บัดนี้เจียงหลงดรุณน้อยวัยสิบปีรอนแรมกับบุรุษชราปริศนาผู้ปรากฏกายเสนอช่วยกลบฝังร่างบิดา สลักหินป้ายิญญา ต่อมาไถ่ถามจึงทราบความว่าพรตเฒ่านักเล่านิทานที่สวมอาภรณ์น้ำเงินท่านนี้แท้จริงแล้วมีนามว่า ‘กู่ฉิงหรู’ จึงกราบเป็อาจารย์นับแต่นั้น
สองบุรุษต่างวัยหยุดยืนนิ่งอยู่ริมรั้วไม้ปากทางเข้า พินิจเพียรมองกระท่อมทั้งหลังอย่างถ้วนทั่ว มาตรว่ารกร้าง ทว่าครบครันเครื่องใช้ไม้สอย เหมาะสมให้พิงอาศัยได้ชั่วคราว กระนั้นออกจะผิดกับที่เจียงหลงรับรู้มาก่อนนี้ถึงปลายทางเอ่ยถามขึ้น
“อาจารย์กล่าวแก่ศิษย์ว่าเราจะไปสำนักฤทัยคิมหันต์”
“เป็เช่นนั้น” เฒ่าชุดยาวน้ำเงินกล่าวช้า สุ้มเสียงคงความสุขุมและชัดเจน
เจียงหลงหันมองทั่วอีกคราหนึ่ง มั่นใจไม่คล้ายสำนักใดในความคิด พลางกล่าว “กระท่อมไม้นี่หรือ”
“อาจารย์จะพาเ้าไป แต่เ้าต้องมีพื้นฐานบางอย่าง” กู่ฉิงหรูผู้เป็อาจารย์ชี้แจง ก่อนเดินเข้ายังชานเรือนปัดฝุ่นแล้วทรุดกายนั่งลง กล่าวต่อกับเจียงหลง “บิดาเ้ามีนามว่าเจียงเหลียงฮุ่ย ศิษย์ไป๋จือใช่หรือไม่”
“ท่านพ่อเคยกล่าวเช่นนั้น” ดรุณน้อยวางกระบี่ในมือกระโจนขึ้นนั่งใกล้กันอย่างคุ้นเคย เช่นกิ่งขอนหมอนไม้ริมทางก่อนหน้านี้
“เ้าไม่เคยพบมารดาของตนใช่หรือไม่”
เจียงหลงสูดลมคราหนึ่ง หว่างคิ้วขมวด ครุ่นคิดถึงใบหน้ามารดาตน แล้วถอดถอนใจอีกคราหนึ่งเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อกล่าวว่าท่านแม่เสียตอนที่ข้าเกิด กระทั่งในฝัน ศิษย์ยังไม่เคยพบพานมารดาตนเช่นกัน”
ราวกับไม่แยแสคำตอบ ผู้เฒ่ากู่ฉิงหรูถามไถ่เพิ่มเติม “บิดาเ้าฝึกสอนดำเนินปราณบ้างหรือไม่”
เจียงหลงพยักหน้าเบา ๆ กระโจนลงจากชานกระท่อม เดินไปเบื้องหน้าอาจารย์แล้วนั่งลงที่ลานบ้าน มือทั้งสองยกกางเข้าหากันไว้หว่างอก จากนั้นหมุนให้ข้างหนึ่งคว่ำข้างหนึ่งหงาย แล้วพลิกเป็ตรงข้าม สะบัดออกสุดแขน ไอกำลังปราณกรุ่นอยู่ยังฝ่ามือแล้วลดฝ่ามือทั้งสองเข้าหากันเชื่องช้า แล้วกางออกอีกครา ใช้สามนิ้วของตนแทนอนุกรมแปดทิศลากขึ้นสลับไปมา ระหว่างที่ร่างคล้ายจะลอยสูงขึ้นเล็กน้อยจากพื้นด้วยกำลังปราณที่โอบล้อมนั้น
ครั้นเจียงหลงเปิดตา พ่นลมยาวอย่างสดชื่น
กู่ฉิงหรูใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็เครียดเคร่ง ครุ่นคิดบางสิ่งซ้ำไปมาครู่ใหญ่จนแล้ว จนรอดไม่ได้กล่าวออก เจียงหลงแม้ติดตามผู้เฒ่านักเล่านิทานท่านนี้มาไม่กี่วัน แต่กลับไม่เคยเห็นพรตเฒ่านักเล่านิทานมีอาการเช่นนี้มาก่อน “อาจารย์มีดูคล้ายกังวลยิ่ง”
กู่ฉิงหรูกล่าวตอบ “มีสาเหตุบางประการที่อาจารย์ไม่สามารถพาเ้าไปสำนักได้ในเวลานี้”
“อาจารย์บอกกล่าวกับศิษย์ได้หรือไม่”
“มันเป็เพียงเื่เล่า มาตรว่าจริงหรือเท็จ ดูทีอาจจะเป็การดีกว่าที่ข้าจะเป็ผู้ฝึกสอนเ้าเอง อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าจะเติบโตเอาตัวรอดได้ หากเ้าเรียนรู้ฝึกฝนได้เร็ว อาจบางทีห้าปีสิบปีจะสำเร็จวิชาวิชาในเบื้องต้น” กู่ฉิงหรูเงียบงันไปอีกครู่ใหญ่ แต่แล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง “หากว่าอาจารย์สั่งให้เ้าเลิกดำเนินปราณเช่นนี้ เ้าจะเชื่อฟังหรือไม่”
เจียงหลงประสานมือรับแข็งขัน ทว่าคำตอบกลับฉะฉานนั้นทำให้ประหลาดใจอยู่ไม่น้อยในไหวพริบดรุณน้อยแซ่เจียงผู้นี้ “อาจารย์สั่งข้าย่อมกระทำ เมื่ออาจารย์สอนข้าจึงเข้าใจ”
“ศิษย์ที่ดี ยามนี้ล้างหม้อไหที่นี่เสีย ข้าจะไปหาอะไรมาให้กิน” กล่าวแล้วลุกเดินออกจากบริเวณกระท่อมไม้หายไป ครู่ใหญ่กลับมาพร้อมกับผักสมุนไพรสารพัด เห็ดเซียงกูอีกสองกำมือ นับว่าเป็มื้อเย็นที่อิ่มแน่นในรอบหลายวันของบุรุษต่างวัยทั้งสอง
พ้นจากเสียงหรีดหริ่งเรไรเซ็งแซ่ยังมีเสียงกรนเบาเป็คำรบของบุรุษชราอยู่ข้าง ๆ เช่นทุกคืนเจียงหลงไม่อาจนอนหลังลงได้โดยง่ายนัก มือหนึ่งยังคงกอดกระบี่ของบิดาไว้แนบอก มือหนึ่งหนุนศีรษะอยู่ เมื่อข่มตาหลับมาหลายชั่วยามยังไม่อาจปิดตานิทราลงได้ ผุดลุกขึ้นนั่ง แล้วเดินออกไปยังชานด้านนอก นั่งมองความสงบเงียบรอบกาย รับฟังเสียงพร่ำเพรียกหาจากป่าไพร ครุ่นคิดถึงบิดา ถอดถอนใจร่ำไห้บ้าง เกรี้ยวกราดโกรธเคืองบ้าง สลับไปตามสามัญอารมณ์จนจบห้วงนิทราพ้นผ่านไปอีกหนึ่งราตรี
หม้อต้มกรุ่นกลิ่นหน่อไม้แล้ว ยามเช้าสอดแสงแยงสายตาเจียงหลงให้เปิดออก ผู้เฒ่ากู่ฉิงหรูกำลังโบกปัดพัดฟืน ครั้นเห็นเจียงหลงตื่นแล้วโบกชี้ไปที่ถังไม้บรรจุน้ำกล่าวให้ล้างหน้าล้างตาก่อน แล้วจึงมากิน ทว่ากลับเป็คำทิ้งท้ายหลังประโยคที่ทำให้เจียงหลงกระโจนพรวดพราด คือคำว่า “...แล้วจึงเริ่มฝึก”
หน่อไม้ชิ้นใหญ่เล็ก ก็พลันกระเดือกลงคอปลาสนาการจากถ้วยชามดินเผาไปอย่างรวดเร็ว ไม่วายถูกดุด่าเกรงว่าจะติดคอตายเสียก่อนเริ่มฝึกวิชาใด ไม่ช้าไม่นาน ฟืนถูกสาดด้วยน้ำใส ไฟที่ไหม้ก็พลันมอดดับสิ้นเหลือเพียงกลิ่นควัน ถ้วยชามเลอะเปื้อนถูกล้างวางไว้ รอภาระหน้าที่ใหม่ในมื้อหน้า สองบุรุษผู้เฒ่าผู้เยาว์พากันเดินไปที่ริมแม่น้ำ หยุดยั้งอยู่ยังริมฝั่งอันมากด้วยกรวดหินดินทรายโพ้นแนวชายป่า นับเป็สถานที่ซึ่งอากาศเปิดโล่งเหมาะสมสำหรับฝึกฝน
“กำลังปราณคือสิ่งใด” กู่ฉิงหรูกล่าวขึ้น สองมือกุมไม้ค้ำยันรับฟังคำตอบ
เจียงหลงกล่าวตอบทันทีตามปกติวิสัย “เืและลมหายใจขอรับ”
“ดูทีเจียงเหลียงฮุ่ยสอนบุตรได้ไม่เลว กระนั้นยังไม่นับว่าถูกต้องนัก” ผู้เฒ่าผงกศีรษะช้าอย่างชื่นชม ก่อนจะแนะเพิ่มเติม “ปราณ กล่าวคือเืลมภายใน ลมเข้าออก เืไหลเวียน เช่นนี้กำลังปราณคือสิ่งใด”
“คือ…” ดรุณน้อยวัยสิบปีลังเลครุ่นคิดอยู่ครู่ เอ่ยตอบ “คือเืลมที่หมุนวนอยู่ภายใน... ไม่ถูกต้อง กำลังปราณ กล่าวคือ เืลมที่สามารถหมุนวนอยู่ภายใน เช่น ผู้วายปราณคือผู้ที่เืลมไม่สามารถหมุนวนอีก”
“ไหวพริบเ้าใช้การได้ดี เหมาะสมกับวิชากระบี่อยู่บ้าง” ผู้เฒ่ากู่ฉิงหรูพื้นเพเป็ผู้หนักแน่นซื่อตรง ไม่ว่าชื่นชมหรือชิงชังมักกล่าวตรงไปตรงมา สิ้นคำแล้วกระทุ้งไม้เท้ากับพื้นกรวดย้ำเบา ๆ กล่าวต่อไป “กางขาเ้าเท่า่ไหล่ หยัดเหยียดแต่ไม่ตึงเกร็ง พลิ้วไหวแต่ไม่โอนเอน บางเบาทว่ามั่นคง”
เจียงหลงปฏิบัติอย่างว่าง่าย เช่นนั้นยังใช้เวลาเสียครู่ใหญ่ในการกางขาให้เหมาะสม ครั้นเมื่อเหมาะสมแล้วก็เหมาะสมยิ่ง มาตรว่า่ใช้อคติหาจุดท้วงติงยังไม่อาจกล่าวได้เต็มปาก ดังนั้น ผู้เฒ่ากู่ฉิงหรูยกไม้ค้ำชูขึ้นขวางยังระดับหน้ากล่าว “ให้สองข้างของไม้นี้เป็สองมือเ้า ขยับและกล่าวตาม เข้าใจหรือไม่”
“ศิษย์ทราบแล้ว” เจียงหลงกล่าวพลางประสานมือแข็งขัน ด้วยแววตามุ่งมั่นจนเกือบชวนหัว
“ตะวันร้อนแรง…” สิ้นคำไม้ค้ำเริ่มพลิ้วพรายพลิกม้วนดั่งกระบวนท่าดำเนินปราณอันอ่อนหยุ่นดุจลมโบกโบยล้อเล่นในทุ่งบุปผชาติกว้างใหญ่ตามไหล่ผา อ่อนหยุ่นทว่าแข็งกร้าว คล้ายสายธาร คล้ายหินผา คล้ายท้องฟ้า คล้ายเปลวเพลิง ทั้งสดชื่นอบอุ่นทั้งแ่เบาเย็นสบาย หมุนวนต่อเนื่องไปตามเคล็ดวิชา
ครั้นเมื่อกล่าวเคล็ดวิชาจบ ไม้ค้ำยันพลันหยุดนิ่งหยุดนิ่งและลดระดับลงตามมือของผู้ซึ่งคร่ากุมมืออยู่นั้น ไม่นาน ปลายข้างหนึ่งค่อยแตะััพื้นกรวด เจียงหลงยืนอยู่ รู้สึกถึงเืลมที่ไหลเวียนในตัวกระตุ้นผัสสะรับรู้แม่นยำฉับไว้ขึ้น ขณะที่กำลังตะลึงลานอยู่นั้น กู่ฉิงหรูกล่าว “จำไว้ว่า สิบหกประโยคนี้ จะส่งเสริมกำลังปราณในตัวเ้าเพื่อเป็พื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับวิชากระบี่ที่จะได้ฝึกฝนในภายหน้า ตลอดสามเดือนนี้ ให้เ้าฝึกเช่นนี้ต่อไป”
เจียงหลงกล่าวตอบ “ศิษย์ทราบแล้ว”