หลังจากที่หลัวหยางสามารถทะลวงสู่ระดับหลอมกายาขั้นสองได้สำเร็จ
ร่างกายของเขาก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัด ทุกอณูของกล้ามเนื้อดูจะแข็งแกร่งและลื่นไหลกว่าก่อนหน้า
กระดูกทั่วร่างส่งเสียงเมื่อเขาขยับตัว ราวกับแสดงถึงการพัฒนาใหม่ในโครงสร้างภายใน เส้นลมปราณขยายกว้างขึ้นเป็เท่าตัว การหมุนเวียนของพลังปราณเป็ไปอย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากเหมือนก่อน
ความรู้สึกเหนื่อยล้าจางหายไปพร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนจะทะยานไปได้ทุกเมื่อ
และที่สำคัญที่สุดคือ จิตใจของเขานั้นสงบนิ่งเยี่ยงผิวน้ำในสระโบราณที่ไม่ถูกแตะต้องมาหลายร้อยปี
ความรู้สึกนี้ทำให้หลัวหยางรับรู้ได้อย่างชัดเจน ว่าตนเองกำลังหลุดพ้นจากความเป็ปุถุชนธรรมดาทีละก้าว
ความแข็งแกร่ง ความอดทน ความสามารถในการรับรู้พลังธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้อีกต่อไปแล้ว
หากในขณะที่เขากำลังนั่งครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงคุ้นเคยก็พลันดังขึ้นในห้วงสำนึกดังสายฟ้า
【อย่าตื่นเต้นกับเื่เล็กจ้อยเช่นนี้ไอ้เด็กบ้า เพราะเ้าจะต้องกลายมาเป็ผู้อยู่เหนือสรรพสิ่ง】
【ไอ้ระดับหลอมกายาที่เ้ามีอยู่ตอนนี้ เทียบไม่ได้กระทั่งเศษเสี้ยวเล็กๆของระดับเซียนเลยด้วยซ้ำ】
【แต่หนทางของผู้อยู่เหนือสรรพสิ่ง มันอยู่ไกลยิ่งกว่าเซียนไปอีกหลายพันล้านเท่า】
น้ำเสียงของระบบนั้นยังคงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและดุดัน ไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย มันไม่ได้พูดเพื่อให้กำลังใจหรือชมเชย แต่มันพูดด้วยความปรารถนาที่จะย้ำเตือนและฉุดดึงไม่ให้หลงระเริงกับความสำเร็จเล็กน้อย
ชั่วพริบตานั้น หลัวหยางพลันรู้สึกเหมือนถูกสาดน้ำเย็นลงกลางอก
ความดีใจและภาคภูมิใจที่กำลังก่อตัวขึ้นมาจากการทะลวงระดับเมื่อครู่พลันสงบนิ่งลงโดยไม่ต้องใช้เหตุผล
“เข้าใจแล้ว..”
“ท่านอาจารย์ระบบ”
เขาพึมพำเบาๆ พลางลุกขึ้นยืนพร้อมยิ้มแห้งๆ มือหนึ่งเอื้อมไปใช้ท่อนไม้เขี่ยถ่านไฟในกองไฟที่เริ่มมอด
“ไม่กี่วันก่อนข้ายังเป็ผู้ไร้พร์อยู่เลยนะ.. จะให้ข้าหลัวหยางวาดฝันหน่อยไม่ได้เลยหรือยังไง?”
แม้จะกล่าวเช่นนั้นด้วยความขบขัน แต่ั์ตาของเขากลับแน่วแน่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
หลัวหยางไม่ได้โกรธเคืองในสิ่งที่ระบบพูด ในทางกลับกัน เขากลับรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งที่อาจารย์ระบบผู้ชั่วร้ายนี้ยังคงอยู่ข้างเขา คอยเตือน คอยชี้แนว คอยดุด่า แม้บางครั้งจะทำให้เขาแทบอยากจะเถียงกลับไปด้วยความหงุดหงิด แต่ทุกคำพูดนั้นกลับมีคุณค่าเสมอ
【ไป ออกเดินทางไปยังเมืองจงหนานกันต่อเว้ย】
เสียงของระบบเปี่ยมด้วยความฮึกเหิมราวกับผู้บัญชาการกองทัพที่กำลังจะเคลื่อนพลไปยังสนามรบแห่งโชคชะตา
หลัวหยางเองก็ไม่ลังเล เขาจัดเก็บข้าวของเล็กน้อย มัดสัมภาระขึ้นหลัง เหน็บกระบี่เหล็กกล้าไว้ที่เอวแล้วออกเดินทางต่อโดยไม่รีรอ
แสงแดดเริ่มเจิดจ้าเมื่อเขาเคลื่อนกายผ่านทิวป่าใหญ่ ลัดเลาะตามทางธรรมชาติที่คดเคี้ยวและเต็มไปด้วยรากไม้ ลำธารเล็กๆที่ตัดผ่านป่าถูกเหยียบย่ำข้ามไปโดยไม่มีปัญหา เสียงของสัตว์ป่าทั้งใหญ่และเล็กยังคงแว่วให้ได้ยินเป็ระยะ
เขามุ่งหน้าตรงไปยังทิศตะวันออก ดวงตาจ้องไปยังเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้าอย่างไม่สั่นคลอน ราวกับมองเห็นจุดหมายของตนอย่างชัดเจน แม้จะไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะมีอันตรายหรือโอกาสซ่อนอยู่ แต่ใจของเขากลับหนักแน่นเยี่ยงภูผา
กระทั่ง่เย็นของวันเดียวกัน ขณะที่พระอาทิตย์กำลังเริ่มคล้อยต่ำ ทาบแสงส้มอ่อนลงบนยอดไม้สูงทั่วทั้งผืนป่า
อยู่ดีๆเสียงดังสนั่นก็พลันแทรกเข้ามากลางความเงียบสงบ เสียงของต้นไม้ใหญ่ล้มครืนลงกับพื้นราวกับมีอสูรกายกระโจนออกมาจากใต้พื้นดิน เสียงสะท้อนกึกก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้หลัวหยางหยุดฝีเท้าทันที
“เสียงนี้มัน.. เกิดอะไรขึ้น”
“ดูเหมือนอยู่ใกล้ๆเลยนะ!”
เขาพึมพำออกมาแล้วเบิกตาขึ้นด้วยความระแวดระวัง ความสงบในจิตใจเปลี่ยนเป็สัญชาตญาณการต่อสู้ในทันที ฝ่าเท้าข้างหนึ่งย่ำลงบนพื้นป่าอย่างแ่เบา จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปตามทิศทางของเสียงที่ได้ยินมา โดยไม่รีรอแม้แต่ลมหายใจเดียว
ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของหลัวหยางนั้นไม่ใช่วิชาท่าร่างระดับสูง แต่ก็แฝงไว้ด้วยประสบการณ์ของผู้ที่เคยอยู่ในผืนป่ามาเป็ปีๆ
ร่างของเขาหลบหลีกกิ่งไม้และหินใหญ่ด้วยความคล่องแคล่ว
ขณะที่มือข้างหนึ่งวางไว้ใกล้ด้ามกระบี่เหล็กกล้าเตรียมพร้อมหากมีสิ่งใดโจมตีออกมาโดยไม่คาดฝัน
ไม่กี่อึดใจต่อมา หลัวหยางก็มาถึงจุดที่ต้นเสียงดังขึ้น
“นะ.. นี่มัน..”
ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏขึ้นในยามที่ชายหนุ่มยกมือแหวกพุ่มไม้สูงระดับอก ทำให้ต้องขมวดคิ้วแน่นด้วยความฉงนและระแวดระวัง
บริเวณกลางป่าที่ควรจะสงบเงียบและปกคลุมไปด้วยพืชพรรณกลับถูกเหวี่ยงกระจัดกระจายอย่างรุนแรง
ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งล้มระเนระนาด รากที่ฝังแน่นในพื้นดินถูกฉีกขาดราวกับถูกแรงกระแทกอันเกรี้ยวกราด
ภายในซากของลำต้นที่หักโค่นลงนั้น มีร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งพยายามพยุงตัวขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก สีหน้าของเขาซีดเซียว เปื้อนด้วยโลหิตอันเข้มข้นที่อาบย้อมทั่วทั้งหน้าและเสื้อผ้า
ทุกลมหายใจของเขาเต็มไปด้วยเสียงไออันหนักหน่วงและเจือกลิ่นเืคาว
ใบหน้าและแววตาที่สั่นเทานั้นหาได้แสดงความอ่อนแอหรืออ้อนวอน ทว่ากลับแฝงความโเี้ดุจสัตว์ป่าที่กำลังจนตรอก
“บะ.. บัดซบ! ถ้าไม่ใช่เพราะข้าาเ็สาหัส มีหรือที่ไอ้เด็กเวรพวกนั้นจะสามารถไล่ล่าข้าเช่นนี้ได้”
เขาพึมพำพร้อมฝืนลุกขึ้นด้วยท่าทีสั่นคลอน
“ไม่ได้การ.. ข้าต้องรีบไป ไม่งั้นมันจะตามรอยข้าเจอ.. ถ้ามัน...”
แต่ยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยค สายตาของเขาก็พลันเบนมาเห็นร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล ทำให้มุมปากของชายวัยกลางคนผู้นั้นลอบแสยะยิ้มทันที
ดวงตาที่พร่าเลือนจากาแกลับวาวโรจน์ขึ้นมาฉับพลัน
“อะ.. ไอ้เด็กน้อย! ข้าคือผู้าุโของนิกายที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง.. ถูกพวกชั่วร้ายรุมลอบสังหารจนาเ็สาหัส!”
“หากเ้ามีเมตตา รีบมาช่วยเหลือข้าเร็วเข้า.. รีบนำร่างของข้าออกไปจากบริเวณนี้”
“แล้วหากเ้าทำได้สำเร็จ.. หลังจากที่ข้าหายดี ข้าจะถ่ายทอดวรยุทธการต่อสู้ให้เป็รางวัล!”