เป็คุณชายถือพัดที่พูดขึ้นมา
" หึคิดว่าข้ากลัวพวกเ้าอย่างนั้นหรอ "
ผมพูดออกไปอีกครั้งด้วยเสียงที่เย็นเฉียบขึ้นกว่าเดิมก่อนจะพูดต่ออีกว่า
" อ๋อเ้าเป็องค์ชายของแคว้นหู่สินะดี หากมีเวลาข้าคงต้องไปเยือนวังหลวงของแคว้นหู่ดูสักครั้ง หึหึ "
ผมพูดออกมาเสียงเหี้ยมก่อนจะหันไปถามชื่อแซ่ของคุณชายอีก 3 คนที่เหลือทันที
" แล้วพวกเ้าล่ะมีชื่อแซ่ว่าอะไรกันบ้าง " ผมถามออกไปยิ้มๆ แต่รอยยิ้มนั้นส่งไม่ถึงดวงตา
" พะพวกข้าถึงลูกหลานของตระกูลใหญ่ในแคว้นหู่หากพวกข้าเป็อะไรไปตระกูลของพวกข้าไม่ปล่อยเ้าไว้แน่ "
ทั้ง 3 คนพูดออกมาพร้อมกันอย่างตะกุกตะกัก
" แคว้นหู่นะ น่าสนใจจริงๆ " ผมพูดออกไปเสียงเย็น
" หืม พวกเ้าสามคนคงเป็คุณชายของตระกูลจี้ ตระกูลเซี่ยและตระกูลฟ้านแห่งแคว้นหู่สินะ "
จินหวงที่ฟังอยู่นานเอ่ยถามขึ้นเพราะในแคว้นหู่มีตระกูลใหญ่ 4 ตระกูลด้วยกันคือตระกูลจิน ตระกูลจี้ ตระกูลเซี่ยและตระกูลฟ้าน
" เ้ารู้ได้ยังไงหรือเ้าก็เป็คนแคว้นหู่เช่นเดียวกัน "
คุณชายหนึ่งในสามคนนั้นเอ่ยถามขึ้นเป็คุณชายตระกูลเซี้ยที่เอ่ยถามพร้อมกับมองไปที่บุรุษร่างบางตรงหน้า
" ใช่ข้าเป็คนแคว้นหู่เช่นเดียวกันกับพวกเ้า ข้าชื่อจินหวงเป็บุตรชายคนเดียวของตระกูลจินแห่งแคว้นหู่ "
" อะไรนะ!" ทั้ง 4 คนะโขึ้นพร้อมกัน
" เป็ไปไม่ได้เขาลือกันว่าคุณชายตระกูลจินนั้นอ้วนราวกับหมูแถมยังมีหน้าตาอัปลักษณ์ไม่ได้หน้าตางดงามเช่นเ้า "
คุณชายตระกูลเซี่ยเอ่ยขึ้นอย่างไม่เชื่อถือ
" เ้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เื่ของเ้า "
จินหวงพูดขึ้นแล้วไม่ได้สนใจอะไรอีกจะหันไปบอกกับพวกศิษย์ใหม่ที่เหลือว่า
" ข้าว่าพวกเราออกเดินทางไปสำนักเทพกระบี่กันเถอะนี่ก็เสียเวลามานานมากแล้วเหลือเวลาอีกแค่ 1 วันเท่านั้น "
เมื่อพวกเราได้ยินดังนั้นจึงได้รีบพากันออกเดินทางทันทีโดยไม่สนใจกลุ่มของคุณชายทั้ง 4 คนนั้นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อพวกเราทั้งหมดเดินทางมาถึงทางเข้าของสำนักเทพกระบี่ต้องพบกันประตูหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่และด้านหลังประตูใหญ่เป็ต้นไปมีบันใดหินเรียงรายเป็ขั้นบันใดขึ้นไปไม่รู้ว่าขั้นสูงสุดอยู่ที่ใด และแล้วก็ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาก้องบริเวณว่า
" จากนี้ไปคือบันใดขึ้นไปสู่สำนักเทพกระบี่พวกเ้าจงใช้ความสามารถของพวกเ้าในการเดินขึ้นบันไดเ้าสามารถใช้พลังอะไรก็ได้ไม่จำกัดขอเพียงเ้าต้องขึ้นไปจนถึงตัวสำนัก้าสุดภายในรุ่งเช้าของอีกวันหากช้ากว่านั้นจะถูกตัดสิทธิ์การเป็ลูกศิษย์ของสำนักเทพกระบี่ทันที ขอให้พวกเ้าโชคดี "
แล้วเสียงนั้นก็ได้หายไปหลังจากนั้นก็มีเสียงเอะอะโวยวายของเหล่าศิษย์ใหม่ในทันที
" นี่มันอะไรกันพวกเรากว่าจะเอาชีวิตรอดออกมาจากป่าอสูรเทวะและป่ามายาทมิฬได้แล้วเรายังต้องมาไต่บันไดพวกนี้ในระยะเวลาที่สั้นแค่นี้หรือหากเราไม่สามารถขึ้นไป้าสุดของบันไดได้ก็ไม่ได้เป็ลูกศิษย์ของสำนักเทพกระบี่นี่มันจะโหดร้ายเกินไปแล้ว "
ศิษย์ใหม่คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจและก็มีอีกหลายคนที่เห็นด้วยกับศิษย์ใหม่คนนั้น
แต่พวกของไป๋ชิงไม่ได้สนใจคนพวกนั้นแม้แต่น้อยต่างก็ได้พากันรีบไต่ขึ้นบันไดในทันทีและในทันทีที่พวกเขาเหยียบบันไดขั้นแรกก็ได้รับแรงกดดันกดทับมาบนร่างกายจนต้องก้มตัวลง
" ฮึก นี่มันแรงกดดันอะไรกัน อย่าบอกนะว่าบันไดแต่ละขั้นมีแรงกดดันอยู่ " จินหวงพูดขึ้นอย่างใที่ได้รับแรงกดดัน
ผมเองก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันนั้นเช่นกันแต่แรงกดดันนั้นไม่ได้มีผลอะไรกับผม ผมจึงได้ถึงได้พูดออกไปว่า
" บันไดนี้มันสามารถฝึกฝนพวกเ้าได้เพราะฉะนั้นพวกเ้าต้องเดินขึ้นไปด้วยตัวเองข้าจะไม่ช่วยพวกเ้าแต่ข้าจะขีดเส้นให้พวกเ้าให้เดินขึ้นไปถึงขั้นที่50 เพื่อฝึกฝนจากนั้นข้าถึงจะช่วยพวกเ้าเพื่อจะได้ไปถึงสำนักเทพกระบี่ได้โดยเร็วก่อนหมดเวลาเข้าใจหรือไม่ "
ผมพูดพร้อมถามทั้ง 3 คนออกไปเหล่าศิษย์ใหม่ที่เห็นผมพูดกับทั้งสามคนแบบนั้นบางคนก็ตกตะลึงกับคำพูดของผมแต่บางคนก็ถึงกลับหัวเราะออกมาพร้อมกับพูดออกมาอย่างดูถูกเหยียดหยามว่า
" พวกเ้าได้ยินที่เ้าขยะนั่นพูดหรือไม่ ตัวเองไม่มีทั้งพลังธาตุและระดับการฝึกฝนกลับบอกว่าจะช่วยคนอื่นทั้งที่ตัวเองก็ยังเอาไม่รอด "
" ใช่ๆ 5555 ช่างพูดจาโอ้อวดเสียจริง "
ผมที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรก่อนจะพูดกับทั้ง 3 คนออกไปว่า
" ข้าจะไปรอพวกเ้าที่ขั้นที่ 50 ตามมาให้เร็วล่ะ "
ผมพูดจบก็ทะยานขึ้นไปบันไดโดยไม่รับแรงกดดันอะไรเลยนั่นสร้างความใให้กับคนที่ดูถูกเหยียดหยามและคนอื่นๆ เป็อย่างมาก
" นี้มันเป็ไปได้ยังไงกัน หมอนั่นสามารถขึ้นบันไดได้โดยไม่ได้รับแรงกดดันอะไรเลย มันต้องโกงแน่ๆ หรือไม่มันก็อาจจะเป็ปีศาจแปลงกายมาก็ได้ไม่อย่างนั้นมันคงไม่เก่งกาจขนาดนี้ "
ชายคนเดิมที่พูดดูถูกเหยียดหยามไป๋ชิงขึ้นมาด้วยความอิจฉาริษยาจินหวงที่ได้ยินเช่นนั้นจึงพูดออกไปว่า
" เ้าน่ะสิไร้ประโยชน์เป็ขยะ เก่งไม่เท่ารับสหายข้าก็มาบอกว่าสหายข้านั้นเป็ปีศาจเ้าน่ะสิเป็ปีศาจ "
" นี่เ้ากล้าว่าข้าหรือรนหาที่ตาย "
ชายคนนั้นพูดขึ้นพร้อมกับปลดปล่อยระดับพลังระดับ์ขั้น 9 ออกมา
" เ้าน่ะสิรนหาที่ตาย " จินหวงพูดขึ้นพร้อมกับปลดปล่อยพลังระดับราชันย์ขั้น1 ออกมา
" ระ ระดับราชันขั้น 1 "
ชายคนนั้นะโออกมาด้วยความใและหวาดกลัวก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งดังขัดขึ้นว่า
" ข้าว่าพวกเราขึ้นไปกันเถอะ เสียเวลามามากแล้ว "
เย่หลิงพูดขึ้น ก่อนที่จะเริ่มไต่บันไดขึ้นไปในทันทีทีละขั้นส่วนจินหวงและอี้เซียวที่ได้ยินเช่นนั้นก็เลิกสนใจชายคนนั้นและเดินตามเย่หลิงขึ้นไปในทันที
ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็ปลดปล่อยพลังออกมาแล้วก็วิ่งขึ้นไปในทันทีคนนำหน้าทั้งสามคนไปหลายคนแล้ว
ทางฝั่งเมืองหลวงของแคว้นฉู่
ตอนนี้ในแคว้นฉู่ตามอุดมสมบูรณ์ไปด้วยของกินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็เนื้อสัตว์และผลไม้ผู้คนในแคว้นต่างก็ไม่ต้องอดอยากกันอีกเหมือนดั่งเช่นแต่ก่อน ด้วยคำแนะนำจากท่านเซียนในป่าเทวะทมิฬ และในตอนนี้แคว้นต่างๆ รอบข้างต่างส่งราชทูตมาขอเจริญสัมพันธไมตรีและขอเรียนรู้เื่ของอาหารและผลไม้ต่างๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากท่านเซียนในป่าเทวะทมิฬ เพื่อนำกลับไปเผยแพร่ให้กับชาวแคว้นของตนของตน จนตอนนี้วิธีการนำผลไม้มาบริโภคและวิธีการถนอมอาหารและวิธีการทำอาหารจากเนื้อสัตว์และผลไม้เ่าั้ต่างก็กระจายไปเกือบทั่วทุกแคว้นแล้ว
ภายในวังหลวง
" ว่าอย่างไรฮ่องเต้น้องชายของเ้าไปที่ใดกันหรือเหตุใดถึงไม่ค่อยมาให้ข้าได้เห็นหน้าเห็นตาเลย แล้วน้องสะใภ้ที่เ้าพูดกับจิ้งหวงคืออันใดกันน้องสะใภ้ใคร "
องค์ไทเฮาเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับจ้องหน้าฮ่องเต้ที่เป็โอรสคนโตของนางตาเขม็งส่วนจิ้งหวงก็คือฮองเฮาของโอรสของนางหรือว่าเป็ลูกสะใภ้ของนางนั่นเอง แล้วลูกสะใภ้ของนางคนนี้ก็เป็เกอ อีกด้วย และนางก็รักและเอ็นดูลูกสะใภ้คนนี้เป็อย่างมาก
" เอ๋อ ตอนนี้อ๋องฉู่ตอนนี้น่าจะอยู่ที่สำนักเทพกระบี่พะยะค่ะเสด็จแม่ "
" หืมสำนักเทพกระบี่งั้นเหรอ อ๋องฉู่ไปทำอะไรที่สำนักเทพกระบี่ " ไทเฮาซักถามขึ้นมาอีก
" เสด็จพี่ท่านเคยพูดว่าท่านอ๋องฉู่ จะตามน้องสะใภ้ไปที่สำนักเทพกระบี่ไม่ใช่หรือพะยะค่ะ " จิ้งหวงเอ่ยถามขึ้น
" หืออ อะไรกันน้องสะใภ้นี้พวกเ้าอย่าบอกนะว่าอ๋องฉู่กำลังมีคนรัก ใช่หรือไม่แล้วเขาคนนั้นเป็ใครอยู่ที่ไหนเป็ลูกเต้าเหล่าใครแล้วรูปร่างหน้าตาเป็เยี่ยงไรนิสัยใจคอเล่าเป็เยี่ยงไร "
ไทเฮาถามออกมาด้วยความตื่นเต้นจะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไงก็โอรสคนเล็กของนางจนตอนนี้อายุก็ 30 แล้วแต่ยังไม่ยอมแต่งชายาเข้าจวนสักที
" เื่นี้ข้าว่ารอเ้าตัวมาบอกเองดีกว่าพะย่ะค่ะเสด็จแม่ "
ฮ่องเต้ตอบไทเฮาออกไปพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย
กลับมาทางฝั่งสำนักเทพกระบี่
หลังจากที่ทั้ง 3 คนได้เดินขึ้นบันไดขั้นทีละขั้นแรงกดดันของแต่ละขั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแล้วจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงไป๋ชิงลอยเข้ามาในหูว่า
" พวกเ้า 3 คนต้องดูดซับพลังด้วยขณะที่เดินขึ้นบันไดมันจะเพิ่มความแข็งแกร่งของพวกเ้าได้ "
ทั้ง 3 คนได้ยินอย่างนั้นจึงได้ทำการดูดซับพลังทันทีเพราะพวกเขาเชื่อมั่นในตัวของไป๋ชิงและจากนั้นก็ทำการเดินขึ้นไปพร้อมกันทั้ง 3 คนทีละขั้นจนกระทั่งทั้งสามคนเดินถึงขั้นที่ 10ได้พร้อมกันและจากการที่พวกเขาได้ดูดซับพลังขนาดเดินขึ้นบันไดทำให้ ระดับพลังของทั้ง 3 คนก็ได้เพิ่มขึ้นมา 1 ระดับในทันที
" นี่มันเป็ไปได้ยังไงกัน " ทั้ง 3คนต่างอุทานขึ้นมาในใจ
เมื่อหายใแล้วทั้ง 3 คนจึงได้พากันเดินขึ้นบันไดต่อไปทันทีเพื่อจะให้ถึงขั้นที่ 50 โดยเร็วโดยไม่รู้ตัวเลยว่าการเลื่อนระดับพลังของพวกเขาทั้ง 3 คนนั้นสร้างความใให้กับเหล่าศิษย์ใหม่ที่กำลังมองอยู่ด้านหลังของพวกเขาและสร้างความใให้กับเราผู้าุโของสำนักเทพกระบี่ที่กำลังเฝ้ามองดูอยู่อีกด้วย
" นี่ขนาดตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของบันได์ของสำนักเรายังสามารถเลื่อนระดับพลังได้สมกับเป็อัจฉริยะ"
ผู้าุโท่านหนึ่งพูดขึ้นด้วยความใตอนนี้พวกเขาชินแล้วกับเื่ของไป๋ชิงเพราะพวกเขารู้แล้วว่าไป๋ชิงนั้นเป็ใครและสามารถทำอะไรได้บ้างจึงพอทำใจได้อยู่บ้างแล้ว
ทางด้านของเหล่าศิษย์ใหม่เองก็ต่างพากันวิ่งขึ้นบันไดอย่างสุดความสามารถจนทิ้งห่างทั้ง 3 คนนั้นมาไกลมากแล้วเช่นกัน
เมื่อทุกคนเดินมาถึงขั้นที่ 50 ก็ใช้เวลาไปกว่า 2 ชั่วยามแล้วเมื่อไปถึงก็เห็นว่าไป๋ชิงกำลังยืนถือแส้อ่อนรออยู่้าโดยไม่ได้รับแรงกดดันอะไร แต่พวกเขาก็ไม่ได้ใอะไรเพราะรู้อยู่แล้ว และจากการที่ทุกคนได้ดูดซับพลังระหว่างที่เดินขึ้นมาจนถึงขั้นที่ 50 ทำให้ระดับพลังของทุกคนเพิ่มขึ้นถึง 5 ระดับ
จนตอนนี้จินหวงอยู่ที่ระดับราชันย์ขั้น 6 เป็ที่เรียบร้อยส่วนเย่หลิงก็อยู่ที่ระดับราชันย์ขั้น 8 ส่วนอี้เซียวก็ได้เลื่อนมาอยู่ในระดับราชันขั้น 10 เป็ที่เรียบร้อยเช่นกัน
" ข้าได้ไปนับดูแล้วบันไดมีทั้งหมด 10,000 ขั้น "
ผมพูดออกไปด้วยท่าทีที่เฉยเมย
" อะไรนะ 10,000 ขั้น! "
ทุกคนที่ได้ยินต่างร้องขึ้นมาอย่างใ
" ใช่ถ้าพวกเ้ายังเดินเหมือนเต่าคลานอยู่แบบนี้คงไปไม่ถึง้าสุดตามเวลาที่กำหนดหรอกตอนนี้เหลือเวลาแค่ 2 ชั่วยามเท่านั้น "
ผมพูดออกไปอีกโดยไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร