ภาวินมองรสากินเค้กก้อนใหญ่นิ่ง เค้กก้อนใหญ่รสาแบ่งให้เขาหนึ่งส่วนและที่เหลือเธอก็นั่งกินราวกับไม่รู้สึกอิ่ม ภาวินยื่นมือไปเช็ดริมฝีปากอิ่มก่อนจะเปลี่ยนไปจับมือบางที่กำลังจะเอาเข้าช้อนที่มีขนมเค้กมาเข้าปากตัวเอง“พอได้แล้วรสา เดี๋ยวปวดท้อง” ภาวินพูดพร้อมกับดึงช้อนออกจากมือบางมาถือไว้เอง“แต่ฉันยังไม่อิ่ม” รสาพูดขึ้น แต่ภาวินก็ยังคงดึงจานเค้กของหญิงสาวออกอย่างไม่สนว่าคนที่นั่งตรงข้ามจะหน้าคว่ำใส่ขนาดไหนก็ตาม“รสาต้องกินให้พอดี ผมไม่ได้จะแย่งรสากินหรอกนะ ผมจะเอาไปเก็บไว้ในตู้เย็นให้ ถ้ารสากินมากไปก็จะไม่สบายอีก” ภาวินบอกก่อนจะมองมือของรสาที่ยังคงบวมอยู่ แต่เธอไม่บ่นไม่พูดอะไรออกมาเลย “มือยังไม่หาย อย่าพึ่งทำอะไรให้ตัวเองเจ็บเพิ่มเลยนะ รสา”“ฉันไม่เคยหวงอะไรที่จะให้นายหรอกนะ” รสาพูดขึ้นระหว่างมองคนที่เอาเค้กไปเก็บในตู้เย็นก่อนจะเดินมาอยู่ตรงหน้าหญิงสาว“แต่ผมจำได้ว่ารสาให้ผมกินอาหารโรงพยาบาลที่บอกว่าห่วย แทนที่จะเป็นข้าวผัดที่เหลืออยู่เกือบเต็มกล่องนะ” ภาวินพูดอย่างขำ ๆ แต่รสากลับยิ้มออกมา“เพราะนายไม่ควรกินอะไรที่ทำมาเพื่อฉันคนเดียวยังไงล่ะ” รสาพูดขึ้นก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องครัวไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นที่ดูโล่งโปร่งสบาย มือบางหยิบรีโมตมากดเปิดโทรทัศน์แล้วเลื่อนไปเปิดอินเทอร์เน็ตก่อนจะค่อย ๆ เลือกหนังที่แสดงรายการบนจอโทรทัศน์ภาวินนั่งลงบนโซฟาข้างคนที่ทำเหมือนสิ่งที่เธอพูดออกมาไม่มีอะไรน่าสนใจ“รสา ผมควรจะคิดอะไรกับสิ่งที่รสาพูดออกมาไหม” ภาวินถามสิ่งที่อยู่ภายในใจขึ้นมา แต่หญิงสาวก็ยังคงเลือกหนังไปเรื่อย ๆ ราวกับไม่รู้จะดูอะไรดี“ฉันไม่ได้รักแปลงผักอะไรพวกนั้นมากหรอก ฉันก็แค่ทำเหมือนเป็นรักพวกมันก็เท่านั้น ผักที่ฉันดูแลมา แค่ฉันไม่อยู่ไม่กี่วันกลับเน่าขนาดนั้น กับแปลงผักที่บ้านหลังนี้ ต่อให้ฉันไม่สนใจแต่มันก็ไม่เคยตายจนเน่าแบบนั้น” รสาพูดขึ้นก่อนจะยิ้มออกมา “แปลงผักข้างนอกฉันอนุญาตให้สองตายายนั่นมาดูแล แต่แปลงผักที่บ้านหลังนั้น ฉันไม่เคยอนุญาตให้ใครแตะต้อง แต่ก็เหมือนมีคนหวังดีมาช่วยดูแลจนมันตาย ฉันคิดว่าตัวเองโรคจิตไม่น้อยเหมือนกันที่รู้สึกสนุกกับการที่มีคนคอยทำลายสิ่งที่ฉันแกล้งทำเป็นรัก”“ตอนผมเดินผ่านเมื่อวาน ได้กลิ่นสารเคมีแรงมาก แสดงว่ามีคนตั้งใจทำอย่างนั้นเหรอ” ภาวินถาม“ฉันไม่อยากจะคิดหรอกนะว่าใครทำ แต่นายไม่ใช่ผักพวกนั้น ฉันไม่สนุกหรอกนะถ้ามีใครมาทำกับนายเหมือนผักพวกนั้น ฉันทนดูนายถูกพวกนั้นทำลายไม่ได้หรอกนะ ลม” รสาพูดขึ้นก่อนจะหันไปมองคนที่นั่งข้างๆ“ผมจะไม่ให้รสาต้องมาคอยระวังผมฝ่ายอีกเดียวแล้ว ผมจะระวังตัวเองให้มาก ไม่ให้รสาต้องเดือดร้อน” ภาวินพูดขึ้นพร้อมกับจับมือบางเอาไว้ก่อนจะขยับตัวลงนอนบนตักของหญิงสาวจนรสาได้แต่มองก่อนจะยิ้มออกมา“แค่ให้นายมีความสุขก็พอลม ไม่ต้องห่วงฉันหรอก” รสาพูดขึ้นพร้อมกับลูบหัวของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา มือหนาที่จับมือบางเอาไว้ค่อย ๆ ประสานเอาไว้ก่อนจะเลื่อนมาแนบริมฝีปากตัวเอง“ผมไม่ได้นอนทั้งคืน ขอนอนหน่อยนะ รสา” ภาวินพูดขึ้นเสียงเบา หญิงสาวก็ยิ้มออกมาพร้อมกับมองคนที่หลับตาลง
รสาต้องมานั่งนิ่งในห้องที่มีแต่บรรดาคนที่เอาแต่ปั้นหน้าใส่กัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปกรณ์บอกว่าจะกลับบ้าน แต่ทางโรงเรียนที่พวกอามามอบทุนการศึกษาอยากจะขอเลี้ยงอาหารเป็นการขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รสาไม่ได้อยากจะมางานแจกทุนการศึกษาบ้าบออะไรหรอก ถ้าจะบอกว่าถูกหลอกให้มาก็คงไม่ผิดนัก เมื่อความอดทนที่มีหมดลง รสาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องรับรองทันทีอย่างไม่รักษามารยาทที่ควรมี อาของเธอเลยรีบเดินออกมา“แกจะไปไหนอีก วันนี้ยังสร้างเรื่องไม่พอหรือยังไง” เสียงที่ดังขึ้นอยู่ด้านหลังไม่ดังนัก แต่รสากลับได้ยินอย่างชัดเจน“ฉันจะกลับ” รสาพูดขึ้นก่อนจะหันกลับไปมองหน้าผู้เป็นอา “ฉันทนมานานพอแล้ว”“แกจะไม่ไว้หน้าฉันเลยหรือยังไง ยัยมิส!” เสียงปกรณ์ดังขึ้นอย่างนั้น รสาก็หันกลับไปหาคนที่พูดเสียงดังขึ้นมา ร่มที่ถืออยู่ในมือก็ลากไปกับพื้นก่อนจะมาหยุดลงตรงหน้าปกรณ์“ใครอนุญาตให้อาเรียกฉันแบบนั้น” รสาพูดขึ้นเสียงเย็น แล้วก้มลงมองร่มในมือ “อาคิดว่าร่มคันนี้ฉันจะทำอะไรกับอาได้บ้างล่ะ ดูเหมือนว่าตอนนี้ฉันจะขี้เกียจแสดงเป็นอาหลานแสนรักใคร่แล้วเหมือนกัน ยังไงฉันไม่มีอะไรต้องเสียอยู่แล้ว”“แกอยากไปไหนก็ไป ฉันจะบอกให้จินดามารับแก” ปกรณ์พูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็เดินหันหลังไปตามทางเดินโล่ง ๆ แทนที่จะไปทางที่มีบรรดานักเรียนรวมกลุ่มกันอ่านหนังสือหน้าอาคารเรียนรสาเดินไปตามทางช้า ๆ ร่มในมือก็ถือลากไปบนพื้นจนเกิดเสียงดังน่าหวาดกลัวท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นและตึกเก่า ๆ อย่างนี้ รสาเดินเลี้ยวออกนอกโรงเรียน เธอไม่รู้หรอกว่าเธอกำลังจะไปไหน แต่เธอรู้เพียงแค่ว่าเธอกำลังเดินตามเสียงหนึ่งไปเท่านั้น เสียงที่แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คน แต่เธอก็ยังคงได้ยินชัดเจนรสาหยุดยืนนิ่งเมื่อได้ยินเสียงที่เธอตามหยุดลง มือบางค่อย ๆ หยิบแว่นตาที่เธอเก็บไว้ในกระเป๋ากระโปรงของตัวเองออกมาสวมก็ทำให้รู้ว่าเสียงที่เธอเดินตามมาคือเสียงอะไร“เอาวะ ไม่ตายหรอกว่ะ” รสาได้ยินเสียงคนที่เธอเดินตามเสียงพูดออกมาอย่างแผ่วเบา แต่ถึงจะเบายังไง มันก็ยังคงดังพอให้คนหูดีอย่างเธอได้ยิน“ขี้ขลาดชะมัด” รสาได้แต่มองภาพของคนที่ทำท่ากล้า ๆ กลัว ๆ จะเดินเข้าไปภายในบ้านซอมซ่อหลังนั้น แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้เดินเข้าไปก็มีหญิงสูงวัยเดินออกมา“ยาย ผมกลับมาแล้ว” เสียงของผู้ชายคนนั้นพูดขึ้นพร้อมกับหญิงชราเดินเข้าไปจับตัวของหลานชายที่สภาพซอมซ่อไม่แพ้สภาพบ้านเลยสักนิด“ตังค์ข้าอยู่ไหนไอ้ลม เอามาเร็ว ๆ ข้าจะเอาไปแก้มือ” เสียงที่ดูจะเร่งร้อนทำให้คิ้วเรียวขมวดขึ้นก่อนจะคลายลงอย่างรวดเร็วจนแทบจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าหวานเลยสักนิด“ยาย พวกนักเลงมาขโมยเงินไป ผมเจ็บจังเลยยาย ยายพาผมไปหาหมอได้ไหม” เสียงที่พูดออกมาอ่อนลง แต่คนเป็นยายกลับตบตีชายหนุ่มอย่างแรง แต่เขาทำได้แค่ปัดป้องตัวเองก็เท่านั้น“ไอ้โง่ ข้าจะไปเอาเงินมาจากไหนวะ เอ็งมันไม่ได้เรื่อง ทำไมไม่ตาย ๆ ไปกับพ่อแม่เอ็ง มาเป็นภาระข้าอยู่อย่างนี้” ยายของภาวินด่าเสียงดังจนคนที่ยืนอยู่ห่างยังได้ยิน แต่กลับไม่มีใครสนใจที่จะเข้าไปช่วยเลยสักนิดรสามองภาพตรงหน้าพร้อมกับยกยิ้มราวกับกำลังสมเพชภาพตรงหน้า แต่น้ำตากลับค่อย ๆ ไหลออกมาจากดวงตาไร้ความรู้สึกจนหยดลงบนพื้นดินสกปรก รสามองคนที่กอดตัวเองนอนนิ่งไป แต่แทนที่หญิงชราคนนั้นจะสนใจแต่กลับเดินออกนอกบ้าน ขาเรียวค่อย ๆ ก้าวไปทางคนที่นอนนิ่งก่อนจะนั่งลงตรงหน้าภาวิน“ช่วย...ด้วย...” เสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหนาได้รูปดังออกมาอย่างแผ่วเบาทั้งที่เขาไม่ได้ลืมตาขึ้นสักนิดมือบางยื่นไปวางบนแขนที่กอดตัวเองราวกับกำลังเจ็บปวด เธอรู้ว่าถึงแม้ร่างกายจะเจ็บปวดเพียงไร มันเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดภายในใจได้เลยรสาหยิบโทรศัพท์เครื่องเล็กที่กำลังส่งเสียงออกมาจากกระเป๋ากระโปรงแล้วรับสายของจินดาที่โทรมาก่อนจะบอกว่าตัวเองอยู่ที่ไหนก่อนจะนั่งมองคนที่เจ็บอยู่นิ่ง ๆ“ฉันจะไม่มีวันปิดประตูใส่นายหรอกนะลม ฉันสัญญา” รสาพูดขึ้นก่อนจะค่อย ๆ ยื่นมือไปจับใบหน้าที่นิ่วด้วยความเจ็บปวด “ดีแล้วที่นายยังบอกว่านายเจ็บได้ อย่าเก็บไว้คนเดียวนะลม ไม่อย่างนั้นใจของนายจะเจ็บไม่ใช่แค่กาย”รสาค่อย ๆ ลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงรถคุ้นหูเริ่มดังเข้ามา หญิงสาวเดินจากไปก่อนจะหยุดลงไม่ไกลจากบ้านที่มีผู้ชายในชุดนักเรียนกำลังนอนนิ่งอยู่“รสา กลับกันเถอะค่ะ” จินดาพูดขึ้นทันทีที่เห็นรสายืนนิ่งอยู่“ฉันจะช่วยผู้ชายคนนั้น ฉันจะช่วยให้ลมมีทุกอย่างที่เขาต้องการ” รสาพูดขึ้นด้วยใบหน้าที่ยังคงไร้ความรู้สึกเช่นเดิม แต่จินดากลับมองไปทางบ้านที่ดูซอมซ่อ“ใครเหรอคะ รสารู้จักเหรอ” รสาส่ายหน้าก่อนจะหันไปกลับมองคนที่ตอนนี้เหมือนจะเริ่มได้สติขึ้นมาบ้างแล้ว“เขาเป็นคนที่ทำให้ฉันอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป” รสาพูดขึ้นเสียงเรียบก่อนจะหันมามองจินดาที่มองเธออย่างสงสัยก่อนที่จะพยักหน้าให้“ถ้าอย่างนั้นรสาขึ้นรถไปเถอะ น้าชัยรออยู่”“ฉันจะพาเขาไปโรงพยาบาล” รสาบอกขึ้นมา“น้าจะพาเขาไปเอง รสาไม่ชอบอยู่ที่คนเยอะไม่ใช่เหรอ ขึ้นรถเถอะ รสาเป็นห่วงเขามากเลยเหรอ” รสาได้ยินจินดาถามอย่างนั้นก็หันไปมองคนที่พยายามยันตัวเองไปนั่งพิงกับประตูก่อนที่เธอจะเดินขึ้นรถที่มีฉัตรชัยจอดรออยู่จินดาโบกแท็กซี่ก่อนจะนั่งไปลงที่หน้าบ้านของภาวิน ส่วนรสาก็นั่งรถออกมาห่างจากบ้านหลังนั้นก่อนที่จะบอกให้ฉัตรชัยตรงไปโรงพยาบาลแทนที่จะกลับบ้าน-------------------------------------สามารถเข้าไปพูดคุยกันได้ใน เพจ เมื่อรัก หรือทวิตเตอร์ เมื่อรัก กันได้นะคะกดติดตามหรือกดถูกใจเพื่อเป็นกำลังในการลงนิยายของรักกันได้นะคะ เรื่องนี้มีอีบุ๊กด้วยนะคะ ฝากด้วยนะคะ ⇨ อาทิตย์ยอแสง...เมื่อรัก...