เสียงพัดลมของตู้เซิร์ฟเวอร์ดังต่อเนื่องเหมือนลมหายใจของสัตว์ั์ที่ไม่ยอมหลับ
มันไม่ใช่เสียงดังจนหนวกหู แต่ก็ไม่เบาพอจะลืมได้ เป็เสียงพื้นหลังที่คงที่ สม่ำเสมอ และเ็า เสียงแบบเดียวกับที่ทำให้ห้องทั้งห้องดูเหมือนยังมี “ระบบ” บางอย่างทำงานอยู่ แม้โลกภายนอกกำลังถูกฉีกออกเป็รหัสและความว่าง ขณะที่คนภายในห้องเซิร์ฟเวอร์ค่อย ๆ ทรุดลงกับกำแพง พื้น หรือซากเก้าอี้สำนักงานที่ลากมารวมกันอย่างเร่งรีบ เพื่อ่ชิงสิ่งที่มีค่าที่สุดในคืนแบบนี้เวลาไม่กี่นาทีที่พอจะปิดตาได้
แสงในห้องไม่แดงเหมือนในห้องสมุดอีกต่อไป
มันเป็แสงขาวเย็นจากหลอดสำรองเหนือเพดาน ผสมกับแสงสีเขียว น้ำเงิน และส้มที่กะพริบตามตู้เซิร์ฟเวอร์เรียงเป็แถว ทำให้ทุกใบหน้าดูซีดลง ดูอ่อนล้าลง และดูเหมือนถูกตัดขาดจากโลกเดิมมากขึ้นทีละน้อย ทรงกลมแสงสีขาวอมฟ้าที่ลอยอยู่กลางห้องยังคงปล่อยเส้นแสงบาง ๆ เชื่อมไปยังตู้โดยรอบอย่างเงียบงัน มันไม่ขยับ ไม่ส่งเสียง และไม่ก้าวร้าว แต่ไม่มีใครในห้องลืมได้เลยว่า “ความนิ่ง” ของมันนั่นเองคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
คาเอลยืนพิงผนังใกล้ประตูห้องเซิร์ฟเวอร์ ปืน C-14 ยังอยู่ในมือของเขา แม้เขาจะปล่อยน้ำหนักบางส่วนลงกับกำแพงแล้ว แต่ปลายนิ้วก็ยังไม่หลุดจากร่องจับของอาวุธ ผิวโลหะเย็นของมันแนบกับฝ่ามือเหมือนเครื่องเตือนสติว่าเขายังไม่มีสิทธิ์ผ่อนแรงจริง ๆ เปลือกตาของเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่สมองกลับยังตื่นผิดปกติ
หน้าต่างสถานะลอยอยู่เงียบ ๆ ตรงมุมสายตา
มันไม่ได้ขึ้นข้อความตลอดเวลาอีกแล้ว ราวกับระบบรู้ว่าเขาอยู่ใน่พักชั่วคราว และกำลังประหยัดการรบกวนให้น้อยที่สุด แต่ยิ่งมันเงียบเท่าไร คาเอลก็ยิ่งรู้สึกว่ามันกำลัง “รอ” อะไรบางอย่างอยู่เท่านั้น
มิเลียนั่งอยู่ไม่ไกลตรงข้ามประตู พิงตู้เหล็กใบหนึ่งไว้ ปืนลูกซองวางพาดต้นขา มือข้างหนึ่งยังจับที่ตัวปืนหลวม ๆ เหมือนพร้อมยกขึ้นยิงได้ในครึ่งวินาที เธอหลับตาอยู่ แต่คาเอลรู้ว่าเธอยังไม่หลับจริง จากจังหวะลมหายใจที่สม่ำเสมอเกินไปและกล้ามเนื้อปลายกรามที่ยังเกร็งเป็ระยะ
โวร่าอยู่มุมที่มืดที่สุดของห้องตามนิสัย เธอไม่ได้พิงผนังตรง ๆ แต่เลือกนั่งกึ่งยองในท่าที่ลุกขึ้นได้เร็วที่สุด มีดสองเล่มวางไขว้บนตัก และปืนยิงตะปูสั้นคาดหลังอย่างคนที่ไม่ไว้ใจแม้แต่วินาทีหลับของตัวเอง ใบหน้าของเธออยู่ครึ่งหนึ่งในเงา ทำให้ยากจะบอกว่าเธอพักอยู่จริงหรือเพียงแค่นิ่งพอจะหลอกคนอื่นได้
คืนนี้ไม่มีใครกล้าพูดเื่นอนยาว ทุกอย่างเป็เพียงการพักเป็รอบ ยี่สิบนาทีบ้าง สิบนาทีบ้าง ใครเฝ้า ใครหลับ สลับกันไปตามสภาพร่างกายมากกว่าตามแผนที่สมบูรณ์
แจ็กซ์กลับเป็คนที่พักยากที่สุด
เขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าแผงควบคุมตู้เซิร์ฟเวอร์หนึ่งที่เขาดึงพอร์ตข้อมูลบางส่วนออกมาพ่วงกับแท็บเล็ตเก่าและสายไฟชั่วคราวอย่างไม่เกรงใจความปลอดภัยของระบบแม้แต่น้อย ดวงตาเขาแดงจัดจากการไม่ได้นอน มือสั่นเล็ก ๆ แต่ยังขยับเร็วเพราะถูกขับด้วยความอยากรู้กับความกลัวในสัดส่วนที่สูสี
“นายควรพักผ่อนบ้างนะ” คาเอลพูดขึ้นในที่สุด
แจ็กซ์ไม่เงยหน้า
“สมองฉันเลือกกลไกป้องกันตัวเองด้วยการทำงานหนักขึ้น”
“ฟังดูเหมือนคนเป็โรคมากกว่านะ”
“โรคที่ช่วยให้เราไม่ตายตอนนี้ก็ถือว่าใช้ได้น่า”
คาเอลไม่เถียงต่อ เพราะส่วนหนึ่งของเขาเข้าใจดี หากต้องนั่งนิ่งเฉย ๆ ฟังเสียงพัดลม ฟังความเงียบของโลกที่กำลังพัง และปล่อยให้สมองมีพื้นที่คิดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นั้แ่ร้านวีอาร์จนถึงตอนนี้ บางทีเขาเองก็คงเลือกให้มือทำอะไรสักอย่างเหมือนกัน
บัลธาซาร์นั่งอยู่ข้างกลุ่มผู้รอดชีวิตด้านในสุด พนักพิงชั่วคราวของเขาคือกำแพงห้องด้านที่ห่างจากประตูที่สุด เขาหลับตาแต่ยังไม่หลับ รอบตัวมีผู้รอดชีวิตนอนกระจายกันเป็หย่อมเล็ก ๆ เด็กสองคนนอนซุกกับแม่ คนเจ็บถูกจัดให้อยู่ชิดผนังด้านใน และคนที่ยังมีแรงพอถูกแบ่งให้ผลัดกันเฝ้าตามมุมที่กำหนดไว้ บัลธาซาร์เหมือนแกนกลางที่เงียบและมั่นคงของพื้นที่นี้ แค่การที่เขานั่งอยู่ตรงนั้นก็พอทำให้ห้องทั้งห้องไม่แตกเป็เสี่ยงด้วยความตื่นตระหนก
ส่วนนิกซ์…
นิกซ์นั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ไม่ไกลจากคาเอล เขาไม่ได้ขอไปอยู่กับกลุ่มผู้รอดชีวิตด้านใน ไม่ได้ขอพื้นที่เงียบที่สุด หรือพื้นที่ปลอดภัยที่สุด เขาเลือกจุดที่ยังมองเห็นประตู เห็นคาเอล และเห็นทรงกลมแสงกลางห้องพร้อมกัน เหมือนเด็กหนุ่มเองก็ไม่แน่ใจว่าควรกลัวอะไรที่สุดระหว่างศัตรูข้างนอก สิ่งที่เรียกอยู่ในหัว หรือร่างกายของตัวเอง
แขนขวาของเขาลามเกล็ดขึ้นถึงไหล่เต็มตัวแล้ว สีคล้ำของมันดูเข้มขึ้นภายใต้แสงขาวเย็นในห้องเซิร์ฟเวอร์ ราวกับเงาที่จับตัวเป็รูปได้จริง เนื้อเยื่อตรงรอยต่อระหว่างผิวคนกับเกล็ดไม่ได้แตกฉีกออกอย่างที่ควรจะเป็ มันกลับเชื่อมต่อกันเนียนกว่าที่น่าจะสบายใจ เหมือนร่างกายเขาเองค่อย ๆ ยอมรับรูปแบบใหม่นี้ทีละน้อย
คาเอลไม่ชอบมองภาพนั้นนานนัก
ไม่ใช่เพราะรังเกียจ
แต่เพราะทุกครั้งที่มอง เขาจะนึกถึงคำว่า “ค่อย ๆ หายไป” อย่างช่วยไม่ได้
เสียงสัญญาณรบกวนเบา ๆ ดังขึ้นจากจอแท็บเล็ตของแจ็กซ์ ดึงสายตาคนที่ยังไม่หลับให้หันไปทางเดียวกัน เขาเลื่อนแว่นตาที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นปลายจมูกตามนิสัยเก่า ก่อนพึมพำกับข้อมูลบนจอ
“ฉันดึงอะไรบางอย่างออกมาได้”
มิเลียลืมตาทันที
“อะไร”
แจ็กซ์ทำหน้าเหมือนคนเจอห้องเก็บศพในบ้านตัวเอง
“ไฟล์เมือง…แต่ไม่ใช่เวอร์ชันที่คนปกติควรเห็น มันมีโครงสร้างพื้นที่ มีระดับการเรนเดอร์ มี…โหนดข้อมูลสำรอง แล้วก็…” เขาหยุดไปเสี้ยวหนึ่ง
“มีจุดที่ระบบมาร์กว่ากำลัง ‘ถูกเพาะ’”
ห้องทั้งห้องเงียบลงชัดเจน
คาเอลก้าวออกจากผนัง เดินไปหยุดข้างเขา “ถูกเพาะอะไร”
แจ็กซ์ขยายภาพบนหน้าจอ แผนผังสามมิติของเมืองในรูปแบบหยาบ ๆ ปรากฏขึ้นเป็เส้นสีขาว น้ำเงิน และแดงซ้อนกัน พื้นที่หลายจุดดับมืดไปแล้ว ส่วนที่ยังเรืองอยู่มีเส้นชีพจรข้อมูลไหลผ่านเหมือนเส้นเืของสิ่งมีชีวิต และลึกลงไปใต้เขตเหนือของเมือง มีจุดหนึ่งส่องสีม่วงคล้ำปนแดงอยู่ใต้ชั้นระบบอื่นทั้งหมด
“ตรงนี้” แจ็กซ์ชี้
“มันไม่ได้ถูกมาร์กว่าเป็สถานี พื้นที่ หรือระบบสาธารณูปโภคอะไรเลย มันขึ้นแค่คำว่า… ‘รังเริ่มต้น’ ”
นิกซ์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ทันทีที่ได้ยินคำนั้น เขาไม่ต้องมองหน้าจอด้วยซ้ำ สีหน้าของเขาขาวซีดลงอีก “มันอยู่ตรงนั้น” เขาพูดเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง “ที่ผมได้ยิน…มันอยู่ตรงนั้น”
หน้าต่างสถานะของคาเอลกะพริบขึ้นราวกับยืนยันข้อมูลซ้ำ
[ตรวจพบข้อมูลสอดคล้องกัน]
[แหล่งกำเนิดเสียงกระซิบของฝูง: มีความเป็ไปได้สูง]
[ตำแหน่ง: เขตเหนือ / ใต้ผิวเมือง]
[คำเตือน: ไม่สามารถประเมินระดับภัยคุกคามได้]
มิเลียลุกขึ้นนั่งตัวตรงเต็มที่
“แล้วมันห่างจากเรากี่เขต”
แจ็กซ์ไล่พิกัดบนจอ
“ถ้าใช้ถนนปกติ…ตอนนี้คำว่าปกติคงใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเทียบระยะตรง เราอยู่ห่างประมาณสามกิโลเมตรกว่า ผ่านเขตลบข้อมูลบางส่วน เขตเมืองที่ยังสู้กันอยู่ แล้วก็มีทางลงอุโมงค์สายส่งเก่า”
โวร่าเปิดตาเต็มที่ครั้งแรกในรอบพัก
“สามกิโลเมตร ในเมืองที่กำลังหายไป กับพลเรือนครึ่งห้อง”
ประโยคนั้นแทงปัญหาตรงที่สุด
บัลธาซาร์ลืมตาขึ้นช้า ๆ เขาไม่ได้พูดทันที แต่เมื่อพูด เสียงก็ยังสงบพอจะทำให้คนฟังไม่แตกสลายตามเนื้อหา
“เราจะพาทุกคนลงไปไม่ได้”
ไม่มีใครเถียง
เพราะนั่นคือความจริง
คนเจ็บ เด็ก และผู้ที่แทบเดินไม่ไหว ไม่มีทางตามไปในเส้นทางแบบนั้นได้
มิเลียหันไปมองกลุ่มผู้รอดชีวิตที่หลับบ้าง ตื่นบ้างอยู่ด้านใน แล้วกัดฟันแน่นเล็กน้อย
“ถ้าเราทิ้งพวกเขาไว้ที่นี่ แล้วรังยังปล่อยคลื่นมาเรื่อย ๆ ห้องนี้จะปลอดภัยได้อีกนานแค่ไหน”
แจ็กซ์ตอบด้วยสีหน้าหนักใจ
“ถ้าทรงกลมกลางห้องยังคงเสถียร มันอาจกันการบิดของพื้นที่ได้สักพัก แต่ฉันไม่รู้ว่ากี่ชั่วโมง แล้วฉันไม่รู้ว่าฝูงถ้ามาแบบจัดเต็มจะไหวไหม”
โวร่าพูดเรียบ
“แปลว่าเราต้องเลือก กลุ่มหนึ่งอยู่ กลุ่มหนึ่งไป”
ทุกคนมองคาเอล
อีกแล้ว
น้ำหนักนั้นตกลงมาบนบ่าเขาเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้หนักกว่า เพราะทางเลือกเริ่มมีหน้าตาของคนชัดขึ้น เขาเห็นเด็กที่หลับคอพับอยู่ข้างแม่ เห็นชายแก่ที่หายใจหวีดเบา ๆ เห็นหญิงสาวที่นิ้วมือยังพร่าเป็พิกเซลทีละน้อยแม้จะช้าลงเพราะอยู่ใกล้ทรงกลมเสถียร และเขาเห็นเพื่อนของตัวเองที่เหนื่อยล้าจนแทบยืนด้วยแรงใจมากกว่าแรงกาย
หน้าต่างสถานะขึ้นมาช้า ๆ เหมือนรู้ว่าข้อมูลชุดนี้หนัก
[พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวไม่เสถียร]
[ภารกิจหลัก: ค้นหาแหล่งกำเนิดเสียงกระซิบของฝูง]
[ข้อจำกัด: กลุ่มขนาดใหญ่มีความเสี่ยงสูง]
[คำแนะนำ: แบ่งกำลัง]
คำแนะนำนี้เป็เหตุผล
และคาเอลเกลียดที่มันสมเหตุสมผล
เขาหลับตาลงสั้น ๆ ก่อนพูด
“เราต้องแบ่งงานกัน”
มิเลียมองเขาไม่กะพริบ รอคำอธิบาย
“คนเจ็บ เด็ก และคนที่สู้ไม่ไหว อยู่ที่นี่” คาเอลพูดช้า ๆ
“บัลธาซาร์กับแจ็กซ์อยู่”
แจ็กซ์เงยหน้าทันที
“เดี๋ยวนะ ทำไมเป็ฉัน…”
“เพราะไม่มีใครอีกแล้วที่พอประคองระบบห้องนี้ได้” คาเอลตัดบท
“ถ้าทรงกลมตรงกลางดับ หรือห้องนี้เริ่มเสียเสถียร นายคือคนเดียวที่พอทำอะไรได้”
แจ็กซ์เงียบไป ก่อนหันมองทรงกลมแสงกลางห้องอีกครั้ง
“ถ้าฉันออกไป…ไม่มีใครรู้วิธีรีเซ็ตเสถียรภาพของมัน”
เขากลืนน้ำลาย
“แล้วถ้ามันดับ ห้องนี้อาจไม่ใช่ที่ปลอดภัยอีกต่อไป”
แจ็กซ์อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง ความขัดแย้งบนใบหน้าเขาชัดเจนมาก เขาไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ก็รู้ด้วยว่าคำพูดของคาเอลถูก
บัลธาซาร์พยักหน้าช้า ๆ
“ฉันจะอยู่ที่นี่”
“ฉันเองก็ออกไปไม่ได้” ชายชราพูดช้า ๆ
“พลังของฉันช่วยประคองการบิดเบือนในห้องนี้ได้เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าฉันไม่อยู่ ผู้รอดชีวิตที่นี่อาจรับผลกระทบก่อนพวกเ้าเสียอีก”
มิเลียพูดทันที
“งั้นฉันไปกับนาย”
มิเลียมองกลุ่มผู้รอดชีวิตด้านหลังอยู่ครู่หนึ่ง
“ถ้าต้นตอมันยังอยู่ ต่อให้เราป้องกันห้องนี้ได้ คืนพรุ่งนี้ก็จะมีคนต้องวิ่งหนีแบบเดิมอีก”
เธอหันกลับมาหาคาเอล
“ฉันไม่อยากเห็นแบบนั้นอีก”
โวร่าพ่นลมหายใจเบา ๆ อย่างไม่แปลกใจ
“ฉันก็ไป”
“ผมด้วย” นิกซ์พูดขึ้นมาจากอีกมุมทันที
ทุกคนหันไปมอง
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนโดยพยายามไม่ให้ใครเห็นว่าเขาต้องใช้แรงขนาดไหน แขนขวาที่ผิดรูปแนบลำตัว สีหน้าซีดแต่เด็ดขาด
“ถ้าจะลงไปหาต้นตอ ผมต้องไป” เขาพูด
“ถ้าสิ่งที่ผมได้ยินมันมาจากที่นั่น ผมอาจบอกทางได้…หรืออย่างน้อยก็รู้ก่อนว่ามันกำลังจะส่งอะไรมา”
มิเลียขมวดคิ้ว
“นายอยู่ในสภาพ…”
“ผมรู้ว่าผมอยู่ในสภาพไหน” นิกซ์ตัดบทเป็ครั้งแรก น้ำเสียงไม่ดัง แต่เต็มไปด้วยความเจ็บคม
“ก็เพราะผมรู้นี่แหละ ผมถึงรู้ว่าถ้าไม่ไปหาต้นตอมัน ตอนหลังผมอาจไม่เหลือสภาพให้เลือกอะไรได้แล้ว”
คำตอบนั้นทำให้ไม่มีใครพูดค้านได้ง่าย ๆ
คาเอลมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มที่เคยขี้อายที่สุดในกลุ่ม ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความกลัวเต็มตัว แต่ยังเลือกก้าวเข้าหาสิ่งที่น่ากลัวกว่าเดิม
“นายไป” คาเอลพูดในที่สุด
“แต่มีข้อแม้”
คาเอลมองนิกซ์ตรง ๆ
“ถ้าเมื่อไรนายเริ่มไม่ได้ยินเสียงพวกเรา แต่ได้ยินแค่เสียงของมัน นายต้องบอกทันที”
นิกซ์นิ่งไป ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“ถ้าฉันควบคุมตัวเองไม่ได้…”
เขาหยุดหายใจ่หนึ่ง
“อย่าลังเลที่จะหยุดฉัน”
โวร่าพยักหน้าเพียงครั้งเดียว
“เข้าใจ”
นิกซ์พยักหน้าเบา ๆ ราวกับใช้แรงทั้งหมดไปกับการยืนเฉย ๆ อยู่แล้ว
“งั้นสรุป” โวร่ากล่าว
“ทีมลงไปคือ คาเอล มิเลีย ฉัน นิกซ์”
มิเลียเติมทันที
“เบาที่สุด เร็วที่สุด ตัดสินใจง่ายสุด”
คาเอลส่ายหน้าเล็กน้อย
“เราไม่ได้ลงไปเพื่อสู้”
ทุกคนเงียบ ฟังเขาพูดต่อ
“หน้าที่แรกคือยืนยันต้นตอ”
“ถ้าทำลายได้ เราค่อยตัดสินใจ”
“แต่ถ้าทำไม่ได้ เราจะกลับมาพร้อมข้อมูล”
แจ็กซ์ทำหน้าเหมือนอยากค้านอีกครั้ง แต่สุดท้ายเพียงถามเสียงต่ำ
“แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างที่นี่”
คาเอลมองเขาตรง ๆ
“ป้องกันห้องนี้ไว้ให้ได้ให้นานที่สุด ดึงข้อมูลทุกอย่างจากระบบที่พอใช้ได้ ถ้าฝูงมา ให้พาคนลงตำแหน่งรับแคบ อย่าเปิดทางกว้าง”
แจ็กซ์สูดหายใจเข้าลึก แล้วพยักหน้าในที่สุด
“โอเค” เขาพูด
“ฉันจะไม่ปล่อยให้พวกที่อยู่ที่นี่ตายฟรี”
บัลธาซาร์เสริมเบา ๆ
“และฉันจะไม่ปล่อยให้ความกลัวกินพวกเขาเร็วกว่าฝูงพวกมัน”
คาเอลรับคำทั้งสองเงียบ ๆ
การตัดสินใจเป็รูปเป็ร่างขึ้นแล้ว แต่ความยากไม่ได้ลดลงเลย มันเพียงเปลี่ยนจากความคลุมเครือเป็รายละเอียด เขาต้องเลือกว่าจะพกอะไรไปได้บ้าง ต้องเหลืออะไรไว้ให้ห้องนี้ ต้องเสี่ยงใช้เส้นทางไหนในเมืองที่ยังถูกลบอยู่ทุกนาที และที่สำคัญ ต้องเดินออกจากห้องที่เพิ่งได้ชื่อว่า “ปลอดภัย” เพื่อไปหาสิ่งที่อาจทำให้ไม่มีใครกลับมาเลย
มิเลียเริ่มจัดของทันที เธอแยกะุลูกซองสำรองไว้ข้างปืนลูกซองของหน่วยรักษาการณ์ที่เก็บได้จากห้องด้านล่าง ก่อนเก็บที่เหลือใส่ซองติดตัวใหม่อย่างเป็ระเบียบ
“ถ้าฝูงบุกเข้ามา ใช้อันนี้” เธอบอกแจ็กซ์กับบัลธาซาร์สั้น ๆ
จากนั้นเธอตรวจมีดพก ขวดน้ำ และผ้าพันแผลสั้น ๆ ก่อนเดินไปคุกเข่าข้างเด็กคนหนึ่งที่ยังหลับอยู่ ปรับผ้าคลุมให้แน่นขึ้นโดยไม่พูดอะไร
โวร่าตรวจมีดทีละเล่ม สอดเล่มสำรองเข้าที่ข้อเท้า เอาปืนยิงตะปูสั้นกับหมุดเพิ่มใส่กระเป๋าคาดเอว แล้วหยิบเชือกไนลอนเส้นบางจากกล่องเครื่องมือของแจ็กซ์ติดมาด้วยโดยไม่ขออนุญาต
“เฮ้ ๆ” แจ็กซ์ร้องเบา ๆ
“นั่นของฉันนะพวก”
“ตอนนี้เป็ของทีม” โวร่าตอบ
“งั้นช่วยใช้ให้คุ้มด้วยล่ะ”
นิกซ์ไม่ได้มีอุปกรณ์อะไรจะเตรียมมากนัก เขาเพียงรับขวดน้ำ ผ้าพันแขน และมีดพกสั้นที่มิเลียโยนให้ ก่อนจะนั่งลงชั่วคราวเพื่อพันผ้าที่ข้อแขนขวาเหนือเกล็ดขึ้นไปอีกชั้นเหมือนอยากยืนยันว่ามันยังเป็แขนของเขาอยู่ แม้จะรู้ดีว่าผ้าบาง ๆ นั้นไม่อาจหยุดความเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย
คาเอลเดินไปหยุดตรงหน้าทรงกลมแสงกลางห้องอีกครั้ง
มันลอยอยู่นิ่ง ๆ เหมือนไม่สนใจดราม่าของมนุษย์รอบข้าง เส้นแสงที่เชื่อมจากมันไปยังตู้เซิร์ฟเวอร์ยังเต้นเป็จังหวะสม่ำเสมอคล้ายหลอดเื เขาจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหน้าต่างสถานะจะค่อย ๆ ขึ้นมาอีกครั้งอย่างเงียบงัน
[แกนข้อมูลเสถียรยังคงทำงาน]
[สามารถใช้เป็หลักยึดการกลับเส้นทาง]
[บันทึกพิกัดปัจจุบันหรือไม่]
คาเอลขมวดคิ้ว
“บันทึกพิกัดปัจจุบัน” หมายความว่ายังไง
เขาคิดถาม
ระบบตอบทันที
[เมื่อยืนยันพิกัด ระบบจะใช้ที่นี่เป็จุดอ้างอิงสำหรับการนำทางกลับ
หากโครงสร้างยังคงอยู่]
เขาเงียบไปชั่วอึดใจ
นี่อาจเป็สิ่งใกล้เคียงที่สุดกับคำว่า “บ้าน” ที่พวกเขามีอยู่ในตอนนี้
“ยืนยัน” เขาคิด
ทรงกลมแสงสว่างขึ้นนิดหนึ่ง เส้นแสงหลายเส้นกระเพื่อมพร้อมกัน ก่อนข้อความจะปรากฏขึ้น
[บันทึกพิกัดสำเร็จ]
[จุดอ้างอิงการกลับเส้นทาง: ห้องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์ข้อมูล]
แจ็กซ์เงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นทรงกลมเปลี่ยนสีเล็กน้อย “นายไปทำอะไรกับมัน”
“ตั้งจุดกลับ” คาเอลตอบ
“ดี” แจ็กซ์พยักหน้า
“ฉันชอบคำว่า ‘กลับ’ มากกว่าคำว่า ‘ไปตายซะ’”
มิเลียเดินกลับมาหยุดข้างคาเอลอีกครั้งหลังจัดของเสร็จ
“พร้อมเมื่อไร เราไป”
คาเอลมองทุกคนในห้องอีกครั้ง
แจ็กซ์ที่พยายามทำสีหน้าปกติทั้งที่ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล บัลธาซาร์ที่สงบจนน่าอัศจรรย์ ผู้รอดชีวิตซึ่งกำลังพยายามเชื่อว่าคนสี่คนจะเดินออกไปจัดการบางอย่างใต้เมืองได้จริง และทรงกลมแสงกลางห้องที่ตอนนี้กลายเป็หัวใจของฐานเล็ก ๆ แห่งนี้โดยสมบูรณ์
ความรู้สึกหนึ่งจุกอยู่ในอก ไม่ใช่ความกลัวอย่างเดียว หากเป็ความหนักของคำว่า “ไว้ข้างหลัง” เขาไม่ได้ชอบบทบาทนี้ ไม่เคยขอรับมัน และไม่ได้มั่นใจด้วยซ้ำว่าตัวเองเหมาะสม แต่ทุกครั้งที่มองหน้าคนพวกนี้ เขากลับรู้ว่าการลังเลนานไปอีกวินาทีคือการผลักภาระทั้งหมดให้คนอื่นแทน
เขาหันไปหาแจ็กซ์
“ให้ทุกคนพักเป็รอบ” เขาพูดก่อน
“ยี่สิบนาที ใครเฝ้า ใครหลับ สลับกัน”
แล้วเขาจึงพูดต่อ
“ถ้าเราช้าเกินสามชั่วโมง…”
แจ็กซ์ยกมือห้ามทันที
“หยุดเลย!! ไม่ต้องพูดต่อ ฉันเกลียดประโยคแบบนั้น”
“ฟังให้จบ”
แจ็กซ์เม้มปากแน่น แต่ก็พยักหน้า
“ถ้าเราช้าเกินสามชั่วโมง ให้ย้ายทุกคนลงชั้นล่างแล้วหาทางออกเอง อย่ารอ”
แจ็กซ์ส่ายหัวช้า ๆ
“ฉันจะรอนายจนกว่าจะรู้ว่ารอไม่ได้จริง ๆ”
คาเอลไม่เถียง เพราะเขารู้ว่าเพื่อนคนนี้จะทำอย่างนั้นจริง ต่อให้เขาพยายามสั่งก็เถอะ
บัลธาซาร์เอ่ยขึ้นเบา ๆ
“กลับมาก่อนที่รอยเชื่อมในหัวใจของห้องนี้จะดับ”
คาเอลพยักหน้าให้เขา
นิกซ์ยืนขึ้นเป็คนแรก เขาพยายามยืดหลังตรง แม้ไหล่ขวาจะเอียงผิดรูปไปแล้วเล็กน้อย ดวงตาเด็กหนุ่มยังมีความกลัวอยู่ชัด แต่ใต้ความกลัวนั้นกลับมีเส้นความแน่วแน่บาง ๆ ที่เมื่อก่อนอาจไม่มีใครนึกว่าเขาจะมี
โวร่าขยับประตูห้องออกเพียงพอให้มองทางเดินชั้นสองด้านนอก เงียบ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงกรีดของฝูง มีเพียงแสงฉุกเฉินสีขาวกะพริบตามจุดต่าง ๆ ของทางเดินที่เสียรูปไปบางส่วน และเงาสะท้อนจากกระจกซ้อนกันสามชั้นจนยากจะเชื่อสายตา
“ทางยังโล่ง” เธอรายงาน
“งั้นไป” มิเลียพูด
พวกเขาออกจากห้องเซิร์ฟเวอร์ทีละคน คาเอลเป็คนสุดท้าย ก่อนออก เขาหันกลับไปมองแจ็กซ์กับบัลธาซาร์อีกครั้ง คนหนึ่งยืนท่ามกลางสายไฟกับหน้าจอ อีกคนยืนท่ามกลางผู้รอดชีวิตเหมือนเสาหลักเงียบ ๆ ของห้อง
คาเอลไม่พูดอะไร เพราะคำพูดจะทำให้การจากไปครั้งนี้ “จริง” เกินไป
เขาเพียงพยักหน้า
แจ็กซ์ชูไขควงขึ้นแทนคำลา
บัลธาซาร์ยกมือแตะอกตนเองเบา ๆ
ประตูเหล็กเลื่อนปิดลงช้า ๆ ข้างหลังพวกเขา แล้วเสียงพัดลมของเซิร์ฟเวอร์ก็ถูกตัดออกเหลือเพียงความเงียบยาวของทางเดินชั้นสอง
โถงทางเดินภายนอกดูผิดรูปกว่าเดิมแล้ว
ผนังฝั่งซ้ายยืดยาวเกินจริง หน้าต่างด้านขวาบางบานมองออกไปไม่ใช่เมือง แต่เป็ความขาวว่างเปล่าที่กะพริบเหมือนยังไม่ถูกสร้าง แสงไฟเหนือหัวไหลผ่านสายไฟที่เห็นทะลุออกมาจากเพดานเป็่ ๆ ส่งกลิ่นไหม้จาง ๆ ลอยคละกับความเย็นแห้งของอาคารข้อมูล
คาเอลนำหน้าอีกครั้ง หน้าต่างสถานะลากเส้นทางสีฟ้าบาง ๆ ลงจากชั้นสองไปยังบันไดหนีไฟด้านเหนือ จากนั้นพาออกหลังอาคารไปยังซอยบริการเก่า ซึ่งน่าจะเป็ทางใกล้ที่สุดสู่โหนดอุโมงค์สายส่งที่แจ็กซ์บอก
[เส้นทางไปยังแหล่งกำเนิดเสียงกระซิบของฝูง: เริ่มต้น]
[สมาชิกในทีม: 4]
[สภาพโดยรวมของทีม: อ่อนล้า / พร้อมต่อสู้]
มิเลียเดินชิดด้านขวาของแถว ปืนลูกซองประทับต่ำแต่พร้อมยก เธอมองทุกประตูที่พวกเขาเดินผ่านราวกับคาดว่าเมื่อใดก็ตาม มันอาจเปิดออกเผยสิ่งที่ไม่ควรอยู่ข้างใน
โวร่าเดินเงียบกริบจนบางครั้งเหมือนหายไปจากมุมมอง เขารู้ว่าเธออยู่ใกล้ เพราะทุกครั้งที่ถึงมุมตัด เงาบางอย่างจะขยับไปถึงก่อนเสมอ
ส่วนนิกซ์เดินอยู่กึ่งกลางด้านหลังคาเอล ทุกก้าวของเขาเงียบเกินคนปกติ ความผิดรูปของร่างกายเริ่มเปลี่ยน “วิธีเคลื่อนไหว” เขาแล้ว แขนขวาห้อยต่ำ แต่เมื่อจำเป็ เขาจะขยับมันวูบเร็วผิดธรรมชาติ เสียงหายใจเองก็เริ่มต่ำและลึกขึ้น คล้ายมีโทนอีกชั้นปะปนอยู่ใต้เสียงมนุษย์เดิม
พวกเขาลงบันไดหนีไฟด้านเหนืออย่างระมัดระวังจนถึงชั้นล่างสุด ประตูเหล็กออกสู่ซอยบริการเปิดยากกว่าที่คิด คาเอลผลักครั้งหนึ่งไม่ขยับ มิเลียเข้ามาช่วยอีกแรง โครงบานส่งเสียงครูดแห้งก่อนยอมเปิดออกทีละน้อย
ข้างนอกไม่ใช่เมืองเหมือนลานก่อนหน้า
มันเป็เขตหลังอาคารที่ถูกทิ้งร้างอยู่แล้ว และตอนนี้ยิ่งดูเหมือนซากโลกหลังามากขึ้น ถังขยะเหล็กครึ่งหนึ่งหายไปเป็พิกเซล กำแพงคอนกรีตเป็โพรงขาวหลายจุด สายไฟห้อยลงมาเหมือนเถาวัลย์สีดำ และพื้นปูนถูกขุดเปิดเป็รอยแตกยาวคล้ายมีบางอย่างใหญ่กว่ารถบรรทุกเคยเลื้อยผ่านใต้ดินด้านล่าง
นิกซ์หยุดทันทีที่เท้าแตะพื้นซอย
“ทางนี้” เขากระซิบ โดยไม่ต้องรอให้ใครถาม
“มันชัดขึ้น”
“แหล่งเสียง?” คาเอลถาม
นิกซ์พยักหน้า
“ลึกลงไปในนั้น…มันใกล้ขึ้น”
พวกเขาเคลื่อนผ่านซอยแคบไปตามแนวรั้วเหล็กที่คดงอผิดรูป ถนนใหญ่ด้านหน้าอยู่ไม่ไกล เสียงห่าง ๆ ของเมืองพิกเซลยังลอยมาเป็พัก ทั้งเสียงร้องของคน เสียงพิกเซลแตก และเสียงฝูงกรีดประสานจากเขตอื่นที่มองไม่เห็น
เมื่อถึงหัวมุม โวร่าก็ยกมือขึ้นเป็สัญญาณหยุด
ทุกคนหยุดพร้อมกัน
เธอชี้ผ่านเงามุมตึกไปยังอีกฝั่งของถนน
มีรถหุ้มเกราะขนาดเล็กคันหนึ่งจอดค้างอยู่ครึ่งหนึ่งในโพรงลบข้อมูล อีกครึ่งยังอยู่ในโลกปกติ มันเป็รถของหน่วยรักษาการณ์ภาคสนามหรืออะไรสักอย่างจากเขตเมืองเดิม ประตูฝั่งคนขับเปิดค้างและมีคราบเืแห้งอยู่ที่ขอบโลหะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ใต้แสงกะพริบของป้ายฉุกเฉินบนหลังคารถ พวกเขาเห็นฝาท่อบริการขนาดใหญ่ที่ถูกงัดเปิดแง้มอยู่ตรงกลางถนน
นิกซ์หน้าซีดลงทันที
“ข้างล่างนั่น”
มิเลียหรี่ตา
“นายแน่ใจ?”
“มันเหมือน…กลิ่นเดียวกันทั้งหมดรวมอยู่ตรงนั้น”
คาเอลมองฝาท่อเหล็กบิดงอนั้น แล้วหน้าต่างสถานะก็ยืนยันอย่างเยือกเย็น
[ตรวจพบทางลงสู่โครงข่ายใต้ดิน]
[ระดับความสอดคล้องกับสัญญาณรัง: สูง]
[คำเตือน: หลังจากนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก]
คาเอลเลื่อนสายตาไปบนตัวรถหุ้มเกราะอีกครั้ง ปืนติดรถขนาดสั้นยังอยู่ บางทีอาจใช้ได้ บางทีอาจมีอุปกรณ์อื่นในรถที่ช่วยพวกเขาได้บ้าง
โวร่ามองรถอยู่ครู่หนึ่ง
“รถคันนั้นผิดปกติ”
“ฉันจะเข้าไปดูก่อน”
“ฉันไปด้วย” คาเอลพูด
โวร่าชำเลืองมองเขา แต่ไม่ได้ค้าน
นิกซ์ตัวเกร็ง
“เดี๋ยว…”
ทุกคนหยุดหันมาหาเขาอีกครั้ง เด็กหนุ่มหอบลึก ดวงตาเขาเบิกกว้างจนเห็นเส้นเืบาง ๆ ชัดเจน
“มีอะไรอยู่ในนั้น” เขาพูดเสียงแหบ
“ไม่ใช่ข้างล่าง…อยู่ในรถ”
ความเย็นวาบไหลผ่านแขนของคาเอล เขายกปืนขึ้นทันทีโดยไม่สั่งตัวเอง มิเลียเปลี่ยนมาถือปืนลูกซองในท่ายิงเต็ม โวร่าขยับแยกมุมด้านข้าง ส่วนหน้าต่างสถานะของคาเอลก็ปรากฏขึ้นชัดเจนกว่าเดิม
[ตรวจพบสัญญาณชีพผิดปกติ]
[ตำแหน่ง: ยานพาหนะด้านหน้า]
[ระดับภัยคุกคาม: ไม่ทราบ]
[คำแนะนำ: ระวังการลวง]
ลมพัดผ่านซากเมืองอย่างแ่เบา
ป้ายฉุกเฉินบนหลังคารถกะพริบ
แดง… ดับ
แดง… ดับ
แล้วจากช่องประตูฝั่งคนขับที่เปิดค้างอยู่ ก็มีบางอย่างค่อย ๆ ขยับออกมา
มือ
หรืออย่างน้อยก็ดูเหมือนมืุ์ในแสงแรก
แต่มันยาวเกินไป
ปลายนิ้วเรียวผิดสัดส่วนและงอช้า ๆ เหมือนกำลังเรียนรู้การจับพื้น หลังจากนั้น ศีรษะของสิ่งนั้นก็โผล่ออกมาช้า ๆ จากเงาดำในรถ ใบหน้าเกือบเป็คน เกือบมากพอให้สมองเผลอยอมรับ แต่ส่วนที่เหลือกลับเหมือนถูกดึง ละลาย แล้วประกอบใหม่ไม่เสร็จ ตาข้างหนึ่งมีแสงสว่างสีขาวขุ่นแทนลูกตา อีกข้างเป็เบ้าลึกไร้รายละเอียด ขากรรไกรบิดไม่สมส่วนแต่ยังยิ้มได้
และเมื่อมันอ้าปาก เสียงที่หลุดออกมากลับเป็เสียงมนุษย์ชัดเจน
“ในที่สุด…ก็ลงมาหาฉันแล้ว”
คาเอลไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน
แต่บางอย่างในระบบของเขากลับสะท้อนตอบทันที
หน้าต่างสถานะสั่นอย่างรุนแรง
[ตรวจพบผู้เฝ้าทางลง]
[สถานะ: ศัตรูพิเศษ]
[ชื่อชั่วคราว: ผู้เฝ้าปากรัง]
นิกซ์ถอยหลังหนึ่งก้าว ร่างทั้งร่างสั่นจนแทบยืนไม่อยู่
“มันรู้จักผม…”
สิ่งนั้นยิ้มกว้างขึ้น รอยแยกของปากขยายเกือบถึงใบหู
“แน่นอน” มันพูดช้า ๆ
“ลูกของฝูง…ย่อมได้กลิ่นบ้าน”
ลมในซอยเย็นลงทันที
คาเอลยก C-14 ขึ้นประทับบ่าอย่างนิ่งกว่าที่เขารู้สึกจริง มิเลียขยับเข้ามาใกล้ข้างซ้าย โวร่าแยกมุมทางขวา นิกซ์ยังยืนอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าราวถูกฉีกค้างอยู่ระหว่างหนีกับเข้าไปหา
ข้างใต้พื้นถนน ฝาท่อที่เปิดแง้มอยู่นั้นมีเสียงต่ำ ๆ ดังขึ้นมา
เหมือนทั้งเมืองกำลังหายใจจากข้างล่าง
และคาเอลก็รู้ทันทีว่า หลังจากนี้ พวกเขาจะไม่ได้แค่ “ตามหา” รังอีกแล้ว
พวกเขาเจอประตูมันเข้าแล้ว