โครมมมม!!
เสียงก้นกระแทกพื้นของพรีเซ็นเตอร์โรงงานเจลดังแทรกขึ้นกลางวง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครสนใจหมอนั่น
"ข้าวเช้ามาแล้วใครยังไม่ถึงเวลากินก็ทำงานไป!" ใครคนหนึ่งที่ผมจดจำได้เป็นอย่างดีเปิดประตูเข้ามาในห้อง พร้อมข้าวกล่องถุงใหญ่และคำพูดที่ทำให้บรรดาคนที่ลุกขึ้นมายืนสุมหัวกันวิจารณ์เรื่องของผมแยกย้ายกลับไปนั่งตรงที่เดิมของตัวเองได้
"เอ้า! ของนาย"คนคนนั้นส่งถุงหิ้วใบใหญ่ในมืออีกข้างให้ผมแต่นั่นเองที่ทำให้เสียงโวยวายที่พึ่งเงียบไปดังขึ้นมาอีกรอบ
"อ้าว! เฮ้ย!ทำไมไอ้ตองเก้ามันได้ถุงใหญ่กว่าเพื่อนวะ แบบนี้มันต้องเอามาแบ่งให้เท่ากันดิใช่ไหมวะพวกเรา" แกนนำการประท้วงลุกขึ้นปลุกระดม ใช่...เขาคือคนที่คุณก็รู้ว่าใคร แต่ไม่ทันที่ผมหรือตาแก่จะได้จัดการอะไร
โครมมมม!!
เสียงโหวกเหวกโวยวายเปลี่ยนเป็นเสียงเหมาโต๊ะเก้าอี้รอบนี้ไม่ใช่พรีเซ็นเตอร์โรงงานเจลแต่เป็นตัวก่อเรื่องที่ตั้งท่าจะแย่งข้าวเช้าของผมไปแบ่งสรรปันส่วนแต่ถูกคนซื้อข้าวถีบลงไปนอนกับพื้น
"เดี๋ยวนี้มึงกล้าถีบเพื่อนแล้วเหรอไอ้ปันผลมึงเอาไอ้ตองเก้าเป็นไอดอลรึไง!!"หมอนั่นเบนเข็มไปหาเรื่องเจ้าของรอยรองเท้าผ้าใบดำๆ บนเสื้อ
"กูเคยบอกแล้วใช่ไหมว่ามึงจะทำอะไรก็ได้แต่อย่ามาทำให้กู... เดือดร้อน" อีกฝ่ายตอบกลับเสียงเย็นข้างในแววตาไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทั้งหมดที่นายปันผลแสดงออกกลับทำให้คนเกือบทั้งห้องเงียบกริบ
...ยกเว้นคนคนนึง
"ใครหิวตีนก็แล้วแต่ส่วนผมหิวข้าว" นายหัวเจลเดินผ่ากลางวงมาล้วงข้าวกล่องในถุงพลาสติกและไม่ใช่แค่นั้น...
"ขอเบิกเก้าอี้ตัวนึงด้วยนะตัวเก่ามันทนความหล่อคนนั่งไม่ไหวแล้ว" คำโกหกหน้าเป็นของคนทำขาเก้าอี้หักทำเอาผมอดยิ้มมุมปากไม่ได้
"เดือนนี้ 4 ตัวแล้วไม่ใช่หรือไงไม่รับปากว่าจะได้หรอกนะ"
เสียงถอนหายใจของคนเบิกเก้าอี้ซึ่งเป็นคนเดียวกับคนซื้อข้าวและคนขับรถไปรับผมที่โรงพยาบาลฟังดูอิดหนาระอาใจอย่างชัดเจน
"งั้นเบิกโต๊ะมานั่งก็ได้ไม่ถือ"
ยิ่งได้ยินคำตอบประโยคถัดไปเสียงถอนหายใจก็ยิ่งดังขึ้นและยาวขึ้น
"ผมจะจัดการให้" คำพูดประโยคนั้นเรียกทุกคนในห้องให้เบนสายตากลับมาที่ผม
"จริงดิ ขอบใจนะงั้นขอเบิกเก้าอี้ละกัน โต๊ะมันนั่งยาก" นายหัวเจลฉีกยิ้มโชว์ฟันสามสิบสองซี่พร้อมกับตบบ่าขอบอกขอบใจผม ด้วยน้ำหนักมือที่ทำให้ผม... แปลกใจ
"โอ้โห! ใหญ่โตจริงๆ เว้ยเอ็งตกกระป๋องแล้วว่ะไอ้ปันผล เสียใจด้วยนะเพื่อน" คนถูกถีบลุกขึ้นตั้งหลักปัดเนื้อปัดตัว ก่อนจะฉวยจังหวะที่มั่นใจว่าไม่มีใครเห็น พุ่งหมัดใส่ผม
พลั่ก!!
โครมมมม!!
ผมยืนมองประวัติศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นซ้ำรอยเพียงแต่รอบนี้คนที่ทำให้หมอนั่นลงไปนอนกองกับพื้น... ไม่ใช่ผู้ชายที่ชื่อปันผลและไม่ใช่ผม
"นี่มึงกล้าถีบกูเหร... อไอ้สม!!" คนถูกถีบยันตัวขึ้นชี้หน้าพรีเซ็นเตอร์โรงงานเจล เจ้าของรอยรองเท้าบนเสื้อยืดคนล่าสุด
"โทษทีครับพี่ผมกลัวไม่ได้เก้าอี้ เลิกแล้วต่อกันไหมครับ ไม่งั้นพี่จะได้ไปนอนโรงบาล"หมอนั่นยกเท้าขึ้นเตรียมซ้ำ แต่ด้วยท่าทางทีเล่นทีจริงจนไม่รู้ว่าพูดจริงหรือพูดเล่น
"นอนโรงบาลก็ดีสิวะออกมากูจะได้เป็นคนโปรดนายเหมือนไอ้ตองเก้า"คนคนนั้นหัวเราะปิดท้ายประโยคได้ไม่ถึง 2 วิ สันแข้งก็ลอยมากระแทกหน้าจนภาพตัดล้มทั้งยืนลงไปฟาดโต๊ะ โดยที่ผมกับนายปันผลไม่ได้ทำอะไรเหมือนเดิม
"เฮ้ย! คอมเกือบล้มแล้วเนี่ยทำอะไรระวังๆ หน่อยดิ เดี๋ยวก็ซวยกันหมดหรอก"ใครคนหนึ่งที่พึ่งตะครุบจอคอมโงนเงนบ่นเป็นหมีกินผึ้งไม่มีใครสนใจคนที่กำลังนอนหมดสติอยู่กับพื้น เสมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่
"ทำอะไรไว้จัดการให้เรียบร้อยด้วย อย่าให้เดือดร้อนคนอื่น" คนซื้อข้าวพูดขึ้นหน้านิ่งตรงข้ามกับคนก่อเรื่องคนใหม่ที่ดูจะกระตือรือร้นและสนุกสนานกับเรื่องต่อไปที่ตัวเองต้องจัดการ
"ครับๆผมจะเก็บงานให้เนี้ยบ" ว่าแล้วหมอนั่นก็ลากคนหมดสติออกไปจากห้องท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆ ที่ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ เพราะเมื่อไม่มีแกนนำปากมากก็ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตผมอีก
"ไปกินข้าว จะได้มาทำงาน"นายปันผลหันมาพูดกับผม พร้อมกับวางถุงข้าวกล่องลงบนโต๊ะก่อนจะหยิบกล่องข้าวของตัวเอง เดินไปนั่งที่โต๊ะว่างตรงมุมห้อง โดยไม่รอฟังคำตอบ
"ผมไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว"ผมเดินตามมานั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม และพูดในสิ่งที่ทำให้สีหน้าไร้อารมณ์เปลี่ยนไป
"นายหมายความว่ายังไง?"คนตรงหน้าชะงักช้อนพลาสติกในมือ พลางขมวดคิ้วถาม
"นับจากนี้ผมคือหุ้นส่วนไม่ใช่พนักงาน" ผมละสายตาจากข้าวต้มเครื่องร้อยแปดอย่างขึ้นมาจ้องหน้าฝ่ายตรงข้าม เพราะอยากรู้ปฏิกิริยา
"นายเป็นใครกันแน่?" คำถามนั้นบ่งบอกว่าคนถามฉลาดพอที่จะไม่มองคำพูดของผมเป็นแค่เรื่องโกหกในวันธรรมดา
"ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตองเก้า"
นั่นไม่ใช่คำตอบของผมแต่เป็นคำตอบของนายหัวเจลที่พึ่งเดินถือกล่องข้าวยิ้มร่าเข้ามานั่งข้างนายปันผลและเช่นเคยที่ท่าทางทีเล่นทีจริงนั้น ทำให้ผมไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ว่าหมอนี่กำลังคิดเหมือนที่ผมแปลความหมาย
"อยากจะพูดอะไรกันแน่?"นายปันผลเบนสายตาดุๆ ไปหาเจ้าของคำพูด และแน่นอน...มันเป็นคำถามเดียวกับที่ผมอยากถามตอนนี้
ว่ากันว่าคำพูดไม่กี่ประโยคของคนเราสามารถเปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังเท้าได้ ผมเองก็กำลังคิดแบบนั้นเหมือนกัน
"อ้าว...นายไม่ได้คิดเหมือนกันเหรอว่าหมอนี่มันไม่ใช่ตองเก้า"
คำตอบนั้นทำให้เราสองคนชะงักแม้ว่ามันจะออกมาจากปากเจ้าของท่าทางที่เหมือนกำลังเล่นสนุกตลอดเวลา
"ที่ไม่ใช่ก็เพราะมันสมองเสื่อมไง" คำตอบของนายปันผลเรียกเสียงถอนหายใจให้ดังยาวจนใบหน้าเฉยชาของคนตอบเริ่มมีริ้วรอยของความหงุดหงิด
"นายเนี่ยไม่มีจินตนาการบรรเจิดเอาซะเลยน้าาาา"ฝ่ายจินตนาการบรรเจิดทำหน้าอิดหนาระอาใจกับคำตอบที่ได้ยิน
"ฉันจะเชื่อแค่สิ่งที่ฉันพิสูจน์ได้ว่ามันจริง"
นั่นคือคำพูดปิดท้ายบทสนทนาก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเงียบไป ไม่ใช่เพราะต่างคนต่างหมดอารมณ์จะโต้เถียงแต่เพราะเวลาพักที่เดินถอยหลังตลอดเวลา
"นายไม่ได้ทำงานแล้ว ก็ไม่ต้องรีบส่วนพวกฉันยังต้องทำงาน"นายปันผลผุดลุกขึ้นทันทีที่ข้าวคำสุดท้ายในปากถูกกลืนลงไปและคำพูดเมื่อครู่นั่นก็ดูเหมือนจะไม่ได้จงใจพูดกับผมแค่คนเดียว
"จน เครียด กินข้าว จน เครียดไม่มีตังค์กินข้าว ทำใจ ทำใจ ทำใจ ไม่มีเงิน หางาน กู้เงิน ใช้หนี้ ทำงาน ส่งหนี้อดเรียน อดตาย เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด กระเป๋าแฟบ แฟนทิ้ง อกหัก ป่วยหนัก รักคุดล้าหลัง ดักดาน ชาติล่มจม..."
เสียงบ่นเพ้อของนายหัวเจลดังตลอดทางที่หมอนั่นเดินไปทิ้งกล่องข้าวว่างเปล่าลงถังขยะก่อนจะปิดท้ายด้วยการยึดทรัพย์เก้าอี้ของคนที่ตัวเองฝากรอยเท้าลากกลับมาใช้งานแทนตัวที่พึ่งพังไป นับเป็นวิธีกำจัดสมาชิกประเภทสร้างปัญหาแล้วนำสิ่งของกลับมารียูสที่ดี
...ผมรู้แล้วว่าจะเหลือใครไว้ใช้งานบ้างหลังพิธีอุบาทว์คืนนี้จบลง
"คุยกับเพื่อนๆ พอแล้วหรือ...ตองเก้า"
เสียงคุ้นหูที่ไม่อยากได้ยินดังขึ้น ในตอนที่ผมลงจากตึกและก้าวเข้ามาถึงพื้นที่ส่วนตัวใต้ดินของตาแก่ซินแสตรงที่ที่เราพบเจอกันเมื่อคืน
"ครับ"และแม้ผมจะตอบคำถามด้วยคำตอบรับสั้นๆ ไม่ต่างจากเมื่อวานแต่ตาแก่ก็ยังยิ้มแย้มอารมณ์ดี แน่นอน... ผมรู้ดีถึงเหตุผลข้อนั้น
"ฉันไม่รบกวนเธอหรอกพักผ่อนเถอะ"
และรู้ด้วยว่าภายใต้ประโยคคำพูดนั้นมีเลศนัยบางอย่างซ่อนอยู่!!
"ครับ"ผมเดินมาสแกนลายนิ้วมือเข้าห้องพร้อมกับแอบชำเลืองมองปฏิกิริยาของตาแก่ซินแสเป็นระยะๆและแม้ไม่มีอะไรที่ดูผิดปกติ แต่ทุกสิ่งรอบตัวล้วนไม่ควรไว้ใจ
...ผมเลือกที่จะนอนบนโซฟากำมะหยี่แทนการนอนเตียงและไม่แตะต้องข้าวของใดๆ ในห้อง ไม่เปิดแอร์ ไม่ดื่มน้ำในตู้เย็นรวมทั้งไม่เข้าห้องน้ำ เพื่อบังคับตัวเองไม่ให้หลับ
...เที่ยงคืนคือเวลาที่คาดว่าพิธีกรรมน่าจะเริ่มขึ้น และผมต้องมีสติอยู่ถึงตอนนั้น!!
กึกกัก... กุกกัก... กึกกัก...
เสียงแปลกปลอมดังขึ้นตรงผนังห้องฝั่งปลายเท้าจุดที่เป็นตู้เสื้อผ้าถ้าผมเดาไม่ผิด มันคงเป็นทางเข้าออกลับๆที่ตาแก่ใช้ประชิดตัวผมเพื่อทำพิธีย้ายร่าง
กึก... กึก... แอ๊ดดดด...
เสียงแง้มประตูตู้เสื้อผ้าดังออกมาจากข้างในตู้ดูท่าทางห้องนี้จะถูกสร้างไว้นานจนบานพับต่างๆ เริ่มฝืด หรือไม่... ตู้เสื้อผ้านี่ก็คงถูกสร้างมาเพื่อใช้เป็นทางลับโดยเฉพาะและที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีการใช้งานเลย จนกระทั่งวันนี้
"เธอจะเป็นใครก็ช่าง แต่ฉัน...ขอร่างนี้ก็แล้วกัน" อาจเป็นเพราะพื้นห้องที่ปูด้วยพรมทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงฝีเท้ากับไม้เท้าของตาแก่ และกว่าจะรู้ตัว เสียงของคนคนนั้นก็ดังขึ้นข้างหูพร้อมๆ กับที่มีน้ำเหนียวๆ หยดลงมาบนใบหน้าของผม
หนึ่งหยด... สองหยด... สามหยด...มันค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนผมได้กลิ่นคาวเลือดติดจมูก
"ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่ากลืนเลือดของเขาลงไปเด็ดขาดนะคะ เพราะมันจะทำให้เขาได้ร่างร่างนั้นไปทันทีแผนของเราจะพังแบบเริ่มใหม่ไม่ได้เลยค่ะ"
ผมยังจดจำคำเตือนจากกองอำนวยการยมโลกได้ดีและทั้งที่อยากยกเท้าตะบันหน้าเจ้าของเลือด แต่ผมก็ทำได้แค่รอเวลา
"สังขารร่างอันเต็มไปด้วยเลือดและเนื้อดวงจิตดวงวิญญาณอันว่างเปล่าและไร้ซึ่งที่มา บัดนี้ได้เวลาแห่งการแยกจาก ไม่หลอมรวมไม่เป็นหนึ่ง ไม่เป็นของกันและกัน จงแยกจาก จงปลดปล่อยจงทอดทิ้งพันธะแห่งดวงวิญญาณ พันธนาการแห่งดวงวิญญาณจงมอดดับ... สูญสิ้น...สูญสลาย... เป็นเถ้าถ่านแห่งรัตติกาล จงพลีเลือดและเนื้อนี้ให้กับข้า!!!"
ผมสัมผัสได้ถึงมือที่มองไม่เห็นมากมายกำลังดึงทึ้งดวงวิญญาณของผมตลอดเวลาที่บทสวดบ้าบอน่าขนลุกนั่นดังอยู่ข้างหูและทั้งที่ร่างร่างนี้ไม่ใช่ของผมมาตั้งแต่แรกแต่ผมกลับรู้สึกเจ็บปวดตลอดเวลาที่พยายามต่อต้านไม่ให้วิญญาณถูกดึงออกไปก่อนเวลาอันควร มันเจ็บ...เหมือนทั้งร่างและวิญญาณใกล้จะแหลกสลาย แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
"คุณไมเคิล ได้เวลาแล้วค่ะ"
ทันทีที่ได้ยินเสียงสัญญาณผมก็หยุดการต่อต้านพลังงานมืดไว้แค่นั้นและปล่อยให้พวกมันดึงวิญญาณของผมออกจากร่าง
"เธอ... ไม่ใช่ตองเก้าจริงๆสินะ"
วิญญาณของผมเผชิญหน้ากับวิญญาณของตาแก่ซินแสที่พึ่งหลุดออกจากร่างเดิมเช่นเดียวกันและรอยยิ้มนั้นก็บอกให้ผมรู้ว่า ชายชราตรงหน้ารู้มากกว่าสิ่งที่พ่นออกมาหลายขุม
"เศษเสี้ยวแห่งความตายผู้เก็บเกี่ยววิญญาณในสามโลก จงจุติ"ผมผายมือเรียกเคียวประจำตัวที่เคยฝากไว้กับยมทูตก้อนหิน และทันทีที่มันปรากฏขึ้นวิญญาณตาแก่ซินแสก็พุ่งเข้ามาชนิดที่ไม่ยอมให้ผมได้ทันตั้งตัว
เคร้งงงงง!!
ไม้เท้าในมือตาแก่ปะทะเข้ากับด้ามเคียวและแม้ร่างเนื้ออายุหลายร้อยปีจะอ่อนแอ ไร้เรี่ยวแรง ตามสังขารที่ร่วงโรยแต่วิญญาณของชายชราตรงหน้าผมกลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจมหาศาล
...มันไม่ใช่รูปลักษณ์ของชายชราเหมือนอย่างวิญญาณสิ้นอายุขัยที่พึ่งออกจากร่างเนื้อทั่วไปซึ่งจะดูดกลืนเอารูปลักษณ์ของกายหยาบร่างสุดท้ายที่ใช้มาเป็นของตัวเองแต่มันเป็นกลุ่มก้อนวิญญาณดำมืดที่หลอมรวมวิญญาณเคราะห์ร้ายมากมายไว้ในนั้น
"ถ้าฉันได้กินวิญญาณเธออีกสักดวง...ก็คงไม่จำเป็นต้องกินใครเข้าไปอีกแล้วล่ะนะ" ก้อนวิญญาณบิดเบี้ยวนั่นจ้องมองผมเหมือนเด็กเล็กเห็นขนม
"ถ้าคิดว่าเคี้ยวง่ายก็ลองดู"ผมตวัดคมเคียวเฉี่ยวคอเป้าหมายไปนิดนึง แล้วถอยหลังมาตั้งหลักเพื่อเปลี่ยนแผนทันทีที่เห็นว่ามันสามารถหลบเคียวของผมได้โดยไม่ต้องขยับร่างกาย
...สภาพบิดเบี้ยวของดวงวิญญาณหลายร้อยที่หลอมรวมกันช่วยให้ทุกอณูของมันไม่ผสานเป็นร่างเดียว แต่เป็นอิสระ สามารถแยกตัว แบ่งตัวและยืดหดแต่ละส่วนได้ตามต้องการภายในเวลาไม่กี่วินาที เหมือนกับอณูของน้ำ
"คิดก่อนค่อยพูดไม่อย่างนั้นจะเสียใจเพราะคำพูดเอานะ... คุณยมทูต"
น้ำเสียงเย็นเยือกของตาแก่บ่งบอกว่าอีกไม่นานแผนกลืนกินดวงวิญญาณของผมคงเริ่มต้น
"ผมไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองพูด"
และผมยังยืนยันว่าตาแก่นั่นจะต้องเสียใจที่คิดแบบนั้น
"ถ้าอย่างนั้นก็ดี"
สิ้นเสียงพูดนั้นใบหน้าแสยะยิ้มนับร้อยก็ปรากฏขึ้นทั่วร่างของอณูวิญญาณตรงหน้าถ้าจะให้รีวิวคงพูดได้แค่ว่าน่าขนลุกดี แต่ไม่ใช่สำหรับอดีตรองหัวหน้ายมทูต...อย่างผม
"งั้นขอกินล่ะนะ...คุณยมทูตตตต!!" มือของมันพุ่งเข้ามา ขณะเดียวกันใบหน้าเล็กๆบนมือและแขนก็พยายามยืดคอ แยกเขี้ยวเข้าใส่ผมเหมือนตั้งใจจะช่วยกันขย้ำฉีกกินดวงวิญญาณ
"เขตแดนแห่งความตายอักขระแห่งยมโลก จงปกปัก!" ผมใช้ด้ามเคียวเขียนวงเวทย์สร้างบาเรียล้อมรอบตัวแล้วร่ายคาถากำกับก่อนที่ไอ้ตัวคอยาวพวกนั้นจะทันได้พุ่งเข้าประชิดแบบเส้นยาแดงผ่าแปด
แต่นั่นเองที่ทำให้ผมรู้ว่า...พวกมันกัดกินพลังวิญญาณได้ แถมยังเอาไปใช้เป็นพลังของตัวเองได้ด้วย
"ได้กินแค่นี้ยังรู้สึกถึงพลังมหาศาลข้าคิดไม่ผิดจริงๆ" มันหัวเราะหึๆ ในลำคอปิดท้ายระหว่างที่ปล่อยให้อณูวิญญาณรุมกัดกินพลังยมทูตของผมอย่างตะกละตะกลามด้วยท่าทางตายอดตายอยาก เหมือนไม่ได้กินอะไรมานานนับปี
"จงทำลาย!"ผมมองพวกมันแล้วร่ายคาถากำกับใหม่ ให้บาเรียที่พวกมันกำลังกัดกินเปลี่ยนเป็นระเบิดแสงทำลายทุกสิ่งที่เข้ามาสัมผัส
"กรี๊ดดดดด!!"
"อ๊ากกกกก!!"
เสียงร้องแสดงความเจ็บปวดของเหล่าอณูวิญญาณอาจสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ยิน แต่นั่นไม่ได้หมายรวมผม
"เขตแดนแห่งความตายประตูแห่งยมโลก จงเปิดรับเหล่าผู้เวียนว่าย นำพาธุลีวิญญาณทั้งมวล จงกลืนกิน!"
วงเวทย์ใหม่ถูกเขียนขึ้นเพื่อส่งอณูวิญญาณที่หลุดออกจากร่างสู่ยมโลกและรับคำพิพากษาโทษไม่ต่างจากดวงวิญญาณถึงฆาตทั่วไป
"ไม่มีประโยชน์หรอกคุณยมทูตพวกนั้นมันก็แค่เศษหนึ่งส่วนพัน" ตาแก่ซินแสหัวเราะเยาะเย้ยสิ่งที่ผมทำพร้อมกับงอกส่วนที่แหว่งเว้าไปให้กลับมาครบทั้ง 32 เหมือนเดิม
"ผมไม่ได้ร้องขอคำวิพากษ์วิจารณ์"ผมมองก้อนวิญญาณบิดเบี้ยวตรงหน้า ระหว่างที่ครุ่นคิดหาวิธีสงบปากสงบคำให้ตาแก่
"แค่หวังดีไม่อยากให้ทำอะไรที่มันสูญเปล่า" สิ้นเสียงตาแก่ใบหน้าทั้งหลายทั่วร่างก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
เคร้งงงงง... ฉัวะ!
สรวบบบบบ!!
ผมเหวี่ยงหัวเคียวติดโซ่ใส่ร่างตรงหน้าและผลก็เป็นไปตามคาด คือพวกมันแยกตัวออกจากกันเหมือนน้ำก่อนจะกลับเข้ามารวมตัวกันใหม่
"ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีประโยชน์ถ้าจะให้มีประโยชน์... มันต้องแบบนี้" พูดจบตาแก่ซินแสก็หดแขนซ้ายมาเพิ่มความยาวให้แขนขวา แล้วยื่นมือมาตะปบผมและไม่ใช่แค่นั้น...
ควับบบบ!!
เล็บทั้ง 5 นิ้วของมันงอกยาวออกมาข่วนแขนผมจริงอยู่ที่วิญญาณซึ่งอัดแน่นด้วยพลังยมทูตไม่มีเลือดเนื้อแต่มันก็สร้างบาดแผลและทำให้พลังวิญญาณรั่วไหลออกมาได้
"ยังจะอวดเก่งอีกไหมล่ะ...คุณยมทูต?" ตาแก่นั่นแสยะยิ้มกว้างคล้ายกำลังรู้สึกสะใจทว่าดวงตาที่จ้องมองมาบ่งบอกว่ายังไม่สาแก่ใจ
"ไม่ใช่แกเหรอ... ที่อวดเก่ง?"ผมถามกลับสั้นๆ แบบที่คิดว่าน่าจะได้ใจความเพียงพอ
"เดี๋ยวก็รู้ว่าใครที่มันอวดเก่ง!!"ตาแก่พุ่งเข้าใส่ผม ท่าทางโกรธจัดชนิดที่ทำให้พลังงานความอาฆาตแผ่ซ่านออกมาจากทั่วทุกอณู
ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก!
เล็บยาวๆที่งอกออกมาจากมือและเท้าของร่างบิดเบี้ยวคมกริบอย่างที่ไม่ต้องออกแรงก็เสียบทะลุแขนขาวิญญาณยมทูตอย่างผมได้
"ยังอวดดีได้อยู่อีกไหมล่ะ...คุณยมทูต?" ตาแก่ยิ้มกริ่มให้กับผลงานของตัวเอง
"ทำได้แค่นี้เองเหรอ?"ผมย้อนถามไปตามความรู้สึก
"ว่ายังไงนะ!?"
พลังงานความอาฆาตที่แผ่ซ่านพุ่งขึ้นอีกหลายเลเวลพร้อมๆ กับเขี้ยวในปากของตาแก่ที่งอกยาวออกมา และก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัว...
ฉึก!
เขี้ยวยาวๆ ที่ว่านั่นฝังลงบนบ่าของผม เวลานี้ก้อนบิดเบี้ยวจากวิญญาณมากมายที่หลอมรวมขึ้นเป็นร่างของตาแก่กำลังเกาะอยู่บนตัวผมแน่นราวกับปลิง
"ทีนี้ก็รู้แล้วสินะ ว่าใคร...ที่เหนือกว่า" ตาแก่ซินแสหัวเราะปิดท้ายประโยคอย่างบ้าคลั่ง
"ทำได้แค่นี้เองรึไง?"ผมถามคำถามเดิมซ้ำอีก
"แล้วแกจะเสียใจที่พูดแบบนี้!!"ปลิงชราบนร่างผมคำรามลั่น พร้อมกับโก่งตัวตั้งท่าจะสูบพลังวิญญาณของผมแบบสุดกำลังแต่กลับต้องชะงักไปในไม่กี่วินาที
"ทะ... ทะ... ทำไม!?"
คำถามที่หลุดออกมาจากปากตาแก่ทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้
"แกแพ้แล้ว"ผมตอกย้ำอีกครั้งด้วยคำพูด เผื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มแห่งชัยชนะของผม
"พูดบ้าอะไร!! ไม่! ฉันยังไม่แพ้!ฉันยังไม่แพ้!!" ตาแก่ตะโกนลั่นระหว่างที่โก่งตัวสูบพลังวิญญาณด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดอีกครั้งและเมื่อเห็นว่าผลลัพธ์ยังเหมือนเดิม ก็พยายามถอนเขี้ยวถอนเล็บออกจากร่างของผมแต่...
"ทำไม... ทำไมมันถึงไม่หลุดแกทำอะไร ทำอะไร แกทำอะไร!!!!?"
น้ำเสียงของตาแก่บอกความร้อนรนสีหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
"แกคิดว่ายมทูตสร้างวงเวทย์ได้แค่บนพื้นสินะ"ผมย้อนถาม เผื่อตาแก่จะคิดคำตอบได้เองโดยไม่ต้องเฉลย แต่ดูเหมือนว่าผมจะคิดผิด
"แก... แฮ่ก... แฮ่ก...หมายความว่ายังไง?" ตาแก่ซินแสชำเลืองมองผมท่าทางเหนื่อยล้า ไม่เหลือแววอวดดี แล้วยังไง... ผมต้องอธิบายท่าไม้ตายแบบละเอียดๆงั้นเหรอ?
"จำเป็นต้องบอกแกด้วยรึไง"ผมตัดบท ก่อนจะปลดผนึกวงเวทย์บนแผลทุกจุดเพื่อให้วิญญาณทั้งหมดที่หลอมรวมเป็นร่างตาแก่ ถูกสูบผ่านร่างของผมไปยังประตูนรก
"ไม่!! ไม่!! ไม่ไปนรก...ม่ายยยยย!!"
เสียงโหยหวนของวิญญาณทุกดวงดังขึ้นพร้อมกันก่อนที่มันจะค่อยๆ หายไปทีละเสียง ทีละเสียง จนเหลือเพียงแค่เสียงของตาแก่ซินแส
"ไม่!! ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นไม่ไป... ไม่!!!"
ดูเหมือนตาแก่จะยังไม่สิ้นฤทธิ์อาคมเฮือกสุดท้ายของมันต้านทานพลังยมทูตที่เหลือของผม ถ้าไม่มีแผลพวกนี้ผมคงจัดการได้ไม่ยาก แต่ไม่เป็นไร...
"เขตแดนแห่งความตายประตูแห่งสามโลก..." ผมเตรียมร่ายคาถาต้องห้ามที่มีไว้ใช้ในยามคับขันซึ่งแน่นอนว่า... มันต้องแลกด้วยอะไรสักอย่างที่ผมก็ไม่รู้ว่าคืออะไร
"หยุดเลยย่ะ! หยุดเลย!"
เสียงคุ้นหูดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของหัวหน้ายมทูตโซนประเทศไทย
"เขตแดนแห่งความตายประตูแห่งยมโลก จงกลืนกินพลังวิญญาณ จงจองจำ!" สิ้นเสียงร่ายคาถาวิญญาณตาแก่ก็ถูกสูบลงนรกผ่านวงเวทย์ไปด้วยพลังมหาศาลของผู้รับตำแหน่งหัวหน้ายมทูตง่ายดายเหมือนดีดลูกแก้วลงหลุมที่เรียงรายบนทางหลวงชนบท
"ไม่ต้องมายิ้มยูรีบกลับเข้าร่างไปก่อนเลย ไม่งั้นได้โดนสูบลงไปด้วยแน่ๆยูจะต้องกลับไปแบบวิญญาณยมทูตเท่านั้น เข้าใจไหม ถ้าลงไปตอนนี้ยูจะกลายเป็นวิญญาณสิ้นอายุขัยธรรมดา!" คุณหัวหน้าถลึงตากำชับลูกน้องอย่างผมเสียงเข้มสีหน้าท่าทางจริงจังที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา
"ไอรู้แล้ว" ผมพยักหน้าระหว่างถอยหลังกลับไปที่ร่างของนายตองเก้าซึ่งนอนอยู่บนโซฟา
ทุกอย่าง... เป็นไปตามแผน