เสียงประตูห้องดังขึ้น มีคนเดินเข้ามาเสียงเดินกระแทกพื้นดังชัดเจน
ผมถาม “ถังหว่าน คุณกลับมาหรือ”
ข้างนอกไม่มีเสียงตอบ ผมจึงถามเสียงดังขึ้น“พยาบาลหลี่ใช่ไหมครับ”
ที่น่าแปลกก็คือยังคงไม่มีเสียงตอบ
ผมถอยหลังทันที ก้าวพรวดออกมาจากห้องน้ำมองไปที่เตียงคนป่วย คาดไม่ถึงว่าคนที่เข้ามาจะเป็ป้ากวนย้อนกลับมา
ขณะนี้แกยืนอยู่ข้างเตียงปู่ก้มตัวไปข้างหน้า ใบหน้าแทบจะแนบกับหน้าปู่
“ป้ากวน ป้ากลับมาทำไมหรือครับ”ผมอดถามไม่ได้
คำนวณเวลาแล้ว ป้ากวนออกไปจนถึงเดี๋ยวนี้น่าจะสิบกว่านาทีแกน่าจะเดินไปถึงหน้าประตูโรงพยาบาลแล้วจึงจะถูก
ผมไม่ได้คิดอะไรมาก เดินช้าๆไปที่ปลายเตียงปู่
กาแฟกำลังแสดงฤทธิ์ออกมาผมรู้สึกสมองแจ่มใสขึ้นมาก ขาที่เหน็บชามีความรู้สึกแล้ว
“ป้ากวน ป้าลืมของอะไรหรือครับ”ผมถามด้วยความหวังดี
“ตอนนี้...กี่โมง...แล้ว” ป้ากวนก้มหน้าลงแล้วถาม
ผมดูนาฬิกาข้อมือก่อนจะตอบว่า“อีกสิบนาทีจะหกโมงครับ...”
พอผมตอบจบ จู่ๆก็ตระหนักว่าเสียงป้ากวนฟังดูแปลกๆ ไม่ใช่เสียงที่แหลมสดใสและติดสำเนียงตามแบบฉบับของชาวจี่หนานแต่เป็...เป็เสียงที่แก่ชราขึ้นมาก ทั้งยังไม่เหมือนเสียงผู้หญิงอีกด้วย
“ป้า กลับมาทำไมครับ” ผมนึกหวั่นใจก้าวไปทางซ้ายหนึ่งก้าวทันที รักษาระยะห่างจากแก มีเตียงขวางไว้
“กลับมา กลับมา ฉันรู้สึกว่า...ฉันอยู่ที่นี่ตลอดไม่ได้ไปไหน แค้กๆ...แค้กๆ ...” ป้ากวนตอบทั้งๆ ที่ก้มหน้า
ทันใดนั้นหัวใจผมเหมือนถูกมือที่ไร้รูปบีบไว้สองเท้าตรึงอยู่กับที่ ไม่สามารถเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
“แกเป็ใคร แกไม่ใช่ป้ากวน! เป็ผู้ชายที่พูด!มีผู้ชายอยู่ในร่างแก...” ความคิดมากมายเหล่านี้พรั่งพรูขึ้นในใจผมทำให้หัวใจเต้นตึกๆ
ครั้งนี้ผมได้ยินจริงๆ ป้ากวนขยับริมฝีปากแต่เสียงที่ออกมาเป็เสียงของชายชราอายุไม่น้อยกว่าเจ็ดแปดสิบ ตอนที่ “ผู้เฒ่า”คนนั้นส่งเสียงไอ ร่างป้ากวนไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย ไม่แสดงท่าไอเลย มีเพียงเสียงไอ“แค้กๆ”
แน่ละ ที่ผมเห็นเป็ป้ากวนแน่ๆ เป็หมอผีและคนทรงที่ทุกคนบนถนนชวีสุ่ยถิงต้องเคารพยำเกรงการที่แกรวบผมมวยแบบเก่า สวมเสื้อและกางเกงสีเทาถุงผ้าสีเทาและรองเท้าหัวกลมแบบคนปักกิ่งล้วนยืนยันข้อนี้ แกเป็เหมือนป้ากวนที่ถูกเปลี่ยนตัวเพิ่งออกไปเพียงสิบนาทีแล้วย้อนกลับมาในตัวแกก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันที่ผมไม่สามารถอธิบายได้
ผมค่อยๆ ก้มลงยื่นมือออกไป คว้าม้านั่งสี่เหลี่ยมข้างตัวขึ้นมาถ้าแกทำอะไรแปลกๆ ที่เป็ผลร้ายต่อปู่ ผมจะยกเก้าอี้ฟาดทันที
เตียงผู้ป่วยกว้างเมตรยี่สิบ ขณะนี้ป้ากวนอยู่ในท่าที่โน้มตัวไปข้างหน้าเราสองคนจึงอยู่ห่างกันไม่ถึงเมตรครึ่ง ทันทีที่เกิดการต่อสู้จะกลายเป็การต่อสู้แบบประชิดตัว
ผมหายใจเข้าลึกๆ ขบฟันแน่น ฝืนยิ้มออกมาทั้งยังส่งเสียงหัวเราะเยาะหลายที
ท้องฟ้าสว่างจ้าแล้วแสงแดดกำลังจะส่องเข้ามา ต่อให้มีภูตผีปีศาจอะไรฉวยโอกาสก่อเื่ขึ้นขณะที่คนกำลังป่วยหนักผมกล้าทุ่มสุดตัวเพื่อรับมือ
“หิมะ...ตกหนักเหลือเกิน หนาวจริงๆต้นหลิ่วริมแม่น้ำจับแข็งเป็สายน้ำแข็งแล้ว...หิมะหนักอย่างนี้ขาดเสื้อผ้าขาดถ่าน เธอว่าชาวจี่หนานจะใช้ชีวิตกันยังไง” ป้ากวนพูดเสียงเบา
ผมไม่รู้ว่าจะพูดตอบอย่างไรดี เพราะปกติหน้าหนาวที่จี่หนานมีหิมะตกหนักเพียงสองสามครั้งเท่านั้นอีกทั้งเวลานี้เดือนเมษาเป็ฤดูใบไม้ผลิแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับหิมะตกหนักหรือกิ่งหลิ่วจับแข็งแต่อย่างใด
“ผีญี่ปุ่นออกจากด่าน บุกเข้าเมืองหลวงขยับลงใต้นิดเดียว ดาบปลายปืนและม้าศึกก็จะข้ามแม่น้ำเหลืองแล้วาใหญ่ครั้งนี้ไม่อาจเลี่ยงได้แล้ว...เฮ้อ รบเถอะ ไม่รบย่อมไม่อาจทำให้ผู้คนหายแค้นได้ไม่รบ จะไม่มีวันแก้ปัญหาได้...ซานตงเป็ยุ้งข้าวของประเทศจีน...จี่หนานเป็เหมือนเสาหลักของซานตงถ้าจี่หนานถูกผีญี่ปุ่นยึดครอง แล้วเคลื่อนทัพลงใต้ ประเทศจีนจะประสบหายนะ...รบต้องรบแน่นอน ออกรบอย่างสุดชีวิต ถ้าชายหนุ่มซานตงไม่แบกรับภาระหนักนี้ไว้ ทั่วประเทศจีน...ยังจะคาดหวังใครล่ะ”เสียงพูดของป้ากวนไหลลื่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าิญญาของผู้เฒ่าท่านนี้ค่อยๆฟื้นจากการแข็งทื่อ ความสามารถในการพูดค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้น
จากคำพูดดังกล่าวทำให้ผมคิดโยงไปว่าเื่ที่อีกฝ่ายพูดนั้นเกี่ยวข้องกับาต่อต้านญี่ปุ่น
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า กรณีสะพานหลูโกวเมื่อวันที่เจ็ดกรกฎาคม1937 นั้น ทัพญี่ปุ่นบุกเข้ามาจากนอกด่าน เข้ายึดครองเมืองหลวงจากนั้นจึงเดินทัพลงใต้ ข้ามแม่น้ำเหลืองไม่เสียะุแม้แต่นัดเดียวก็ยึดจี่หนานได้ นี่เป็เหตุการณ์ประหลาดในประวัติศาสตร์าทั้งยังเป็ความน่าอับอายที่สุดของชาวจีนและชาวซานตงปัจจุบันหนังสือแบบเรียนประวัติศาสตร์ระบุสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์นี้ว่าเป็เพราะ“ประธานหันทิ้งเมืองหนีไป” โยนความผิดทั้งหมดลงบนหัวคนคนเดียวที่จริงถ้าพูดอย่างเป็ธรรมแล้ว ขณะที่ทัพญี่ปุ่นเคลื่อนพลลงใต้นั้นกองทัพของจีนมีทหารจำนวนมากตั้งทัพอยู่ที่เหอเป่ย ซานซี เจียงซูและอันฮุย ถ้ากองทัพเหล่านี้ขานรับอย่างฉับไวบุกมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้อย่างน้อยก็สามารถสกัดทัพญี่ปุ่นไว้ที่ฝั่งเหนือของแม่น้ำเหลือง อาศัยสภาพอากาศที่หิมะตกหนักหนาวเหน็บบั่นทอนกำลังรบของกองทัพกวนตงซึ่งเป็ทัพหลักลงได้อย่างมีประสิทธิภาพถ้าเป็เช่นนั้นภาพของาต่อต้านญี่ปุ่นก็จะเปลี่ยนไปเป็อีกอย่างหนึ่ง
ปี 1937 ห่างจากปัจจุบันเกือบแปดสิบปีแล้วสถานการณ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือ ผู้คนในแผ่นดินใหญ่จีนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงไม่นานทุกคนคงลืมประวัติศาสตร์่ที่กองทัพญี่ปุ่นรุกรานจีนอันน่าเ็ปแล้ว
ผมยังไม่อาจพูดแทรกได้ทำได้เพียงหายใจเข้าลึกๆ ติดต่อกัน เพื่อไม่ให้ตัวเองใจนเสียมารยาท
“ฉันเห็นพวกญี่ปุ่น แม่ทัพที่กล้าหาญของทัพอีสานและทัพพายัพอย่างน้อยครึ่งหนึ่งถูกพวกมันลอบฆ่าครั้งนี้ ถึงคราวที่ฉันจะแก้แค้นแทนพี่น้องแล้ว...วีรบุรุษทั่วหล้ารู้เพียงว่าทัพพายัพมีสิบสามไท่เป่า(สิบสามยอดขุนพล) าครั้งนี้ ฉันจะให้พวกเขารู้ว่าที่จริงทัพพายัพมีสิบสี่ไท่เป่าฉัน...ฉัน...แค้กๆ...แค้กๆ...” ท่านผู้เฒ่านั่นอาศัยอาศัยปากป้ากวนไอแรงๆเป็เวลานาน
มือผมที่กำม้านั่งไว้มีเหงื่อซึมตลอดเวลาหูยังทรมานเพราะเสียงไอ จากนั้นทั้งตัวเริ่มมีเหงื่อออก หัวใจแทบจะะโออกมาทางลำคอ
ความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสเช่นนี้ทำให้แทบหายใจไม่ออกแต่ผมไม่กล้าบุ่มบ่ามก่อเื่เกรงว่าถ้าไม่ระวังอาจก่อให้เกิดเหตุร้ายที่จัดการไม่ได้
“ป้ากวนกำลังพูดแทนใครกันแน่แกออกไปสิบนาทีเจอเข้ากับอะไร” ผมจ้องผมสีดอกเลาของแก รู้สึกหวั่นใจสุดขีด
“อะไรนะ” จู่ๆ ป้ากวนก็พูดเสียงแหลมออกมา
คำพูดนี้จึงจะเป็เสียงดั้งเดิมของแก
จากนั้นป้ากวนก็เงยหน้าขึ้น จ้องผมตาเขม็ง
ดวงตาคือหน้าต่างของจิติญญา สามารถสะท้อนโลกภายในจิตใจของคนคนหนึ่งได้
พอป้ากวนเดินเข้ามาผมบังเอิญมองเห็นตาของแก ตาดำตาขาวแยกชัดเจน ไม่ขุ่นมัวฉายแววสติปัญญาที่ควรมีตามอายุ แกเป็หมอผีย่อมฉลาดเฉลียวและคล่องแคล่วกว่าคนทั่วไป ไม่เพียงแต่เป็คนที่ยึดถือหลักการยังสามารถมองทะลุโลกที่เหนือธรรมชาติ
ขณะนี้ดวงตาแกยังคงสดใสแต่กลับเปลี่ยนเป็แสงสีเขียววาวเปล่งประกายตลอดเวลา ดูประหลาดมากปกติมีแต่แสงเรืองตามที่รกร้างนอกเมืองจึงจะทำให้รู้สึกเช่นนี้ได้
“ท่านเป็ใคร” แกถามเสียงแหลม
“จะกลัวไปไย...จะกลัวไปไย”ผู้เฒ่าคนนั้นพูดเสียงสูง
“ท่าน...คือ...เทพ...มาจากไหนกันแน่”ป้ากวนถาม
เสียงสองแบบล้วนเปล่งออกจากปากของป้ากวนสภาพเช่นนี้เท่ากับแกคนเดียวแสดงสองบทบาท ในร่างแกมีิญญาถึงสองดวงกำลังพูดพร้อมกัน
ผมนึกถึงคำพูดของถังหว่านที่ว่า“ในร่างปู่มีิญญาสองดวง” จึงก้มมองปู่ทันที
ปู่ยังคงอยู่ในท่านอนราบตัวแข็งทื่อราวกับไม่รู้สึกรู้สาต่อโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
“เธอไม่รู้ว่าฉันเป็ใครงั้นหรือ” ผู้เฒ่าตะคอกถาม
ที่เขาพูดออกมาแบบนั้นฟังดูน่าหัวเราะ ราวกับบุคคลที่มีชื่อเสียงเผชิญหน้ากับชาวบ้านที่ไม่ประสีประสาแล้วนึกโมโหเพราะคนอื่นไม่รู้จักตนและแสดงท่าทีเคารพไม่พอ
ป้ากวนถอยหลังก้าวหนึ่ง แยกสองมือออกแล้วเปิดถุงผ้า
ท่าทางแกคล่องแคล่วมาก ทันทีที่เปิดถุงผ้าก็หยิบธูปกำหนึ่งออกมาเหน็บไว้ใต้รักแร้จากนั้นจึงยื่นมือเข้าไปในถุงเป็ครั้งที่สอง น่าจะหยิบไฟแช็คออกมาจุดธูป
น่าเสียดายเพราะแกลุกลนจนหาไฟแช็คไม่เจอควานหาอยู่ห้าหกรอบก็ยังหาไฟแช็คไม่เจอ
“ผีญี่ปุ่นมาถึงริมฝั่งแม่น้ำเหลืองแล้วแต่พวกเธอกลับนิ่งเฉย ยื่นคอออกไปรอให้คนฟันนับแต่โบราณเมืองจี่หนานเป็ชัยภูมิที่ทัพต่างๆ แย่งชิงกันให้กำเนิดวีรบุรุษผู้กล้ามากมาย ทำไมเวลานี้ยามเมื่อชะตาของชาติเสื่อมถอยทุกคนจึงทำตัวเหมือนเต่าหดหัวในกระดอง ฉันไปครั้งนี้ ลมพัดหวือๆจนคลื่นซัดกระทบฝั่งแม่น้ำอี้สุ่ย ไม่คิดที่จะกลับ...เอาเหล้ามา เอาเหล้ามา! ฉันจะดื่มลาทหารทุกคน ฮ่าๆๆ...”ผู้เฒ่าหัวเราะร่า น้ำเสียงหยิ่งผยอง
พอจะจินตนาการได้ว่าเมื่อเขากล่าวคำพูดเหล่านี้เสร็จแล้วจะต้องทำท่าชูสองแขนขึ้น พร้อมกับแหงนหน้าหัวเราะเป็การส่งท้าย นั่นคือฉากที่ยอดวีรบุรุษต้องแสดงก่อนที่จะออกรบอย่างเสี่ยงชีวิตในศึกที่อันตรายนับจากโบราณถึงปัจจุบันบนแผ่นดินหัวเซี่ย (จีน) ที่กว้างใหญ่มีคนรุ่นก่อนมากมายได้แสดงฉากนี้ซ้ำๆ
และแล้วป้ากวนก็ชูแขนขึ้นทันที กำสองมือแน่นโบกแรงๆ กลางอากาศ
พอเป็เช่นนี้ธูปใต้รักแร้และถุงผ้าจึงตกลงบนพื้น
“ช่วย...ป้า...จุด...จุด...ธูปหน่อย” ใบหน้าป้ากวนแดงก่ำร่างสั่นไม่หยุด เหมือนพยายามให้หลุดจากการควบคุมของผู้เฒ่าท่านนั้น
ผมตกตะลึง ทิ้งม้านั่งไปใช้มือขวายันเตียง ะโข้ามเตียงผู้ป่วยไป ก้มลงหยิบถุงผ้าขึ้นมาพลิกถุงผ้าเขย่าเทลง ของทั้งหมดในถุงผ้าร่วงลงบนเตียง
ที่แท้ไฟแช็คอันนั้นเสียบคาอยู่ในพับกระดาษเงินมิน่าป้ากวนจึงคลำหาไม่เจอ
ผมจุดไฟแช็คดังแชะอีกมือรวบธูปขึ้นมากำหนึ่ง
จะจุดธูปทั้งกำต้องใช้เวลาห้าวินาทีพอไฟจากไฟแช็คไหม้ลามปลายธูปแล้ว ผมจึงคลายความกังวล เงยหน้าขึ้นมองป้ากวน
บรรดาเพื่อนบ้านรุ่นเก่าบนถนนชวีสุ่ยถิงพูดกันปากต่อปากว่าการเชิญิญญาและการขับไล่สิ่งอัปมงคลเป็งานที่ป้ากวนทำได้ผลดีที่สุด
หลายคนเคยเห็นกับตา เคยพูดด้วยตนเองว่าเด็กบางคนเล่นอยู่ริมแม่น้ำเล่นอยู่ดีๆ ก็หกล้ม จากนั้นจู่ๆ ก็มีไข้กลัวหนาว กินยาหรือฉีดยามากแค่ไหนล้วนไม่ได้ผลทางบ้านเชิญป้ากวนมา เผากระดาษไม่กี่แผ่น จุดธูปสามดอก จากนั้นก็ถือรองเท้าของเด็กไปเดินเลียบแม่น้ำร้องเรียกสองสามที หลังจากทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้ว ป้ากวนยังไม่ทันกลับไปเด็กมักจะไข้ลดแล้ว ทั้งสติยังแจ่มใสขึ้น ร้องขอของกินแล้ว
อาวุธของป้ากวนคือธูปและกระดาษไหว้เ้า ผมเชื่อเต็มที่ว่าถ้าจุดธูปแล้วท่านผู้เฒ่าที่กำลังก่อกวนอยู่ จะรู้ว่าเจออุปสรรคแล้วถอยไปเองหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ไม่ว่าท่านจะเป็เทพหรือเป็ผีปีศาจธูปปรับหัวใจไล่สิ่งชั่วร้ายของฉันกวนชิงหลันกำลังจะจุดสว่างแล้ว ผีปีศาจเตลิดหนีเทวดาและเซียนหลบไป โปรดรีบกลับไปยังขุนเขาศักดิ์สิทธิ์และถ้ำล้ำเลิศของตนเถอะ ไม่เช่นนั้นอย่าโทษว่าฉันเสียมารยาทไร้น้ำใจล่ะ!” ในดวงตาป้ากวนมีประกายไฟสีส้มลุกวาวขึ้นทำให้แกยุติสภาพที่พ่ายแพ้ รู้สึกฮึกเหิมขึ้นทันที
“หิมะปี 1937...ตกหนักมาก หนาวจริงๆ...หนาวไปถึงหัวใจของชาวซานตง...ฉันแทบอยากที่จะเอากระดูกทั้งหมดในตัวรวมกับหิมะทั่วฟ้าก่อขึ้นเป็กำแพงั์ยาวแปดร้อยลี้ไม่ปล่อยให้โจรญี่ปุ่นบุกลงใต้...” จู่ๆ ท่านผู้เฒ่าก็เสียงตีบตันจากนั้นก็ร้องเพลงเสียงดัง ถึงกับร้องบทเพลงโบราณชื่อ “แดงไปทั่วแม่น้ำ”ที่ประพันธ์โดยยอดแม่ทัพเย่ว์อู่มู่ (เยว์เฟยหรืองักฮุย)
ประตูถูกกระแทกเปิดออกดังโครม ถังหว่านพุ่งเข้ามาราวกับลมแล้วคว้าไฟแช็คไปจากมือผม
ธูปกำนั้นถูกจุดไปเพียงหนึ่งในสิบพ่นควันสีน้ำเงินจางๆ ออกมาเท่านั้น ยังไม่ลุกไหม้ด้วยตัวเอง
“อย่าจุดธูป หยุดเดี๋ยวนี้ หยุดให้หมดไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น” ถังหว่านร้องสั่งเบาๆ
“แต่ว่า...” ผมเขย่าธูปในมือไม่เข้าใจว่าทำไม
ในความเข้าใจทั่วไปนั้น ิญญาพเนจรรุกเข้าร่างคนอื่นล้วนมีเจตนาร้ายเท่ากับแย่งบ้านของผู้อื่น ถ้าร้ายแรงอาจทำให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ดังนั้นผมจึงเชื่อว่าป้ากวนยืนอยู่ในฝ่ายที่ถูกต้องจะใช้ธูปขับไล่สิ่งชั่วร้าย เป็การผดุงความเที่ยงธรรมดังนั้นผมจึงมีหน้าที่ที่ต้องช่วยป้ากวนขับไล่ผู้เฒ่าท่านนั้น
“ฟังฉันนะ อย่าทำอะไรมีบางเื่ที่พวกเราไม่อาจเข้าใจได้” ถังหว่านพูด
เธอยื่นมือเข้ามาเกี่ยวแขนผมทันทีเพื่อไม่ให้ผมทำอะไรได้อีก
“จุด...จุดธูป...จุดธูปสิ...”ป้ากวนะโออกมา
“ปล่อยให้เขาพูด” แม้ถังหว่านจะเสียงเบา แต่กลับเอาชนะเสียงป้ากวนได้ดังเข้าหูผมอย่างชัดเจน
“จุดธูปแยกดีร้ายถ้าไม่จุดธูป...ใครดีใครร้าย...ใครเทพใครผี...สือโถว จุดธูป... ช่วยป้าจุดธูป...”ป้ากวนยื่นมือมาหาผม แต่ไม่สามารถยื่นมาถึงได้ เพราะแกไม่อาจควบคุมร่างกายตนเองได้ผู้เฒ่าท่านนั้นในร่างแกกำลังต่อต้านแรงของแก
ตามหลักแล้วผมควรเชื่อป้ากวน แย่งไฟแช็คคืนช่วยแกจุดธูป แต่เพราะห้านิ้วของถังหว่านเกี่ยวไว้แน่น ร่างซีกขวาของผมเกิดอาการชาไม่มีแรงต้านแล้ว