บทที่ 86 ศักดิ์ศรีในแบบของผม
หลังจากพูดคุยกับแอนนาจนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีคนรับใช้ก็เข้ามาจุดเชิงเทียนพร้อมนำถาดอาหารมาเสิร์ฟ
กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้หลากชนิดที่โชยมาเตะจมูกมันชวนน้ำลายสอเสียจนท้องของผมส่งเสียงร้องประท้วงออกมา
“มากินด้วยกันสิข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้กินอะไรดีๆ มาหลายวันแล้ว”
แอนนาเอ่ยชวนพลางหย่อนตัวลงนั่งที่โต๊ะอาหาร
นาทีนี้ไม่มีความเกรงใจหลงเหลืออยู่แล้วผมไม่คิดจะปฏิเสธให้เสียเวลา รีบก้าวเข้าไปนั่งร่วมวง และลงมือจัดการอาหารตรงหน้าทันที
“ผมมีเวลานานแค่ไหนสำหรับการไถ่ตัว?”
ผมก็เปิดประเด็นขึ้นหลังจากที่เริ่มกินอาหาร
“หนึ่งปีมั้ง”
แอนนาตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะยัดเนื้อย่างเข้าปาก
“แต่คุณเพิ่งบอกเองว่า ทหารเลเวล 50 ทำงานทั้งปียังได้แค่เหรียญทองเดียวเองนะครับ”
แอนนาพยักหน้าพลางจิบไวน์ตาม
“ใช่”
“ตอนนี้ผมเลเวลแค่ 27แล้วผมจะไปหาเงินก้อนโตขนาดนั้นมาคืนได้ยังไงครับ”
“นั่นสินะ”
เธอเงยหน้าขึ้นมองผมแล้วหลุดหัวเราะเบาๆ
“เวลาเจ้าทำหน้าจริงจังนี่มันตลกชะมัด”
ยัยนี่... กวนประสาทไม่ดูเวลาเลยแฮะผมพยายามใจเย็นสุดขีดเพราะไม่อยากโดนหวดจนสลบไปอีกรอบ
“แสดงว่าผมมีเวลาสิบสองเดือนในการหาเงินมาคืนให้ครบสองร้อยเหรียญทองใช่ไหมครับ?”
ถ้าได้เวลาหนึ่งปีเต็มคงไม่มีปัญหาอะไรเพราะเควสชั้นสองนี้อาจจะจบลงก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำระหว่างนี้ผมแค่หาทางประวิงเวลาไปก่อน
ทว่าคำตอบของแอนนากลับทำให้ผมชะงัก
“เปล่า... ต้องผ่อนจ่ายเป็นรายเดือนย่ะ”
ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาขี้เล่นของเธอ...นี่เธอพูดจริงหรือกำลังปั่นหัวผมเล่นกันแน่ ยัยนี่มีอะไรที่เชื่อได้บ้างไหมเนี่ย?
แอนนาหัวเราะร่าจนต้องวางแก้วไวน์ในมือลง
“เห็นเจ้าทำหน้าเครียดแบบนี้แล้วมันสนุกจริงๆแต่เอาเถอะ เรื่องเงินสำหรับท่านมาสเตอร์น่ะไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก”
“เจ้าลองหาเงินมาจ่ายสักเดือนสองเดือนถ้ามาสเตอร์พึงพอใจ ท่านก็อาจจะยกหนี้ให้หมดเลยก็ได้ แต่ถ้าทำตัวหัวแข็ง...ท่านคงไม่ชอบใจแน่ เพราะท่านเกลียดการโดนขัดใจที่สุด”
ฟังดูแล้วก็ไม่ได้แย่เกินไปนักอย่างน้อยก็พอมีหวังขึ้นมาบ้าง
“แล้วมีงานอะไรที่ทำแล้วได้เงินดีบ้างครับ?”
“ทหารไง รายได้ค่อนข้างดีเลยละ”
ผมขมวดคิ้วทันที
“คุณเพิ่งพูดไปหยกๆ ว่าทหารเลเวล 50 ได้แค่ปีละเหรียญทองเอง”
“ใช่จ้ะ”
เธอยังคงยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย
“ทหารธรรมดารายได้ไม่เยอะแต่ถ้าลองไต่เต้าไปเป็นระดับองครักษ์ดูสิ รายได้งามเลยล่ะ”
“องครักษ์เหรอครับ?ผมเป็นได้ด้วยเหรอ?”
“ไม่...”
แอนนาตอบหน้านิ่ง
“อย่างน้อยๆ เจ้าต้องมีเลเวลสัก 100 ตอนนี้เจ้าทำไม่ได้หรอก”
พูดจบเธอก็หัวเราะชอบใจออกมาอีกรอบ จนผมเริ่มจะหมดปัญญาจะรับมือกับผู้หญิงคนนี้แล้ว
“แต่เอาเถอะยังมีงานอื่นอีกสองสามอย่างที่ถ้าดวงดีก็อาจจะพอหาเงินได้เร็วอยู่”
ผมพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ
“เช่นอะไรบ้างครับ?”
“ขายตัวไง?”
“ห๊ะ... ขายอวัยวะเหรอครับ?”
แอนนาขำกิ๊กกัก เอามือกุมท้อง
“หมายถึงไปเป็นโสเภนีย่ะ! เจ้าหน้าตาดีแถมยังมีดวงตาสองสีแปลกประหลาดแบบนี้ มันดึงดูดพวกชอบของแปลกได้ดีเลยล่ะขุนนางระดับสูงที่มีรสนิยมแบบนี้มีเยอะแยะจะตายไป”
“...”
ผมถึงกับพูดไม่ออก... แต่พอมาลองคิดดูดีๆถ้ามันทำเงินได้เร็วขนาดนั้น บางทีผมอาจจะลองเก็บไว้เป็นทางเลือกดูจริงๆ ก็ได้แฮะ
“ถ้าเข้าตาจนจริงๆผมอาจจะเก็บไปคิดดูครับ... แต่พอจะมีงานอื่นอีกไหม?”
“แหม ไม่สนใจหน่อยเหรอ?เดี๋ยวข้าประเดิมเป็นลูกค้ารายแรกให้เลยก็ได้นะ จ่ายหนักเลย...ห้าสิบเหรียญทองแดง!”
ห้าสิบเหรียญทองแดงเนี่ยนะ...แล้วชาติไหนมันจะครบหนึ่งร้อยเหรียญทองล่ะ
“ไม่ดีกว่าครับ มีงานอื่นอีกไหม?”
ผมถามย้ำ
“ไม่สนใจจริงๆ เร้อ?”
แอนนายังคงส่งสายตาเย้าแหย่ไม่เลิก
ผมลอบถอนหายใจยาว
“ผมรู้ว่าคุณไม่ได้จริงจังหรอกขืนผมตกปากรับคำไป ก็คงกลายเป็นแค่ตัวตลกให้คุณหัวเราะเล่นเปล่าๆ”
“เจ้านี่รู้ทันชะมัด”
แอนนาหัวเราะคิกคัก
“แล้วถ้าข้าหาลูกค้าให้ได้จริงๆขึ้นมาล่ะ?”
ผมไม่ตอบ ทำเพียงยักไหล่แล้วเอื้อมมือไปหยิบน้ำเปล่าขึ้นมาดื่ม
“ถ้าคุณพูดจริงและมันทำเงินให้ผมได้จริง... ผมก็ทำครับ”
แอนนาชะงักไปเล็กน้อยสีหน้าขี้เล่นเริ่มเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ
“ผู้พลัดถิ่นอย่างพวกเจ้าไม่มีศักดิ์ศรีกันเลยหรือไง?แล้วถ้าข้าสั่งให้เจ้าก้มลงเลียรองเท้าเพื่อแลกกับเหรียญเงินซักเหรียญล่ะเจ้าจะทำไหม?”
“ถ้าคุณพูดจริงและจ่ายจริงผมก็ทำให้ได้ครับ”
แววตาขบขันของเธอเลือนหายไปแทนที่ด้วยความสนใจ หลังจากได้ยินคำตอบอันไร้ความลังเลของผม
ผมไม่ปล่อยให้เธอต้องเอ่ยปากถามต่อแต่เลือกที่จะพูดสิ่งท่ีอยู่ในใจออกไปตรงๆ
“ศักดิ์ศรีในมุมมองของผมมันต่างออกไป...ถ้าการยอมก้มหัวมันช่วยให้ผมรอดชีวิตต่อไปได้ ผมก็จะทำและหลังจากที่เรื่องราวทุกอย่างจบลงโดยที่ผมยังมีลมหายใจอยู่...”
ผมวางแก้วน้ำลงพลางสบสายตากับเธอ
“ผมจะกลับมา”
แอนนามองตรงมาที่ผมแม้บนใบหน้าจะยังคงมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่แต่แววตาขี้เล่นสนุกสนานของเธอได้เลือนหายไปจนหมดแล้ว
ผมพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ทุกอย่างที่เคยเสียไป...ผมจะทวงคืนมันกลับมาอย่างไม่ปรานี... นี่แหละคือศักดิ์ศรีในแบบของผม”
สิ่งที่ผมพูดออกไปคือความจริงแท้โดยไร้ซึ่งการเสแสร้งมันคือวิถีที่ผมยึดถือมาตลอด
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหมีเถ้าถ่านที่เคยคุกคามผมหรือเวอร์โก้ที่เคยทรมานผม... ทันทีที่ผมมีกำลังมากพอ ผมจะกลับไปบดขยี้พวกมันคืนและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ผมจะไม่เปลี่ยนวิถีตัวเองอย่างแน่นอน
ห้องรับรองตกอยู่ในความเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนที่แอนนาจะหลุดหัวเราะออกมา
คราวนี้มันไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันไร้สาระเหมือนทุกทีแต่มันคือเสียงหัวเราะอย่างถูกอกถูกใจในสิ่งท่ีเธอเพิ่งได้ยิน
“ข้าชอบความคิดแบบนี้!”
ดวงตาสีเหลืองคู่นั้นทอประกายวาบด้วยความตื่นเต้น
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านมาสเตอร์ถึงถูกใจเจ้านักข้าว่าคนอย่างเจ้าเหมาะกับอาชีพนักล่าที่สุดแล้วละเอาเป็นว่าข้าจะช่วยสนับสนุนเจ้าเอง แล้วข้าจะคอยจับตาดูว่าคนอย่างเจ้าจะปีนขึ้นไปได้ไกลแค่ไหน”
แอนนาพูดพลางตบโต๊ะดังปังราวกับเคาะค้อนตกลงก่อนที่เธอจะหันไปหยิบเอกสารปึกหนึ่งโยนมาตรงหน้าผมพร้อมกับดาบเหล็กสภาพผุพังอีกหนึ่งเล่ม
นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือกเป็นนักล่าอิสระ
ถ้าจะให้พูดง่ายๆอาชีพนี้ก็ไม่ต่างจากทหารรับจ้างที่คอยรับงานกำจัดมอนสเตอร์เป็นหลักรายได้จะมาจากซากวัตถุดิบที่ล่ามาได้หรือไม่ก็ค่าจ้างจากภารกิจคุ้มกันและกวาดล้างภัยจากมอนสเตอร์
รายได้ก็มีตั้งแต่หลักเหรียญทองแดง ไปจนถึงเหรียญทองตามระดับความยาก
เหตุผลที่ผมเลือกอาชีพนี้อย่างไม่ลังเลไม่ใช่แค่เรื่องเงิน...แต่เพราะมันเป็นหนทางเดียวที่เปิดโอกาสให้ผมได้ต่อสู้และอัปเลเวลไปพร้อมกันซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดในตอนนี้
หลังจากวันนั้นผมก็ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระโดยมีเงื่อนไขว่าทุกสัปดาห์จะต้องมารายงานตัวที่คฤหาสน์และทุกเดือนต้องนำเงินมาผ่อนชำระหนี้ตามกำหนด
เอาเข้าจริงผมก็แปลกใจที่พวกเขายอมปล่อยตัวทาสค่าตัวแสนแพงอย่างผมออกมาง่ายๆ แบบนี้
แต่เมื่อนึกถึงแววตาแปลกๆของแอนนาก่อนออกมา ผมก็รู้ทันทีว่านี่คือการทดสอบ...
ขนาดโรแลนด์ที่เป็นแค่ทหารธรรมดายังใช้อีกาสร้างตราประทับข่มขู่พวกเราไม่ให้หนีได้ตัวตนระดับสัตว์ประหลาดอย่างมาสเตอร์ของแอนนาย่อมต้องมีวิธีที่น่ากลัวกว่านั้นซ่อนอยู่แน่ๆ
ในเมื่อยังมองไม่เห็นร่องรอยผมจึงเลือกที่จะทำตามเกมของพวกเขาก่อนระหว่างนี้ผมจะฝึกฝนตัวเองและพยายามตรวจหาสิ่งผิดปกติบนร่างกายไปด้วยเพราะผมไม่มีวันยอมตกเป็นทาสของใครไปตลอดชีวิตหรอก
ผมเดินลงจากเนินเขาอันเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์มุ่งหน้ากลับสูู่สโตนเฮเวน ลมเย็นๆ ที่พัดผ่านผิวเนื้อทำให้รู้สึกแปลกพึลึก...
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นมาบนชั้นสองที่ไม่มีใครคอยเดินนำ และคอยออกคำสั่งมันเป็นความรู้สึกของคนที่เพิ่งพ้นขีดอันตราย ที่มีทั้งความโล่งใจและหวาดระแวงปนเปกันไป
ระหว่างที่กำลังก้าวเท้าไปยังสถานที่รับงานของเหล่านักล่าอิสระผมก็เปิดระบบคอมมูนิตี้ขึ้นมาเพื่อตรวจดูข้อความของคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ติดต่อกันนาน
นิรนาม (ระดับนรก,กลุ่ม 4): “มีใครอยู่ไหม?”
โคตรอัจฉริยะ (ระดับนรก,ปีกขาว): “ว่าไงนิรนาม มีคนบ่นหาแกตลอดเลยว่ะ น่ารำคาญชะมัด”
เซ็ต (ระดับนรก,กลุ่ม 4): “มาช้าจังนะ กริมปี้เพิ่งจะออกไปเอง”
นิรนาม (ระดับนรก,กลุ่ม 4): “ฉันเพิ่งจะว่างน่ะ”
เซ็ต (ระดับนรก,กลุ่ม 4): “ฝั่งนั้นเรียบร้อยดีไหม?”
นิรนาม (ระดับนรก,กลุ่ม 4): “เรียบร้อยดี เห็นเคยบอกว่าเป็นนักล่าตอนนี้อยู่แถวสโตนเฮเวนหรือเปล่า?”
เซ็ต (ระดับนรก,กลุ่ม 4): “เปล่าเลย พวกเขาพาพวกเราไปเมืองอื่นน่ะแถมตอนนี้ยังโดนล่ามโซ่คุมพฤติกรรมอยู่เลย แต่ก็พอจะหาทางอัปเลเวลกันได้อยู่”
ได้ยินแบบนั้นผมก็เบาใจลงไปเปลาะหนึ่งอย่างน้อยพวกเขาก็ยังปลอดภัยดี
โคตรอัจฉริยะ (ระดับนรก,ปีกขาว): “เออ นี่นิรนาม และเซ็ต! ฉันมีเรื่องจะบอก ตอนที่พวกนายไม่อยู่มีสมาชิกใหม่เข้าร่วมคอมมูนิตี้ด้วยที่ต้องมาเตือนเพราะไอ้หมอนี่มันบ้าหลุดโลกชะมัดตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นใครเป็นเอามากขนาดนี้เลย”
ตอนแรกผมตั้งท่าจะเลื่อนผ่านคำพูดของเขาไปเพราะไม่ได้อยากรู้เรื่องคนอื่นอยู่แล้วทว่าประโยคต่อมาของเขากลับดึงดูดความสนใจของผมเข้าอย่างจัง
โคตรอัจฉริยะ (ระดับนรก,ปีกขาว): “หมอนั่นมาจากกลุ่มของพวกนายนั่นแหละ น่าจะรู้จักดี มันตั้งชื่อตัวเองว่าอาหารอาหาร แล้วเอาแต่สแปมคำเดียวซ้ำๆ ตลอดเวล ไม่ อาหาร! ก็ อาหาร? นี่ถ้ารายงานระบบได้ฉันคงทำไปแล้ว พวกนายไปจัดการอะไรกับมันหน่อยเถอะ!”
ผมถึงกับหลุดหัวเราะพลางลอบถอนหายใจยาว
เจ้าบิสกิต...
ดูเหมือนว่าไอ้คอร์กี้ตัวแสบของกลุ่มจะยังมีชีวิตอยู่สินะ