ก่อเกิดแห่งศรัทธา และค่าชะตารัก
หลังจากวันที่จื่อหลันใช้โคมเป่าเหลียนเติงชำระล้างไอมารที่เมืองชายแดนจนสว่างไสวไปทั่วหล้า ข่าวคราวเื่ “เ้าแม่โคมวิเศษ”ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้าน พ่อค้าและขุนนางที่รอดพ้นจากการครอบงำของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางต่างซาบซึ้งในบุญคุณของเธออย่างหาที่สุดมิได้
พวกเขาจึงพร้อมใจกันระดมทุนเพื่อสร้างวัดเ้าแม่โคมวิเศษขึ้นที่กลางเมืองชายแดนทันที โดยหวังว่าพลังแห่งกุศลของเ้าแม่จะปกป้องเมืองนี้ไปตลอดกาล
ส่วนบัณฑิตหนุ่มที่ได้รับมอบหมายจากจื่อหลันให้เผยแพร่พระสูตรก็ทำตามคำสั่งของจื่อหลันอย่างเคร่งครัด เขาคัดลอกพระสูตร ทั้งมหากรุณาธารณีสูตรและอมิตายุสสูตรแจกจ่ายให้กับผู้คนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รวมถึงยังมีรายได้จากการคัดลอกภาพเ้าแม่โคมวิเศษในขณะที่นางกำลังกำจัดไอมารมาจำหน่ายอีกด้วยทำให้เขามีเงินมากพอที่จะใช้ซื้อตำราและวัสดุสำหรับใช้ฝึกฝนเพื่อเตรียมตัวสอบข้าราชการในอนาคต
ด้านจื่อหลันเธอกลับมายังกระท่อมที่เหมืองชายแดนอย่างเงียบสงบเธอกำลังนั่งทำสมาธิเพื่อฟังผลภารกิจจากระบบที่แจ้งเตือนเข้ามา
[แจ้งเตือนระบบ:ภารกิจหลักสำเร็จ]
· ภารกิจ:ช่วยแม่ทัพหยางเซิ่งหรง และขับไล่ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง
· ผลตอบแทน:+200,000แต้มบุญ
· แต้มบุญคงเหลือ:2,583,990+ 200,000 = 2,783,990 แต้มบุญ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอในอกเหนือจากรางวัลภารกิจ นั่นคือหน้าต่างสถานะใหม่ที่ปรากฏขึ้นมาซึ่งเธอไม่เคยเห็นมาก่อน
[แจ้งเตือนระบบ:ค่าชะตารัก ได้ถูกปลดล็อก]
จื่อหลัน (คิดในใจ) “ค่าชะตารักนี่มันอะไรกัน ฉันไปมีความรักกับใครตอนไหน”
ระบบอธิบายว่าเธอได้ผูกชะตากับหยางเซิ่งหรงแม่ทัพชายแดน ซึ่งในอนาคตเขาจะได้เลื่อนขั้นเป็เสนาบดีทางการทหารและได้รับสมญานามว่า ขุนพลไร้พ่าย ตลอดที่เขามีชีวิตอยู่
โดยระบบอธิบายต่อว่า ชะตารักนั้นจะมีค่าสูงสุดอยู่ที่100ซึ่งถือเป็รักนิรันดร์ ิญญาจะผูกพันกันไปทุกภพทุกชาติและค่าชะตารักที่เกิดขึ้นนี้มิได้เกิดจากเธอ แต่เกิดจากฝ่ายตรงข้ามที่คิดผูกสัมพันธ์กับเธอ
[สถานะปัจจุบัน:ค่าชะตารักของ หยางเซิ่งหรง ที่มีต่อจื่อหลัน คือ 50 รักแรกพบ]
จื่อหลัน (คิดในใจ) “ห้าสิบเลยเหรอ ทำไมมันถึงสูงขนาดนี้”
ระบบอธิบายต่อว่า“เพราะท่านได้ช่วยเหลือเขาในยามที่เขาลำบากที่สุดและเป็อันตรายถึงชีวิต ท่านได้ปรากฏตัวในฐานะผู้ช่วยเหลือในขณะที่เขาไร้ทางเลือกและยอมรับชะตากรรมที่จะต้องตาย”
เมื่อจื่อหลันนึกถึงใบหน้าของหยางเซิ่งหรงในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยที่กำลังถูกยาปลุกกำหนัดเล่นงานจนสติหลุดลอย เธอก็รู้สึกว่าใบหน้าเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เมื่อเธอรู้สึกตัวก็รีบใช้มือพัดหน้าของตัวเองไปมาเพื่อไล่ความร้อนและความเขินอายออกไป
จื่อหลัน (คิดในใจ) “บ้าจริง ฉันเป็นักแสดงมาทั้งชีวิต ผ่านฉากเลิฟซีนมาก็เยอะ แต่ทำไมแค่คิดถึงเหตุการณ์นั้นถึงได้รู้สึกเขินอายกับคนที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกได้นะ”
เธอรีบเปลี่ยนเื่เพื่อดึงสติกลับมา เธอเหลือบมองแต้มบุญมหาศาลที่เธอมีอยู่
จื่อหลัน (คิดในใจ) “ฉันมีแต้มบุญเกือบสามล้านแต้ม ถึงเวลาที่ฉันจะต้องรู้แจ้งเห็นจริงในโลกนี้เสียที”
เธอตัดสินใจแลกเปลี่ยน บุพเพนิวาสานุสติญาณแบบถาวรทันที
[ยืนยันการแลกเปลี่ยน:บริโภค 200,000 แต้มบุญ]
[แต้มบุญคงเหลือ:2,583,990 แต้มบุญ]
ทันทีที่แลกเปลี่ยน ความรู้และภาพอดีตชาติอันไกลโพ้นก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเธอและนั่นทำให้เธอรู้ว่าอีกไม่นานราชโองการอภัยโทษก็จะออกแล้ว ฉีเหิงจะเป็คนเชิญราชโองการมาด้วยตนเองที่เหมืองแห่งนี้
แต่ว่าน่าเสียดาย เมื่อเธอเดินทางกลับไปเมืองหลวงด้วยการเดินทางปกติ กว่าจะถึงที่นั่น หวงตี้ก็คงจะสิ้นอายุขัยไปก่อน
ด้วยพระวรกายที่ทรุดโทรมอยู่แล้ว ซ้ำยังถูกปีศาจจิ้งจอกสูบเอาพลังชีวิตและชะตาัไปอีก แม้ตอนนี้จะกลับคืนมาแล้ว แต่ก็ราวกับต้นไม้ที่ขาดน้ำและเป็โรคร้ายที่ราก ไม่ว่าจะบำรุงขนาดไหน สุดท้ายต้นไม้ก็จะตายอยู่ดี
จื่อหลันลองใช้พลังทิพพจักษุตรวจดูอนาคตของอาณาจักรซางทันที เธอพบว่าเส้นทางแห่งอนาคตกำลังจะแตกออกเป็สองสาย สายหนึ่งคือ ากลางเมืองที่เกิดจากการชิงบัลลังก์ระหว่างองค์รัชทายาทและเหล่าอ๋อง
จื่อหลัน (คิดในใจ) “เส้นทางที่จะไม่ให้เกิดาชิงบัลลังก์ขึ้น...ฉันต้อง ยื้อชีวิตหวงตี้ให้ได้อย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้ฉันมีเวลาในการจัดการกับปัจจัยที่จะก่อให้เกิดาขึ้น ฉันต้องหาทางกลับไปเมืองหลวงให้เร็วที่สุด”
คำสั่งตามหายอดพธูของแม่ทัพหยาง
ในเวลาเดียวกันที่ค่ายทหารชายแดนซึ่งบัดนี้ไอมารได้สลายไปจนหมดสิ้น
หยางเซิ่งหรงเรียกประชุมกองทัพทั้งหมดเพื่อบอกเล่าถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เขาไม่ได้ตำหนิหรือลงโทษผู้ใดที่ถูกครอบงำจิตใจ แต่เขากลับกล่าวเตือนให้ทุกคนระมัดระวังให้มากขึ้น เพราะครั้งนี้พวกเขาถูกครอบงำกันทั้งกองทัพเลยทีเดียว
หลังสั่งเลิกประชุมแล้ว หยางเซิ่งหรงเรียกหลี่ฉวน รองแม่ทัพที่ยังมีสีหน้าซีดเซียวจากการถูกดูดเอาพลังหยางไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
“หลี่ฉวนข้ามีเื่สำคัญให้เ้าทำ”
หยางเซิ่งหรงนำภาพวาดสตรีผู้หนึ่งออกมาจากม้วนผ้าใบ เมื่อหลี่ฉวนเห็นภาพวาดนั้นเขาก็อดมองด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มไม่ได้ สตรีในภาพนั้นงดงามราวกับเทพธิดาและมีโคมดอกบัววิเศษที่เปล่งแสงสีรุ้งอยู่ในมือ
“อะแฮ่ม”หยางเซิ่งหรงต้องกระแอมเรียกสติรองแม่ทัพของตน
“หลี่ฉวน จงส่งทหารที่ไว้ใจได้ที่สุดออกตามหาสตรีในรูปนี้ให้พบ”หยางเซิ่งหรงสั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นางคือผู้ที่ช่วยเหลือพวกเราทั้งกองทัพให้พ้นจากมนตราของปีศาจ ข้าต้องตอบแทนบุญคุณของนาง”
หลี่ฉวนที่ได้ยินดังนั้นก็รับปากอย่างแข็งขัน “ขอรับแม่ทัพ ข้าจะพลิกแผ่นดินหาเซียนหญิงผู้นี้ให้พบ”
เมื่อหลี่ฉวนออกไปแล้ว หยางเซิ่งหรงก็กลับเข้าไปในกระโจมของตน เขาจุดตะเกียงและเริ่มเขียนจดหมายถึงตระกูลหยางที่เมืองหลวง เนื้อหาในจดหมายคือการบอกเล่าเื่ที่เขาพบรักกับสตรีนางหนึ่งที่ชายแดนและห้ามไม่ให้ตระกูลจัดหาคู่ครองให้เขาอีกต่อไป
การมาเยือนของพุทธะ
บน์ ณตำหนักของไท่ซ่างเหล่าจวิน ไท่ซ่างเหล่าจวินกับไท่ไป๋จิงซิงกำลังนั่งล้อมวงเดินหมากกันอย่างสงบ
ทั้งสองกำลังพูดคุยเกี่ยวกับเื่ลิงั์ที่เพิ่งถูกกำราบไปได้ไม่นาน
“ข้าได้ยินมาว่าตอนนี้ลิงั์ตัวนั้นกำลังได้รับการสั่งสอนจากเทพผู่ถีโจวซือแล้ว”ไท่ซ่างเหล่าจวินกล่าวพลางวางหมากลง
ไท่ไป๋จิงซิงก็อดแปลกใจไม่ได้“ผู่ถีโจวซือน่ะหรือ ปกติเขาจะไม่ยอมรับศิษย์ที่จะเป็ภัยต่อสามภพในภายหน้าเป็แน่ เหตุใดจึงยอมรับลิงตนนั้นกันเล่า”
“ข้าก็ได้ยินมาว่า”ไท่ซ่างเหล่าจวินกล่าว “ผู่ถีโจวซือไปได้พระสูตรมาจากผู้ที่กำราบลิงั์ตนนั้น เพียงแค่นั้นเขาก็รับเ้าลิงั์เป็ศิษย์ทันที”
“แค่พระสูตร 2บท ทำไมถึงทำให้ผู่ถีโจวซือยอมรับลิงั์เป็ศิษย์ได้”ไท่ไป๋จิงซิงอดสงสัยไม่ได้
ไท่ซ่างเหล่าจวินเองก็ส่ายหน้า เพราะเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน
แต่ระหว่างนั้นเอง เสียงสวดอันกังวานก็ดังไปทั่ว์ เสียงนั้นเต็มไปด้วยพลังแห่งความเมตตาและพลังกุศลอันไม่อาจประมาณได้ สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าเทพทั้งหลาย แม้แต่อวี้หวงต้าตี้เองก็รับสั่งถามถึงที่มาของเสียง
ครืนนนนน
ยังไม่ทันไรรอยแยกมิติก็เปิดออกที่กลางท้องพระโรงหลิงเซียว แสงสีทองอันเจิดจ้าที่สว่างไสวกว่ารัศมีที่ออกจากกายของอวี้หวงต้าตี้ผู้เป็ใหญ่ในสามภพก็แผ่ออกมาจากรอยแยกมิตินั้น
มีบุคคลทั้ง 3 ออกมาจากรอยแยกนั้น ตรงกลางเป็บุรุษประทับบนฐานดอกบัว ร่างกายแผ่พลังแห่งกุศลที่มากล้นจนอวี้หวงต้าตี้รู้สึกว่ากุศลของตนที่บำเพ็ญมาเป็เพียงน้ำหยดเดียวเท่านั้น
ส่วนอีก 2 คนที่เหลือเป็สตรีแต่งกายเหมือนกับนักบวชหญิง พลังแห่งกุศลของทั้งสองเองก็ยิ่งใหญ่กว่าอวี้หวงต้าตี้เช่นกัน แสงจากกายของทั้ง 3 ทำให้์ทุกชั้นสว่างราวกับกลางวัน ทวยเทพทั้งหลายต่างมารวมกันที่ท้องพระโรงซึ่งเป็ที่ประทับของอวี้หวงต้าตี้
อวี้หวงต้าตี้ได้สอบถามทั้ง3คนที่ออกมาจากรอยแยก
ซึ่งบุรุษผู้มีกายสีแดง มีพลังแห่งกุศลอันไม่มีประมาณได้เอ่ยว่า “เราคือพระอมิตาภพุทธเ้าแห่งสุขาวดีพุทธเกษตร เรามาเพื่อโปรดสรรพสัตว์ผู้กระทำดีและเอ่ยนามของเรา ยามสิ้นชีพลงเราย่อมมารับพวกเขาไปยังดินแดนสุขาวดี”
เมื่อพระอมิตาภพุทธเ้าประกาศนามของพระองค์ ฟ้าดินต่างสั่นะเืราวกับกฎฟ้าดินเคารพนอบน้อมต่อตัวตนนั้น ขณะนั้นเองก็มีเหล่าดวงิญญาของมนุษย์จำนวนหนึ่งลอยขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าพระอมิตาภพุทธเ้า ซึ่งทุกคนล้วนเป็ผู้ที่มีโอกาสได้สวดพระสูตรที่จื่อหลันมอบให้และยังไปสักการะพระพุทธรูปที่วัดของไต้ซือฝาไห่อีกด้วย
พระอมิตาภพุทธเ้ากล่าวลาอวี้หวงต้าตี้และหันหลังนำทางิญญามนุษย์ทั้งหมดเข้าไปในรอยแยก ก่อนที่รอยแยกมิติจะปิดลง
เหล่าทวยเทพต่างตกตะลึง พวกเขาไม่เคยพบเห็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ถึงขั้นเพียงแค่เอ่ยชื่อก็ทำให้ฟ้าดินสั่นะเื อวี้หวงต้าตี้จึงมอบหมายให้เทพนาจาลงไปยังโลกมนุษย์ เพื่อสอบถามจากจื่อหลัน ผู้เป็ต้นเื่ของพระสูตรนี้
ความตระหนักของทวยเทพ
จื่อหลันที่ได้พบเทพนาจาในร่างเด็กหนุ่มผู้สง่างามและฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นบน์ เธอก็อดตกตะลึงไม่ได้
จื่อหลัน (คิดในใจ) “ฉันแค่เผยแผ่พระสูตรไปเท่านั้น ไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบถึง์โดยตรง หวังว่าพระอมิตาภพุทธเ้ากับพระโพธิสัตว์ทั้งหลายจะไม่ถือโทษโกรธฉันที่ทำให้พวกท่านทั้งต้องเดินทางมาที่โลกนิยายแห่งนี้นะ”
จื่อหลันอธิบายเกี่ยวกับพระอมิตาภพุทธเ้ากับ พระอวโลกิเตศวร (กวนอิม) และ พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ให้นาจาฟังอย่างละเอียด
“ตามคตินิกายพุทธศาสนามหายานแล้วทั้ง 3 พระองค์คือการแบ่งภาคของพระพุทธเ้า” จื่อหลันอธิบาย“พระอมิตาภพุทธเ้าคือ ภาคร่างธรรมกาย หรือจิตดั้งเดิม ผู้ปกครองดินแดนสุขาวดี”
“ส่วนพระอวโลกิเตศวรและ พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์คือ ภาคร่างสัมโภคกาย เป็ร่างโพธิสัตว์ที่คอยช่วยเหลือสรรพสัตว์และพระศรีศากยมุนีพุทธเ้า คือ ภาคนิรมานกาย ร่างที่ปรากฏบนโลกมนุษย์เพื่อสั่งสอนสัจธรรม ชี้ทางสู่ความพ้นทุกข์”
จื่อหลันได้เล่าพุทธประวัติของพระศรีศากยมุนีพุทธเ้าให้กับเทพนาจาฟังอย่างย่อๆ ซึ่งไม่นานเทพนาจาก็เหมือนจะเข้าใจถึงหลักธรรมที่จื่อหลันกล่าวให้ฟังอย่างลึกซึ้ง
นาจาจึงกล่าวลาและกลับไปทูลอวี้หวงต้าตี้ สร้างความตกตะลึงให้กับสภาเทพอีกครั้ง
ไม่มีใครคิดว่าแดน์ที่พวกเขาคิดว่าเป็นิรันดร์ แท้จริงแล้วยังมีอายุขัย เพียงแต่อายุขัยของเทพและเซียนนั้นยาวนานจนทำให้พวกเขาคิดว่า์คือดินแดนนิรันดร์ หากไม่ทำผิดร้ายแรงอะไรก็ไม่ต้องลงไปเกิดยังโลกมนุษย์ สุดท้ายเมื่อนึกถึงการหายไปของเทพบางองค์ซึ่งมีอาการเหมือนกับที่จื่อหลันบอก ว่ามีกายเศร้าหมอง มีเหงื่อออก ซึ่งเป็อาการที่จะสิ้นอายุขัยและต้องลงไปจุติ และสั่งสมผลบุญใหม่
ส่งผลให้เทพบางองค์รีบทูลลาอวี้หวงต้าตี้ เพื่อลงไปช่วยเหลือผู้มีบุญในแดนมนุษย์ เพื่อจะได้สั่งสมบุญกุศลไว้ยามตนต้องจุติในโลกมนุษย์จะได้ไม่ลำบาก อีกทั้งยังหาเวลาจำแลงกายไปเป็ชาวบ้านเข้าไปทำบุญที่วัดของไต้ซือฝาไห่และฟังธรรม เพื่อหวังหลุดพ้น
ทำให้อวี้หวงต้าตี้อดดีใจไม่ได้ พระองค์ไม่ได้เห็นเหล่าทวยเทพกระตือรือร้นแบบนี้มานานมากแล้วยกเว้น่ที่มีของเซ่นไหว้จากมนุษย์ถวายให้ตามเทศกาล
ด้วยเหตุนี้เหล่าปีศาจจึงถูกขับไล่ให้ไปอยู่ในที่ซึ่งไม่มีผู้คนอาศัยอยู่มากขึ้นและนี่ก็ส่งผลให้อสูรนิลกาฬ และปีศาจจิ้งจอกเก้าหางที่อยู่ในหุบเขาหมื่นอสูร สามารถซ่องสุมอำนาจของตนเองได้มากขึ้นโดยปราศจากการรบกวนจากเหล่าเทพที่กำลังมุ่งเน้นการสร้างกุศล