หลินอี้ฝานพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความทรงจำของเ้าของร่างเดิม แต่ชิ้นส่วนเ่าั้ไม่ต่างกับเศษกระจกที่แตกเป็เสี่ยงๆ เมื่อััไปโดนความปวดร้าวพลันแล่นขึ้นไปยังโสตประสาทเล่นเอาเขาต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะ เื่ราวที่พอจำได้คร่าวๆ จึงมีอยู่น้อยนิดและไม่ประติดประต่อกัน
ในวัยเด็กร่างเดิมอ่อนแอ ป่วยง่าย ด้วยความที่ผู้นำตระกูลหลินมีปัญหาด้านสุขภาพทำให้มีบุตรยาก แม้จะแต่งภรรยาเอกใช้ชีวิตคู่กันมานานหลายปีแต่กลับไม่มีท่าทีว่าภรรยาคนดีจะมีบุตร ฮูหยินผู้เฒ่าหลินเกิดร้อนใจจึงจัดหาอนุภรรยามาเพิ่มให้บุตรชายอีกสองสามคน
คาดหวังให้ตนเองได้อุ้มหลานชายตัวน้อยโดยเร็ว แต่แล้วฮูหยินผู้เฒ่าหลินกลับต้องผิดหวังเพราะหลานคนแรกที่เกิดมาดันเป็เด็กผู้หญิง หลานคนต่อๆ มาเองก็เช่นกัน แม่เฒ่าสกูลหลินท้อใจจนเกิดล้มป่วย…
ฝ่ายของ ซูลู่เสียน ผู้เป็ภรรยาเอกเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน หากว่านางมิได้มาจากสกุลซู ตระกูลพ่อค้าที่มีความมั่งคั่งนางคงโดนแม่สามีกดขี่จนจมธรณีเป็แน่ หลินฟูเหรินเดินทางไปจุดธูปไหว้พระขอบุตรอยู่หลายหนจนในที่สุดนางก็ตั้งครรภ์ได้สำเร็จ ทั้งยังเป็ครรภ์คู่แฝดัหงส์ เื่นี้ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าปลื้มใจเป็อย่างมาก
แน่นอนว่ามีเื่ราวดีๆ ก็มักจะมีเื่ร้ายเข้ามาเช่นกัน เหล่าอนุทั้งหลายเมื่อรู้ว่าภรรยาเอกตั้งครรภ์ ตำแหน่งของพวกนางก็เริ่มสั่นคลอน พวกนางที่ไม่มีความสามารถในการคลอดหลานชายให้แก่ฮูหยินผู้เฒ่าต่างกลัวว่าสักวันตนอาจถูกขับออกจากจวน จึงวางแผนการต่างๆ เพื่อให้ผู้เป็ภรรยาเอกแท้งครรภ์ครั้งนี้ให้ได้
แต่มีหรือที่แม่เฒ่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานจะไม่รู้ทันแผนชั่วของพวกนาง ทั้งจัดหาหมอมาดูแลอย่างใกล้ชิด มีบ่าวรับใช้เต็มเรือน รวมถึงองครักษ์ฝีมือดีอีกหลายนาย ทำให้เหล่าอนุทั้งหลายไม่มีโอกาสได้ลงมือ
กระนั้นการคลอดลูกแฝดก็มีอันตรายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เด็กทั้งคู่คลอดก่อนกำหนดด้วยอายุครรภ์เพียงเจ็ดเดือนกว่าๆ เท่านั้นเอง ฝาแฝดคนพี่เป็เด็กผู้หญิงคลอดออกมาก็ร้องไห้จ้า ร่างกายแข็งแรงดีมีนามว่า หลินอี้หยาง แตกต่างจากฝาแฝดคนน้องนามของเขาคือ หลินอี้ฝาน เด็กชายตัวเล็กจ้อย แม้แต่หมอตำแยกับเหล่าหมอประจำจวนยังหวาดหวั่นวิตกว่าเด็กคนนี้อาจจะไม่รอด นับั้แ่คลอดออกมาเขาไม่ส่งเสียงร้องใดๆ เลยสักแอะ
หลินอี้ฝานถูกประคบประหงมเลี้ยงดูมาเป็อย่างดี พอเติบโตมาจนอายุสองขวบครึ่ง คุณชายน้อยมักจะมีอาการป่วยง่าย ป่วยติดต่อกันเป็เวลานาน ทั้งบิดาและท่านย่าต่างสรรหาหมอเก่งๆ ทั่วทั้งแคว้นเพื่อมารักษา แต่หมอทุกคนกลับพูดเป็เสียงเดียวกันว่าเขาจะอยู่ได้ไม่เกินสิบปี พอได้ยินแบบนั้นท่านย่าผู้เห็นหลานชายเป็ดั่งดวงใจ แข้งขาอ่อนแรงจนเป็ลมล้มพับ
ซูลู่เสียนผู้เป็มารดาร่ำไห้ไม่เว้นวัน นางจึงเดินทางไปกราบพระ ณ วัดเดิมที่เคยไปขอบุตร และได้พบกับนักพจน์พเนจรโดยบังเอิญ นักบวชชราเห็นสีหน้าฮูหยินท่านนี้ระทมทุกข์ยิ่งนัก จึงให้คำแนะนำไปว่า
‘หากอุบาสิกาอยากให้บุตรมีชีวิตราบรื่นให้ทำการสลับหยิน-หยาง ั้แ่ฟ้าส่างยันอาทิตย์อัสดง จำต้องเลี้ยงดูบุตรชายให้เป็ดั่งบุตรสาว และให้เลี้ยงบุตรสาวเฉกเช่นบุตรชาย จนอายุครบสิบสองหนาวบุตรของท่านจึงจะแคล้วคลาดปลอดภัย’
พอหลินฮูหยินกลับมาถึงจวนจึงรีบเข้าไปปรึกษาเื่นี้กับฮูหยินผู้เฒ่า และแม่เฒ่าไม่มีการตรึกตรองใดๆ ออกคำสั่งเปลี่ยนจวนสกุลหลินไปแบบพลิกผืนฟ้าพลิกแผ่นดิน อี้ฝานวัยสองขวบถูกมารดาจับแต่งกายด้วยชุดสตรี และเลี้ยงดูสอนมาดั่งเช่นคุณหนูสูงศักดิ์ จ้างอาจารย์ส่วนตัวมาฝึกสอนที่เรือน ทั้งงานเย็บปักถักร้อย ดนตรี การจัดดอกไม้ พิธีชงชา และกิริยามารยาทแบบคุณหนูลูกผู้ดี
ส่วนฝาแฝดผู้พี่ก็ให้แต่งกายแบบบุรุษเพศ ร่ำเรียนปรัชญา อ่าน-เขียน ท่องบทกวี คัดอักษร การคำนวณ ขับดนตรี ขี่ม้า ยิงธนู รวมไปถึงศิลปะการต่อสู้ กระทั่งชื่อแซ่ยังให้ใช้สลับกัน
นับั้แ่นั้นเป็ต้นมาคุณชายน้อยไม่เจ็บไข้อีกเลย เติบโตมาเป็เด็กร่าเริง สดใส และเป็ที่รักของทุกคนในจวน ส่วนหลินอี้หยางในวัยหกขวบได้เข้าสำนักศึกษาในวังกับพวกคุณชายตระกูลใหญ่รวมถึงบรรดาราชวงศ์ จนได้พบรักกับรัชทายาทในตอนนั้นเอง
่กลางวันเด็กทั้งสองคนจะถูกจับแยกให้ใช้ชีวิตคนละแบบราวกับคนแปลกหน้า แต่พอตกกลางคืนเด็กทั้งคู่มักแสดงออกถึงความสนิทสนม แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาให้แก่กัน บางครั้งหากเหล่าพี่สาวลูกอนุในจวนมาหาเื่กลั่นแกล้ง ใครคนใดคนหนึ่ง อีกฝ่ายจะหาทางเอาคืน มิยอมให้คนของตนถูกรังแก จนบางครั้งมารดาผู้ให้กำเนิดเกิดความสงสัยว่าลูกแฝดของตนสามารถสื่อจิตถึงกันได้
ต่อมาในวันเกิดอายุครบสิบสองปี ตระกูลหลินได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โตรวมถึงประกาศแต่งตั้ง หลินอี้ฝาน ให้เป็ซี่อจื่อ ทายาทผู้สืบทอดตระกูลหลินรุ่นถัดไป ในเวลาเดียวกันนั่นเองบรรดาแขกที่มาร่วมงานถึงกับตกตะลึง เมื่อได้เห็นเด็กหนุ่มเ้าของใบหน้างามไร้ที่ติ ผิวพรรณผุดผ่อง ดวงตากลมโตฉายแววความเฉลียวฉลาด ท่าทางสง่างาม แสดงถึงความมั่นใจและภูมิฐาน แต่ไม่ดูเย่อหยิ่งจนเกินไป ตรงตามแบบฉบับของคุณชายผู้เป็ทายาทของตระกูลบัณฑิตอย่างแท้จริง
……….
หลินอี้ฝานในวัยสิบห้าปี สำหรับยุคสมัยนี้ถือว่าเติบโตเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว สามารถแต่งงาน สร้างครอบครัวได้ แม้จะเป็ เกอ ‘บุรุษที่สามารถมีบุตรได้’ แต่ท่านหลิงกงผู้เป็บิดากลับไม่เคยรับรู้เื่นี้มาก่อน ทั้งยังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้บุตรมีหลานชายตัวอวบอ้วนโดยเร็ว วันๆ คิดแต่จะหาลูกสะใภ้ให้เขา แต่ลูกรักกลับไม่ให้ความร่วมมือ ถึงกระนั้นนายท่านหลิงกงยังคงพยายามอย่างไม่ลดละ
ต่อมาส่งสาวใช้อุ่นเตียงมาให้ เอาตำราสารพัดวิธีมีบุตรมาให้อ่าน พยายามยัดเยียดเื่การสร้างทายาทให้แก่ลูกชาย รวมไปถึงการซื้อทาสสาวหน้าตาดีมาคอยบรนิบัตบอกกับแม่นางทั้งหลายว่า หากผู้ใดมีหลานชายให้ข้า ผู้นั้นจะได้รับค่าตอบแทนอย่างงาม
กระนั้นแล้ววิธีนี้ก็ไม่ได้ผล หลินอี้ฝานหาทางเอาตัวรอดได้ตลอดมา นายท่านหลินกงจึงลองเปลี่ยนวิธีใหม่สั่งบ่าวในจวนหลินให้ไปกว้านซื้อเกอ เพราะเข้าใจผิด คิดว่าลูกชายชื่นชอบบุรุษเพศเลยไม่สนใจหญิงสาวเ่าั้
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อข้ารับใช้สาวที่คอยดูแลนายน้อยมาั้แ่เล็ก คิดจะปีนเตียง เพราะหวังสูง นางไม่อยากเป็เพียงหญิงรับใช้ อยากเป็อนุภรรยาของซื่อจื่อ เพื่อจะได้สุขสบายในภายภาคหน้า ในคืนนั้นเอง หลินอี้ฝานโดนพี่เลี้ยงวางยานอนหลับ แต่เขาไหวตัวทันและลงมือสังหารนาง
นับั้แ่นั้นเป็ต้นมาซื่อจือแห่งจวนหลินกลายเป็คนอารมณ์ร้าย ขี้โมโห หากมีหญิงรับใช้เดินผ่านตาจะเรียกพวกนางเข้าไปทุบตี แม้ไม่มีความผิดใดๆ ก็ตาม กระทั่งแม่ผู้ให้กำเนิดก็ไม่ยอมพบหน้า ตัวบิดาก็ไม่ยอมพบเจอ เว้นเพียงพี่สาวฝาแฝด หลินอี้หยาง คนเดียวเท่านั้นที่สามารถอยู่คุยเล่นกับเขาได้
แท้จริงแล้วใครเลยจะรู้ ว่าทั้งหมดนั้นเป็เพียงการแสดงแกล้งบ้า ปนขุ่นเคืองไม่ไว้ใจผู้คน และทำไปเพื่อให้ตนเองหลุดจากวังวนของการกลายเป็เครื่องมือผลิตทายาท จนถึงตอนนี้บ่าวรับใช้ในเรือนของเขาจึงมีแต่บ่าวที่เป็ขันทีเท่านั้น เื่นี้ทำให้ท่านหลินกงช้ำใจยิ่งนัก
………….
หลินอี้ฝานรู้สึกถึงความยุ่งเหยิง ไม่เข้าใจว่าตัวเขาสวมบทบาท เป็ตัวอะไรกันแน่ ในโลกมิติอันซับซ้อนใบนี้!? ร่างกายเป็ผู้ชาย แต่มีลูกได้งั้นหรอ? แปลกพิลึกแฮะ เขารู้สึกอับจนหนทาง จนต้องร้องขอกับระบบ
“คุณมีตัวช่วยอะไรให้ผมบ้างไหม? อย่างเช่นสูตรโกงอะไรทำนองนี้"
[แน่นอน!!] จากนั้นหน้าต่างแสดงสกิลก็โชว์ขึ้นมาให้เห็น
*[ ทักษะส่วนตัว ]*
ความบ้าคลั่ง เลเวล1 : การใช้ทักษะนี้จะทำให้ผู้ที่ได้จ้องตากับคุณเกิน 3 วินาที รู้สึกหวาดกลัวตัวสั่น
เอิ่ม... แล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์ยังไงล่ะเนี่ย?
ตีสองหน้า เลเวล1 : การใช้ทักษะนี้จะช่วยให้คุณสามารถพูดจากลับขาวเป็ดำได้อย่างไหลลื่น
ไอ้สกิลแบบนี้มันจะใช้ได้จริงเหรอ?
วาจาสามหาว เลเวล1 : การใช้ทักษะนี้จะช่วยสร้างศัตรูให้กับคุณได้โดยง่าย (*ขอแนะนำว่าอย่าเปิดใช้งานจะดีกว่า)
แล้วจะมีไว้เพื่อไรฟ่ะ!!
ไร้ยางอาย เลเวล1: การใช้ทักษะนี้จะทำให้คุณอยู่เหนือผู้คนทั้งหมดได้โดยง่าย
แน่ล่ะ สำหรับคนบางประเภทมันอาจจะมีประโยชน์ แต่คนหน้าบางอย่างผม ทักษะนี้มันโคตรไร้ประโยชน์ของแท้เลย!!
**********
หลินอี้ฝาน “ขออะไรที่มันพอจะใช้งานได้ดีกว่านี้บ้างได้ไหม?”
[ขออภัย ขอแจ้งให้ทราบว่าทักษะพื้นฐานเหล่านี้เป็ของร่างเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว ระบบไม่สามารถแทรกแซงได้]
หลินอี้ฝานสีหน้าดำทะมึน พลางเอนกายลงนอน สูดหายใจเข้าลึกๆ ข่มความโกรธให้สงบลง คิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
"นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย!" บ่นกับตัวเองด้วยความหงุดหงิด
"ฉันแค่อยากจะพักผ่อนบ้าง ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!"
[ระบบตรวจพบว่าร่างกายของโฮสต์กำลังอ่อนแอ ถือเป็่เวลาที่เหมาะสมแก่การพักผ่อน]
หลินอี้ฝานสบถด่าออกมาทันที
“พักผ่อนกับบิดานายสิ นี่มันเรียกว่าพักฟื้นต่างหากโว้ย!!”
.............
อีกฟากหนึ่งสุดปลายฟ้า ห่างไกลออกไปพันลี้ จดหมายด่วนถูกส่งมาจากเมืองหลวงถึงมือผู้รับที่อยู่ชายแดน ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อได้สัดส่วน ผิวสีแทนบ่มแดดและหยาดเหงือที่เกิดจากการฝึกกำลัง แฝงไว้ด้วยความลึกลับดึงดูดสายตาของเหล่าทหาร ต่างจับจ้องไปที่รองแม่ทัพ ชายหนุ่มรูปงามผู้เปี่ยมไปด้วยความทรงพลังและน่าเกรงขาม
เ้าของใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีนิลขยับไหววูบ ฉายแววประหลาดใจอย่างคาดไม่ถึง ตัวเขาห่างจากเมืองหลวงมาเพียงไม่กี่เดือน แต่กลับเกิดเื่มากมายกับคนทางโน้น ทำเอาเืในอกของชายหนุ่มพุ่งพล่าน ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขาโดนกลั่นแกล้ง กระทั่งภรรยาผู้เป็ที่รักล้มป่วยไร้หนทางรักษา และต่อมาเมื่อเขาฟื้นคืนกลับมีพฤติกรรมที่ต่างไปจากเดิมสิ้นเชิง
คิ้วหนาได้รูปขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความฉงน เขาพับเก็บจดหมายเข้าอกเสื้อแล้วสั่งการกับคนสนิทว่า
"ดูแลคนของข้าให้ดี จัดการธุระทางนี้เสร็จแล้วข้าจะรีบกลับไป"