บทที่ 12 จะหลอกลวงได้อย่างไร
หลินชุนฮวาเหมือนแม่ทัพที่ชนะศึกและได้นำเชลยของนางกลับมายังลานบ้านนั้น นับั้แ่นางแต่งเข้ามาในตระกูลเฉิน เพียงเพราะลานบ้านหลังนี้ใหญ่กว่าปกติก็ได้รับความอิจฉาจากผู้คนมากมาย
ทว่าเมื่อนางเดินเข้าไปในห้อง ก็รีบหันมาล็อกประตูเอาไว้ สถานการณ์ทั้งสองฝ่ายก็เปลี่ยนไปในทันที เฉินเถียนเถียนที่เดิมก้มหน้าต่ำ น้ำตาคลอเบ้า กลับเงยหน้าสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
“ท่านแม่เป็อะไรไป ท่านจะกลับมาจัดการกับข้าหรือ” หลินชุนฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง หากเป็ปกติ เด็กสาวคนนี้โดนนางทำเช่นนี้ ต้องตัวสั่นขวัญผวา ไม่กล้าพูดจา ระมัดระวังหลบอยู่ในมุม! รอให้นางระบายความโกรธใส่
ทว่าคนตรงหน้านี้ ถึงจะยังเป็เด็กสาวต่ำต้อยคนเดิม แต่สีหน้ากลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว นางขมวดคิ้ว ตวาดด้วยน้ำเสียงเ็า
“นังเด็กต่ำต้อย อย่าบอกนะว่าถูกคุณชายหลี่ฝึกฝนมาจนกล้าขึ้นมากแล้ว” เฉินเถียนเถียน มองหญิงชาวนานิสัยหยาบกระด้างตรงหน้าเหมือนมองของสกปรก ถึงจะแสร้งอ่อนแอในยามปกติ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนนิสัยหยาบคายไม่ได้อยู่ดี
“ใช่แล้ว ท่านแม่อยากให้ข้าส่งท่านไปให้คุณชายหลี่ฝึกฝนสักหน่อยหรือไม่เล่า ให้ท่านแม่ได้เห็นฝีมือของคุณชายหลี่ด้วยตาตัวเอง” หลินชุนฮวาเป็สตรีที่แต่งงานแล้ว การส่งนางไปยังห้องของคุณชายใหญ่ตระกูลอื่นเพื่อฝึกฝน นี่ไม่ใช่แค่ดูถูกเท่านั้น แต่ยังทำลายชื่อเสียงของอีกฝ่ายเข้าเต็ม ๆ เลยต่างหาก ดังนั้นหลินชุนฮวาจึงเปลี่ยนสีหน้าไปทันที
“นี่ นังเด็กบ้า เ้านี่เหมาะกับการเป็ลูกไม่มีแม่จริง ๆ ใครให้เ้ากล้ามาใส่ร้ายและพูดจากับข้าเช่นนี้!”
เฉินเถียนเถียนขมวดคิ้วเอ่ยเสียงเรียบ “แม่ของข้าตายั้แ่ข้ายังเด็ก ก็เลยเป็ลูกไม่มีแม่ วันนี้ข้าก่อเื่ในหมู่บ้านขนาดนี้ ท่านคิดว่ายังจะมีสักกี่คนที่เชื่อในความอ่อนแอที่ท่านแสร้งทำ คงมีแต่เฉินผิงอัน ไอ้โง่นั่นที่ยังเชื่ออยู่”
หลินชุนฮวามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสงสัย “เ้าไม่ใช่เฉินเถียนเถียน แล้วเ้าเป็ใครกันแน่?”
เฉินเถียนเถียนไม่สะทกสะท้านเลยเมื่อได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเช่นนั้น ไม่ว่าจะดูนางอย่างไร ก็มีแค่เฉินเถียนเถียนจากหมู่บ้านเซินหนี่นี่แหละ ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวอะไร สิ่งที่นางกลัวก็มีแค่ชาวบ้านที่เชื่อในเื่งมงายพวกนี้จะมองนางเป็ปีศาจร้ายเท่านั้น
“ถ้าข้าไม่ใช่เฉินเถียนเถียน แล้วท่านจะเป็แทนหรือ ท่านแม่คงจะสับสนแล้วละ ในเมื่อสับสนแล้ว ก็ควรไปหาหมอนะเ้าคะ” เฉินเถียนเถียนกล่าวออกมา
ทั้งสองคนพูดกันมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันที่เข้ามาก่อนก็ทนไม่ไหวแล้ว แต่เดิมเขาเพียงแค่จะมาตามเฉินเถียนเถียน เพราะพวกนางมัวแต่คุยกันจนไม่มีใครทำกับข้าวเลย ตอนนี้ยิ่งยืดเวลานานเท่าไหร่ ท้องก็ยิ่งหิว คนที่หิวโหยจะอารมณ์ดีได้อย่างไรกัน
“พวกเ้ายังจะพูดอะไรกันอีก ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!”
หลินชุนฮวาสุดท้ายก็ต้องเกรงใจสามีอยู่บ้าง นางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวาน “ผิงอัน ข้าจะไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้ละ ให้เถียนเถียนไปก่อไฟ” ประโยคนี้พูดเสียงดังมากและเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าให้เถียนเถียนทำอะไร หลินชุนฮวาไม่จำเป็ต้องรู้สึกผิดกับเื่เล็กน้อยพวกนี้ ในเมื่อที่หมู่บ้านเซินหนี่นี้ มีสาวโสดสักกี่คนกันที่แม้แต่เื่เล็กน้อยอย่างการก่อไฟก็ไม่ยอมทำ
เฉินเถียนเถียนไม่ได้พูดอะไรมาก และไปนั่งลงตรงเตาไฟอย่างที่ถูกสั่ง ตามความทรงจำเดิมของร่างนี้ ทำให้นางจุดไฟได้อย่างคล่องแคล่ว
หลินชุนฮวาก็ไม่อยากยั่วโมโหเด็กสาวนี่เท่าไหร่นัก จริง ๆ ในจังหวะเช่นนี้ ถ้านางยังมาก่อเื่แบบนี้อีก นางคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้วจริง ๆ นางไม่ได้สนใจหรอกว่าจะเสียหน้าหรือไม่ ทว่าเฉินผิงอันสนใจนี่สิ
เฉินผิงอันกลัวเสียหน้า ถ้าคนที่กลัวเสียหน้าเป็เด็กสาวที่ตายไปแล้วก็คงไม่เป็ไร แต่ถ้าตอนนี้นางทำอะไรออกไปจริง ๆ คนที่เสียหน้าดูแล้วคงจะกลายเป็นางเอง เฉินผิงอัน ไอ้ชายหยาบคายไร้เหตุผลนี่ คงจะพูดจาดี ๆ ไม่ได้หรอก
หลินชุนฮวา ครั้งนี้ถ้านางลงมือจริง ๆ ปกติตอนทำกับข้าว เฉินผิงอันไม่เคยสนใจเสียงในครัวเลยสักนิด ดังนั้นทุกครั้งที่ทำกับข้าว หลินชุนฮวาก็จะนั่งไขว่ห้างมองดู เฉินเถียนเถียนวุ่นวายอยู่ฝ่ายเดียว แต่ไม่ใช่ตอนนี้ที่เฉินผิงอันหิวแล้ว
คนที่หิวย่อมให้ความสนใจกับเสียงในครัวมากขึ้น หลินชุนฮวา แสร้งทำตัวอ่อนแอต่อหน้าเฉินผิงอันมาโดยตลอด จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้แสร้งทำได้สมบูรณ์แบบ แต่ต่อหน้าคนที่หลับตาข้างหนึ่งนั้น การแสร้งทำเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว
หลินชุนฮวามาที่บ้านตระกูลเฉินครั้งแรกก็ลงครัวเลย ฝีมือทำอาหารที่ดีของเฉินเถียนเถียนในอดีตนั้นถูกเข้าใจว่าเป็หลินชุนฮวาทำทั้งหมด หลินชุนฮวาใช้อาหารที่ธรรมดาแต่อร่อยนี้เกลี้ยกล่อมใจเฉินผิงอันด้วยตัวนางเอง โดยที่ไม่รู้เลยว่านี่มาจากฝีมือของบุตรสาวตัวเอง
หลินชุนฮวาจริง ๆ แล้วก็รู้ว่าฝีมือของตัวเองคงไม่น่าทาน แต่เวลานี้จำใจต้องลงมือเองเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นมองดูสาวใช้คนนี้ผัดผักก็หลายครั้ง ไม่น่าจะเป็อะไรที่ยากเย็นสำหรับนางอยู่แล้ว
ดังนั้น หลินชุนฮวาที่เพิ่งชนะศึกมา รู้สึกภูมิใจในตัวเองอย่างยิ่ง จึงถกแขนเสื้อขึ้นลงมือเองจริง ๆ ภายใต้สายตาของเฉินเถียนเถียน ที่มองเหมือนคนโง่นางก็เติมน้ำหนึ่งทัพพีลงในผักที่ตัวเองกำลังผัด เฉินเถียนเถียนอดไม่ได้ที่จะประเมินอะไรเสียใหม่ ผู้หญิงที่โง่เขลาขนาดนี้กดขี่นางได้อย่างไรตลอดสิบกว่าปี
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เฉินเถียนเถียนไม่ได้ตั้งใจจะยุ่งเื่คนอื่น ดังนั้นวันนี้ตัวนางเองคงไม่ได้ไปร่วมโต๊ะแน่ นางอยากจะดูว่าหลินชุนฮวาจะหลอกเฉินผิงอันด้วยผักต้มน้ำนี่ได้อย่างไร หลินชุนฮวาเริ่มตักผักเล็กน้อยแล้วใส่ปากตัวเองเพื่อชิมรสชาติ จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไปมาก
นางที่ฉลาดหลักแหลมย่อมรู้ว่า แค่ของแบบนี้หลอกเฉินผิงอันไม่ได้หรอก แต่ตอนนี้ในครัวไม่มีวัตถุดิบอื่นแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงให้สาวใช้คนนั้นช่วยทำให้อีกจานหนึ่ง
ในตอนที่หลินชุนฮวาร้อนใจเป็ไฟ ความคิดหนึ่งก็แว่บเข้ามาในหัวของนางทันที นางเดินจากเตาไปอย่างเป็มิตร ยิ้มให้เฉินเถียนเถียนที่ยังก้มตัวก่อไฟอยู่
“เถียนเถียน พูดกันว่าพ่อลูกไม่มีเื่โกรธเคืองข้ามคืน ถ้าพ่อของเ้าโกรธเ้า เดี๋ยวแม่จะช่วยพูดให้สักสองสามคำดีหรือไม่?” เฉินเถียนเถียนย่อมไม่เชื่อคำพูดเหลวไหลแบบนี้อยู่แล้ว แต่ผู้หญิงคนนี้หลอกตัวนางเหมือนคนโง่ ย่อมต้องชดใช้คืนบ้างเป็ธรรมดา
แต่คืนนี้ปล่อยให้ได้ใจไปก่อนแล้วกัน เฉินเถียนเถียนเคยเป็ตำรวจมาก่อน มีความเข้าใจในจิตวิทยาอาชญากรรมพอสมควร สำหรับหลินชุนฮวา ถ้าไม่มีอะไรจะมาทำท่าทางสนิทสนมเช่นนี้ทำไม นั่นย่อมหมายความว่านางต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแน่นอน
คืนนี้ผักก้นหม้อนี่คงต้องตกเป็ของข้าแน่ กินได้อยู่แล้วแค่ไอ้เ้าผักก้นหม้อนี่ แต่ข้าไม่มีทางยอมกินง่าย ๆ แน่ ต้องหาวิธีให้นางชดใช้ให้ได้
“แม่ไม่จำเป็ต้องมาถามข้าหรอก มีอะไรท่านตัดสินใจเองเถิด พ่อไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตาอยู่แล้ว นี่คงเป็ฝีมือของแม่สินะ”
ความโกรธที่ปรากฏในดวงตาของหลินชุนฮวา ครั้งนี้นางไม่ได้พึ่งเฉินเถียนเถียน อย่างไรเสียเฉินผิงอันก็เชื่อใจนางมาโดยตลอด สาวใช้คนนี้คงพลิกแผ่นดิน กลับหน้ามือเป็หลังมือไม่ได้หรอก
ดังนั้นนางจึงยืนอยู่หน้าอ่างล้างหน้าใช้น้ำส่องดู จัดแต่งเครื่องแต่งกายของตัวเองเล็กน้อย แล้วจึงค่อย ๆ เดินออกไปด้วยก้าวเล็ก ๆ ในมือถือชามผักต้มน้ำที่เหมือนอาหารหมูไว้