ตอนที่ 18
โชคร้าย
“ที่นี่มัน ที่ไหน...”ยามดวงตาของไป๋ซิงซินลืมตื่นขึ้นมาอีกครั้งนางก็พบว่าตัวนางกำลังนอนอยู่ภายในโรงเตี๊ยมที่ไหนสักแห่งเสียแล้วหรือว่าชุนหยางจะพานางเข้ามานอนในเมืองอย่างนั้นหรือ?
“ศิษย์พี่ไป๋ ท่านเป็อย่างไรบ้างขอรับ”ระหว่างกำลังสับสนกับภาพที่ได้เห็นเบื้องหน้า น้ำเสียงที่เหมือนจะคุ้นเคยที่ดังมาจากด้านข้างกลับทำให้ไป๋ซิงซินยิ่งสับสนเหตุใดถึงมีเสียงของผู้หญิงอยู่ในห้องได้ แล้วทำไมนางถึงเรียกตนว่าศิษย์พี่ไป๋กัน
“เหมยเหม่ย...” กว่าไป๋ซิงซินจะตั้งสติได้ก็ยามที่เห็นดวงตากลมโตของหญิงสาวข้างกายที่กำลังจ้องมองมาทางตนเองด้วยความเป็ห่วงเสียแล้วหญิงสาวที่อยู่ข้างๆไป๋ซิงซินยามนี้ก็คือศิษย์น้องที่มักจะสวมใส่หน้ากากปักษาผู้มีนามว่าเหมยเหม่ยนางเป็ศิษย์น้องในสำนักที่เคารพรักไป๋ซิงซินเป็อย่างมาก แต่เหตุใดเหมยเหม่ยถึงมาอยู่ที่นี่ได้
“เหมยเหม่ยนี่มันเกิดอะไรขึ้น” ไป๋ซิงซินยังไม่เข้าใจสถานการณ์เลยได้แต่ถามศิษย์น้องที่อยู่ข้างๆเกิดอะไรขึ้นทำไมนางถึงมานอนอยู่ในห้องร่วมกับศิษย์น้อง แล้วชุนหยางหายไปไหนกัน?
“ศิษย์พี่ไป๋ไม่ได้สติก็เลยไม่ทราบแต่ท่านโดนผู้ฝึกฝนวิชามารคนหนึ่งจับตัวเอาไว้เ้าค่ะ โชคดีที่ข้ากับศิษย์พี่เหมาไปพบเข้าเสียก่อนท่านก็เลยไม่เป็อะไร”เหมยเหม่ยเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้ไป๋ซิงซินฟังด้วยท่าทีโล่งใจ แต่ใบหน้าของไป๋ซิงซินยามได้ทราบเื่ราวกลับมีสีหน้าเศร้าสร้อยขึ้นมาเรื่อยๆจนแทบจะร้องไห้ออกมาเลย
“ศิษย์พี่ไป๋ท่านอย่าทำหน้าอย่างนั้นสิเ้าคะ ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอกเ้าค่ะดูเหมือนเ้าผู้ฝึกฝนวิชามารคนนั้นจะยังไม่ได้แตะต้องตัวท่านนะเ้าคะเพราะฉะนั้นท่านโปรดอย่าได้กังวลไปเลยนะเ้าคะ” ยามเหมยเหม่ยเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยของไป๋ซิงซินนางกลับเข้าใจผิดว่าไป๋ซิงซินกำลังกังวลเื่ที่ตนโดนมารราคะจับตัวไปและอาจจะโดนแตะต้องอย่างไม่ยินยอมหรือไม่
“แล้วชุ..ผู้ฝึกฝนวิชามารคนนั้นเป็อย่างไรบ้าง”ไป๋ซิงซินได้ฟังเื่ราวจากเหมยเหม่ยก็พอจะจับต้นชนปลายได้แล้วว่าชุนหยางนั้นทำอะไรลงไปเพียงแต่เื่ที่เหมยเหม่ยเล่านั้นยังไม่จบ
“ตายแล้วเ้าค่ะ ศิษย์พี่เหมาใช้กระบี่เสียบทะลุร่างของมันแถมมันยังตกลงไปในน้ำตกด้วยรับรองว่าไม่มีทางรอดหรอกเ้าค่ะ” ยามเหมยเหม่ยพูดอย่างสะใจที่ผู้ฝึกฝนวิชามารโดนสังหารไปแล้วนั้นไป๋ซิงซินกลับไม่อาจร่วมแสดงความยินดีได้เลยคำว่า ตาย นั้นวนเวียนอยู่ภายในหัวของไป๋ซิงซินอยู่หลายรอบ ทั้งๆที่หน้าที่ของนางก็คือการสังหารชุนหยางั้แ่แรกแถมโอกาสที่ชุนหยางจะรอดก็ต่ำมากแต่ยามไป๋ซิงซินย้อนนึกถึงรอยยิ้มของเขาระหว่างร่วมเดินทางด้วยกันนางกลับไม่อาจห้ามน้ำตาของตัวเองเอาไว้ได้แล้วเผลอร้องไห้ออกมาจนศิษย์น้องของนางต้องรีบเข้ามาปลอบใจ
“มันตายแล้ว...ตายไปแล้ว”ไป๋ซิงซินเสียใจกับการจากไปของชุนหยางเป็อย่างมากแต่กลับไม่อาจแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจได้แม้แต่่เวลาที่ร่ำไห้ออกมาก็ต้องแกล้งทำเป็สาปแช่งเพื่อไม่ให้สิ่งที่ชุนหยางทำต้องเสียเปล่ายามนี่นางต้องทำใจให้ไวที่สุดและกวาดล้างเคล็ดวิชามารให้หมดไปจากแผ่นดินให้จงได้ ที่ชุนหยางต้องเจอเื่ราวเช่นนี้ก็เป็เพราะเคล็ดวิชามารทั้งสิ้นยิ่งคิดเช่นนี้แล้วความแค้นที่มีต่อวิชามารของไป๋ซิงซินก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
.
.
.
ผู้ฝึกฝนวิชามารราคะนั้นจะมีรูปโฉมที่เปลี่ยนไปให้พร้อมสำหรับการดึงดูดเพศตรงข้ามได้ง่ายดายขึ้นพวกเขาก็เลยไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแกร่งเหนืุ์เหมือนผู้ฝึกฝนวิชามารสายอื่นเพราะแบบนั้นศิษย์ผู้สวมใส่หน้ากากพยัคฆ์ก็เลยคาดเดาเอาว่าชุนหยางไม่น่าจะรอดชีวิตได้หลังจากโดนแทงเข้าอย่างจังแถมยังตกลงไปในแม่น้ำที่ทั้งลึกและไหลเชี่ยวเสียจนแม้แต่ผู้ฝึกฝนพลังิญญาก็ยังไม่กล้าลงไปอีกต่างหากแต่สิ่งหนึ่งที่ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกว่าศิษย์พี่เหมาไม่ได้คาดคิดก็คือมารราคะผู้นั้นได้ดูดซับพลังิญญาจากไป๋ซิงซินผู้มีความสามารถฟื้นฟูร่างกายของตัวเองได้โดยอาศัยเพียงพลังิญญาเท่านั้นไปแล้วทำให้าแที่เกิดจากคมกระบี่สมานตัวในเวลาไม่นานแถมกระแสน้ำก็ยังเป็ใจเพราะนอกจากจะไม่ดึงร่างของชุนหยางจมลึกลงไปที่ก้นแม่น้ำแล้วมันยังพัดพาร่างของชุนหยางไปตามกระแสน้ำจนกระทั่งไปโผล่ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำสายนั้นพอดีอีกต่างหาก
“หัวหน้า ดูเ้าหมอนั่นสิ มันมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง”ระหว่างที่ชุนหยางยังไม่ได้สติ ร่างของชายร่างผอมแห้งผู้หนึ่งกลับเดินมาพบชุนหยางเข้าโดยบังเอิญแถมยังเป็คนลงไปลากชุนหยางขึ้นมาจากน้ำอีกต่างหาก
“มันมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง หรือว่าไหลมาจากน้ำตก”ชายผู้ถูกเรียกว่าหัวหน้าขมวดคิ้วด้วยท่าทีสงสัยก่อนจะมองร่างของชุนหยางที่กำลังนอนอยู่บนพื้นด้วยท่าทีสงสัยเพราะตลอดเส้นทางติดริมแม่น้ำนั้นไม่มีหมู่บ้านหรือชุมชนอยู่อีกแล้วจะมีก็แค่เส้นทางอย่างสะพานชมน้ำเท่านั้นที่จะมีผู้สัญจรผ่านไปมาแต่การตกลงมาจากสะพานชมน้ำแล้วยังรอดมาได้นั้นแทบจะเป็ไปไม่ได้ หรือเ้าหนุ่มนี่มันจะหลงป่าแล้วบังเอิญตกลงไปในน้ำกัน
“โว้ว...เ้าหนุ่มนี่มันหล่อจริงๆเลยแบบนี้เอาไปขายดีไหมลูกพี่” ระหว่างกำลังสำรวจสิ่งของบนร่างของชุนหยางว่ามีของมีค่าหรือไม่ชายร่างผอมก็บังเอิญเหลือบไปเห็นใบหน้าที่ไร้ซึ่งหน้ากากปิดบังของชุนหยางเข้าพอดี เพียงแต่สิ่งแรกที่คนเราจะพูดหลังจากได้เห็นใบหน้าของผู้อื่นคือการเอาไปขายงั้นหรือ?
“จริงเสียด้วย...จับมันมัดเอาไว้แล้วเราค่อยเอามันไปขายที่เมืองครั้งหน้าก็แล้วกัน”ชายผู้ถูกเรียกว่าหัวหน้ายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจก่อนจะสั่งให้ลูกน้องพาตัวชุนหยางเข้าไปขังในห้องที่เตรียมเอาไว้สำหรับขังคนโดยเฉพาะ
“อยู่ๆก็มีของดีมาถึงที่ ถ้าเอามันไปขายให้พวกคุณหญิงคุณนายรับรองว่าได้เงินเป็กอบเป็กำแน่ๆ”ชายร่างผอมหัวเราะก่อนจะเดินตามเหล่าลูกน้องที่กำลังแบกร่างของชุนหยางไปคุมขังเอาไว้ด้วยท่าทีร่าเริงหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดาเพราะนอกจากเหล่าชาวบ้านที่พกพาอาวุธเดินไปเดินมาแล้วยังมีการสร้างกำแพงป้องกันหมู่บ้านเอาไว้อีกต่างหากหรือว่าชุนหยางจะบังเอิญโดนพวกโจรป่าจับได้เสียแล้ว
“...” กว่าชุนหยางจะได้สติร่างของชุนหยางก็ถูกมัดเอาไว้ภายในห้องที่ทั้งอับทั้งมืดเสียแล้วยามตื่นขึ้นมาชุนหยางยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจว่าตนรอดมาได้อย่างไรก็ต้องเจอเข้ากับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกงุนงงไปหมดเสียแล้ว
“พ่อหนุ่ม เ้าตื่นแล้วงั้นหรือ” ท่ามกลางความมืดมิดของห้องขังชุนหยางกลับพบว่านอกจากตัวชุนหยางเองก็มีคนจำนวนหนึ่งถูกขังเอาไว้ก่อนแล้ว พวกเขาต่างก็เป็คนที่ถูกพวกโจรป่าจับตัวมาทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็เหล่าพ่อค้าที่โดนปล้นขบวนรถหรือแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาที่ดวงซวยเจอเข้ากับกลุ่มโจรจนต้องโดนจับมาเช่นเดียวกัน
“ที่นี่คือที่ไหนหรือขอรับ”ชุนหยางยามนี้ยังสับสนไปหมดไม่ว่าจะเื่ที่ตนรอดชีวิตมาได้อย่างไรหรือเื่ที่ตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรยามถามคำถามออกไปเหล่าผู้ถูกจับตัวมาก็เล่าให้ชุนหยางได้ฟังว่าสถานที่แห่งนี้คือสถานที่เช่นไรเพียงแต่..
ปึง!!
ระหว่างที่กำลังเล่าที่มาที่ไปให้ชุนหยางได้ฟังอยู่ๆประตูที่มีอยู่เพียงบานเดียวก็ถูกเปิดออกพร้อมร่างของพวกโจร 6คนที่กำลังพากันเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ยามพวกมันเข้ามากลิ่นสุราแทบจะทะลักเข้ามาพร้อมๆกับพวกมันพร้อมๆกับกลิ่นเหม็นราวกับพวกมันไม่ได้อาบน้ำมานานหลายปีไม่มีผิด
“วันนี้เอาใครดี”โจรป่าที่เปิดประตูเข้ามาแย้มยิ้มอวดฟันสีเหลืองก่อนจะไล่สายตามองไปยังเหล่าผู้ถูกจับมาด้วยท่าทีหื่นกระหายยามพวกมันไล่มองไปยังเหล่าหญิงสาวก็แทบไม่ต้องเดาแล้วว่าพวกมันกำลังมองหาอะไร
“เอานังนี่ก็แล้วกัน ท่าทางจะมีของดีอยู่บ้าง”โจรป่าคนนั้นเดินเข้าไปหาหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งที่นั่งหลบอยู่ด้านหลัง มันใช้มือกระชากเส้นผมของหญิงสาวคนนั้นก่อนจะดึงจนนางต้องคลานไปตามแรงของมันแต่ถึงจะเห็นภาพเช่นนี้เหล่าผู้ถูกจับมาก็ทำอะไรไม่ได้เลยเพราะพวกโจรต่างก็มีอาวุธในมือหากต่อต้านออกไปอย่างโง่งมนอกจากจะช่วยอะไรไม่ได้แล้วยังจะตายเองเสียด้วย
“พวกเ้ากำลังทำอะไรกัน” ถึงชุนหยางจะเพิ่งได้สติแต่การกระทำของพวกโจรนั้นเป็สิ่งที่ชุนหยางรังเกียจเป็ที่สุดสำหรับชุนหยางที่ได้รับความช่วยเหลือจากพี่ๆสาวรับใช้ในเรือนของซูเยว่เซียงมาตลอดหลายปีการเห็นผู้หญิงโดนจิกหัวอย่างทารุณเช่นนี้เป็เื่ที่ชุนหยางไม่อาจยอมได้
“อะไรของมัน...โดนมัดอยู่แท้ๆมาทำเป็วางท่าซะได้” พวกโจรป่าได้ยินชุนหยางพูดแบบนั้นก็ชักสีหน้าไม่พอใจก่อนจะถืออาวุธเดินเข้ามาหาชุนหยางเหมือนจะลงมือทำร้ายเพียงแต่...
“โดนมัดอยู่งั้นหรือ พวกเ้าเข้าใจอะไรผิดแล้วกระมัง”ชุนหยางออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ดึงเชือกเก่าๆที่มัดแขนของตนออกได้อย่างง่ายดาย ลำพังเชือกเช่นนี้จะไปจับผู้ฝึกฝนพลังิญญาได้อย่างไรแถมภายในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ยังไม่มีััของผู้ฝึกฝนพลังิญญาเลยแม้แต่คนเดียวแล้วเช่นนั้นจะให้ชุนหยางหวาดกลัวสิ่งใดเล่า
โครม!!
ความแตกต่างของผู้ฝึกฝนพลังิญญากับคนธรรมดานั้นห่างกันราวฟ้ากับเหวถึงชุนหยางจะไม่มีเคล็ดวิชาที่ใช้พลังิญญาในการต่อสู้แต่ลำพังแค่เคลื่อนพลังิญญาไปตามแขนขาแล้วค่อยออกแรงเคลื่อนไหวก็มากพอแล้วสำหรับการจัดการกับกลุ่มโจรเพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจกลุ่มโจรทั้งหมู่บ้านก็โดนชุนหยางจัดการเสียเรียบร้อยเล่นเอาเหล่าคนที่ถูกจับมาต่างพากันตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก
“บ้าเอ๊ย มันดันเป็ผู้ฝึกฝนพลังิญญาซะได้”หัวหน้ากลุ่มโจรผู้โชคร้ายโดนจับมัดเอาไว้เช่นเดียวกันลูกน้องคนอื่นๆ ดูเหมือนกลุ่มโจรพวกนี้จะมีค่าหัวติดตัวเสียด้วยหากเอาไปส่งตัวให้ทางการคงจะได้เงินรางวัลมิใช่น้อย
“พวกท่านออกมาเถอะขอรับข้าจัดการพวกโจรหมดแล้ว” ชุนหยางจัดการพวกโจรจนหมดก็กลับไปที่ห้องขังพร้อมช่วยปลดเชือกที่มัดแขนขาพวกคนที่โดนจับตัวมาก่อนออกเพื่อช่วยเหลือพวกเขาทีละคนยามได้รับอิสระไม่ว่าจะชายหรือหญิงที่ได้รับการช่วยเหลือต่างก็ก้มหัวขอบคุณชุนหยางกันอย่างซาบซึ้งแน่นอนว่าผู้หญิงที่เข้ามาขอบคุณดูเหมือนจะออกอาการมากกว่าผู้ชายอยู่มาก แถมพวกนางบางคนยังเสนอจะตอบแทนชุนหยางด้วยของบางอย่างที่ฟังดูแปลกๆอีกต่างหาก
“ออกมากันครบแล้วหรือยังขอรับ”หลังจากช่วยปลดเชือกให้คนกลุ่มแรก พวกเขาต่างก็พากันช่วยปลดเชือกให้กันและกันจนเหล่าผู้ถูกจับมากลายเป็อิสระในเวลาในไม่นานแต่ถึงอย่างนั้นภายในบ้านที่ทำเป็ห้องขังก็ยังมีคนผู้หนึ่งที่ยังไม่ถูกปล่อยตัวแถมยังไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยปลดเชือกให้อีกต่างหาก
“พ่อหนุ่ม อย่าเข้าไปใกล้นางดีกว่า”ระหว่างชุนหยางกำลังจะเข้าไปช่วยคนที่อยู่มุมห้อง อยู่ๆชายคนหนึ่งก็ห้ามชุนหยางเอาไว้ไม่ให้เข้าไปช่วยคนที่เหลือเสียอย่างนั้น
“นี่มัน...” ชุนหยางครั้งแรกก็รู้สึกงุนงงว่าเหตุใดผู้ถูกจับกุมเหมือนกันถึงห้ามไม่ให้ชุนหยางเข้าไปช่วยเหลือคนแต่ยามเห็นรอยแผลบนร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่มุมห้องชุนหยางถึงได้ทราบว่าสาเหตุที่ชายคนนั้นห้ามเอาไว้เป็เพราะร่างกายของหญิงสาวผู้นั้นปรากฏรอยโรคที่น่าเกลียดน่ากลัวขึ้นมาทั้งร่างสาเหตุที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้นางก็เป็เพราะกลัวว่าโรคที่นางเป็จะเป็โรคติดต่อนั่นเอง