เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

    บทที่ 4 พิธีกรรมอุบาทว์ (100%)

            โครมมมม!!

            เสียงก้นกระแทกพื้นของพรีเซ็นเตอร์โรงงานเจลดังแทรกขึ้นกลางวง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครสนใจหมอนั่น

            "ข้าวเช้ามาแล้วใครยังไม่ถึงเวลากินก็ทำงานไป!" ใครคนหนึ่งที่ผมจดจำได้เป็นอย่างดีเปิดประตูเข้ามาในห้อง พร้อมข้าวกล่องถุงใหญ่และคำพูดที่ทำให้บรรดาคนที่ลุกขึ้นมายืนสุมหัวกันวิจารณ์เรื่องของผมแยกย้ายกลับไปนั่งตรงที่เดิมของตัวเองได้

            "เอ้า! ของนาย"คนคนนั้นส่งถุงหิ้วใบใหญ่ในมืออีกข้างให้ผมแต่นั่นเองที่ทำให้เสียงโวยวายที่พึ่งเงียบไปดังขึ้นมาอีกรอบ

            "อ้าว! เฮ้ย!ทำไมไอ้ตองเก้ามันได้ถุงใหญ่กว่าเพื่อนวะ แบบนี้มันต้องเอามาแบ่งให้เท่ากันดิใช่ไหมวะพวกเรา" แกนนำการประท้วงลุกขึ้นปลุกระดม ใช่...เขาคือคนที่คุณก็รู้ว่าใคร แต่ไม่ทันที่ผมหรือตาแก่จะได้จัดการอะไร

            โครมมมม!!

            เสียงโหวกเหวกโวยวายเปลี่ยนเป็นเสียงเหมาโต๊ะเก้าอี้รอบนี้ไม่ใช่พรีเซ็นเตอร์โรงงานเจลแต่เป็นตัวก่อเรื่องที่ตั้งท่าจะแย่งข้าวเช้าของผมไปแบ่งสรรปันส่วนแต่ถูกคนซื้อข้าวถีบลงไปนอนกับพื้น

            "เดี๋ยวนี้มึงกล้าถีบเพื่อนแล้วเหรอไอ้ปันผลมึงเอาไอ้ตองเก้าเป็นไอดอลรึไง!!"หมอนั่นเบนเข็มไปหาเรื่องเจ้าของรอยรองเท้าผ้าใบดำๆ บนเสื้อ

            "กูเคยบอกแล้วใช่ไหมว่ามึงจะทำอะไรก็ได้แต่อย่ามาทำให้กู... เดือดร้อน" อีกฝ่ายตอบกลับเสียงเย็นข้างในแววตาไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทั้งหมดที่นายปันผลแสดงออกกลับทำให้คนเกือบทั้งห้องเงียบกริบ

            ...ยกเว้นคนคนนึง

            "ใครหิวตีนก็แล้วแต่ส่วนผมหิวข้าว" นายหัวเจลเดินผ่ากลางวงมาล้วงข้าวกล่องในถุงพลาสติกและไม่ใช่แค่นั้น...

            "ขอเบิกเก้าอี้ตัวนึงด้วยนะตัวเก่ามันทนความหล่อคนนั่งไม่ไหวแล้ว" คำโกหกหน้าเป็นของคนทำขาเก้าอี้หักทำเอาผมอดยิ้มมุมปากไม่ได้

            "เดือนนี้ 4 ตัวแล้วไม่ใช่หรือไงไม่รับปากว่าจะได้หรอกนะ"

            เสียงถอนหายใจของคนเบิกเก้าอี้ซึ่งเป็นคนเดียวกับคนซื้อข้าวและคนขับรถไปรับผมที่โรงพยาบาลฟังดูอิดหนาระอาใจอย่างชัดเจน

            "งั้นเบิกโต๊ะมานั่งก็ได้ไม่ถือ"

            ยิ่งได้ยินคำตอบประโยคถัดไปเสียงถอนหายใจก็ยิ่งดังขึ้นและยาวขึ้น

            "ผมจะจัดการให้" คำพูดประโยคนั้นเรียกทุกคนในห้องให้เบนสายตากลับมาที่ผม

            "จริงดิ ขอบใจนะงั้นขอเบิกเก้าอี้ละกัน โต๊ะมันนั่งยาก" นายหัวเจลฉีกยิ้มโชว์ฟันสามสิบสองซี่พร้อมกับตบบ่าขอบอกขอบใจผม ด้วยน้ำหนักมือที่ทำให้ผม... แปลกใจ

            "โอ้โห! ใหญ่โตจริงๆ เว้ยเอ็งตกกระป๋องแล้วว่ะไอ้ปันผล เสียใจด้วยนะเพื่อน" คนถูกถีบลุกขึ้นตั้งหลักปัดเนื้อปัดตัว ก่อนจะฉวยจังหวะที่มั่นใจว่าไม่มีใครเห็น พุ่งหมัดใส่ผม

            พลั่ก!!

            โครมมมม!!

            ผมยืนมองประวัติศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นซ้ำรอยเพียงแต่รอบนี้คนที่ทำให้หมอนั่นลงไปนอนกองกับพื้น... ไม่ใช่ผู้ชายที่ชื่อปันผลและไม่ใช่ผม

            "นี่มึงกล้าถีบกูเหร... อไอ้สม!!" คนถูกถีบยันตัวขึ้นชี้หน้าพรีเซ็นเตอร์โรงงานเจล เจ้าของรอยรองเท้าบนเสื้อยืดคนล่าสุด

            "โทษทีครับพี่ผมกลัวไม่ได้เก้าอี้ เลิกแล้วต่อกันไหมครับ ไม่งั้นพี่จะได้ไปนอนโรงบาล"หมอนั่นยกเท้าขึ้นเตรียมซ้ำ แต่ด้วยท่าทางทีเล่นทีจริงจนไม่รู้ว่าพูดจริงหรือพูดเล่น

            "นอนโรงบาลก็ดีสิวะออกมากูจะได้เป็นคนโปรดนายเหมือนไอ้ตองเก้า"คนคนนั้นหัวเราะปิดท้ายประโยคได้ไม่ถึง 2 วิ สันแข้งก็ลอยมากระแทกหน้าจนภาพตัดล้มทั้งยืนลงไปฟาดโต๊ะ โดยที่ผมกับนายปันผลไม่ได้ทำอะไรเหมือนเดิม

            "เฮ้ย! คอมเกือบล้มแล้วเนี่ยทำอะไรระวังๆ หน่อยดิ เดี๋ยวก็ซวยกันหมดหรอก"ใครคนหนึ่งที่พึ่งตะครุบจอคอมโงนเงนบ่นเป็นหมีกินผึ้งไม่มีใครสนใจคนที่กำลังนอนหมดสติอยู่กับพื้น เสมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่

            "ทำอะไรไว้จัดการให้เรียบร้อยด้วย อย่าให้เดือดร้อนคนอื่น" คนซื้อข้าวพูดขึ้นหน้านิ่งตรงข้ามกับคนก่อเรื่องคนใหม่ที่ดูจะกระตือรือร้นและสนุกสนานกับเรื่องต่อไปที่ตัวเองต้องจัดการ

            "ครับๆผมจะเก็บงานให้เนี้ยบ" ว่าแล้วหมอนั่นก็ลากคนหมดสติออกไปจากห้องท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆ ที่ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ เพราะเมื่อไม่มีแกนนำปากมากก็ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตผมอีก

            "ไปกินข้าว จะได้มาทำงาน"นายปันผลหันมาพูดกับผม พร้อมกับวางถุงข้าวกล่องลงบนโต๊ะก่อนจะหยิบกล่องข้าวของตัวเอง เดินไปนั่งที่โต๊ะว่างตรงมุมห้อง โดยไม่รอฟังคำตอบ

            "ผมไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว"ผมเดินตามมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม และพูดในสิ่งที่ทำให้สีหน้าไร้อารมณ์เปลี่ยนไป

            "นายหมายความว่ายังไง?"คนตรงหน้าชะงักช้อนพลาสติกในมือ พลางขมวดคิ้วถาม

            "นับจากนี้ผมคือหุ้นส่วนไม่ใช่พนักงาน" ผมละสายตาจากข้าวต้มเครื่องร้อยแปดอย่างขึ้นมาจ้องหน้าฝ่ายตรงข้าม เพราะอยากรู้ปฏิกิริยา

            "นายเป็นใครกันแน่?" คำถามนั้นบ่งบอกว่าคนถามฉลาดพอที่จะไม่มองคำพูดของผมเป็นแค่เรื่องโกหกในวันธรรมดา

            "ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตองเก้า"

            นั่นไม่ใช่คำตอบของผมแต่เป็นคำตอบของนายหัวเจลที่พึ่งเดินถือกล่องข้าวยิ้มร่าเข้ามานั่งข้างนายปันผลและเช่นเคยที่ท่าทางทีเล่นทีจริงนั้น ทำให้ผมไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ว่าหมอนี่กำลังคิดเหมือนที่ผมแปลความหมาย

            "อยากจะพูดอะไรกันแน่?"นายปันผลเบนสายตาดุๆ ไปหาเจ้าของคำพูด และแน่นอน...มันเป็นคำถามเดียวกับที่ผมอยากถามตอนนี้

            ว่ากันว่าคำพูดไม่กี่ประโยคของคนเราสามารถเปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังเท้าได้ ผมเองก็กำลังคิดแบบนั้นเหมือนกัน

            "อ้าว...นายไม่ได้คิดเหมือนกันเหรอว่าหมอนี่มันไม่ใช่ตองเก้า"

            คำตอบนั้นทำให้เราสองคนชะงักแม้ว่ามันจะออกมาจากปากเจ้าของท่าทางที่เหมือนกำลังเล่นสนุกตลอดเวลา

            "ที่ไม่ใช่ก็เพราะมันสมองเสื่อมไง" คำตอบของนายปันผลเรียกเสียงถอนหายใจให้ดังยาวจนใบหน้าเฉยชาของคนตอบเริ่มมีริ้วรอยของความหงุดหงิด

            "นายเนี่ยไม่มีจินตนาการบรรเจิดเอาซะเลยน้าาาา"ฝ่ายจินตนาการบรรเจิดทำหน้าอิดหนาระอาใจกับคำตอบที่ได้ยิน

            "ฉันจะเชื่อแค่สิ่งที่ฉันพิสูจน์ได้ว่ามันจริง"

            นั่นคือคำพูดปิดท้ายบทสนทนาก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเงียบไป ไม่ใช่เพราะต่างคนต่างหมดอารมณ์จะโต้เถียงแต่เพราะเวลาพักที่เดินถอยหลังตลอดเวลา

            "นายไม่ได้ทำงานแล้ว ก็ไม่ต้องรีบส่วนพวกฉันยังต้องทำงาน"นายปันผลผุดลุกขึ้นทันทีที่ข้าวคำสุดท้ายในปากถูกกลืนลงไปและคำพูดเมื่อครู่นั่นก็ดูเหมือนจะไม่ได้จงใจพูดกับผมแค่คนเดียว

            "จน เครียด กินข้าว จน เครียดไม่มีตังค์กินข้าว ทำใจ ทำใจ ทำใจ ไม่มีเงิน หางาน กู้เงิน ใช้หนี้ ทำงาน ส่งหนี้อดเรียน อดตาย เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด กระเป๋าแฟบ แฟนทิ้ง อกหัก ป่วยหนัก รักคุดล้าหลัง ดักดาน ชาติล่มจม..."

            เสียงบ่นเพ้อของนายหัวเจลดังตลอดทางที่หมอนั่นเดินไปทิ้งกล่องข้าวว่างเปล่าลงถังขยะก่อนจะปิดท้ายด้วยการยึดทรัพย์เก้าอี้ของคนที่ตัวเองฝากรอยเท้าลากกลับมาใช้งานแทนตัวที่พึ่งพังไป นับเป็นวิธีกำจัดสมาชิกประเภทสร้างปัญหาแล้วนำสิ่งของกลับมารียูสที่ดี

            ...ผมรู้แล้วว่าจะเหลือใครไว้ใช้งานบ้างหลังพิธีอุบาทว์คืนนี้จบลง

            "คุยกับเพื่อนๆ พอแล้วหรือ...ตองเก้า"

            เสียงคุ้นหูที่ไม่อยากได้ยินดังขึ้น ในตอนที่ผมลงจากตึกและก้าวเข้ามาถึงพื้นที่ส่วนตัวใต้ดินของตาแก่ซินแสตรงที่ที่เราพบเจอกันเมื่อคืน

            "ครับ"และแม้ผมจะตอบคำถามด้วยคำตอบรับสั้นๆ ไม่ต่างจากเมื่อวานแต่ตาแก่ก็ยังยิ้มแย้มอารมณ์ดี แน่นอน... ผมรู้ดีถึงเหตุผลข้อนั้น

            "ฉันไม่รบกวนเธอหรอกพักผ่อนเถอะ"

            และรู้ด้วยว่าภายใต้ประโยคคำพูดนั้นมีเลศนัยบางอย่างซ่อนอยู่!!

            "ครับ"ผมเดินมาสแกนลายนิ้วมือเข้าห้องพร้อมกับแอบชำเลืองมองปฏิกิริยาของตาแก่ซินแสเป็นระยะๆและแม้ไม่มีอะไรที่ดูผิดปกติ แต่ทุกสิ่งรอบตัวล้วนไม่ควรไว้ใจ

            ...ผมเลือกที่จะนอนบนโซฟากำมะหยี่แทนการนอนเตียงและไม่แตะต้องข้าวของใดๆ ในห้อง ไม่เปิดแอร์ ไม่ดื่มน้ำในตู้เย็นรวมทั้งไม่เข้าห้องน้ำ เพื่อบังคับตัวเองไม่ให้หลับ

            ...เที่ยงคืนคือเวลาที่คาดว่าพิธีกรรมน่าจะเริ่มขึ้น และผมต้องมีสติอยู่ถึงตอนนั้น!!

            กึกกัก... กุกกัก... กึกกัก...

            เสียงแปลกปลอมดังขึ้นตรงผนังห้องฝั่งปลายเท้าจุดที่เป็นตู้เสื้อผ้าถ้าผมเดาไม่ผิด มันคงเป็นทางเข้าออกลับๆที่ตาแก่ใช้ประชิดตัวผมเพื่อทำพิธีย้ายร่าง

            กึก... กึก... แอ๊ดดดด...

            เสียงแง้มประตูตู้เสื้อผ้าดังออกมาจากข้างในตู้ดูท่าทางห้องนี้จะถูกสร้างไว้นานจนบานพับต่างๆ เริ่มฝืด หรือไม่... ตู้เสื้อผ้านี่ก็คงถูกสร้างมาเพื่อใช้เป็นทางลับโดยเฉพาะและที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีการใช้งานเลย จนกระทั่งวันนี้

            "เธอจะเป็นใครก็ช่าง แต่ฉัน...ขอร่างนี้ก็แล้วกัน" อาจเป็นเพราะพื้นห้องที่ปูด้วยพรมทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงฝีเท้ากับไม้เท้าของตาแก่ และกว่าจะรู้ตัว เสียงของคนคนนั้นก็ดังขึ้นข้างหูพร้อมๆ กับที่มีน้ำเหนียวๆ หยดลงมาบนใบหน้าของผม

            หนึ่งหยด... สองหยด... สามหยด...มันค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนผมได้กลิ่นคาวเลือดติดจมูก

            "ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่ากลืนเลือดของเขาลงไปเด็ดขาดนะคะ เพราะมันจะทำให้เขาได้ร่างร่างนั้นไปทันทีแผนของเราจะพังแบบเริ่มใหม่ไม่ได้เลยค่ะ"

            ผมยังจดจำคำเตือนจากกองอำนวยการยมโลกได้ดีและทั้งที่อยากยกเท้าตะบันหน้าเจ้าของเลือด แต่ผมก็ทำได้แค่รอเวลา

            "สังขารร่างอันเต็มไปด้วยเลือดและเนื้อดวงจิตดวงวิญญาณอันว่างเปล่าและไร้ซึ่งที่มา บัดนี้ได้เวลาแห่งการแยกจาก ไม่หลอมรวมไม่เป็นหนึ่ง ไม่เป็นของกันและกัน จงแยกจาก จงปลดปล่อยจงทอดทิ้งพันธะแห่งดวงวิญญาณ พันธนาการแห่งดวงวิญญาณจงมอดดับ... สูญสิ้น...สูญสลาย... เป็นเถ้าถ่านแห่งรัตติกาล จงพลีเลือดและเนื้อนี้ให้กับข้า!!!"

            ผมสัมผัสได้ถึงมือที่มองไม่เห็นมากมายกำลังดึงทึ้งดวงวิญญาณของผมตลอดเวลาที่บทสวดบ้าบอน่าขนลุกนั่นดังอยู่ข้างหูและทั้งที่ร่างร่างนี้ไม่ใช่ของผมมาตั้งแต่แรกแต่ผมกลับรู้สึกเจ็บปวดตลอดเวลาที่พยายามต่อต้านไม่ให้วิญญาณถูกดึงออกไปก่อนเวลาอันควร มันเจ็บ...เหมือนทั้งร่างและวิญญาณใกล้จะแหลกสลาย แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

            "คุณไมเคิล ได้เวลาแล้วค่ะ"

            ทันทีที่ได้ยินเสียงสัญญาณผมก็หยุดการต่อต้านพลังงานมืดไว้แค่นั้นและปล่อยให้พวกมันดึงวิญญาณของผมออกจากร่าง

            "เธอ... ไม่ใช่ตองเก้าจริงๆสินะ"

            วิญญาณของผมเผชิญหน้ากับวิญญาณของตาแก่ซินแสที่พึ่งหลุดออกจากร่างเดิมเช่นเดียวกันและรอยยิ้มนั้นก็บอกให้ผมรู้ว่า ชายชราตรงหน้ารู้มากกว่าสิ่งที่พ่นออกมาหลายขุม

            "เศษเสี้ยวแห่งความตายผู้เก็บเกี่ยววิญญาณในสามโลก จงจุติ"ผมผายมือเรียกเคียวประจำตัวที่เคยฝากไว้กับยมทูตก้อนหิน และทันทีที่มันปรากฏขึ้นวิญญาณตาแก่ซินแสก็พุ่งเข้ามาชนิดที่ไม่ยอมให้ผมได้ทันตั้งตัว

            เคร้งงงงง!!

            ไม้เท้าในมือตาแก่ปะทะเข้ากับด้ามเคียวและแม้ร่างเนื้ออายุหลายร้อยปีจะอ่อนแอ ไร้เรี่ยวแรง ตามสังขารที่ร่วงโรยแต่วิญญาณของชายชราตรงหน้าผมกลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจมหาศาล

            ...มันไม่ใช่รูปลักษณ์ของชายชราเหมือนอย่างวิญญาณสิ้นอายุขัยที่พึ่งออกจากร่างเนื้อทั่วไปซึ่งจะดูดกลืนเอารูปลักษณ์ของกายหยาบร่างสุดท้ายที่ใช้มาเป็นของตัวเองแต่มันเป็นกลุ่มก้อนวิญญาณดำมืดที่หลอมรวมวิญญาณเคราะห์ร้ายมากมายไว้ในนั้น

            "ถ้าฉันได้กินวิญญาณเธออีกสักดวง...ก็คงไม่จำเป็นต้องกินใครเข้าไปอีกแล้วล่ะนะ" ก้อนวิญญาณบิดเบี้ยวนั่นจ้องมองผมเหมือนเด็กเล็กเห็นขนม

            "ถ้าคิดว่าเคี้ยวง่ายก็ลองดู"ผมตวัดคมเคียวเฉี่ยวคอเป้าหมายไปนิดนึง แล้วถอยหลังมาตั้งหลักเพื่อเปลี่ยนแผนทันทีที่เห็นว่ามันสามารถหลบเคียวของผมได้โดยไม่ต้องขยับร่างกาย

            ...สภาพบิดเบี้ยวของดวงวิญญาณหลายร้อยที่หลอมรวมกันช่วยให้ทุกอณูของมันไม่ผสานเป็นร่างเดียว แต่เป็นอิสระ สามารถแยกตัว แบ่งตัวและยืดหดแต่ละส่วนได้ตามต้องการภายในเวลาไม่กี่วินาที เหมือนกับอณูของน้ำ

            "คิดก่อนค่อยพูดไม่อย่างนั้นจะเสียใจเพราะคำพูดเอานะ... คุณยมทูต"

            น้ำเสียงเย็นเยือกของตาแก่บ่งบอกว่าอีกไม่นานแผนกลืนกินดวงวิญญาณของผมคงเริ่มต้น

            "ผมไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองพูด"

            และผมยังยืนยันว่าตาแก่นั่นจะต้องเสียใจที่คิดแบบนั้น

            "ถ้าอย่างนั้นก็ดี"

            สิ้นเสียงพูดนั้นใบหน้าแสยะยิ้มนับร้อยก็ปรากฏขึ้นทั่วร่างของอณูวิญญาณตรงหน้าถ้าจะให้รีวิวคงพูดได้แค่ว่าน่าขนลุกดี แต่ไม่ใช่สำหรับอดีตรองหัวหน้ายมทูต...อย่างผม

            "งั้นขอกินล่ะนะ...คุณยมทูตตตต!!" มือของมันพุ่งเข้ามา ขณะเดียวกันใบหน้าเล็กๆบนมือและแขนก็พยายามยืดคอ แยกเขี้ยวเข้าใส่ผมเหมือนตั้งใจจะช่วยกันขย้ำฉีกกินดวงวิญญาณ

            "เขตแดนแห่งความตายอักขระแห่งยมโลก จงปกปัก!" ผมใช้ด้ามเคียวเขียนวงเวทย์สร้างบาเรียล้อมรอบตัวแล้วร่ายคาถากำกับก่อนที่ไอ้ตัวคอยาวพวกนั้นจะทันได้พุ่งเข้าประชิดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

            แต่นั่นเองที่ทำให้ผมรู้ว่า...พวกมันกัดกินพลังวิญญาณได้ แถมยังเอาไปใช้เป็นพลังของตัวเองได้ด้วย

            "ได้กินแค่นี้ยังรู้สึกถึงพลังมหาศาลข้าคิดไม่ผิดจริงๆ" มันหัวเราะหึๆ ในลำคอปิดท้ายระหว่างที่ปล่อยให้อณูวิญญาณรุมกัดกินพลังยมทูตของผมอย่างตะกละตะกลามด้วยท่าทางตายอดตายอยาก เหมือนไม่ได้กินอะไรมานานนับปี

            "จงทำลาย!"ผมมองพวกมันแล้วร่ายคาถากำกับใหม่ ให้บาเรียที่พวกมันกำลังกัดกินเปลี่ยนเป็นระเบิดแสงทำลายทุกสิ่งที่เข้ามาสัมผัส

            "กรี๊ดดดดด!!"

            "อ๊ากกกกก!!"

            เสียงร้องแสดงความเจ็บปวดของเหล่าอณูวิญญาณอาจสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ยิน แต่นั่นไม่ได้หมายรวมผม

            "เขตแดนแห่งความตายประตูแห่งยมโลก จงเปิดรับเหล่าผู้เวียนว่าย นำพาธุลีวิญญาณทั้งมวล จงกลืนกิน!"

            วงเวทย์ใหม่ถูกเขียนขึ้นเพื่อส่งอณูวิญญาณที่หลุดออกจากร่างสู่ยมโลกและรับคำพิพากษาโทษไม่ต่างจากดวงวิญญาณถึงฆาตทั่วไป

            "ไม่มีประโยชน์หรอกคุณยมทูตพวกนั้นมันก็แค่เศษหนึ่งส่วนพัน" ตาแก่ซินแสหัวเราะเยาะเย้ยสิ่งที่ผมทำพร้อมกับงอกส่วนที่แหว่งเว้าไปให้กลับมาครบทั้ง 32 เหมือนเดิม

            "ผมไม่ได้ร้องขอคำวิพากษ์วิจารณ์"ผมมองก้อนวิญญาณบิดเบี้ยวตรงหน้า ระหว่างที่ครุ่นคิดหาวิธีสงบปากสงบคำให้ตาแก่

            "แค่หวังดีไม่อยากให้ทำอะไรที่มันสูญเปล่า" สิ้นเสียงตาแก่ใบหน้าทั้งหลายทั่วร่างก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน

            เคร้งงงงง... ฉัวะ!

            สรวบบบบบ!!

            ผมเหวี่ยงหัวเคียวติดโซ่ใส่ร่างตรงหน้าและผลก็เป็นไปตามคาด คือพวกมันแยกตัวออกจากกันเหมือนน้ำก่อนจะกลับเข้ามารวมตัวกันใหม่

            "ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีประโยชน์ถ้าจะให้มีประโยชน์... มันต้องแบบนี้" พูดจบตาแก่ซินแสก็หดแขนซ้ายมาเพิ่มความยาวให้แขนขวา แล้วยื่นมือมาตะปบผมและไม่ใช่แค่นั้น...

            ควับบบบ!!

            เล็บทั้ง 5 นิ้วของมันงอกยาวออกมาข่วนแขนผมจริงอยู่ที่วิญญาณซึ่งอัดแน่นด้วยพลังยมทูตไม่มีเลือดเนื้อแต่มันก็สร้างบาดแผลและทำให้พลังวิญญาณรั่วไหลออกมาได้

            "ยังจะอวดเก่งอีกไหมล่ะ...คุณยมทูต?" ตาแก่นั่นแสยะยิ้มกว้างคล้ายกำลังรู้สึกสะใจทว่าดวงตาที่จ้องมองมาบ่งบอกว่ายังไม่สาแก่ใจ

            "ไม่ใช่แกเหรอ... ที่อวดเก่ง?"ผมถามกลับสั้นๆ แบบที่คิดว่าน่าจะได้ใจความเพียงพอ

            "เดี๋ยวก็รู้ว่าใครที่มันอวดเก่ง!!"ตาแก่พุ่งเข้าใส่ผม ท่าทางโกรธจัดชนิดที่ทำให้พลังงานความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากทั่วทุกอณู

            ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก!

            เล็บยาวๆที่งอกออกมาจากมือและเท้าของร่างบิดเบี้ยวคมกริบอย่างที่ไม่ต้องออกแรงก็เสียบทะลุแขนขาวิญญาณยมทูตอย่างผมได้

            "ยังอวดดีได้อยู่อีกไหมล่ะ...คุณยมทูต?" ตาแก่ยิ้มกริ่มให้กับผลงานของตัวเอง

            "ทำได้แค่นี้เองเหรอ?"ผมย้อนถามไปตามความรู้สึก

            "ว่ายังไงนะ!?"

            พลังงานความอาฆาตที่แผ่ซ่านพุ่งขึ้นอีกหลายเลเวลพร้อมๆ กับเขี้ยวในปากของตาแก่ที่งอกยาวออกมา และก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัว...

            ฉึก!

            เขี้ยวยาวๆ ที่ว่านั่นฝังลงบนบ่าของผม เวลานี้ก้อนบิดเบี้ยวจากวิญญาณมากมายที่หลอมรวมขึ้นเป็นร่างของตาแก่กำลังเกาะอยู่บนตัวผมแน่นราวกับปลิง

            "ทีนี้ก็รู้แล้วสินะ ว่าใคร...ที่เหนือกว่า" ตาแก่ซินแสหัวเราะปิดท้ายประโยคอย่างบ้าคลั่ง

            "ทำได้แค่นี้เองรึไง?"ผมถามคำถามเดิมซ้ำอีก

            "แล้วแกจะเสียใจที่พูดแบบนี้!!"ปลิงชราบนร่างผมคำรามลั่น พร้อมกับโก่งตัวตั้งท่าจะสูบพลังวิญญาณของผมแบบสุดกำลังแต่กลับต้องชะงักไปในไม่กี่วินาที

            "ทะ... ทะ... ทำไม!?"

            คำถามที่หลุดออกมาจากปากตาแก่ทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้

            "แกแพ้แล้ว"ผมตอกย้ำอีกครั้งด้วยคำพูด เผื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มแห่งชัยชนะของผม

            "พูดบ้าอะไร!! ไม่! ฉันยังไม่แพ้!ฉันยังไม่แพ้!!" ตาแก่ตะโกนลั่นระหว่างที่โก่งตัวสูบพลังวิญญาณด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดอีกครั้งและเมื่อเห็นว่าผลลัพธ์ยังเหมือนเดิม ก็พยายามถอนเขี้ยวถอนเล็บออกจากร่างของผมแต่...

            "ทำไม... ทำไมมันถึงไม่หลุดแกทำอะไร ทำอะไร แกทำอะไร!!!!?"

            น้ำเสียงของตาแก่บอกความร้อนรนสีหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

            "แกคิดว่ายมทูตสร้างวงเวทย์ได้แค่บนพื้นสินะ"ผมย้อนถาม เผื่อตาแก่จะคิดคำตอบได้เองโดยไม่ต้องเฉลย แต่ดูเหมือนว่าผมจะคิดผิด

            "แก... แฮ่ก... แฮ่ก...หมายความว่ายังไง?" ตาแก่ซินแสชำเลืองมองผมท่าทางเหนื่อยล้า ไม่เหลือแววอวดดี แล้วยังไง... ผมต้องอธิบายท่าไม้ตายแบบละเอียดๆงั้นเหรอ?

            "จำเป็นต้องบอกแกด้วยรึไง"ผมตัดบท ก่อนจะปลดผนึกวงเวทย์บนแผลทุกจุดเพื่อให้วิญญาณทั้งหมดที่หลอมรวมเป็นร่างตาแก่ ถูกสูบผ่านร่างของผมไปยังประตูนรก

            "ไม่!! ไม่!! ไม่ไปนรก...ม่ายยยยย!!"

            เสียงโหยหวนของวิญญาณทุกดวงดังขึ้นพร้อมกันก่อนที่มันจะค่อยๆ หายไปทีละเสียง ทีละเสียง จนเหลือเพียงแค่เสียงของตาแก่ซินแส

            "ไม่!! ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นไม่ไป... ไม่!!!"

            ดูเหมือนตาแก่จะยังไม่สิ้นฤทธิ์อาคมเฮือกสุดท้ายของมันต้านทานพลังยมทูตที่เหลือของผม ถ้าไม่มีแผลพวกนี้ผมคงจัดการได้ไม่ยาก แต่ไม่เป็นไร...

            "เขตแดนแห่งความตายประตูแห่งสามโลก..." ผมเตรียมร่ายคาถาต้องห้ามที่มีไว้ใช้ในยามคับขันซึ่งแน่นอนว่า... มันต้องแลกด้วยอะไรสักอย่างที่ผมก็ไม่รู้ว่าคืออะไร

            "หยุดเลยย่ะ! หยุดเลย!"

            เสียงคุ้นหูดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของหัวหน้ายมทูตโซนประเทศไทย

            "เขตแดนแห่งความตายประตูแห่งยมโลก จงกลืนกินพลังวิญญาณ จงจองจำ!" สิ้นเสียงร่ายคาถาวิญญาณตาแก่ก็ถูกสูบลงนรกผ่านวงเวทย์ไปด้วยพลังมหาศาลของผู้รับตำแหน่งหัวหน้ายมทูตง่ายดายเหมือนดีดลูกแก้วลงหลุมที่เรียงรายบนทางหลวงชนบท

            "ไม่ต้องมายิ้มยูรีบกลับเข้าร่างไปก่อนเลย ไม่งั้นได้โดนสูบลงไปด้วยแน่ๆยูจะต้องกลับไปแบบวิญญาณยมทูตเท่านั้น เข้าใจไหม ถ้าลงไปตอนนี้ยูจะกลายเป็นวิญญาณสิ้นอายุขัยธรรมดา!" คุณหัวหน้าถลึงตากำชับลูกน้องอย่างผมเสียงเข้มสีหน้าท่าทางจริงจังที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา

            "ไอรู้แล้ว" ผมพยักหน้าระหว่างถอยหลังกลับไปที่ร่างของนายตองเก้าซึ่งนอนอยู่บนโซฟา

            ทุกอย่าง... เป็นไปตามแผน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์ ที่คุณอ่าน

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245