ที่ผ่านมาซูเจียวเจียวเองก็เคยเอาใจเขามาก่อนซึ่งสาเหตุของการเอาใจนั้นเขาก็รู้ดีอยู่แล้วและนี่ก็เป็เหตุผลที่เขาไม่ชอบซูเจียวเจียว ส่วนโจวเม่ยที่ตามติดเขาไม่ห่างนั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกรังเกียจมากกว่าซูเจียวเจียวเสียอีก
ฮั่วเจี้ยนจงหยุดเท้าหมายจะบอกให้เธออย่าตามมาแต่ก็เห็นซูเจียวเจียวเดินผ่านเขาไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองเธอเดินตรงไปที่ทำการไปรษณีย์ฝั่งตรงข้าม
ฮั่วเจี้ยนจงตะลึงเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่ของซูเจียวเจียวก็ส่งเงินและบัตรต่างๆมาให้เธอทุกเดือนเช่นกัน ถึงแม้เงินจะไม่มาก แต่ก็มีตั้งยี่สิบหยวนแถมยังมีบัตรแลกธัญพืช บัตรแลกน้ำมัน และอื่นๆ อีกเล็กน้อยด้วยโดยหลักแล้วก็น่าจะพอให้ซูเจียวเจียวใช้จ่าย แต่ซูเจียวเจียวชอบตัดเสื้อผ้าเงินจึงไม่พอใช้ เธอจึงอาศัยพวกหนุ่มๆ ในหมู่บ้านที่หลงใหลเธอให้ช่วยทำงาน
สำหรับเื่ราวเหล่านี้ของซูเจียวเจียวฮั่วเจี้ยนจงซึ่งอยู่ในบ้านพักยุวชนเดียวกันย่อมรู้ดีกว่าใคร
ภายในที่ทำการไปรษณีย์ซูเจียวเจียวได้รับพัสดุของเธอเรียบร้อยแล้ว
ซูเจียวเจียวแกะกล่องในมุมหนึ่งภายในมีบัตรแลกธัญพืชสามจิน บัตรแลกน้ำตาลครึ่งจิน บัตรแลกน้ำมันหนึ่งจินเงินยี่สิบหยวน และผ้าลายตารางชิ้นเล็กๆ หนึ่งชิ้น
ซูเหวินเฉิงผู้เป็พ่อของซูเจียวเจียวทำงานที่โรงงานไม้ ส่วนหลี่เหมยอิงผู้เป็แม่ทำงานเป็คนงานในโรงงานทอผ้าครอบครัวที่มีสามีภรรยาทำงานทั้งคู่ถือเป็ครอบครัวที่มีฐานะดีในยุคนี้
อย่างไรก็ตามแม่มักจะลำเอียงไปทางน้องสาวเสมอ มีอะไรดีๆ ก็เก็บไว้ให้น้องสาวซูเจียวเจียวรู้ดีอยู่ในใจว่าของพวกนี้พ่อเป็คนแอบส่งมาให้เธอ
ซูเจียวเจียวเก็บของใส่ห่อผ้าพลันเงยหน้าขึ้นก็เห็นฮั่วเจี้ยนจงอีกครั้ง เขากำลังแกะพัสดุอยู่เช่นกัน
พัสดุของเขามีขนาดใหญ่มากซูเจียวเจียวเห็นเสื้อผ้าสำเร็จรูปหลายชุด กระป๋องบรรจุอาหารจำนวนมากรวมถึงเงินและบัตรต่างๆ ดูแล้วหนามาก น่าจะมีจำนวนไม่น้อย
ไม่แปลกใจเลยที่โจวเม่ยตามติดฮั่วเจี้ยนจงต้อยๆทุกวัน
ซูเจียวเจียวสังเกตเห็นว่าฮั่วเจี้ยนจงนำหนังสือหลายเล่มออกมาจากพัสดุเธอแอบมองแวบหนึ่งในใจก็อดแปลกใจไม่ได้ นั่นคือเอกสารการเรียนรู้!
การฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะเป็อีกสองปีข้างหน้าทำไมฮั่วเจี้ยนจงถึงเริ่มเรียนแล้ว?
ครอบครัวของฮั่วเจี้ยนจงไม่ธรรมดาการที่เขารู้ข่าวบางอย่างล่วงหน้าก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้...
เธอนึกถึงเื่ในชาติที่แล้วจู่ๆ ฮั่วเจี้ยนจงก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเมืองหลวงได้ในปีนั้นจนสร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งตำบล
ซูเจียวเจียวคิดในใจว่าถ้าเธอจะขอยืมหนังสือจากฮั่วเจี้ยนจงในอนาคต เขาจะให้ยืมไหมนะ?
ความรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ซูเจียวเจียวครุ่นคิดก่อนตัดสินใจเขียนจดหมายกลับบ้านถึงพ่อขอให้ท่านช่วยส่งเอกสารการเรียนรู้มาให้ ระหว่างที่ยังอยู่ในตัวอำเภอซูเจียวเจียวก็รีบไปสหกรณ์เพื่อซื้อกระดาษจดหมายและปากกาเขียนจดหมายเสร็จก็กลับไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งกลับไปให้พ่อ
เมื่อส่งจดหมายเสร็จซูเจียวเจียวเห็นว่ายังไม่เย็นมาก จึงไปเดินเล่นที่ตลาดสด
รถประจำทางเที่ยวบ่ายจะออกเวลาสี่โมงเย็น
ขอแค่ไปถึงจุดรอรถก่อนสี่โมงเย็นก็พอ
ทันทีที่ซูเจียวเจียวมาถึงตลาดสดกลิ่นเปรี้ยวเน่าก็โชยมาปะทะจมูก จนเธอเกือบจะอาเจียนออกมา
เธออดทนกลั้นไว้แล้วก็เดินเข้าไป
ในชาติที่แล้วเธอไม่เคยมาที่เหม็นหึ่งแบบนี้เลย หากที่บ้าน้าอะไรเซียวหยวนิจะเป็คนไปซื้อหามาให้ทั้งหมด
ภายในตลาดมีเสียงะโเรียกลูกค้าดังระงมสลับไปมาซูเจียวเจียวมองดูด้วยความรู้สึกแปลกใหม่นี่เป็ครั้งแรกของทั้งสองชาติที่เธอได้มาเดินตลาดสด
แผงลอยเหล่านี้เป็ของรัฐการซื้อเนื้อและธัญพืชต้องแสดงบัตรทั้งหมด
ทันใดนั้นเองหญิงสาวสองสามคนที่กำลังขายไข่อยู่ในมุมหนึ่งก็ดึงดูดสายตาของซูเจียวเจียว
พวกเธอไม่มีแผงลอยแค่วางตะกร้าไม้ไผ่บนพื้นเพื่อค้าขาย
“ไข่พวกนี้ขายยังไงคะ?” ซูเจียวเจียวเดินเข้าไปสอบถาม
"ฟองละสามเฟิน หากนำบัตรมาแลก บัตรแลกธัญพืชเพิ่มให้สามฟองบัตรแลกผ้าเพิ่มให้ห้าฟอง" หญิงสาวตอบเสียงทื่อ
ยุคนี้เงินไม่ค่อยมีค่าเท่าบัตร
ดวงตาของซูเจียวเจียวเป็ประกาย“ดูไม่เหมือนการค้าของสหกรณ์เลยนะคะไข่พวกนี้ไม่ใช่ของส่วนตัวที่คุณเอามาขายเองหรอกใช่ไหมคะ?”
หญิงสาวหัวเราะอย่างไม่รีบร้อน“การค้าอย่างอื่นพวกเราทำไม่ได้หรอกค่ะแต่การขายไข่ที่แม่ไก่เลี้ยงเอง สหกรณ์ก็ยังอนุญาตค่ะ คุณซื้อได้เลยไม่ต้องกังวลว่าจะเดือดร้อน”
ซูเจียวเจียวคิดในใจดูเหมือนว่าตอนนี้การค้าส่วนตัวก็ไม่ใช่เื่ที่ผิดกฎหมายเสียทีเดียวเพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณขายอะไรและดำเนินธุรกิจอย่างไร
ที่บ้านก็กำลัง้าไข่อยู่พอดีซูเจียวเจียวจึงนั่งลงเลือกไข่สิบกว่าฟอง และซื้อเสบียง เนื้อสัตว์ ผักและเครื่องปรุงรสอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง จนกระทั่งเงินเกือบหมดเธอก็เดินออกจากตลาดสดพร้อมกับถุงของเต็มสองมือ
เดินออกจากตลาดสดแดดยังอ่อนๆ ไม่ไกลนักก็มีร้านตัดเสื้ออยู่ข้างหน้า
ซูเจียวเจียวหยิบผ้าลายตารางที่พ่อส่งมาให้คิดจะตัดเสื้อแขนสั้นหลวมๆ เพราะเสื้อผ้าของเธอเมื่อก่อนเป็กระโปรงรัดเอวซึ่งไม่สะดวกต่อการทำงาน
วันนี้ไม่ใช่วันหยุดแต่หน้าร้านตัดเสื้อกลับมีผู้คนหนาแน่น
ซูเจียวเจียวมองเข้าไปข้างในก็เห็นเด็กสาวอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปีคนหนึ่งกำลังถูกผู้หญิงคนหนึ่งด่าทออย่างหยาบคาย
เด็กสาวก้มหน้าใบหน้าแดงก่ำดูน่าสงสาร ไม่กล้าโต้ตอบแม้แต่ครึ่งคำ
ซูเจียวเจียวฟังๆดูแล้ว ทราบว่าเกิดจากเสื้อผ้าที่หญิงคนนั้นสั่งทำ มีหลายจุดที่ไม่ถูกใจและเสื้อผ้าชิ้นนี้เป็ฝีมือของเด็กสาวคนนี้ซึ่งเป็ช่างตัดเสื้อฝึกหัดคนใหม่
ซูเจียวเจียวหวนนึกถึงชาติที่แล้วเธอก็เคยเจอเื่แบบนี้มาแล้วเช่นกันเสื้อผ้าที่ช่างตัดเสื้อฝึกหัดคนนี้ทำออกมานั้นหยาบจริงๆ รอยเย็บก็บิดเบี้ยวไปหมด
ช่างเหยียนเ้าของร้านตัดเสื้อก็เอาแต่ยิ้มขอโทษหญิงคนนั้น พลางบอกว่าจะแก้ให้ใหม่รับรองว่าจะทำให้ถูกใจ
หญิงคนนั้นจึงส่งเสียงอึกอักในลำคอเสียงเบาลงมาก
ซูเจียวเจียวมองผ้าในมือคิดในใจว่า หรือจะเอาไปตัดเย็บด้วยมือเองดี ไม่มีจักรเย็บผ้า การทำด้วยมือล้วนๆนั้นยุ่งยากกว่ามาก แต่ถ้าออกแบบและเย็บด้วยตัวเองอย่างประณีตก็ย่อมเป็สไตล์ที่เธอชอบแน่ๆ
ตอนนี้เสื้อผ้ามีแบบให้น้อยมากใส่ไปใส่มาก็มีแต่แบบเดิมๆ ดูเชยะเิ
ขณะที่ซูเจียวเจียวกำลังจะหันหลังกลับก็มีเสียงอุทานดังขึ้นข้างๆ
“โอ๊ย...”
เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังขึ้น“คุณชนฉัน!”
ซูเจียวเจียวเห็นชัดว่าเป็ตัวเองที่ชนคนอื่นจึงรีบกล่าวขอโทษ “ขอโทษนะคะฉันไม่ได้ตั้งใจค่ะ”
หญิงคนนั้นมองชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อนของตัวเองที่มีรอยขาดเป็ทางยาวดวงตาพลันเบิกโพลง “ว๊าย! คุณทำกระโปรงฉันขาดคุณชดใช้ให้ฉันเลย!”
หญิงคนนั้นคว้ามือซูเจียวเจียวแล้วร้องขึ้น
ซูเจียวเจียวขมวดคิ้วเธอแค่ชนเบาๆ ทำไมถึงทำให้กระโปรงของหญิงคนนั้นขาดได้?
แล้วเธอก็สังเกตเห็นรอยขาดบนกระโปรงของหญิงคนนั้นขอบแผลเรียบเนียน ไม่เหมือนรอยฉีกขาดเลยแม้แต่น้อย
เพียงชั่วพริบตาซูเจียวเจียวก็เข้าใจทันที เธอมองด้วยใบหน้าเ็า น้ำเสียงไม่ก้าวร้าว ไม่ถ่อมตนราวกับน้ำพุใสเย็น
“รอยขาดบนกระโปรงของคุณดูไม่เหมือนถูกฉันชนจนขาดเลยนะคะแต่ดูเหมือนถูกมีดกรีดมากกว่า การที่ฉันชนคุณเป็ความผิดของฉัน ฉันขอโทษแต่ถ้าคุณคิดจะหลอกลวงฉัน ฉันไม่ยอมรับค่ะ!”
ใบหน้าของหญิงคนนั้นแดงก่ำ“คุณนั่นแหละที่ชนจนขาด กระโปรงตัวนี้เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลย”
ในสถานการณ์ที่ผู้คนเบียดเสียดกันเช่นนี้เธอก็ไม่เห็นชัดเจนว่าใครเป็คนทำให้ขาดกันแน่
แต่คนที่ชนเธอเมื่อกี้ก็มีแค่ซูเจียวเจียวเธอย่อมต้องเกาะติดซูเจียวเจียวไม่ปล่อยเป็ธรรมดา