หลังจากเจ้าเมืองได้ยินแบบนั้นมันก็คิดหนักเข้าไปอีกเพราะจากการที่มันพูดไปเมื่อครู่ทำให้คนอื่นๆหันมาสนใจมันจนตัวมันตกเป็นเป้าสายตาไปแล้ว หากมันยอมถอยตอนนี้มันก็จะเสียหน้าอย่างมากเจ้าเมืองจึงไม่มีทางเลือกจึงได้แต่เดินหน้าต่อไป
''ได้ ข้าจะรับผิดชอบเองไปเรียกมันลงมาหาข้า''แต่พอเจ้าเมืองพูดจบเบลสิก้าที่ยืนเงียบอยู่นานก็พูดขึ้นบ้าง
''เดี๋ยวก่อน เจ้าไม่ต้องไปตามมาหรอกแต่เจ้าช่วยไปเตรียมห้องที่อยู่ใกล้ที่สุดกับห้องนั้นให้พ่อข้าหน่อย''เบลสิก้าพูดออกมาขณะหันไปมองพ่อของนางด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าอย่าได้ใจร้อน
''ได้ มีห้องว่างอยู่แถวๆนั้นพอดีและห้องนั้นก็ด้อยกว่าห้องที่ดีที่สุดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โปรดตามข้ามา''เจ้าเมืองและเบลสิก้าเดินตามผู้ดูแลคนนั้นไปจนในที่สุดก็เข้ามาอยู่ในห้องเจ้าเมืองที่ทนไม่ไหวก็หันไปถามเบลสิก้าทันที
''ลูกพ่อเจ้าจะห้ามข้าทำไมรู้มั้ยว่าเราเสียหน้าไปมากแค่ไหน? มีกี่คนที่อยู่ที่นี่?''
''ท่านพ่อท่านใจร้อนเกินไปแล้วท่านคิดว่าคนที่ลงอักขระ2ตัวได้จะเป็นคนธรรมดา? หากคนนั้นเป็นนักรบระดับต้านแรงดึงดูดหรือระดับนิวเคลียร์ขึ้นมาท่านพ่อจะทำยังไง อยากให้ตระกูลเราหายไปหรือไง''ที่เบลสิก้าไม่รู้ว่าดาบเล่มนั้นมิคาเอลเป็นคนลงอักขระลงไปเพราะตอนที่นางนำของขวัญไปให้มิคาเอลนางอยู่ไกลเกินไปจึงไม่สามารถมองเห็นอักขระบนดาบที่เฟรมมิ่งเฮลถือเอาไว้
''พ่อใจร้อนเอง ดีที่ได้เจ้าช่วยไว้ไม่งั้นอะไรจะเกิดขึ้นบ้างก็ไม่รู้''เจ้าเมืองพูดจบก็นั่งลงผิดกับเบลสิก้าที่กำลังจะเดินออกไปนอกห้อง เมื่อพ่อของนางเห็นจึงถามขึ้น
''นั่นเจ้าจะออกไปไหนอีก''
''ข้าจะไปทักทายเจ้าของดาบเล่มนั้นหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงข้ารู้ว่าควรทำอะไร''เบลสิก้าพูดจบก็เดินออกนอกห้องไปไม่นานนางก็มาหยุดอยู่หน้าห้องของมิคาเอล มิคาเอลเองก็รู้ตัวตั้งนานแล้วเพราะมันแผ่พลังออกไปตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
''ออกไปซะที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรจะมา หรือผู้ดูแลไม่ได้บอกเจ้าว่าอาจารย์ของข้ามีพลังระดับนิวเคลียร์''มิคาเอลรู้สึกรังเกียจตระกูลเจ้าเมืองจึงไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วยมากนัก มันจึงดัดเสียงและพูดข่มขู่ออกไปเบลสิก้าที่ได้ยินก็เหงื่อไหลออกมาตามหน้าผากและตามตัวเต็มไปหมด จากนั้นนางจึงรีบวิ่งกลับไปที่ห้อง
''เกิดอะไรขึ้นลูกพ่อทำไมเจ้าเป็นแบบนั้น''เจ้าเมืองพูดออกมาด้วยความตกใจหลังเห็นสภาพของลูกตัวเอง
''ท่านพ่อเจ้าผู้ดูแลนั่นมันไม่ได้บอกเราทั้งหมด คนที่ลงอักขระดาบนั่นมีพลังอยู่ในระดับนิวเคลียร์และในห้องนั้นมีศิษย์ของเค้าอยู่''เบลสิก้าพูดออกมาขณะพยายามข่มความกลัวที่กำลังบุกเข้าไปในจิตใจ
''บะ บ้าน่า ตัวตนระดับนั้นมาที่เมืองเล็กๆแบบนี้เนี่ยนะ ดีนะที่เจ้าห้ามพ่อไว้ไม่อย่างนั้น....''เจ้าเมืองพูดออกมาได้แค่นั้นและนิ่งเงียบไปโดยไม่ได้ยินเสียงรอบข้างอีกต่อไปตัวมันกำลังหมดสติเพราะมันลองนึกเล่นๆว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากมันไปหาเรื่องคนในห้องนั้นเข้า
''ท่านพ่อ ท่านพ่อ''เบลสิก้าที่เห็นพ่อของตนเองเงียบและนิ่งไปนางจึงเข้าไปเขย่าตัวของพ่อนาง
''อะไรนะ เจ้าพูดอะไรนะข้าไม่ทันฟัง''หลังได้สติขึ้นมามันก็ยังงงๆอยู่
''ข้าถามท่านว่าจะเอายังไงกับเด็กที่ช่วยข้าไว้ เพราะเด็กนั่นมันไม่ยอมรับของขวัญและไล่ข้ากลับมาดูเหมือนมันจะไม่ชอบใจเอามากๆด้วย''เมื่ออยู่ตามลำพังเบลสิก้าไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไปนางจึงแสดงธาตุแท้ออกมา
''ช่วยไม่ได้ในเมื่อมันไม่ยอม ก็ปล่อยมันไปอย่าได้สร้างปัญหาเพิ่มตอนนี้ข้ารู้สึกเหนื่อยจริงๆ''เจ้าเมืองพูดออกมาขณะมองออกไปนอกห้อง แต่เบลสิก้ากลับขมวดคิ้วเพราะยังไงนางก็ไม่ยอมแน่มันเป็นนิสัยของนางหากนางต้องการอะไรนางก็ต้องได้ระหว่างที่ทุกคนกำลังรอคอยให้ถึงเวลาเริ่มการประมูลอยู่ๆด้านนอกก็เกิดเสียงดังขึ้นจากนั้นกลุ่มคนกว่า20คนก็ได้เดินเข้ามาทุกคนล้วนมีพลังระดับ20-25ชั้นบรรยากาศทั้งนั้นมิคาเอลที่เห็นแบบนั้นจึงได้หันไปถามเฟรมมิ่งเฮล
''คนพวกนั้นมาจากไหนดูแล้วจะโหดเหี้ยมไม่เบา''
''คนพวกนั้นมาจากตระกูลทมิฬที่ตั้งอยู่บนภูเขาน่ะอาจารย์ เดินทีตระกูลนี้ก็อยู่ในเมืองนี้นี่แหละแต่เพราะไปงัดข้อกับเจ้าเมืองเข้าทำให้ทั้งตระกูลก็เลยโดนไล่ออกไป''มิคาเอลได้ฟังก็ขมวดคิ้วมันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงในเมื่อดูเหมือนตระกูลทมิฬเองจะมีกำลังพอๆกับเจ้าเมืองด้วยซ้ำ
''แล้วตระกูลทมิฬทำไมถึงยอมง่ายนักทั้งๆที่แต่ละคนเท่าที่ข้าเห็นก็มีพลังพอๆกับฝั่งเจ้าเมือง''
''เรื่องนี้ตอนเจ้าเมืองไล่ตระกูลทมิฬออกไปนั้นพวกมันยังมีระดับพลังอยู่ที่10ชั้นบรรยากาศเท่านั้นแต่หลังจากพวกมันออกไปได้4ปีมันก็กลับมาอีกครั้งพร้อมพลังระดับนี้นี่แหละ ข้าคิดว่ามันคงไปเจออะไรดีๆเข้าแน่นอนเลยทำให้พวกมันพัฒนาได้รวดเร็วแบบนี้''มิคาเอลหลังฟังจนจบก็คิดอะไรบางอย่างแต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำมันต้องรอให้การประมูลจบลงก่อนหรือไม่ก็หาทางให้พวกตระกูลทมิฬเข้ามาที่ห้องนี้จะได้ถามได้ง่ายๆหน่อย
ผู้ดูแลเองเมื่อเห็นคนของตระกูลทมิฬเดินเข้ามามันก็รีบไปต้อนรับด้วยรอยยิ้มทันที''ไม่ได้เจอกันซะนานเจ้าเป็นยังไงบ้าง''ลูกชายของตระกูลทมิฬที่เดินนำหน้ามาถามผู้ดูแลคนนั้นทันที
''ก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ ข้าคิดจะออกจากเมืองหลังงานประมูลนี้จบ''
''ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าคิดถูกแล้วที่จะจากไป เมืองนี้มันเน่าเพราะเจ้าเมืองโง่ๆและบ้าอำนาจ''นายน้อยคนนั้นตะโกนออกมาดังลั่นโดยไม่เกรงใจใคร เจ้าเมืองเองก็ได้ยินแต่ไม่แสดงอาการอะไรเพราะถ้าหากตอบโต้ไปอีกฝ่ายอาจจะยกคนมาบุกที่เมืองก็ได้
''อ่า ช่างมันเถอะ เจ้ามาช้าไปหน่อยนะรู้มั้ยห้องมันเต็มหมดแล้วตอนนี้เจ้าคงต้องยืนเอา''ด้วยความสนิททั้งคู่จึงคุยกันแบบธรรมดาทั่วไปโดยไม่แบ่งชนชั้น มิคาเอลเองก็มีควมสนใจในคนกลุ่มนี้อยู่และนี่เป็นโอกาสในการรีดข้อมูลของอีกฝ่ายด้วยมันจึงได้พูดออกไป
''หากไม่รังเกียจพวกเจ้าเข้ามาที่ห้องของข้าเอามั้ย''หลังมิคาเอลพูดออกไปนายน้อยของตระกูลทมิฬก็หันไปตามผู้ดูแลด้วยความสงสัยทันทีว่าในห้องนั้นคือใครและคำตอบที่ได้คือ
''เจ้ารีบไปสิอย่าได้ชักช้า ห้องนั้นเป็นของคนที่นำดาบที่ลงอักขระ2ตัวมาลงประมูล''ได้ยินแบบนั้นแล้วนายน้อยตระกูลทมิฬพร้อมกับผู้อาวุโสของตระกูล2คนจึงได้เข้าไปที่ห้องของมิคาเอลทันทีแต่เมื่อเข้ามานายน้อยตระกูลทมิฬถึงกับหลุดปากออกมาทันทีที่เห็นมิคาเอล
''หืม...เด็กงั้นหรอ''