฉวนถูกปลูกฝังจากซุนเหว่ยในเื่ต่าง ๆ มาั้แ่เยาว์วัย ตำราทั้งสี่คัมภีร์ทั้งห้า (ซื่อซูหวู่จิง) ซุนิฉวนอ่านจนทะลุปรุโปร่งั้แ่อายุไม่ถึงสิบสี่ปี ซุนเหว่ยยังให้ซุนิฉวนศึกษาวิชาการคำนวณ การทำการค้าของตระกูลไปพร้อม ๆ กับการศึกษาด้านอื่น ๆ
วิธีการเลี้ยงดูสั่งสอนบุตรชายของสกุลซุนไม่เหมือนการสั่งสอนในสกุลพ่อค้าอื่น ๆ ซุนิฉวนเชื่อฟังบิดามารดามาตลอด ทั้งยังฉลาดเฉลียวกว่าเด็กในวัยเดียวกัน น่าเสียดายนักที่ซุนิฉวนตัวจริงเสียชีวิตไปเมื่ออายุได้เพียงสิบหกปี น้องชายสองคนเพิ่งเริ่มศึกษาตำราได้ไม่นานนักก็ถูกส่งมาที่เหมืองเกลือพร้อมกับซุนิฉวนเสียก่อน
* (四書 – ซื่อซู สี่ตำรา ,五經 - อู่จิง ห้าคัมภีร์)
ซื่อซูประกอบด้วย 1. คัมภีร์ต้าเสวีย 大學 - คัมภีร์มหาบุรุษ 2. คัมภีร์จงยง 中庸 - คัมภีร์ทางสายกลาง 3.คัมภีร์หลุนอวี่ 論語 - คัมภีร์วิจารณ์พจน์ 4.คัมภีร์เมิ่งจื่อ 孟子 - คัมภีร์ด้านการปกครอง
อู่จิง ประกอบด้วย 1.อี้จิง 易經 - คัมภีร์ว่าด้วยเื่โหราศาสตร์ 2.ซ่างซู 尚書 – ตำราประวัติศาสตร์ 3.ซือจิง 詩經 - คัมภีร์กวี 4.หลี่จี้ 禮記 - คัมภีร์ว่าด้วยเื่จริยะ 5.ชุนชิว春秋 - บันทึกพงศาวดารและปรากฎการณ์ธรรมชาติต่างๆ
ซุนิเย่พาซุนิฉวนไปยังบริเวณที่เพาะปลูกถั่วเหลืองกับผักต่าง ๆ คนงานในไร่กำลังช่วยกันเก็บผักที่โตได้ที่แล้วเพื่อนำส่งไปที่ครัวใหญ่ ผักที่เหลือใช้ไม่หมดในแต่ละวัน ซุนิฉวนให้เอาไปทำเป็ผักดองเพื่อใช้บริโภคในหน้าหนาว เหมืองเกลือทำเกลือได้เองเป็จำนวนมาก ทำให้ไม่ต้องซื้อหาเกลือเพื่อการนี้ ทั้งยังมีเหลือสำหรับนำมาทำผักดอง เนื้อแห้ง ซุนิฉวนยังหาผู้ที่ทำซีอิ๊วไม่ได้เพียงแต่จำได้ว่าต้องนำถั่วเหลืองหมักผสมกับข้าวสาลี แต่ระยะเวลาการหมักกระบวนการอื่น ๆ ซุนิฉวนไม่รู้ซึ้ง จึงให้ซุนิเย่เริ่มทดลองดูในปริมาณน้อยก่อน
กลิ่นของถั่วเหลืองที่หมักเอาไว้ในโอ่งดินส่งกลิ่นหอมที่คุ้นเคยออกมาจนตลบอบอวล คนงานที่กำลังทำงานอยู่เมื่อเห็นนายน้อยทั้งสองเดินเข้ามาก็หยุดทำงาน ก้มตัวคุกเข่าลงเพื่อแสดงความเคารพ
“นายน้อย นายน้อยรอง” เสียงคนงานเกือบสิบคนประสานเสียงออกมาพร้อมกัน
“พวกเ้าลุกขึ้นเถอะ ทำงานต่อไป ข้าแค่มาดูถั่วเหลืองที่หมักเอาไว้”
ซุนิฉวนโบกมือให้ทุกคนลุกขึ้น ซุนิฉวนอยู่ในยุคนี้มาได้เดือนกว่าแล้ว แต่ก็ยังไม่ชินนักเวลาได้รับการเคารพในรูปแบบนี้ สำหรับชาวบ้านยากไร้ผู้อพยพเหล่านี้ ซุนิฉวนเปรียบเสมือนผู้ช่วยชีวิตให้ชาวบ้านได้มีที่อยู่มีอาหารกินไม่ต้องออกเร่ร่อน แต่ซุนิฉวนเพียง้าแรงงาน ต่างฝ่ายต่างตอบแทนกันและกันเท่านั้น
ซุนิเย่เปิดฝาโอ่งดินใบหนึ่งที่ปิดเอาไว้ด้วยผ้าทับไว้ด้วยหินก้อนใหญ่
“พี่ใหญ่ ท่านดูด้านในเริ่มมีน้ำซึมออกมาแล้ว กลิ่นเหมือนซีอิ๊วไม่ผิดแน่”
คนงานคนหนึ่งก้มตัวยื่นกระบวยไม้อันเล็กมาให้ซุนิเย่ ซุนิเย่ตักน้ำสีขุ่นออกสีน้ำตาลใสขึ้นมาดมดู จากนั้นใช้นิ้วชี้จุ่มไปในกระบวยเอาเข้าปากเพื่อลองชิมดู “ยังไม่เค็มเท่าไร พี่ใหญ่ท่านลองชิมดู”
“อ่อ” ซุนิฉวนใช้นิ้วชี้จุ่มน้ำถั่วเหลืองหมักเข้าปาก รสชาติเค็มแต่ยังไม่มากนัก กลิ่นคล้ายกับซีอิ๊วในยุคปัจจุบัน
“ิเย่เ้าลองเลือกเอามากรองเอาแต่น้ำ ลองเอาไปให้ท่านน้าหลิวใช้ในครัวใหญ่”
เสียงคนวิ่งตึกตักเข้ามาที่ด้านใน “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านแอบกินอะไรกันสองคน ข้าอยากกินด้วย”
ซุนิเจี๋ยโผเข้ากอดซุนิเย่ชะโงกหน้าดูของในกระบวยที่ซุนิเย่ถือเอาไว้ ซุนิเย่ยิ้มลดมือลงส่งน้ำซีอิ๊วเข้าปากน้องชาย
“อ้า เค็ม ๆ ๆ ๆ ไม่อร่อยเลย พี่รองท่านแกล้งข้า ถุย ถุย ถุย”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใครใช้ให้เ้าตะกละเช่นนี้เล่า” ซุนิเย่หัวร่อสดใส พากันหยอกล้อกับซุนิเจี๋ยไปมา
นานแล้วที่ซุนิฉวนไม่ได้เห็นซุนิเย่ทำตัวสนุกสนานสมวัย ซุนิเย่เพิ่งอายุสิบสี่ปี ตนเองตอนอายุสิบสี่ปียังมัวแต่เล่นเกมส์ อ่านหนังสือการ์ตูนเที่ยวเล่นกับเด็กข้างบ้านอยู่เลย ซุนิเย่ที่อายุยังน้อยต้องมาทำงานรับผิดชอบไม่แพ้คนที่โตแล้ว ซุนิฉวนไม่อยากที่จะใช้งานน้องชายมากจนเกินไป แต่หากไม่ให้ซุน ิเย่ได้ทำงานเลยจะยิ่งทำให้ซุนิเย่รู้สึกว่าพี่ใหญ่ไม่เชื่อใจตนเองเสียมากกว่า
ซุนิฉวนเพิ่งสังเกตเห็นคนที่ตามซุนิเจี๋ยมาที่โรงเรือนด้วย เป็คนของพรรคทรายทะเลที่ติดตามซุนิฉวนไปที่เมืองถานโจวเมื่อวันก่อน ในตอนนี้ยังพ่วงตำแหน่งคนเลี้ยงแมวให้ซุนิฉวนอีกด้วย “เสี่ยวเหยียน เ้าก็มาด้วย แล้วอวี้เออร์เล่า”
หลิวมู่เหยียนพยักหน้าตอบ “อวี้เออร์อยู่กับหานฉีหรงที่เหมืองเกลือ กำลังตรวจนับเกลือที่จะให้ทางการมาตรวจสอบ หัวหน้าหวงก็อยู่ที่นั่นด้วย”
“อ่อ” ซุนิฉวนหันไปดูน้องชายสองคนที่ยังหยอกล้อกันอยู่
“ิเจี๋ย เ้าเพิ่งฝึกกับพวกจางฉิงมากระมั่ง ไปอาบน้ำก่อน วันนี้เที่ยงท่านน้าหลิวทำบะหมี่เย็นของโปรดเ้า รีบกลับไปอาบน้ำให้เรียบร้อย”
ซุนิเย่เดินแยกตัวออกไปสั่งงานคนงานในโรงเรือน จากนั้นไม่นานก็กลับมา
“พี่ใหญ่ ข้าจะพาน้องสามไปอาบน้ำเอง จะให้คนงานถือน้ำซีอิ๊วไปให้ท่านน้าหลิวลองใช้ดูด้วย”
“พี่ใหญ่ข้าไปกับพี่รองก่อน” ซุนิเจี๋ยะโโลดเต้นติดตามซุนิเย่กลับไปที่เรือนพัก
“นายน้อยซุน ท่านกระทั่งซีอิ๊วก็ยังรู้วิธีทำด้วย” หลิวมู่เหยียนก้มตัวดมฟุดฟิดที่ฝาโอ่งดินที่หมักซีอิ๊วเอาไว้ข้างใน กล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
ซุนิฉวนอายุยี่สิบปี ทะลุมิติมาที่สมัยถังได้เพียงเดือนกว่า ั้แ่เดินทางมาถึงเหมืองเกลือก็ตั้งใจก่อสร้างจัดการเื่เหมืองเกลือ เสาะหาคนงานมาทำงานในเหมือง วันทั้งวันมีแต่ต้องยุ่งอยู่กับงานหลายอย่าง จนกระทั่งซุนิฉวนเริ่มแบ่งงานออกเป็ส่วน แต่งตั้งคนที่ไว้ใจได้ให้เป็หัวหน้างาน งานของซุนิฉวนถึงได้เริ่มน้อยลงไปบ้าง
พอมีเวลาว่างซุนิฉวนจึงเริ่มรู้สึกว่า ตนเองแทบไม่มีสหายในวัยใกล้เคียงกันแม้แต่คนเดียว หวงเหวินอายุมากกว่าซุนิฉวนถึงสิบกว่าปีทั้งยังมองซุนิฉวนเป็นาย หานฉีหรงยิ่งแล้วใหญ่พบเจอซุนิฉวนในแต่ละครั้งหากซุนิฉวนไม่คอยห้ามไว้หานฉีหรงคงไม่แคล้วคุกเข่าลงอยู่เรื่อยไป น้องชายสองคนแม้สนิทสนมแต่ยังแตกต่างจากสหาย
หลิวมู่เหยียนผู้นี้อายุใกล้เคียงกับซุนิฉวน แม้เป็คนของพรรคทรายทะเล แต่ท่าทีที่หลิวมู่เหยียนแสดงออกกลับไม่มีลักษณะของบ่าวไพร่ การกล่าววาจากับซุนิฉวนน้ำเสียงไม่จริงจังราวกับกล่าววาจากับสหาย ไม่อ่อนน้อมเกรงกลัวเหมือนกับผู้อื่นในเหมืองเกลือ ซุนิฉวนสบายใจเวลาสนทนากับหลิวมู่เหยียน
“ชาวบ้านทั่วไปหมักซีอิ๊วจากถั่วเหลืองใช้กินเองอยู่แล้ว ข้าแค่ทำในปริมาณที่มากขึ้นเท่านั้น”
“นายน้อยซุน ใกล้จะได้เวลาให้อาหารเสี่ยวหวงแล้ว” หลิวมู่เหยียนกล่าวมองมาสายตาคาดหวัง
“อ่อ ข้าเกือบลืม เสี่ยวหวงอยู่ที่เรือนนอกกระมัง”
“อือ” หลิวมู่เหยียนเดินนำหน้า หันมามองซุนิฉวนที่กำลังเดินตามหลังมาไม่ห่าง
หลิวมู่เหยียนพักอยู่ที่เรือนส่วนนอก เรือนส่วนนอกกับส่วนในกั้นไว้ด้วยกำแพงปูนสีเหลืองหากจะผ่านเข้าไปที่เรือนชั้นในต้องเดินผ่านประตูวงเดือนที่มีเวรยามเฝ้าอยู่ เรือนส่วนนอกมีสวนที่กึ่งกลางเช่นกัน
ด้านในมีต้นไม้ยืนต้นอยู่มากพอดู หลิวมู่เหยียนผูกเสี่ยวหวงเอาไว้ใต้ต้นไม้มีร่มเงาพอบังแดด วางชามไม้ใส่น้ำเอาไว้ด้านข้าง เสี่ยวหวงกำลังนอนหลับตอนที่ทั้งสองคนเดินเข้ามาที่ด้านในสวน
เสี่ยวหวงเป็ลูกแมวป่าอายุน่าจะยังไม่ครบเดือนตัวเล็กขนาดไม่ต่างไปจากแมวบ้านที่อายุใกล้เคียงกันมากนัก หากซุนิฉวนไม่ซื้อมาเลี้ยงไว้ไม่แน่ตอนนี้อาจจะถูกเอาไปทำเป็น้ำแกงเสียแล้วก็ได้ พอได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาใกล้ เสี่ยวหวงก็สะดุ้งตัววิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังของต้นไม้ลอบมองมนุษย์ตัวโตสองคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้
“เสี่ยวหวง เสี่ยวหวง หิวหรือไม่ นี่ข้ามีเนื้อไก่มาให้เ้าด้วยนะ”
ซุนิฉวนนั่งยองกวัดแกว่งขาไก่ที่ต้มจนสุกไปมา เสี่ยวหวงส่งเสียงขู่ฟ่อ พองขนหางชี้ฟ้า ท่าทางน่าเอ็นดูแต่ยังไม่ยอมออกมาจากหลังต้นไม้ ซุนิฉวนยังส่งเสียงเรียกเสี่ยวหวงให้ออกมา หลิวมู่เหยียนยกยิ้มมองดูหนึ่งคนหนึ่งแมวหยอกกัน
“นี่ เ้าทำแบบนี้ผ่านไปครึ่งวัน เสี่ยวหวงก็ไม่ออกมาหรอก”
หลิวมู่เหยียนนั่งลงด้านข้าง จับมือของซุนิฉวน ข้างที่ถือน่องไก่เอาไว้
“เ้าต้องค่อย ๆ ล่อมันออกมา ฉีกไก่ออกเป็ชิ้นเล็กก่อน”
แล้วทำไมต้องจับมือ บอกเอาก็เข้าใจแล้ว ซุนิฉวนดึงมือตัวเองออกมาจากคนที่ด้านข้าง ฉีกไก่ออกเป็ริ้วโยนไปด้านหน้าเสี่ยวหวงที่หลบอยู่ ซุนิฉวนค่อย ๆ วางเนื้อไก่เข้าหาตัวเองมาเรื่อย ๆ
เสี่ยวหวงจะอย่างไรเป็เพียงลูกแมวพอได้กลิ่นเนื้อไก่ก็อดใจเอาไว้ไม่อยู่ เนื้อไก่ถูกวางไว้บนพื้นดินอยู่ห่างจากคนตัวโต เสี่ยวหวงกินไก่ชิ้นแรกไปแล้วก็ขยับตัวกินชิ้นต่อมาจนเข้าใกล้ซุนิฉวนโดยไม่รู้ตัว เสี่ยวหวงกินไก่ไปหลายชิ้นแต่ยังรู้สึกไม่หนำใจ ดมจมูกไปมาบนพื้นดินไม่เห็นเจอเนื้อไก่อีก
เสี่ยงหวงเงยหน้าขึ้นส่งเสียง “แง้ว...ววว” ดวงตาโตจ้องแป้วไปที่ซุนิฉวนที่ยังถือน่องไก่เอาไว้ในมือ
“อยากกินอีกใช่หรือไม่”
“แง้ว”
ซุนิฉวนต้องหักห้ามใจไม่ให้เผลอเอามือไปลูบลูกแมวแสนน่ารักที่ตรงหน้า ฉีกเนื้อไก่ลงไปวางที่หน้าเสี่ยวหวงเพิ่มเติม เสี่ยวหวงโดนความหิวบดบังความกลัวมนุษย์ไปจนหมดสิ้นพอเห็นเนื้อไก่ก็กระโจนตัวกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
“เ้าเอาเนื้อไก่วางไว้บนฝ่ามือ”
หลิวมู่เหยียนบอก จับมืออีกข้างหนึ่งของซุนิฉวนแบออก ยื่นไปด้านหน้าของเสี่ยวหวง เสี่ยวหวงมองหาเนื้อไก่ด้านหน้าไม่เจอแล้ว แต่ได้กลิ่นของเนื้อไก่อยู่บนมือของซุนิฉวน เสี่ยวหวงลังเลแต่ยังขยับตัวใช้จมูกดมฝ่ามือของซุนิฉวน บนฝ่ามือมีไก่อยู่สองสามชิ้น หลิวมู่เหยียนกดข้อมือของซุนิฉวนให้ต่ำลง รอไม่นานเสี่ยวหวงจึงค่อย ๆ กินเนื้อไก่ที่อยู่บนมือของซุนิฉวนจนหมด
ซุนิฉวนถูกเสี่ยวหวงเลียฝ่ามือจนจั๊กจี้ ลิ้นเปียกสากเลียไปทั่วทั้งฝ่ามือ หลิวมู่เหยียนดึงมือซุนิฉวนออกใช้ชายเสื้อเช็ดน้ำลายลูกแมวให้กับซุนิฉวน
“เ้าให้อาหารมันเช่นนี้สักหลายวัน พอคุ้นเคยแล้วต่อจากนี้เสี่ยวหวงก็จะจำได้ว่าเ้าเป็นาย”
ซุนิฉวนวางน่องไก่ที่เหลือแต่กระดูกไว้ให้เสี่ยวหวงแทะเล่น แต่พอจะเอามือลูบเสี่ยงหวงกลับะโถอยหลังส่งเสียงขู่อีกครา
“เ้าตัวเลวร้ายน้อย กินอิ่มแล้วก็ลืมข้าในทันที” ซุนิฉวนดุด่าอย่างยิ้มแย้ม ลุกขึ้นยืนเตรียมจะกลับออกไป ซุนิเจี๋ยที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก็วิ่งออกมาตามให้ซุนิฉวนไปกินบะหมี่เย็นด้วยกันที่เรือนชั้นใน
“เสี่ยวเหยียน เ้าก็เข้าไปกินบะหมี่เย็นเสียด้วยกัน”
“อือ”
ผู้อพยพกลุ่มที่สองมาถึงเหมืองเกลือในวันรุ่งขึ้น ทั้งหมดมีอยู่ราวร้อยกว่าคนเพียงสามสิบครอบครัว ในจำนวนนี้มีบัณฑิตนามว่าเซี่ยเจียเหยียนอายุราวสี่สิบปีอยู่ในกลุ่มผู้อพยพด้วย เซี่ยเจียเหยียนร่อนเร่มาจากเมืองหวยหนานเขตหยางโจว เวลานี้ที่เมืองหวยหนาน หยางสิงมี่ อดีตโจรป่าที่กลับตัวเข้ารับใช้ราชสำนักมาเกือบสิบปี ลงมือสังหารเ้าเมืองหวยหนานยึดอำนาจทางการทหารก่อการฏตั้งตัวเป็ใหญ่ ชาวบ้านต่างพากันอพยพหลบหนีไปทุกทิศทาง
เซี่ยเจียเหยียนเป็จวี่เหริน (บัณฑิต ระดับมณฑล) ของเมืองหยางโจวสอบได้เมื่อรัชศกกวงิปีที่สามในสมัยของถังซีจงฮ่องเต้ เปิดโรงเรียนสอนตำราอยู่ที่เมืองหวยหนาน เมื่อหยางสิงมี่ก่อฏเมืองหวยหนานก็วุ่นวายสับสน บ้านของเซี่ยเจียเหยียนถูกเผาเป็จุณ ฮูหยินรวมถึงบุตรชายหญิง สะใภ้ในบ้าน หลายชายที่ยังไม่ถึงสิบขวบถูกสังหารในกองเพลิง เซี่ยเจียเหยียนคับแค้นใจจนสิ้นสติ โชคดีในกองเพลิงลูกศิษย์ของเซี่ยเจียเหยียนแบกร่างของเซี่ยเจียเหยียนหลบหนีออกมานอกเมืองได้สำเร็จ
เซี่ยเจียเหยียนเหมือนร่างไร้ิญญาร่อนเร่ไปตามที่ต่าง ๆ จนมาถึงเมืองถานโจว แต่งกายสกปรกกินอยู่ไม่ต่างจากขอทาน พอผู้อพยพติดตามคนของเหมืองสกุลซุนตนเองก็ติดตามมาที่เหมืองเกลือด้วย ซุนิฉวนสังเกตเห็นคนผู้นี้แม้สกปรกผมเผ้ารุงรังแต่มีท่าทางของผู้มีการศึกษาที่ไม่อาจปิดบังได้
เซี่ยเจียเหยียนถูกคนพาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ถูกพามาพบซุนิฉวนในห้องหนังสือ เล่าเื่ราวของตนเอง สองตาแดงก่ำระหว่างที่เล่าเื่ราวน้ำตายังคงไหลเป็สาย
ซุนิฉวนไม่ทราบสมควรปลอบโยนอีกฝ่ายเช่นไร ทราบดีว่าหลังจากนี้ยังจะมีผู้คนที่บ้านแตกสาแหรกขาดอีกนับไม่ถ้วน ชะตากรรมของเซี่ยเจียเหยียนจะมีให้เห็นทุกขณะจนเป็เื่ธรรมดา
“ท่านเซี่ย แผ่นดินถังคงใกล้ถึงจุดจบแล้ว ข้าไม่อาจกล่าวว่าเหมืองเกลือนี้จะอยู่รอดในอนาคต แต่ข้าจะพยายามปกป้องทุกผู้คนที่เหมืองแห่งนี้อย่างถึงที่สุด ชาวบ้านพวกนี้ไร้หนทางไป ข้า้าสร้างหนทางรอดสายหนึ่งให้ตนเอง รวมถึงผู้คนในเหมืองเกลือนี้ ข้า้าคนอีกมากที่จะมาช่วยเหลือ ท่านเซี่ย ข้าอยากให้ท่านใช้ความแค้นที่มีเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่น ช่วยข้าสร้างเส้นทางสายนี้ไปด้วยกัน”
เซี่ยเจียเหยียนกลั้นเสียงสะอื้นไห้ ลุกขึ้นจากเก้าอี้เบี่ยงตัวคุกเข่าลงคำนับซุนิฉวน
“นายน้อยซุน ข้าเซี่ยเจียเหยียนต่อจากนี้ขอใช้ชีวิตเพื่อนายน้อยซุน รับใช้ท่านไปจนตาย”
ซุนิฉวนประคองเซี่ยเจียเหยียนให้ลุกขึ้น สั่งการให้หวงเหวินจัดหาที่พักที่เรือนส่วนนอกให้กับเซี่ยเจียเหยียน
ตอนนี้ซุนิฉวนยังคิดไม่ออกว่าจะให้เซี่ยเจียเหยียนทำหน้าที่อะไร คงต้องเรียกเซี่ยเจียเหยียนมาพูดคุยให้ละเอียดอีกครา
ผู้ที่อยู่ในห้องหนังสือยังมีหวงเหวิน หลิวมู่เหยียน หลี่หย่วนเจ๋อรวมถึงซุนิเย่ ต่างได้ฟังคำพูดของซุนิฉวน ที่กล่าวต่อเซี่ยเจียเหยียน ต่างคนต่างมีความคิดที่หลากหลาย หวงเหวินกับซุนิเย่เพียงเข้าใจว่าซุนิฉวนที่รับผู้อพยพมามากมายเพียง้าใช้เป็แรงงานในเหมืองเกลือเท่านั้น แต่มิได้เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนต่าง ๆ พอฟังที่ซุนิฉวนกล่าว ทั้งสองคนล้วนเกิดความฮึกเหิมขึ้นภายในใจ ้าสร้างเหมืองเกลือแห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่ตามที่ซุนิฉวนกล่าว หลิวมู่เหยียนกับหลี่หย่วนเจ๋อเดินทางไปตามดินแดนต่าง ๆ พบเห็นเื่จำพวกนี้มาไม่น้อยทั้งยังหมดหวังกับราชสำนักไปนานแล้ว พรรคทรายทะเลเองก็มีเป้าหมายจะตั้งตัวเป็ใหญ่หากแผ่นดินถังมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
แต่เมื่อคำพูดออกจากปากของนายน้อยซุนที่มีอายุเพียงสิบหกปี ซ้ำยังไม่เคยออกเดินทางไกลมาก่อน ต้องสร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งสอง เกิดความนับถือเลื่อมใสต่อซุนิฉวนเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากซุนิฉวนเป็ประมุขตัวจริงของสกุลซุนเลยแม้แต่น้อย
“ซุนิฉวน เ้าจะทำให้ข้าประหลาดไปถึงไหนกัน” หลิวมู่เหยียนรำพึงในใจ สายตาที่มองซุนิฉวนเพิ่ม ความหลงใหลเข้าไปอีกสามส่วน