รุ่งขึ้นนักโทษสตรีที่มาใหม่ถูกเรียกมารวมตัวกันหน้ากระโจม ทุกคนต่างหวาดผวาว่าจะถูกสั่งให้ไปทำหน้าที่นางบำเรอวันนี้เลยหรือไม่ แต่ทหารที่มาแจ้งข่าวนั้นกลับบอกว่าพวกนางไม่ต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป ให้ย้ายไปทำงานกับคนในตระกูลของตัวเอง
เหล่าสตรีทั้งหลายพากันปล่อยเสียงร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจมีเพียงหลินซือเยว่ที่ยืนสัปหงกอยู่เพียงลำพังคล้ายว่านางนอนเท่าใดก็ไม่อิ่มเสียที
"พี่สะใภ้ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม”หลินจื่อรั่วหันไปเขย่ามือจูหวังลี่แรง ๆ
“คุณหนูรองเื่จริงเ้าค่ะ”อนุหลิวหันมายิ้มอย่างดีใจ
“เก็บของแล้วตามทหารไปยังที่พักใหม่ของพวกเ้า”ทหารผู้นำข่าวดีมาบอก ะโให้ทุกคนออกไปเก็บของของตัวเองได้“เ้าว่าคนไหนคือคุณหนูหลินที่ท่านแม่ทัพให้ดูแลดี ๆ นะ”เขาหันไปกระซิบกับทหารคนด้านข้าง
“คุณหนูที่ยืนอยู่คนเดียวด้านหลังนั่นไง”
ได้ยินแล้วก็รีบเดินเข้าไปหาหลินซือเยว่“คุณหนูหลินขอรับ”
หลินซือเยว่ “เ้าเป็ใคร”
“ข้านายกองลู่ ลู่เสี่ยวเฟิงขอรับ”เขากำหมัดคารวะหลินซือเยว่ด้วยความนับถือ หันซ้ายขวาก่อนเอ่ยเสียงค่อย“ท่านแม่ทัพให้ข้ามาคอยดูแลท่านขอรับ” นายกองลู่เป็หนึ่งในทหารของจวนแม่ทัพเหลียนเขาได้รับมอบหมายมาให้ดูแลหลินซือเยว่เป็พิเศษ ดีที่คนอื่นเข้าไปในกระโจมกันหมดจึงไม่มีใครสนใจเขาที่กำลังทำความเคารพหลินซือเยว่อยู่
“เ้าอย่าประเจิดประเจ้อได้ไหมข้าจะอยู่ยาก”
“ขอรับ ๆ”
“กลับไปทำงานของเ้าได้แล้ว”นางเอ่ยคล้ายรำคาญ แม่ทัพเหลียนผู้นี้ให้คนมาดูแลนาง หรือมาจับผิดนางกันแน่
“ข้าไปแล้วขอรับ”ลู่เสี่ยวเฟิงรีบกลับไปยืนอยู่ที่เดิมของตน
กระโจมพักหน่วยเสบียง
เมื่อสตรีของทั้งสองตระกูลได้กลับไปหาครอบครัวของตัวเองพวกนางต่างกอดกันร่ำไห้ด้วยความดีใจ ฮูหยินเฒ่าให้สะใภ้ใหญ่ยัดเงินทหารเพื่อส่งข่าวให้บรรดาบุตรชายของตนได้รู้
“คุณหนูกลับมาแล้ว”เผิงฉือตรงเข้าไปรับกระเป๋าเป้จากหลินซือเยว่ แววตาปริ่มไปด้วยความดีใจ
เถียนฮูหยิน “เยว่เอ๋อร์”
หลินซูฮวา “พี่รอง”
จูฮูหยิน “เยว่เอ๋อร์”
หลินซือเยว่ก้มศีรษะให้ทั้งสามเล็กน้อย“ท่านแม่ น้องสาม ท่านป้าจู”
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง”เถียนฮูหยินถามแบบกล้า ๆ กลัว ๆ นางเห็นสีหน้าของบุตรสาวอิดโรยยิ่งนักเกรงว่าคำตอบที่ได้กลับมา จะทำให้หัวใจของนางแหลกสลาย
“พี่รองท่านแม่เป็ห่วงพี่รองมากนางกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร้องไห้ทุกคืนเลย” หลินซูฮวาเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าใสซื่อนางแค่อยากให้พี่สาวรู้ว่ามารดาเป็ห่วงมากแค่ไหน
“ข้าอกตัญญูทำให้ท่านแม่ต้องเป็ห่วงแต่วางใจเถอะข้าไม่ได้ถูกใครเอารัดเอาเปรียบหรอก”
เถียนฮูหยินมองหน้าบุตรสาวคนโตที่ยังฝืนยิ้มให้ตนเองเบา ๆ “เหตุใดเ้าถึงดูเหนื่อยล้าเช่นนี้”
“ข้าเพียงแค่นอนไม่อิ่มเท่านั้นเองท่านอย่าได้กังวลมากเกินไป”
จูฮูหยิน“นางกลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว ได้ข่าวว่าแม่ทัพเหลียนให้พวกที่มาใหม่ทำงานที่ห้องครัวด้วยกันหมด แล้วโยกย้ายคนเก่าบางส่วนไปทำหน้าที่อื่นนับว่าพวกเรายังดวงดีอยู่”
เผิงฉืออมยิ้มเล็กน้อยไหนเลยจะมีเื่ดีเช่นนี้ หากไม่ใช่ฝีมือคุณหนูของนาง
นายกองลู่เดินมาทางหลินซือเยว่พร้อมกับผายมือเชิญนางไปคุยกันที่ห่างไกลผู้คน หลินซือเยว่นึกเคืองอยู่ในใจคนผู้นี้ช่างน่ารำคาญเสียจริง
“ข้าเกรงว่างานครัวจะไม่เหมาะกับคุณหนูหลินได้ข่าวว่าท่านมีความรู้เื่การรักษาอยู่บ้างท่านสนใจจะไปทำงานที่โรงหมอของค่ายทหารหรือไม่”
หลินซือเยว่นิ่งไปเล็กน้อยไม่คิดว่านายกองลู่ผู้นี้จะปรารถนาดีต่อตนเองจริง ๆ เหอะ ไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายหรอก
“เ้าเอ่ยมา้าสิ่งใดตอบแทน”
นายกองลู่เกาหลังคอเบา ๆสีหน้าเก้อเขินเมื่อถูกจับได้ “คือว่าไม่รู้เป็เพราะอะไร่นี้ข้าเคราะห์ร้ายตลอด เดือนก่อนเดินอยู่ดี ๆ ก็ตกหลุมขาเคล็ดสิบวันจากนั้นก็ตกน้ำที่ลำธาร ไม่นานมานี้ยังโดนม้าดีดจนต้องนอนพักไปหลายวันคุณหนูหลินท่านพอจะมอบยันต์กันภัยให้ข้าได้หรือไม่”
หลินซือเยว่ดูโหงวเฮ้งให้เขาพร้อมถอนหายใจเบาๆ ออกมา “เมฆหมอกปกคลุมทั่วศีรษะเช่นนี้ โชคดีก็แปลกแล้วเอาเป็ว่าข้าจะไปทำงานที่โรงหมอก็แล้วกัน ให้ป้าเผิงไปกับข้าด้วย”
“ป้าเผิง ?”
“นางชื่อเผิงฉือนางหัวไวเรียนรู้ง่ายช่วยงานโรงหมอได้แน่นอน”
“เช่นนั้นได้ขอรับ”
หลินซือเยว่หยิบกันแคล้วคลาดออกมาสองแผ่น“ยันต์นั้นกันได้เพียงแค่ภัยภายนอก ตัวเ้าเองต้องหมั่นสะสมบุญเอาไว้ด้วยหากได้ผลดีเ้าก็หาเวลาว่าง ไปบริจาคน้ำมันตะเกียงในอารามเต๋าสักแห่ง”
นายกองลู่รับยันต์ไปด้วยสีหน้าเบิกบาน“ข้าควรไปบริจาคน้ำมันตะเกียงที่ไหนดีขอรับ”
หลินซือเยว่เงยหน้ามองฟ้า กวาดสายตามองไปรอบๆ “ทิศเหนือถัดไปราวสามลี้มีอารามเต๋าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่นั่นคู่ควรให้เ้าไปเคารพบูชา”
หลินซือเยว่ให้นายกองลู่ทำเป็ชี้ตัวเลือกนางกับเผิงฉือไปที่โรงหมอโดยให้เหตุผลว่านางกับเผิงฉือมีความสามารถด้านนี้อยู่บ้างโรงหมอกำลังขาดคนอยู่สองคนพอดี ทั้งคู่จึงเหมาะที่จะไปทำงานอยู่ที่นั่น
เถียนฮูหยินนึกอยากร้องไห้ขึ้นมาแต่จูฮูหยินกลับเอ่ยปลอบว่า หลินซือเยว่ทำงานอยู่โรงหมอย่อมดีกว่าในห้องครัวพอคิดตามแล้วก็เป็เช่นนั้นจริง ๆ อยู่โรงหมออย่างน้อยก็เรียนรู้สมุนไพรช่วยรักษาอาการผู้ป่วยในแต่ละวัน ซึ่งยามนี้ไม่มีศึกา ไหนเลยจะต้องมาทำงานหนักเหมือนในห้องครัว
“ท่านแม่ข้าจะแวะมาเยี่ยมท่านบ่อย ๆ”หลินซือเยว่เอ่ยเพียงเท่านั้นก็โค้งศีรษะให้มารดา เดินตามหลังนายกองลู่ไป
โรงหมอค่ายทหารเมืองเหลียง
ท่านหมออิน อินจิ้งเซียนบุรุษมากความสามารถวัยห้าสิบสองปีผู้นี้ เป็ผู้ดูแลหลักของโรงหมอในค่ายทหารค่ายแห่งนี้มีทหารราวสองแสนนาย มีโรงหมออยู่ทั้งหมดห้าโรง แยกย่อยไปตามแต่ละค่ายอินจิ้งเซียนคือผู้อยู่บนสุดของเื่การรักษา เขามีหน้าที่ดูแลโรงหมอหลัก ซึ่งเป็โรงหมอใหญ่ที่สุดของค่าย
โรงหมอสี่โรงมีหมอทหารอยู่ดูแลสองคนแต่มีผู้ช่วยทำการรักษายี่สิบคน และคนช่วยเก็บกวาดอีกห้าคนแต่โรงหมอหลักของท่านหมออินนั้น มีท่านหมอผู้รักษาทั้งหมดห้าคนล้วนเป็ลูกศิษย์ของท่านหมออินทั้งหมด ส่วนผู้ช่วยทำการรักษามีราวสี่สิบคนและคนดูแลจิปาถะอีกสิบคน
แน่นอนว่านายกองลู่เล่าให้ฟังระหว่างทางนางจึงเข้าใจระบบงานทั้งหมด รู้สึกว่าตัวเองไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับพวกหมอยุคโบราณพวกนั้น จึงเอ่ยถามไปคำหนึ่งว่า“ที่นี่มีใครดูแลสมุนไพรสำหรับทำยา”
“ท่านหมอหลี่ หลี่จางขอรับ”
หลินซือเยว่“ข้าอยากทำงานที่โรงสมุนไพร”
นายกองลู่ “?”
ท่านเอ่ยเช่นนี้ข้ามีหรือจะกล้าขัด
ความจริงแล้วคนของโรงสมุนไพรไม่ได้ขาดแต่นายกองลู่ลอบเข้าไปบอกแก่ท่านหมอหลี่ ว่าเป็คำสั่งของท่านแม่ทัพเหลียน
ท่านหมอหลี่“แม่ทัพเหลียนไม่เคยก้าวก่ายงานของโรงสมุนไพรเหตุใดคราวนี้ถึงได้ปฏิบัติผิดไปจากเดิม”
นายกองลู่ยิ้มแห้ง ๆ ให้เขา“เื่นี้ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“เอาเถอะคนก็มาแล้ว ข้าจะทำอันใดได้จริงไหมคุณหนูหลิน” ท่านหมอหลี่หันไปทางหลินซือเยว่ เดิมทีเขาเป็หมอที่มีอนาคตอายุเพียงสี่สิบปีก็ได้เข้าไปอยู่ในวังหลวงแต่หลังจากนั้นห้าปีเขากลับเจอเคราะห์หนักไม่สามารถรักษาอาหารป่วยของพระสนมคนโปรดของฮ่องเต้ได้ทำให้พระนางยังนอนป่วยอยู่บนเตียงมาจนถึงทุกวันนี้จึงถูกลงโทษให้มาดูแลโรงสมุนไพรอยู่ที่นี่
หลินซือเยว่มองเห็นเส้นทางชีวิตแสนผกผันของเขาแต่ว่าบุรุษผู้นี้มีใบหน้าอิ่มเอิบ ประพฤติตัวดีโดยชอบหนทางข้างหน้าย่อมเจริญรุ่งเรือง
“คุณหนูหลิน”ท่านหมอหลี่เรียกชื่อนางย้ำ
หลินซือเยว่หันมาทางเขา“ข้าชื่อหลินซือเยว่ ส่วนนี่เผิงฉือ ข้าเรียกนางว่าป้าเผิงจะมาทำงานในโรงสมุนไพรของท่าน” นางค้อมศีรษะให้เขาเล็กน้อยเผิงฉือที่อยู่ด้านข้างก็ทำตามในทันที
ท่านหมอหลี่นึกตำหนิในใจไม่มีประโยคไหนที่บอกว่าอยากฝากเนื้อฝากตัวกับข้า มีเพียงแค่บอกว่าจะมาทำงานที่นี่
“ท่านหมอหลี่ คุณหนูหลินข้าต้องขอตัวกลับไปรายงานท่านแม่ทัพก่อนนะขอรับ”
“ไปเถอะ” ท่านหมอหลี่โบกมือให้เขาจากนั้นก็พาสองนายบ่าวเข้าไปยังเรือนที่พัก
เป็เรือนไม้ขนาดเล็กมีสองห้องนอนหนึ่งห้องครัว และหนึ่งห้องสุขา หลินซือเยว่พยักหน้าอย่างพึงพอใจอย่างน้อยก็มีสิ่งจำเป็ครบครัน ไม่ต้องอยู่ในกระโจมแออัดกับผู้อื่น
“เดิมทีเป็ที่อยู่ของลูกศิษย์ข้านางเพิ่งออกเรือนไปเมื่อเดือนก่อน เรือนแห่งนี้จึงว่างอยู่”ท่านหมอหลี่เปิดประตูเข้าไปในเรือน
หลินซือเยว่ได้รู้ว่าโรงสมุนไพรแห่งนี้มีคนทำงานอยู่เพียงสามคนเท่านั้นท่านหมอหลี่กับลูกศิษย์อีกสองคน รวมนางกับเผิงฉือก็เป็ห้าคนพอดีดูไปแล้วพวกเขาคงไม่ได้ให้ความสำคัญกับโรงสมุนไพรแห่งนี้จริง ๆ
“พวกเ้าเอาของเข้าไปเก็บแล้วตามข้าไปที่ลานตากสมุนไพร” เหมือนท่านหมอจะลืมเอ่ยบางสิ่งไปจึงหยุดแล้วหันกลับมา “สวมใส่เสื้อผ้าของโรงสมุนไพรด้วย”
เผิงฉือรีบนำกระเป๋าของตนเองกับของหลินซือเยว่ไปเก็บไว้ในเรือนสักพักหนึ่งก็มีสตรีสูงวัยนางหนึ่งนำชุดประจำโรงสมุนไพรมาให้นางชื่อหูหวังฟางอายุราวห้าสิบห้าปีส่วนอีกคนที่เดินตามหลังมาคือกัวซูเมิ่งยังเป็บุปผาน้อยวัยสิบห้าปี
“เรียกข้าว่าป้าหูก็ได้ ส่วนนี่ซูเมิ่งพวกเราสองคนมีหน้าที่ดูแลโรงสมุนไพรแห่งนี้” หูหวังฟางพูดจานุ่มนวลเหมือนคนผ่านการอบรมมาอย่างดีส่วนกัวซูเมิ่งนางขี้อายไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับผู้คน
ชุดคนงานในโรงสมุนไพร เป็ผ้าป่านเนื้อหยาบสีเทาต้องมัดรวบเส้นผมไว้ด้านหลังให้เรียบร้อย สวมหมวกกันเส้นผมหล่นลงบนสมุนไพรแต่เนื่องจากอยู่ในฤดูหนาว ที่นี่ไม่สามารถตากสมุนไพรกลางแจ้งได้อีกทั้งแทบไม่มีสมุนไพรเข้ามาให้ตากด้วย หน้าที่ในตอนนี้จึงทำเพียงนำสมุนไพรเก่าออกมาอบไว้ให้ห้องอุ่น
ท่านหมอหลี่ตั้งใจข่มนางด้วยชื่อสมุนไพรทั้งหมดแต่เขาต้องผิดหวังเมื่อหยิบอันแรกออกมา
หลินซือเยว่ “หวงฉี”
ท่านหมอหลี่หยิบอันที่สอง ...
หลินซือเยว่ “กันเฉ่า”
หลินซือเยว่ “ตังกุย”
หลินซือเยว่ “ไฉหู !”
“เ้ามัน สอนไม่ได้ !” ท่านหมอหลี่เกือบจะปาไฉหูในมือใส่นางแล้วเขาโกรธที่นางรู้จักสมุนไพรทุกตัว จึงหันหลังเดินจากไป และไม่สนใจไยดีนางอีก
“อุ๊บ !” เหมือนมีใครบางคนกลั้นขำไม่อยู่จากนั้นทุกคนในห้องสมุนไพรก็พากันหัวเราะออกมาดัง ๆป้าหูกับกัวซูเมิ่งอยู่ที่นี่มาหลายปีนี่เป็ครั้งแรกที่พวกนางได้เห็นท่านหมอหลี่จนมุมจนทำตัวไม่ถูกหลินซือเยว่ผู้นี้ช่างเปิดหูเปิดตาพวกนางเสียจริง
หลินซือเยว่ “ข้าทำอันใดผิดหรือ”นางถามด้วยแววตาใสซื่อ
เผิงฉือยังยิ้มไม่หุบ“คุณหนูไม่ผิดเ้าค่ะ คุณหนูทำถูกต้องแล้ว”
หลินซือเยว่“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”
ดูเหมือนงานที่นี่จะไม่มีอะไรให้ทำได้เลยจริงๆ คงต้องรอให้ผ่านพ้นฤดูหนาวไปเสียก่อน นางถึงจะแอบขึ้นเขาไปสำรวจสมุนไพรดู
การทำงานที่นี่ง่ายกว่าคิดเอาไว้ท่านหมอหลี่เองก็ไม่ได้สนใจโรงสมุนไพรเท่าใดนักส่วนใหญ่เขาเอาแต่อ่านตำราศึกษาหาความรู้ อยู่ในห้องหนังสือของตนเองมีกัวซูเมิ่งคอยรับใช้อยู่ใกล้ ๆ ส่วนงานในห้องอุ่นอบสมุนไพรส่วนใหญ่ก็มีป้าหูกับเผิงฉือคอยดูแล มีหรือจะตกมาถึงมือของหลินซือเยว่ได้
่นี้นางเลยมีเวลาว่างค่อนข้างมากลากตั่งตัวยาวในห้องนอน ออกมาวางตรงลานหน้าเรือน พร้อมกับเอนตัวลงตากแดดที่นางไม่ได้เห็นมาราวครึ่งเดือนแล้ว “แดดเด็กดีเ้าควรจะโผล่หน้าออกมาทุกวันนะ”นางหลับตาลงพร้อมลมหายใจที่ดังสม่ำเสมอ
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หลินซือเยว่บิดตัวไปมาหลังอาบแดดเต็มอิ่มแล้วนางมองเห็นเผิงฉือยกหม้อดินอันเล็กออกมา ดวงตาประกายวาวขึ้นในทันที
“คุณหนูเ้าคะวันนี้มีไก่ตุ๋นสมุนไพรเ้าค่ะ”
“หืมทำงานแค่เดือนเดียวก็มีไก่ตุ๋นสมุนไพรกินแล้วรึ”หลินซือเยว่นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเผิงฉือจะมีความสามารถเช่นนี้
“ข้าจ้างทหารที่ออกไปซื้อของในเมืองเหลียงให้ซื้อของกินเข้ามาให้ เสียเงินไปตั้งสองตำลึงเชียวนะเ้าคะกว่าจะได้ไก่กับสมุนไพรมาตุ๋นให้คุณหนูกิน”
แม้ว่าเมิ่งฮูหยินจะนำเงินหนึ่งพันตำลึงมามอบให้ภายหลังเนื่องจากอาการของบุตรชายหายดีเป็ปกติแล้ว แต่เผิงฉือก็คือคนสนิทผู้มีจิตหวังดีอยากช่วยเ้านายมัธยัสถ์
“ในเมื่อจ้างแล้วได้ซื้อของอย่างอื่นกลับมาหรือไม่”
“ซื้อสิเ้าคะคุณหนูพูดไว้ไม่มีผิดเลยเ้าค่ะ ขอแค่มีเงินอยู่ที่ไหนก็ไม่ตกยาก”เผิงฉือยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ดีที่นางกับคุณหนูของนางสามารถรักษาตั๋วเงินหลายพันบาทนั้นไว้ได้ “ไม่รู้หลินอ้ายใช้เงินเป็หรือไม่ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย”
หลินซือเยว่ตักน้ำสมุนไพรในหม้อขึ้นใช้ลมปากเป่าเบา ๆ “ทางนั้นค่อนข้างลำบากเล็กน้อย”
เผิงฉือ “คุณหนูจะช่วยพวกเขาหรือไม่”
หลินซือเยว่ “สบายมาตั้งนานลองลำบากดูเสียบ้างจะเป็ไรไป” นางยกมุมปากคล้ายยิ้มไม่ยิ้มก่อนจะตักไก่ตุ๋นสมุนไพรเข้าปาก แล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
เผิงฉืออดคิดไม่ได้คนพวกนั้นสมควรแล้วล่ะ