กลางลานประลองที่ลมแรงพัดกรู พลังสายฟ้าแผดเสียงกัมปนาท…
“อินทรีวายุ! พุ่งจู่โจมจากฟากฟ้า!”
“เสือดาวสายฟ้า! ตัดแนวเคลื่อนไหวของมัน!”
หลี่เสวียนจือคำรามสั่งการ ทั้งอินทรีวายุและเสือดาวสายฟ้าก็พุ่งเข้าหาหมาป่าวายุจากคนละทิศทาง!
อินทรีวายุ โฉบลงมาจากท้องฟ้าด้วยปีกขนาดใหญ่ กรงเล็บเปล่งแสงสีเขียวหม่นเหมือนจะตัดอากาศได้เป็ริ้ว
เสือดาวสายฟ้า ในขณะเดียวกัน ก็เคลื่อนตัวอย่างว่องไวบนพื้น ปล่อยประกายสายฟ้าแตะพื้นเป็ระยะทุกครั้งที่ก้าว
หมาป่าวายุ ที่ยืนอยู่กลางลานเพียงตัวเดียว กลับยังสงบนิ่ง — จนวินาทีสุดท้าย!
ตูม!
มันหายวับไปจากจุดเดิม ปรากฏตัวอีกครั้งด้านข้างของอินทรีวายุ ก่อนจะตวัดกรงเล็บเข้าใส่ หากแต่อินทรีวายุก็หมุนตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด
“ไวใช้ได้!” หลี่เสวียนจือขบกรามแน่น
การต่อสู้เข้าสู่จังหวะผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างรวดเร็ว
เสียงปะทะของกรงเล็บและพลังิญญาสะท้อนก้อง
หมาป่าวายุ โจมตีเข้าใส่เสือดาวสายฟ้า เสือดาวพุ่งหลบไปทางซ้าย หมาป่าพลิกตัวพุ่งตาม ทันใดนั้น อินทรีวายุโฉบลงจากด้านหลัง แต่หมาป่ากลับใช้ลมหมุนใต้ฝ่าเท้าตัวเองดีดกลับขึ้นไปชนสวน!
เสียงลมแตกเป็เสียงฟ้าคำราม
“ทั้งสามตัวเร็วเกินตาคนมองแทบไม่ทัน!”
“นี่มันศึกของความเร็วโดยแท้!”
ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามหาจังหวะชิงความได้เปรียบ แต่ด้วยพลังและการควบคุมอสูรอันเชี่ยวชาญ ทั้งหมาป่าวายุ อินทรีวายุ และเสือดาวสายฟ้า ต่างก็หลบเลี่ยงการโจมตีของกันและกันได้อย่างสูสี
การประลองในครั้งนี้กลายเป็การร่ายระบำแห่งความเร็วและการอ่านจังหวะขั้นสูง — ไม่มีใครยอมใคร!
กลางสนาม ลมและประกายสายฟ้ายังคงสะบัดวูบวาบอย่างรุนแรง
อินทรีวายุ บินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือศีรษะหมาป่า โฉบลงพร้อมปล่อยคมลมใส่กลางหลัง
เสือดาวสายฟ้า วิ่งสลับซ้ายขวา พุ่งเข้าโจมตีจากระดับพื้นดินอย่างแม่นยำ
การประสานของทั้งสองตัว ทำให้หมาป่าวายุเริ่มมีรอยขีดข่วนตามลำตัว
“ดีมาก! อย่าปล่อยโอกาสให้มันได้พัก!” หลี่เสวียนจือกัดฟันสั่งการ
ฝูงชนต่างลุกฮือ!
“สองรุมหนึ่ง แถมยังปะทะกันตรงๆ อย่างนี้… หมาป่าจะไหวแน่หรือ?”
แต่ในจังหวะที่อินทรีวายุโฉบลงซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
หมาป่าวายุ กลับไม่หลบ!
มันหันตัวกลับทันที ปากอ้ากว้างปล่อยคลื่นลมบิดเบี้ยวรุนแรง — “วายุคำราม!”
ตูม!!
อินทรีวายุลอยสะบัดกลางอากาศเหมือนโดนลมกรดพัดฟาดลงพื้น ร่างกระแทกพื้นสนามจนดินแตกกระจาย!
“อินทรีวายุ!!” หลี่เสวียนจือร้องลั่น
เสือดาวสายฟ้า พุ่งเข้าเสริมอย่างไม่ลังเล ใช้พลังฟาดฟันเข้าด้านข้างหมาป่า
แต่หมาป่าวายุกลับหันหัวพลิกตัวอย่างแม่นยำ สะบัดกรงเล็บที่เปล่งแสงวายุออกฟาดสวนกลับไป—
ฟุ่บ!
เสือดาวสายฟ้าลอยกระเด็นออกไปไกลก่อนจะแน่นิ่งอยู่ข้างอินทรีวายุ
สนามทั้งสนามเงียบกริบ…
“…มันจบแล้ว...?”
“สัตว์อสูรทั้งสองของหลี่เสวียนจือ… พ่ายแพ้หมดสภาพ…”
หมาป่าวายุ ยืนหอบหายใจเล็กน้อย แต่ออร่ายังคงสงบนิ่งเปี่ยมอำนาจ
“ต่างกันที่ระดับจริงๆ…”
“ถึงจะประสานกันดีแค่ไหน แต่สุดท้าย ก็สู้พลังที่แท้จริงไม่ได้…”
ทันทีที่การต่อสู้สิ้นสุดลง ผู้ชมทั่วทั้งลานประลองต่างลุกขึ้นพร้อมเสียงปรบมือดังกึกก้อง
“แม้จะแพ้… แต่หลี่เสวียนจือก็สู้ได้ดีเหลือเกิน!”
“เด็กคนนั้นแม้จะมีพลังต่ำกว่า แต่กล้าท้าทายกับอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูล แถมยังต่อสู้ได้อย่างสูสี!”
เสียงชื่นชมดังระงม บางคนถึงกับตบมือไม่หยุด บางคนลุกยืนด้วยความเคารพต่อจิตใจนักสู้
“อินทรีวายุกับเสือดาวสายฟ้าของเขา มีพลังประสานที่น่าทึ่งจริง ๆ”
“ถ้าหลี่เสวียนจือได้พลังสนับสนุนมากกว่านี้… ในอนาคตอาจไม่แพ้หลี่เฉินเฟิงเลยก็ได้”
แม้จะเป็ผู้พ่ายแพ้ แต่หลี่เสวียนจือก็เดินออกจากสนามอย่างสง่างาม สีหน้าแน่วแน่ ไม่หลบตาใคร
“ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้… ครั้งหน้าข้าจะไม่แพ้เ้าอีก”
เสียงเขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ยังไม่จางหาย
ส่วนหลี่เฉินเฟิงยังคงยืนสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
“เ้ามีความกล้าที่ไม่เลวเลย… แต่นั่นยังไม่พอที่จะเป็คู่ต่อสู้ของข้า”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยความมั่นใจเหนือใคร
ผู้าุโผู้ควบคุมการประลองก้าวขึ้นกลางเวทีประลอง เสียงของเขาดังกังวานชัดเจนไปทั่วลาน
“การประลองคู่แรก… จบลงแล้ว!”
เขายกมือชี้ไปยังบุรุษหนุ่มที่ยืนมั่นคงอยู่กลางสนาม
“ผู้ชนะ — หลี่เฉินเฟิง!!”
เสียงเฮดังลั่นทั้งสนาม ผู้ชมบางส่วนโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น บางส่วนยังคงปรบมือให้หลี่เสวียนจือที่แม้จะแพ้ แต่ก็สู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ขณะที่ผู้าุโผู้ควบคุมการประลองกำลังจะประกาศเริ่มต้นการต่อสู้ในคู่ที่สอง—เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างกระทันหัน
“ไม่เลวเลย… ไม่เลวจริงๆ! ผู้เยาว์ของตระกูลหลี่รุ่นนี้ ช่างมีแววมากทีเดียว!”
เสียงนั้นแหบพร่าแต่ทรงอำนาจ คล้ายดังก้องจากเบื้องบน ท่ามกลางความงุนงงของผู้คนในสนาม ทุกสายตาต่างกวาดมองไปมาหาต้นเสียงอย่างตื่นตระหนก
ฟู่ม!
ท้องฟ้าสีครามพลันถูกบดบังด้วยเงาของเรือเหาะขนาดใหญ่ ที่ลอยต่ำลงมาอย่างสง่างาม บนหัวเรือมีตราสัญลักษณ์ของ “นิกายหลัวเทียน” หนึ่งในขุมอำนาจยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน
เรือเหาะลอยเข้ามาจอดเหนือสนามประลอง บรรดาผู้ชมและาุโทั้งหลายต่างลุกขึ้นยืนอย่างเคารพ บนดาดฟ้าเรือ บุรุษชราผมขาวยืนสง่าผ่าเผย มองลงมายังสนามเบื้องล่างด้วยแววตาเฉียบคม
“ข้า… ผู้าุโกู้หยุนแห่งนิกายหลัวเทียน ขอเข้าร่วมชมการประลองของตระกูลหลี่ครั้งนี้ด้วย”
“ตระกูลหลี่มีรุ่นเยาว์ที่ประลองได้ดีถึงเพียงนี้… ข้าชักอยากรู้แล้วสิ ว่าใครจะคู่ควรแก่คำว่า ‘ดาวรุ่งแท้จริง’ ”
เสียงของเขาทรงพลัง จนแม้แต่ผู้าุโของตระกูลหลี่เองยังต้องประสานมือคารวะขึ้นไป
ขณะที่ผู้คนยังคงตื่นตะลึง เสียงหนึ่งของผู้ชมก็กระซิบกันเบาๆ
“นิกายหลัวเทียน… หนึ่งในขุมอำนาจแห่งดินแดน—”
“ใช่แล้ว… ‘หนึ่งราชสำนัก สามนิกาย สี่ตระกูล’ ขุมอำนาจแปดเสาหลักของแผ่นดิน นิกายหลัวเทียนคือหนึ่งในสามนิกายยิ่งใหญ่…”
ผู้ชมบางคนถึงกับกลืนน้ำลาย พวกเขาตระหนักทันทีว่า การประลองรอบนี้ ไม่ใช่เพียงเื่ภายในของตระกูล หลี่อีกต่อไป แต่สายตาของมหาอำนาจก็จับจ้องอยู่แล้ว!
ท่ามกลางสายตาทุกคู่ในสนามประลองที่จับจ้องไปยังเรือเหาะลำนั้น ผู้นำตระกูลหลี่ — ก็รีบก้าวออกมาจากอัฒจันทร์ผู้าุโพร้อมผู้นำอีกหลายคน เขาประสานมือคำนับด้วยท่าทีเคารพ
“ขอต้อนรับผู้าุโกู้เหยียนแห่งนิกายหลัวเทียน ท่านเดินทางมาเยือนถึงที่นี่ ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือไม่?”
ชายชรารูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าประดับด้วยหนวดเคราสีเงินยาวถึงอก ดวงตาเปล่งแสงสีฟ้าเรืองรองภายใต้คิ้วเข้ม — กู้เหยียน ยิ้มน้อย ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกแต่ทรงพลังจนะเืบรรยากาศ
“ฮ่า ๆ ตระกูลหลี่มีสายเืดีจริง ๆ ปีนี้นับว่ายอดเยี่ยมเกินคาด… ข้ามาที่นี่ตามคำสั่งของจ้าวนิกาย — เพื่อ ‘เฟ้นหา’ ศิษย์เข้ารับการฝึกฝนในนิกายหลัวเทียน”
เสียงของกู้เหยียนเงียบลง แต่สะท้อนอยู่ในใจของผู้คนมากมายทั่วทั้งสนาม
คำว่า เฟ้นหา จากนิกายหลัวเทียนไม่ใช่เื่เล็ก หากผู้ใดได้รับเลือก จะถือว่าเป็ศิษย์ในสายตรง มีโอกาสได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในแผ่นดิน
บรรยากาศในสนามเปลี่ยนไปทันที—จากความตื่นเต้นสู่ความกระหาย พลังที่แท้จริงของขุมอำนาจใหญ่…ได้ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาแล้ว
ผู้นำตระกูลหลี่ — หลี่เทียนไห่ ประสานมือโค้งให้อีกครั้งด้วยท่าทีนอบน้อม สีหน้าเปี่ยมด้วยความจริงใจและความคาดหวัง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เชิญผู้าุโกู้เหยียนเข้าสู่ตำแหน่งด้านใน ขอให้ท่านได้รับชมการประลองด้วยความสะดวกสบาย ตระกูลหลี่เล็กๆของข้า จะต้อนรับท่านให้สมเกียรติ ”
จากนั้นเขาหันไปทางเรือเหาะ พร้อมสั่งให้ศิษย์รับใช้พาผู้าุโไปยังที่นั่งพิเศษข้างเวที ก่อนจะเอ่ยคำที่สะท้อนความภาคภูมิใจในฐานะหัวหน้าตระกูล
“หากในตระกูลหลี่อันต่ำต้อยของข้า มีผู้ใดพอจะเข้าตาท่านได้บ้าง แล้วได้รับโอกาสเข้าสู่นิกายหลัวเทียน… ก็คงนับเป็เกียรติอันล้ำค่า และเป็โชควาสนาแห่งตระกูลหลี่ข้าจริง ๆ”
กู้เหยียนหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง ก่อนตอบอย่างสุขุม
“ฮ่า ๆ ตระกูลหลี่จะต่ำต้อยได้อย่างไร ในเมื่อยังมีเด็กหนุ่มเช่นนั้นอยู่ในสนาม… ข้าจะคอยดูด้วยตาตนเอง ว่าศิษย์ผู้ใดจะคู่ควรกับหลัวเทียนของเรา!”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นแต่มีประกายแห่งความคาดหวัง — ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขากำลังเอ่ยถึงใคร…หลี่เฉินเฟิง