จักรพรรดินี!
เพียงไม่กี่คำ แต่ทำให้หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ชื่อของนางนั้นหมายถึงจอมยุทธ์ขั้นปราณประสานจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งที่เพียงผู้เดียวก็สามารถทำให้อาณาจักรต้าก้านถึงกับใจเสาะไม่กล้าหาเรื่องแต่เมื่อครู่ตนเองกลับไปลูบเส้นผมของจักรพรรดินีซ้ำยังนำขุมพลังโลกันตร์ออกมาต่อหน้าต่อตาของนางอีกด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
นี่มัน...มันเรื่องบ้าใดกัน!
ใบหน้าเล็กของเมิ่งฝานบิดเบี้ยวไปชั่วครู่จากนั้นจึงเอ่ยออกมาอย่างจนปัญญา “ตอนนี้...ควรทำอย่างไรขอรับ?”
“หึ เจ้าเตรียมตัวฝ่าวงล้อมเถอะ!”
ภายในไข่อสูรทมิฬนั้นรั่วสุ่ยอีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกำลังข่มขู่ แล้วเพียงชั่วพริบตาต่อมาพลันมีเสียงดังก้องกังวานขึ้นในอากาศท้องฟ้าก็ได้คล้ายดั่งว่าสั่นสะเทือนอย่างฉับพลัน
“เจ้าหนู จะหนีไปไหน!”
เจ้าของเสียงนั้นก็คือจูเทียนเขาถือค้อนยักษ์เอาไว้ในมือ และยามนี้ศัสตราวุธนั้นก็กำลังทุ่มลงมาหาเมิ่งฝานด้วยความเร็วสูงปานอุกกาบาตขนาดยักษ์เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่ด้านหลังเมิ่งฝานจึงตวาดออกมาเสียงต่ำ ขณะเดียวกันก็แผดเผาพลังปราณภายในร่างกายแล้วพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า
หากอีกฝ่ายตามมาทัน เกรงว่าเขาคงต้องแหลกสลายเป็นแน่
แม้ว่ายามนี้เมิ่งฝานจะอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับสามแต่เขาก็ไม่กล้าดื้อดึงที่จะต่อกรกับจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงทว่าจูเทียนที่อยู่ด้านหลังนั้นกลับตามไล่ล่าเขาไม่เลิก เพราะถึงอย่างไรแล้วสิ่งที่อยู่ในมือของเมิ่งฝานก็เป็นถึงขุมพลังโลกันตร์ที่เป็นดั่งวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรเป็นตัวแทนของจักรพรรดิ
แต่เวลานี้มันกลับถูกเมิ่งฝานช่วงชิงไปหากปล่อยให้เมิ่งฝานนำมันออกไปอย่างง่ายดายก็คงไม่ต่างกับการทำให้อาณาจักรหัวอวิ๋นนั้นต้องอับอายขายขี้หน้า
นัยน์ตาทั้งสองข้างของจูเทียนแดงก่ำเขายกค้อนยักษ์ขึ้นสูงแล้วตวาดเสียงดังอย่างเดือดดาล
“พิภพทลาย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลังปราณภายในร่างกายของจูเทียนก็ถาโถมเข้าไปในค้อนยักษ์ดั่งสายธารหลากเงาของค้อนขนาดยักษ์ในอากาศก็มุ่งตรงไปหาเมิ่งฝานมันคือวิชายุทธ์ระดับอักษรหงซ้ำยังถูกใช้โดยจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงผู้แข็งแกร่งที่มากไปกว่านั้นคือมันอยู่ในระดับสูงของวิชายุทธ์แล้วด้วย
เงาของค้อนยักษ์ในอากาศนั้นมีพลังอันน่าสะพรึงดุจดั่งดวงดาว หากลงมากระแทกพื้นก็คงจะมีอานุภาพความรุนแรงที่ไม่ต่างกันภายใต้พลังการโจมตีนั้นต่อให้เป็นพระราชวังของอาณาจักรหัวอวิ๋นก็ยังต้องแหลกสลายซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเมิ่งฝานที่อยู่ภายในด้วย
“ท่านพี่ หากท่านยังไม่ลงมือข้าคงต้องกลายเป็นเนื้อบดเป็นแน่ขอรับ!”
เมิ่งฝานกอดกล่องขุมพลังโลกันตร์เอาไว้แล้วเอ่ยขึ้นเสียงดังเพราะสัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่อยู่ด้านหลังตนเอง พลังการโจมตีของจอมยุทธ์ในขั้นนี้เป็นดั่งการพังทลายของขุนเขาก็ไม่ปาน
แล้วในวินาทีต่อมารั่วสุ่ยอีก็กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า“ความกล้าของเจ้ามันช่าง...หึหึ!”
ภายใต้เงาของค้อนยักษ์นั้นในที่สุดเมิ่งฝานก็ไม่ได้วิ่งหนีอีกต่อไป เขาหยุดอยู่กับที่แล้วเงยหน้าขึ้นมองจูเทียนพริบตาต่อมาก็ผลักฝ่ามือออกไปในอากาศเพื่อโจมตี พลันมีฝ่ามือที่เกิดจากการผสานตัวของพลังปราณปรากฏขึ้นมาในทันใด
ตู้ม!
ท้องฟ้าสั่นสะเทือน ภายใต้แรงระเบิดนั้นพลังของจูเทียนจางหายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่ออยู่ภายใต้พลังฝ่ามือของเมิ่งฝาน
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ใบหน้าของจูเทียนพลันมีความประหลาดใจปรากฏขึ้นในชั่วพริบตากลิ่นอายพลังของอีกฝ่ายนั้นบ่งบอกว่ายังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นปัญจปราณทั้งห้าด้วยซ้ำไปทว่ายามนี้กลับเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ทั้งยังดูคล้ายว่าจะน่าสะพรึงเสียยิ่งกว่ากูซินเอ้าเสียด้วย!
“จอมยุทธ์ขั้นปราณประสาน?”
ในชั่วพริบตานี้จูเทียนที่หยุดลอยตัวอยู่ในอากาศเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะพลังการโจมตีของตนเองแหลกสลายไปเมื่อประมือกับอีกฝ่ายจึงทำให้เขาตกอยู่ในสภาพนี้
เมิ่งฝานหรือควรต้องบอกว่ารั่วสุ่ยอียืนเอามือไขว้หลังอยู่กับที่ใบหน้านั้นราบเรียบไร้ซึ่งความรู้สึกใดก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ต้องบอกว่ายามนี้ข้าสามารถปลดปล่อยพลังออกไปได้เพียงเท่านี้ต่างหากไสหัวไปเสีย!”
คำสุดท้ายที่ออกมาจากปากนั้นแฝงไปด้วยอานุภาพอันทรงพลังแม้จูเทียนจะเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงก็ยังสั่นสะท้านไปทั้งร่างรู้สึกหวาดกลัวจนอยากจะถอยหนี
ผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้คือผู้ที่ไม่อาจล่วงเกินได้หากไม่จำเป็นอาณาจักรหัวอวิ๋นมีจอมยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกันเท่าที่รู้โดยทั่วกันก็พบว่าอาณาจักรหัวอวิ๋นแห่งนี้มีเพียงจักรพรรดินีผู้เดียวเท่านั้นที่อยู่ในขั้นปราณประสานหรือต่อให้คิดถึงจำนวนของทั้งพรมแดนจตุทิศก็มีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
หากอยู่ในขั้นปราณประสานก็ถือว่าสามารถเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของดินแดนใดสักแห่งได้เป็นดั่งบรรพบุรุษผู้บุกเบิกและไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวต่อผู้ใดในพรมแดนจตุทิศ!
จูเทียนมองไปยังผู้ที่สวมชุดคลุมสีดำแล้วกัดฟันแน่นเมื่อนึกถึงคำพูดของจักรพรรดินีเขาจึงไม่กล้าถอยไปที่ใดทำได้เพียงเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“ขุมพลังโลกันตร์เป็นของอาณาจักรหัวอวิ๋นของพวกข้า ส่งมันมา!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ย่นคิ้วเข้มเขากำหมัดแน่นก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าอย่างนั้นข้าจะส่งเจ้าจากไปเอง แล้วก็...เด็กคนหนึ่งฝากข้ามาบอกกับเจ้าว่าเจ้าร้ายกาจกว่าบุตรชายของเจ้าไม่น้อย!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเมิ่งฝานก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าพร้อมทั้งชกออกไปด้วยเมื่อมีรั่วสุ่ยอีเป็นผู้ควบคุมร่างกายเช่นนี้พลังในการออกหมัดของเมิ่งฝานจึงทรงพลังและแข็งแกร่งอย่างที่สุดระลอกคลื่นแห่งพลังปราณมากมายปรากฏขึ้นกลางอากาศแล้วพุ่งตรงไปหาจูเทียน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังหมัดนี้สีหน้าของจูเทียนพลันเปลี่ยนไป จากนั้นจึงชูค้อนยักษ์มาขวางกั้นไว้เบื้องหน้าทว่าในเวลาต่อมาพลังหมัดของอีกฝ่ายที่ทรงพลังยิ่งกว่าทะเลเพลิงของกูซินเอ้าหลายเท่าก็พุ่งเข้ามาชนดั่งพลังแห่งสายฟ้านับหมื่น
จากนั้นจูเทียนพลันลอยกระเด็นออกไปก่อนจะร่วงหล่นลงบนพื้นอย่างสะบักสะบอม
สำหรับจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงนั้นรั่วสุ่ยอีใช้เพียงหมัดเดียวก็เพียงพอแล้ว!
เมิ่งฝานมองภาพเบื้องหน้าแล้วอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงดูเหมือนว่าพี่สาวขี้เหนียวของเขานั้นจะแข็งแกร่งจนเกินจริงไปเสียหน่อยจูเทียนปลิวกระเด็นออกไปทว่าเมิ่งฝานกลับยังคงยืนอยู่กับที่ นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“ท่านพี่ ไม่หนีอีกหรือขอรับ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นรั่วสุ่ยอีก็ถอนหายใจออกมาเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า “จะหนีไปอย่างไร ไม่อาจหนีไปได้หรอกนะ ข้าประมาทสตรีผู้นั้นไปหน่อยนึกไม่ถึงว่านางจะนิพพานมาแล้วถึงหกครั้ง อิงตามพรสวรรค์ของนางนับว่านางมีโอกาสที่จะนิพพานได้ครบเก้าครั้งสุดท้ายจะมีร่างกายอันเป็นอมตะ และอยู่ในขั้นปราณมายาทมิฬชั้นสูง!”
ขั้นปราณมายาทมิฬ!
หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านเขานึกไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วจักรพรรดินีจะพัฒนาไปได้ถึงขั้นปราณมายาทมิฬ
ขั้นพลังเช่นว่านั้นถือว่าเป็นขั้นแห่งการบำเพ็ญตนที่ไม่อาจตามหาได้จากที่ใดในพรมแดนจตุทิศมานานแล้วแต่ผู้ใดที่พัฒนาไปจนถึงขั้นพลังดังกล่าวได้ก็จะถือได้ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคควบคุมความเป็นความตาย ทั้งยังถือได้ว่าเป็นเพียงขั้นพลังในตำนานแห่งพรมแดนจตุทิศเท่านั้น
ทว่าจักรพรรดินีผู้นี้กลับมีคุณสมบัติที่อาจพัฒนาไปถึงขึ้นพลังดังกล่าวได้เมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากก่อนจะมองไปเบื้องหน้า
“ออกมาเถอะจะมัวแต่หยั่งเชิงข้าไปเพื่อสิ่งใดกัน!”
รั่วสุ่ยอีมองไปยังทิศที่ตั้งของตำหนักแล้วเอ่ยขึ้นเสียงดังด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น
ไกลออกไปนั้น เวลานี้มีระลอกคลื่นแห่งพลังปราณที่ทำให้ผู้คนสั่นสะท้านแผ่ซ่านออกมาจากที่ตั้งของตำหนักอวิ๋นเทียนราวกับเสียงคำรามของมังกรก็ไม่ปาน ไม่นานก็คล้ายกับว่าพระราชวังแห่งอาณาจักรหัวอวิ่นแห่งนี้จะสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งบริเวณ
กลิ่นอายพลังอันสูงสุดพลันปรากฏขึ้นมันทะลวงมิติเข้ามาปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของรั่วสุ่ยอี ผู้ที่มาใหม่ก็คือเด็กสาวที่เมื่อฝานพบก่อนหน้านี้นั่นเอง!
ชุดคลุมสีม่วงที่นางสวมใส่โบกสะบัดไปตามแรงลมเส้นผมยาวสวยพลิ้วไหว นางมองมายังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็นดุจดังผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานในใต้หล้า“นึกไม่ถึงเลยจริงๆ เปิ่นตี้[1]อยู่ที่ตำหนักอวิ๋นเทียนมานานหลายปีแต่กลับไม่รู้มาก่อนว่าขุมพลังโลกันตร์อยู่ที่นั่นนึกไม่ถึงว่าหัวขโมยในตอนนั้นจะนำมันฝังเอาไว้ข้างใต้อิฐก้อนนั้น ตลกสิ้นดี!”
เป็นการเอ่ยวาจาที่ใจเย็นไพเราะน่าฟังดุจดั่งเสียงขลุ่ยสวรรค์ แต่นี่เป็นเสียงของจักรพรรดินีคนปัจจุบันของอาณาจักรผู้ใดจะกล้ามองข้าม?
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของจักรพรรดินีสีหน้าของผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในพระราชวังต่างก็เปลี่ยนไปทั้งสิ้น
.....
ใบหน้าของชิงหลันมีรอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏขึ้นจากนั้นนางจึงเอ่ยเสียงเข้ม “จักรพรรดินีของข้าออกจากการเก็บตัวบำเพ็ญแล้วหึหึ...กูซินเอ้า พวกเจ้าจะต้องตาย!”
ก่อนหน้านี้กูซินเอ้าถูกจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋นทั้งเจ็ดไล่ล่าแต่เขาก็อาศัยกลยุทธ์และความสามารถที่หลากหลายหลบเลี่ยงไปได้ทว่าหลังจากที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของจักรพรรดินี กูซินเอ้าก็ถอนหายใจออกมาเสียงเบา
จากนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา“เห็นทีข้าคงต้องหนีไปก่อนแล้วสินะ!”
ทว่าชิงหลันกลับก้าวออกไปเบื้องหน้าจากนั้นจึงประสานมุทราแห่งพลังปราณจู่โจมออกไปแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“เจ้าคิดว่าตนเองมีสิทธิ์จากไปอย่างนั้นหรือ?”
แม้นางจะเอ่ยออกมาเช่นนั้นแต่กูซินเอ้าก็หาได้สนใจไม่เขาเองก็ประสานมุทราขึ้นมาหนึ่งดวงเช่นกัน ไม่นานพลันมีตราสัญลักษณ์อันลึกล้ำปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือของกูซินเอ้า
“มันคือตราเวทย์พลังมิติ!”
เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของชิงหลันก็เปลี่ยนไปเพราะนางได้รู้ถึงไพ่ราชาของกูซินเอ้าแล้ว
การที่เขากล้าบุกเข้ามาในพระราชวังของอาณาจักรหัวอวิ๋นอย่างไม่ยำเกรงต่ออานุภาพของจักรพรรดินีเช่นนี้ก็เพราะมีตราเวทย์แห่งมิติ!
มันคือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าซ้ำยังสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นมันมีการสลักตราเวทย์แห่งมิติเอาไว้จึงสามารถเคลื่อนย้ายมนุษย์ผู้หนึ่งให้ไปยังอีกสถานที่หนึ่งได้หากอีกฝ่ายไม่ใช่จอมยุทธ์ในขั้นปราณสวรรค์ก็ทำได้เพียงมองอีกฝ่ายใช้ตราเวทย์นี้จากไปเท่านั้น
เมื่อตราเวทย์ในมือฉีกมิติเบื้องหน้าอากาศรอบกายของกูซินเอ้าก็พังทลายลงพร้อมกับเงาร่างของเขาที่เริ่มเลือนราง เวลานี้กูซินเอ้ามองไปที่ไกลๆ ด้วยใบหน้าที่ไม่อยากยอมจำนนเพราะตนเองยอมเสียวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าไปแล้วแต่กลับไม่ได้รับสิ่งใดกลับมา!
ความเสียหายในครั้งนี้ถือว่ายิ่งใหญ่อย่างมากเมื่อคิดได้เช่นนั้นกูซินเอ้าก็กัดฟันแน่นแต่กลับไม่อาจทำสิ่งใดได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“เจ้าหนูหวังว่าเจ้าจะโชคดีแล้วหนีรอดจากจักรพรรดินีได้สำเร็จ หึหึ ผู้ที่...บอกว่าตนเองเป็นพี่ใหญ่!”
มิติยุบตัวแล้วเงาร่างของเขาก็จางหายไป
.......
บนท้องฟ้า
เมิ่งฝานไม่ได้มีตราเวทย์แห่งมิติเหมือนดั่งกูซินเอ้าที่มากไปกว่านั้นเบื้องหน้าของเขาก็คือจักรพรรดินี
ชุดสีม่วงของนางปลิวไปตามแรงลมนัยน์ตาของจักรพรรดินีมองมายังเมิ่งฝานแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ที่แท้ผู้ที่ล่วงเกินข้าก็มีพลังจิตวิญญาณของจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งหนุนหลังอยู่นี่เองเคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่ก็จริง แต่เวลานี้จะสามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้เท่าใดกัน?”
ช่างเป็นนัยน์ตาที่ชั่วร้ายยิ่งนัก!
หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่มองเมิ่งฝานว่ารั่วสุ่ยอีคือดวงวิญญาณที่ได้รับการผสานขึ้นมาใหม่จึงไม่อาจแสดงอานุภาพได้ดั่งตอนที่ยังมีชีวิต
ขุมพลังโลกันตร์นี้ไม่ใช่สิ่งที่ช่วงชิงไปได้โดยง่ายจริงๆด้วยสินะ!
เมิ่งฝานมองไปยังจักรพรรดินีแล้วยกยิ้มอย่างจนปัญญาแต่ในเวลาต่อมาร่างกายของเขากลับก้าวออกไปเบื้องหน้า จากนั้นรั่วสุ่ยอีก็เอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบ“อย่างนั้นหรือ? แล้วผู้ที่เพิ่งผ่านการนิพพานอย่างเจ้าเล่าสามารถแสดงพลังออกมาได้เท่าใดกัน? เกรงว่าคงจะไม่ต่างจากข้าตอนนี้เจ้าเองก็อยู่ในช่วงเวลาที่อ่อนแออย่างที่สุดเช่นกันมิเช่นนั้นก็คงจะลงมือตั้งแต่ตอนที่อยู่ในตำหนักแล้วไม่ใช่หรือ?”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่รั่วสุ่ยอีตอบกลับมาสีหน้าของจักรพรรดินีก็เปลี่ยนไปในทันใด นางเงียบงันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ายอมรับแล้วเอ่ยอย่างใจเย็น“ถูกต้องข้าเพิ่งจะนิพพานเสร็จและตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่อ่อนแอย่างที่สุด หากเป็นยามที่ข้ายังมีพลังปกติพวกเจ้าก็คงจะตายไปนับหมื่นครั้งแล้วเพราะเช่นนั้นเมื่อครู่ข้าจึงยอมปล่อยเจ้าเด็กคนนั้นแล้วมาตามเจ้าแทน...ส่งขุมพลังโลกันตร์มาแล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป!”
รั่วสุ่ยอียังคงยืนอยู่กับที่แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเห็นด้วยแต่เจ้าเด็กคนนั้นคงไม่เห็นด้วย ฉะนั้นอย่ารอลูกสนุนของเจ้าอีกเลย ลงมือเถอะ ดูเหมือนว่าเจ้าคงจะมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของจักรพรรดินีก็วาวโรจน์เพราะรู้ว่าตนเองไม่อาจหลอกรั่วสุ่ยอีได้
ฝ่ามือสวยขยับ แล้วร่างอรชรนั้นก็มีพลังที่ราวกับว่าสามารถทำลายได้ทุกสรรรพสิ่งแผ่ซ่านออกมาเสี้ยววินาทีหลังจากนั้นท้องฟ้าพลันสั่นไหวทั้งที่คล้ายดั่งเด็กสาวผู้หนึ่งแต่กลับเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นจักรพรรดินีก็เอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ“ถ้าอย่างนั้น...จงตายไปเสียเถอะ!”
ภายในฝ่ามืออันสวยงามดุจเนื้อหยกนั้นพลังสายฟ้าสีดำทมิฬพลันพุ่งทะยานเข้าจู่โจมเมิ่งฝาน อานุภาพของมันน่าสะพรึงยิ่งกว่าพลังของจูเทียนนับร้อยเท่า
นี่คือวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงอันยิ่งใหญ่เมื่อออกมาจากฝ่ามือของจักรพรรดินีก็ผสานตัวกลายเป็นพลังอัสนีอันทรงพลังแฝงไปด้วยอานุภาพที่สามารถทำลายล้างได้ทุกสิ่งและสามารถสังหารจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงผู้หนึ่งได้
นัยน์ตาของอีกฝ่ายราบเรียบรั่วสุ่ยอีมองไปยังอัสนีทมิฬที่เบื้องหน้าแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ระวังตัวด้วยเมิ่งฝาน นับจากวันนี้ไปเจ้าคงจะต้องพึ่งพาตนเองแล้ว!”
.......
[1] เปิ่นตี้ : เป็นสรรพนามแทนตัวเองของจักรพรรดิ