ไป๋หลงหลานพาหญิงสาวเดินชมภาพวาดหลายภาพที่เขาวาดเก็บๆ เอาไว้ ทำให้เธอได้เห็นมุม ‘ศิลปิน’ ของเขาวันนี้ ที่เขาเคย ‘โม้’ เอาไว้ ซึ่งไม่เกินจริงเลย เพราะภาพเ่าั้ เกินคำว่า ‘มือสมัครเล่น’ ไปไกล องค์ชายทรงมีฝีมือในด้านนี้สูงมาก เธอนึกถึงที่เขาเล่าถึงความ้าชีวิตธรรมดาๆ ยิ่งมาเห็นด้านนี้ของเขา ยิ่งทำให้เห็นตัวตน ความเป็ศิลปิน และความ้าในความสุข สงบได้ชัดเจน ...แต่คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้นี่นะ...
เมื่อเดินดูจนทั่วบริเวณที่เก็บภาพ บนชั้นสองของอาคาร ทั้งสองก็เดินลงมานั่งที่ด้านล่างของศาลา ซึ่งมีโต๊ะทรงงานตัวเล็ก พร้อมเบาะนั่ง อีกทั้งลมเย็นๆ โชยผ่านเป็ระยะ บรรยากาศสบายๆ ยิ่งนัก แม้จะเป็ยามบ่ายก็ตาม
“ข้ากำลังคิดว่ามานั่งตรงนี้ หลังจากทานอาหารมาอิ่มๆ ข้าจะไม่ได้ทำงานล่ะ จะหลับเอา”
หญิงสาวหัวเราะ ก่อนจะแกล้งทำเสียงดุ
“ได้อย่างไรเพคะ อาหารก็ทานแล้ว น้ำส้มก็ดื่มแล้ว ต้องพร้อมทำงานแล้วสิเพคะ ทรงเล่าให้หม่อมฉันฟังไหม เผื่อหม่อมฉันจะช่วยอะไรได้ แต่ถึงช่วยไม่ได้ อย่างน้อยฝ่าาก็ไม่ได้หลับนะเพคะ”
“เหตุผลอะไรของเ้าเนี่ย” เขาหัวเราะ แต่ก็ยอมเล่า พร้อมชูเล่มฎีกาที่เขาถือติดมือมา เพราะเป็เื่ที่ค้างคาใจ แก้ปัญหาไม่ตก ั้แ่ก่อนทานข้าว
“เื่ปัญหาโรคระบาดในหมู่ชาวบ้าน มีรายงานเื่โรคท้องร่วงในเขตชานเมืองด้านทิศใต้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ส่งเื่ไปที่สำนักแพทย์หลวงแล้ว แต่ทำไมชักช้าไม่ทำอะไรเสียที ข้าให้ทหารไปช่วยควบคุมพื้นที่แล้ว เพราะเกรงจะระบาดไปแถบอื่นๆ”
“ปกติชาวบ้านดื่มน้ำจากที่ใดเพคะ”
“ก็ตักจากลำธารที่สะอาด รองน้ำฝนเก็บเอาไว้ หรือถ้าไม่มีลำธาร ก็ตักจากบ่อน้ำในหมู่บ้านขึ้นมา ทิ้งให้ตกตะกอน แล้วกรองด้วยไม้และผ้าสะอาดอีกครั้ง”
“ฝ่าาได้ลองตรวจสอบเื่น้ำดื่มหรือยังเพคะ”
“หือ...น้ำดื่มเหรอ”
“เพคะ โรคท้องร่วงเกิดจากเชื้อในอาหารหรือน้ำดื่ม แต่หากระบาดเฉพาะในชุมชนเดียวกัน สิ่งที่น่าสงสัยเป็สิ่งแรกก็คือสิ่งที่ชุมชนนั้นใช้ร่วมกัน หม่อมฉันก็เห็นจะมีอย่างเดียวก็คือน้ำดื่มนะเพคะ ฝ่าาลองให้ทหารไปตรวจสอบต้นน้ำดูไหมเพคะ และตรวจสอบบ่อน้ำทุกบ่อว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ อาจมีสัตว์ตกลงไปตาย แล้วเน่า ก็ทำให้มีเชื้อโรคในน้ำได้เหมือนกันนะเพคะ ส่วนระหว่างนี้ในหมู่บ้านตรงนั้น ก็ให้ชาวบ้านกรองน้ำให้สะอาดมากขึ้น กรองด้วยไม้และผ้าสะอาดไม่พอ ต้องกรองหลายชั้นกว่านี้ เช่น ชั้นแรกใช้กรวด: ใช้สำหรับกรองสิ่งสกปรกขนาดใหญ่พวกใบไม้ เศษหิน ชั้นที่สองเป็ทราย เพื่อกรองสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดเล็กลง เช่น เศษดินหรือฝุ่น ชั้นที่สามเป็พวกถ่านไม้ ที่ช่วยดูดซับสารพิษ กลิ่น และแบคทีเรีย...เอ่อ...เชื้อโรค แล้วค่อยใช้ผ้า นุ่น หรือสำลี เพื่อกักเศษผงที่หลุดรอดจากชั้นกรองก่อนหน้าเป็ชั้นสุดท้าย ถ้าให้มั่นใจก็นำมาต้มก่อนจะดื่มกิน และล้างมือด้วยเหล้าทุกครั้งก่อนทานอาหาร น่าจะพอช่วยยับยั้งการระบาดได้นะเพคะ”
“ล้างมือด้วยเหล้า!” เขาทำหน้าฉงน
“เพคะ หม่อมฉันทราบว่าชาวบ้านค่อนข้างยากจน แต่เหล้าน่าจะพอต้มหรือกลั่นกันได้เองบ้าง ที่สำคัญ ไม่ได้ให้ใช้เทแบบน้ำเพคะ ใช้เหล้าแรงๆ เทใส่มือเพียงห้าหกหยด ถูให้ทั่วฝ่ามือก็เพียงพอแล้วเพคะ”
“มันช่วยได้อย่างไร”
“เหล้ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อพอได้บ้างเพคะ แม้จะไม่ทั้งหมด บางครั้งมือเราสกปรกจากการจับสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย หรือสกปรกจากการขับถ่ายทั้งหนักทั้งเบา ถ้าทำความสะอาดไม่ดีพอเชื้อจะติดมือ หากมาหยิบจับอาหารเข้าปาก ก็จะทำให้เกิดโรคได้เพคะ โดยเฉพาะโรคท้องร่วง”
“ข้าไม่ได้คิดถึงต้นเหตุ มัวแต่พยายามจะหาทางแก้ หยุดการระบาด คำแนะนำของเ้าข้าจะลองทำดู ขอบใจเ้ามาก” แล้วองค์ชายก็เรียกทหารมาสั่งการ
เมื่อทหารรับคำสั่งไปแล้ว คิ้วที่ขมวดมุ่นของชายหนุ่มก็ค่อยคลายออกเล็กน้อย พร้อมถอนหายใจออกมาดังๆ จนหญิงสาวต้องถามต่อ
“ถอนหายใจขนาดนี้ วันนี้ยังมีปัญหาอื่นต้องขบคิดอีกหรือเพคะ”
“ถอนหายใจเพราะเบาใจไปหน่อยต่างหาก อย่างน้อยก็ได้ทำอะไรสักอย่าง วิธีของเ้าจะได้ผลหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่อย่างน้อยก็เป็อีกทางหนึ่งที่ข้ายังไม่เคยลอง รู้อย่างนี้ข้าปรึกษาเ้าั้แ่เช้าแล้ว” เขาพูดพลางบิดคอที่เมื่อยขบ เนื่องจากนั่งอ่านฏีกาติดๆ กันมาั้แ่เช้า
จ้าวรั่วซีจึงลุกขึ้นและเดินอ้อมไปด้านหลังชายหนุ่ม แล้วเอ่ยปาก
“หม่อมฉันนวดคลายกล้ามเนื้อให้นะเพคะ” แล้วก็ไม่รอให้ชายหนุ่มปฏิเสธ มือบางก็กดนวด่บ่า และ่คอให้อย่างคนที่รู้จุดที่เมื่อยดี เพราะเธอก็เคยนั่งทำงานจนปวดเมื่อยเช่นกัน ...ออฟฟิศซินโดรมนี่มีั้แ่ยุคนี้เลยนะ
“หลับตาสิเพคะ”
เมื่อชายหนุ่มหลับตาลง เธอจึงใช้สองมือนวดบริเวณขมับ กดนวดตามแนวคิ้ว และเปลือกตาเบาๆ มือเธอคงนวดได้ถูกจุด เพราะทั้งความเหนื่อย ความล้า ความเครียดที่สะสม พอมาเจอกับลมเย็นๆ กับฝีมือนวดของหญิงสาว เพียงครู่เดียวองค์ชายหนุ่มก็เผลอสัปหงกจนหญิงสาวต้องคว้าใบหน้าเอาไว้ไม่ให้หน้าคะมำลงไป
“นอนพักสักครู่ไหมเพคะ”
“อือ...ก็ดีนะ ข้าง่วงจนลืมตาไม่ขึ้นเลย” แล้วเขาก็ขยับตัวแล้วเอนกายลง โดยเอาศีรษะของเขาพาดบนตักของหญิงสาว แล้วหลับไปแทบจะทันที ปล่อยให้เธอตะลึงทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงนั้น
ชายหนุ่มหลับไปแล้ว หลับสนิทเสียด้วย ดูท่าแล้วเขาคงเพลียสะสมมาพักใหญ่จริงๆ ซึ่งเธอสังเกตมาสองสามวันแล้ว วันนี้เธอจึงตั้งใจล่อหลอกให้เขาผ่อนคลายลงบ้าง แล้วก็ดูจะได้ผล
หญิงสาวไล่สายตามองใบหน้าหลับใหลบนตักด้วยใจที่อ่อนยวบ ดูจะเป็องค์ชายที่ทรงงานหนักมาก ไม่รู้องค์ชายพระองค์อื่นจะต้องทำงานหนักขนาดนี้เหมือนกันหรือไม่นะ แต่ที่ได้ยินคนนั้นพูดกัน ปะติดปะต่อเอาได้ประมาณว่าองค์ชายใหญ่ซึ่งอายุห่างจากพี่น้องถึงเจ็ดปี จริงๆ ควรได้เป็รัชทายาทแล้ว แต่ฮ่องเต้ก็ไม่ทรงแต่งตั้ง ทรงดูแลทหารวังและกิจการในวัง องค์ชายสามน่าจะทรงงานด้านการคลัง เศรษฐกิจ การค้าทั้งในและต่างประเทศ และองค์ชายสี่ฟังจากคำร่ำลือดูเป็ ‘ศิลปิน’ ก็เหมาะสมที่จะดูแลด้านกรมพิธีการที่ดูแลด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ไปจนถึงการทูต
ส่วนองค์ชายรองที่สลบไสล หมดแรงหลับอยู่บนตักเธอเนี่ย ดูแลกิจการทหารและการโยธา นั่นแสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้ทรงให้ความไว้วางพระทัยอย่างสูง เพราะให้อำนาจทหารและยุทธศาสตร์ทั้งหมด รวมถึงด้านโยธาที่ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รายงานตรงต่อฮ่องเต้เท่านั้น ก็ไม่แปลกที่ต้องมีคนไม่ชอบ และขัดแข้งขัดขาเขาเป็ธรรมดา
ยิ่งรู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้น ก็ยิ่งเข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงโหยหาความสงบ ้าธรรมชาติ ้าชีวิตธรรมดาๆ ก็เพราะเขาแบกความรับผิดชอบเอาไว้มากมายเช่นนี้
ลู่เจ๋อเดินเข้ามากำลังจะทำความเคารพ หากชะงักเมื่อเห็นภาพที่องค์ชายนอนราบไปบนพื้นศาลา โดยหนุนศีรษะไว้บนตักของหญิงสาวผู้นั้น นานมากแล้วที่เขาไม่เคยเห็นองค์ชายทรงอยู่ในอิริยาบท ‘ผ่อนคลาย’ เช่นนี้ รอยยิ้มบางๆ จึงปรากฏ ดูเหมือนองค์ชายจะอยากให้ตำแหน่งพระสนมปลอมๆ นี้ เป็ตำแหน่งจริงเสียกระมัง
จ้าวรั่วซีหันมาเห็นเขาพอดี จึงรีบยกนิ้วชี้ขึ้นปิดปาก แล้วชี้ไปที่ร่างที่หนุนนอนตักเธออยู่ จากนั้นเอียงศีรษะแล้วหลับตา เป็การบอกด้วยภาษากายว่าชายหนุ่มกำลังหลับสนิท และไม่อยากให้ทหารคนสนิทมารบกวนตอนนี้
ลู่เจ๋อยิ่งรู้สึกประทับใจเข้าไปอีก เดิมทีเขาคิดว่าแค่ทรงเอนหลังผ่อนคลาย ไม่ได้คิดว่าทรงถึงขั้น ‘บรรทมหลับ’ อยู่บนตักเธอ แสดงให้เห็นว่าองค์ชายไว้ใจหญิงสาวมากเพียงใด เขาจึงเขียนจดหมายรายงานฝากเธอไว้ ก่อนจะถอยออกไป ราชกิจที่นำมารายงาน...รอได้
----------------------
อ่านแล้วรู้สึกถึงลมเย็นๆ พัดผ่านหน้า เหมือนไปนั่งในศาลากลางสระน้ำกับเค้าด้วยไหมค้า 555 ชอบกดไลก์ กดหัวใจ คอมเมนต์ให้ด้วยน้า