บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 15 ภาชนะใต้ต้นเหมย
ยามไฮ่ผ่านไปได้ไม่นาน จวนเสิ่นก็เงียบเกินกว่าที่ควรจะเป็
ความเงียบนั้นไม่ใช่ความสงบของเรือนใหญ่หลังผ่านวันวุ่นวาย แต่เป็ความเงียบที่เหมือนมีใครบางคนกดฝ่ามือลงบนปากของทั้งจวน บ่าวไพร่ที่ควรเดินตรวจโคมเงียบหาย สุนัขเฝ้าประตูที่ปกติเห่าทุกครั้งเมื่อมีลมผ่านกลับหมอบนิ่งอยู่ใต้ชายคา แม้แต่ใบไผ่หลังเรือนคนงานก็หยุดไหวราวกับลมหายใจของคืนถูกกลืนหายไปทีละน้อย
ในเรือนหลันฮวา เสิ่นเยว่หลันยังไม่หลับ
นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ บนโต๊ะมีผ้าห่อหยกขาวของมารดาวางอยู่ข้างถ้วยน้ำอุ่นที่เย็นชืดไปนานแล้ว หยกชิ้นนั้นเงียบลงั้แ่่หัวค่ำ หลังจากเสียงของหลินหว่านชิงขาดห้วงไปเพราะพลังบางอย่างพยายามดึงิญญากลับตำหนักคุนหนิง แต่ถึงแม้หยกจะไม่ส่งเสียง นางก็ยังรู้สึกเหมือนมารดายังคงอยู่ใกล้ ๆ อ่อนแรง เ็ป และถูกโซ่ที่มองไม่เห็นรัดไว้ในความมืด
ชิงหลัวยืนอยู่ไม่ไกล นางพยายามไม่หาวทั้งที่ดวงตาแดงก่ำจากความเหนื่อย วันนี้ทั้งวันนางผ่านเื่มากเกินกว่าบ่าวสาวคนหนึ่งควรต้องพบ ทั้งตำหนักคุนหนิง ธูปขาว เสียงของฮูหยินใหญ่ ความลับของฮูหยินรอง และคำว่า “ภาชนะ” ที่ผูกอยู่กับเสิ่นอวี้หรง
คำคำนั้นยังคงวนอยู่ในหัวเสิ่นเยว่หลันเช่นกัน
ภาชนะ
ไม่ใช่บุตรี
ไม่ใช่คุณหนูรอง
ไม่ใช่เพียงน้องสาวต่างมารดาผู้ริษยา
แต่เป็ภาชนะที่ถูกเลี้ยงไว้เพื่อบางสิ่ง
ชาติก่อน เสิ่นอวี้หรงเคยยืนอยู่ข้างองค์ชายสามในวันที่ตระกูลเสิ่นถูกปะา รอยยิ้มของนางงดงาม อ่อนหวาน และโหดร้าย นางพูดว่า “พี่หญิง ท่านแพ้ั้แ่วันแรกที่เชื่อใจข้าแล้ว” ตอนนั้นเยว่หลันคิดว่าอวี้หรงเป็เพียงหญิงที่แย่งชิงทุกสิ่งจากนางเพราะความริษยา
แต่หากอวี้หรงถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็ภาชนะั้แ่ต้น…
ความริษยาของนางเป็ของนางเอง หรือเป็สิ่งที่ถูกปลูกไว้?
ความรักต่อองค์ชายสามเป็ความรักจริง หรือเป็สายโซ่ของพิธี?
และหากคืนนี้ภาชนะตื่นเต็มที่ สิ่งที่เดินอยู่ในจวนเสิ่นจะยังเป็เสิ่นอวี้หรงอยู่หรือไม่?
ความคิดนั้นยังไม่ทันจบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง
กริ๊ง…
เสียงกระดิ่งเบามาก แต่เสิ่นเยว่หลันจำได้ทันที
นางเงยหน้าขึ้น
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้ปรากฏตัว แต่ลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านเข้ามาในห้องพร้อมกระดาษสีดำแผ่นเล็กที่ตกลงบนโต๊ะ ลายมือสีเงินบนกระดาษมีเพียงประโยคเดียว
“ภาชนะออกจากเรือนแล้ว”
เสิ่นเยว่หลันลุกขึ้นทันที
ชิงหลัวสะดุ้ง “คุณหนู?”
“อวี้หรงออกจากเรือนเล็กแล้ว”
หน้าของชิงหลัวซีดลง “แต่นางถูกเฝ้าไว้ไม่ใช่หรือเ้าคะ”
“หากสิ่งที่ปลุกนางไม่ใช่คน เฝ้ากี่ชั้นก็ไม่มีประโยชน์”
นางหยิบเสื้อคลุมสีเข้มขึ้นสวมอย่างรวดเร็ว จากนั้นคว้ามีดสั้นที่บิดามอบไว้ซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ก่อนจะหยิบผ้าห่อหยกขาวของมารดาใส่ถุงลับแนบอก ชั่วขณะหนึ่งนางลังเลว่าจะเรียกบิดาหรือไม่ แต่เสียงดินสั่นเบา ๆ จากทิศสวนเหมยก็ดังขึ้นก่อน
ครืน…
ไม่ดังพอให้ทั้งจวนตื่น
แต่ดังพอให้คนที่เคยได้ยินเสียงประตูใต้ดินรู้ว่ามันคืออะไร
ประตูใต้สวนเหมยตอบรับแล้ว
“ชิงหลัว ไปแจ้งท่านพ่อ” เยว่หลันสั่งทันที “บอกว่าข้าไปสวนเหมย ให้ท่านพ่อพาคนล้อมรอบสวนไว้ แต่อย่าให้ใครเข้าใกล้ต้นเหมยเก่าเกินสิบก้าว”
“คุณหนูจะไปคนเดียวหรือเ้าคะ!”
“ข้าไม่ได้ไปคนเดียว”
ชิงหลัวมองรอบห้องอย่างใ
นางไม่เห็นผู้ใด
แต่ในความมืดข้างหน้าต่าง กลิ่นธูปเย็นจาง ๆ ลอยขึ้นมา
ชิงหลัวรู้ทันที
ฉีหลิงอ๋องอยู่ใกล้ ๆ
แม้ไม่อยากปล่อยคุณหนูไป แต่นางรู้ว่าตนไม่มีเวลาขัด นางรีบพยักหน้าแล้ววิ่งออกไปทางเรือนใหญ่ ส่วนเสิ่นเยว่หลันเปิดประตูด้านข้างของเรือนหลันฮวา เดินเข้าสู่ความมืดของจวนเสิ่นโดยไม่ลังเล
ทางไปสวนเหมยคืนนี้ยาวกว่าทุกคืน
โคมไฟตามทางเดินดับไปเกือบหมด เหลือเพียงแสงจันทร์ซีดจางที่ลอดผ่านเมฆดำลงมาเป็่ ๆ เงาของเสาไม้และกิ่งไม้ทอดยาวบนพื้นราวกับแขนของคนตายที่ยื่นออกมาจากใต้ดิน เสิ่นเยว่หลันได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ จากิญญาในจวน บ้างเตือน บ้างร้องไห้ บ้างซ่อนตัวอยู่หลังประตูและไม่กล้าออกมา
“อย่าไป…”
“ภาชนะตื่นแล้ว…”
“ใต้ต้นเหมยมีคนเคาะ…”
“เืปลอม…เืปลอม…”
คำว่าเืปลอมทำให้เยว่หลันขมวดคิ้ว
เืปลอมหมายถึงอวี้หรงหรือ?
เพราะนางไม่ใช่เืเสิ่น แต่ถูกสร้างให้สวมฐานะนั้น
ยิ่งเข้าใกล้สวนเหมย อากาศยิ่งเย็นลง
กลิ่นดินชื้นและดอกเหมยเข้มข้นผิดปกติ ดอกเหมยแดงบนต้นเก่าบานเต็มกิ่งทั้งที่ไม่ควรบานมากเช่นนี้ในฤดูกาลนี้ กลีบดอกจำนวนมากร่วงลงบนพื้นราวหิมะสีเื และกลางสวน ใต้ต้นเหมยเก่าที่เคยฝังร่างเสี่ยวถง เสิ่นอวี้หรงยืนอยู่
นางยืนเท้าเปล่าอยู่บนดินเย็น
ชุดสีขาวบางของนางเปื้อนดินและกลีบดอกเหมย ผมยาวสยายลงกลางหลัง ใบหน้าที่เคยอ่อนหวานซีดจนเกือบโปร่งแสง ดวงตาเปิดอยู่ แต่ไม่มีแววสติ ริมฝีปากของนางขยับช้า ๆ พึมพำคำซ้ำไปซ้ำมา
“ข้าคือเืเสิ่น…”
“ข้าคือคุณหนูรอง…”
“สิ่งที่เป็ของนาง…ต้องเป็ของข้า…”
บนข้อมือขวาของนาง ตราหงส์ครึ่งปีกสีแดงส่องแสงผ่านิัจาง ๆ ทุกครั้งที่ตรานั้นสว่าง ดินใต้ต้นเหมยก็สั่นไหวตอบรับหนึ่งครั้ง เหมือนประตูใต้ดินกำลังฟังเสียงเรียกของนาง
เสี่ยวถงยืนอยู่ใกล้รากไม้ ร่างเล็กสั่นเทา ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัว
“คุณหนูใหญ่ อย่าให้นางเหยียบตรงนั้นเ้าค่ะ!” เด็กหญิงร้อง “ใต้เท้านางมีรอยแตก รอยแตกกำลังเรียกนางลงไป!”
เสิ่นเยว่หลันมองลงไป
จริงดังว่า
รอบเท้าของอวี้หรงมีเส้นรอยแตกสีดำจาง ๆ แผ่ออกบนพื้นดินเป็วงกลมเหมือนรากไม้กลับด้าน เส้นเ่าั้ไม่ใช่รอยดินแตกธรรมดา แต่มันขยับช้า ๆ ราวมีลมหายใจ หากปล่อยให้มันเชื่อมครบวง อวี้หรงอาจกลายเป็หมุดอีกอันหนึ่งที่ใช้ปลุกประตู
เสียงของหลี่เฟิงเหยียนดังขึ้นจากเงามืดด้านข้าง
“อย่าเข้าใกล้นางเกินสามก้าว”
เสิ่นเยว่หลันหันไปเห็นเขายืนอยู่ใต้เงากำแพง ชุดดำกลืนกับราตรีจนแทบแยกไม่ออก มีเพียงดวงตาเย็นลึกที่สะท้อนแสงจันทร์จาง ๆ ในมือของเขามีกระบี่สีดำ และที่แขนเสื้อมีรอยเถ้าสีขาวติดอยู่เล็กน้อย ราวกับเขาเพิ่งผ่านการปะทะกับบางสิ่งมาก่อนมาถึงที่นี่
“เกิดอะไรขึ้นกับนาง” เยว่หลันถาม
“สำนักผนึกิญญาใช้สัญญาเืที่เหลืออยู่ปลุกตราภาชนะในตัวนาง” หลี่เฟิงเหยียนตอบ “ตรานั้นถูกฝังไว้ั้แ่เด็ก เมื่อผนึกเหมยโลหิตในตัวเ้าตื่น ภาชนะจึงเริ่มตอบรับ”
เยว่หลันมองอวี้หรง “นางรู้หรือไม่ว่าตนเป็ภาชนะ”
“ตอนนี้นางไม่รู้สิ่งใดทั้งนั้น”
อวี้หรงก้าวไปข้างหน้าอีกครึ่งก้าว
ดินใต้เท้านางสั่น
เสี่ยวถงกรีดร้อง
“นางจะเหยียบรากหลักแล้วเ้าค่ะ!”
หลี่เฟิงเหยียนยกกระบี่ขึ้นทันที แต่เสิ่นเยว่หลันจับแขนเขาไว้
“ท่านจะทำอะไร”
“ตัดตราที่ข้อมือนาง”
“นางจะตายหรือไม่”
“อาจ”
คำตอบตรงเกินไปจนหัวใจเยว่หลันเย็นลง
หลี่เฟิงเหยียนมองนาง “หากไม่ตัดตรา ประตูจะใช้ร่างนางเป็เส้นทาง อีกไม่นานสิ่งที่อยู่หลังประตูจะสวมร่างนางขึ้นมาแทน”
“มีวิธีอื่นหรือไม่”
“มี แต่ยากกว่า และอันตรายต่อเ้า”
เยว่หลันไม่ถามต่อในทันที
นางมองเสิ่นอวี้หรง
ในชาติก่อน นางเกลียดหญิงผู้นี้
เกลียดรอยยิ้มของนาง เกลียดน้ำตาปลอม ๆ ของนาง เกลียดมือที่เคยกอดแขนนางแล้วแอบผลักนางเข้าสู่หลุมพราง เกลียดเสียงหวานที่เรียกนางว่าพี่หญิงขณะยืนอยู่ข้างคนที่หักหลังนาง
หากคืนนี้อวี้หรงตาย อาจเป็การตัดหมากสำคัญของศัตรู
อาจง่ายกว่า
อาจยุติธรรมกว่าในสายตาความแค้น
แต่ถ้าอวี้หรงตายเพราะเป็ภาชนะ ประตูจะสงบจริงหรือ?
หรือมันจะกลืนร่างนางแล้วปล่อยสิ่งอื่นออกมา?
และหากอวี้หรงเองไม่รู้ว่าตนถูกปลูกตรามาั้แ่เด็ก เยว่หลันจะปล่อยให้นางตายในฐานะเครื่องมือของฮูหยินรองและฮองเฮา โดยไม่ได้ยินความจริงสักคำได้หรือไม่?
นางหลับตาลงหนึ่งลมหายใจ
เมื่อลืมตาขึ้น ความลังเลหายไปแล้ว
“บอกวิธีอื่นมา”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางด้วยสายตาลึกขึ้น “เ้าต้องใช้ตราเหมยโลหิตกดตราหงส์ในตัวนาง ทำให้ประตูเข้าใจว่านางไม่ใช่กุญแจ แต่เป็ภาชนะปลอม”
“แล้วผลคือ?”
“ประตูจะปฏิเสธนาง ตราหงส์จะย้อนกลับไปกัดิญญาของนาง นางอาจฟื้น หรืออาจเสียสติ”
“แล้วข้า?”
“เ้าจะถูกประตูจ้องจำมากขึ้น”
“มันจ้องจำข้าอยู่แล้ว”
“มากกว่านี้”
“ข้าเข้าใจ”
หลี่เฟิงเหยียนจับข้อมือนางไว้ สีหน้าเย็นลง “เสิ่นเยว่หลัน นี่ไม่ใช่เื่ให้ดื้อ”
“ข้าไม่ได้ดื้อ” นางมองเขา “ข้าเพียงไม่อยากให้ศัตรูใช้ความแค้นของข้าเป็ทางลัด”
คำพูดนั้นทำให้หลี่เฟิงเหยียนนิ่งไป
เยว่หลันดึงข้อมือกลับเบา ๆ
“ท่านบอกเองว่า ความแค้นเป็ของข้า แต่อย่าให้มันกลายเป็ปากของิญญา ข้าจำได้”
ดวงตาของฉีหลิงอ๋องไหววูบเล็กน้อย
ก่อนเขาจะกล่าวเสียงต่ำ “ถ้าเ้าล้ม ข้าจะดึงเ้ากลับ แต่ถ้าเ้าถูกประตูเรียกชื่อจริง อย่าตอบ”
“ชื่อจริง?”
“ชื่อที่ประตูใช้เรียกผู้ถือผนึก ไม่ใช่ชื่อเสิ่นเยว่หลัน”
เยว่หลันยังไม่ทันถามต่อ เสียงอวี้หรงก็ดังขึ้น
“พี่หญิง…”
เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงละเมอเมื่อครู่
มันแ่เบา สั่น และเ็ปราวคนกำลังจมน้ำ
เสิ่นอวี้หรงค่อย ๆ หันหน้ามาทางนาง ดวงตาข้างหนึ่งยังว่างเปล่า แต่อีกข้างกลับมีน้ำตาไหลลงมา
“ช่วยข้า…”
เยว่หลันหยุดหายใจไปเสี้ยวหนึ่ง
นี่คือครั้งแรกที่อวี้หรงเอ่ยคำว่าช่วยข้าโดยไม่มีการเสแสร้ง ไม่มีมารยาหญิงอ่อนแอ ไม่มีการแสดงต่อหน้าคนอื่น มีเพียงความกลัวดิบ ๆ ของคนที่กำลังถูกบางสิ่งดึงลงไปในที่มืด
แต่เพียงชั่วพริบตา ดวงตาของอวี้หรงก็เปลี่ยนเป็แดงจางอีกครั้ง
รอยยิ้มเย็นปรากฏบนใบหน้างดงาม
“ไม่…ไม่ต้องช่วย นางควรตาย”
เสียงที่ออกจากปากอวี้หรงไม่ใช่เสียงของนางเต็มที่ มีเสียงแหบต่ำซ้อนอยู่ข้างใน
“เสิ่นเยว่หลันควรตาย สิ่งที่เป็ของนางควรเป็ของข้า ปิ่นของนาง ตำแหน่งของนาง องค์ชายของนาง ชะตาของนาง…”
เยว่หลันเดินไปข้างหน้า
หลี่เฟิงเหยียนเตือนทันที “สามก้าว”
นางหยุดห่างจากอวี้หรงสามก้าวพอดี
“อวี้หรง” เยว่หลันเรียกเสียงต่ำ “เ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอะไร”
อวี้หรงหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นทั้งหวานและน่าขนลุก
“ข้ารู้สิ พี่หญิง ข้ารู้มาตลอดว่าทุกอย่างของท่านควรเป็ของข้า ท่านเกิดมาก็มีชื่อ มีบิดา มีมารดาที่ถูกจดจำ มีฐานะคุณหนูใหญ่ ส่วนข้าเล่า ข้ามีอะไร ข้าต้องยิ้ม ต้องอ่อนแอ ต้องเป็เด็กที่น่าสงสารเพื่อให้คนอื่นมองข้า เพื่อให้ท่านพ่อมองข้าบ้าง เพื่อให้องค์ชายสามมองข้า…”
เสียงนั้นค่อย ๆ แตกเป็เสียงสะอื้น
“แต่วันนี้พวกท่านกลับบอกว่าข้าไม่ใช่เืเสิ่น”
น้ำตาไหลจากดวงตาของอวี้หรงจริง ๆ
“ถ้าข้าไม่ใช่ แล้วข้าเป็ใคร”
คำถามนั้นแ่เบาจนเกือบถูกลมกลืน
เยว่หลันนิ่งไป
คำถามนี้ไม่ใช่ของปีศาจ
ไม่ใช่ของตราหงส์
แต่มาจากเสิ่นอวี้หรงจริง ๆ
หญิงที่เคยทำร้ายนาง อาจกำลังถูกความจริงทำลายจากข้างใน
แต่นางไม่มีเวลาปลอบ
ไม่มีเวลาสงสาร
เพราะตราหงส์บนข้อมือของอวี้หรงสว่างแรงขึ้นแล้ว
ดินใต้ต้นเหมยแยกออกเป็รอยยาว เสียงโซ่เสียดสีกันดังมาจากใต้ดิน ราวกับประตูบานใหญ่กำลังขยับเปลือกตา
“นายหญิง…”
เสียงิญญานับไม่ถ้วนดังขึ้นจากใต้พื้น
“ภาชนะปลอม…”
“เืปลอม…”
“ให้เรากินนาง…”
เสิ่นเยว่หลันหายใจลึก
“ไม่”
เสียงใต้ดินชะงัก
“ข้ายังไม่ได้สั่งให้พวกเ้ากินผู้ใด”
ตราเหมยโลหิตใต้หัวใจของนางร้อนขึ้น
เสิ่นอวี้หรงกรีดร้องทันทีเหมือนถูกบางสิ่งจี้เข้ากลางิญญา ตราหงส์บนข้อมือของนางแดงจัดขึ้น เส้นแสงสีเืลามจากข้อมือขึ้นไปตามแขน เหมือนเถาวัลย์พิษพยายามพันร่างนางทั้งตัว
หลี่เฟิงเหยียนก้าวมายืนด้านหลังเยว่หลันทันที
“ยื่นมือออกไป อย่าแตะผิวของนาง ใช้เสียงของเ้า”
“พูดว่าอะไร”
“เรียกชื่อของนาง”
เยว่หลันมองอวี้หรงที่กำลังสั่นสะท้าน
“ชื่อใด”
หลี่เฟิงเหยียนเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนตอบ “ชื่อที่นางเชื่อว่าเป็ของตน”
เสิ่นเยว่หลันเข้าใจทันที
ไม่ใช่ชื่อจริงของสำนัก
ไม่ใช่ชื่อภาชนะ
ไม่ใช่เืปลอม
แต่เป็ชื่อที่คนคนหนึ่งใช้ยึดตนเองไว้กับโลก
นางยื่นมือออกไปข้างหน้า ฝ่ามือห่างจากหน้าผากอวี้หรงเพียงไม่ถึงคืบ
“เสิ่นอวี้หรง”
อวี้หรงสะดุ้ง
เสียงใต้ดินคำราม
“เืปลอม…”
เยว่หลันกัดฟัน กล่าวซ้ำ
“เสิ่นอวี้หรง”
ตราเหมยโลหิตในอกนางร้อนจนเจ็บลึกถึงกระดูก แต่ครั้งนี้นางไม่ปล่อยให้ความเจ็บพาไป นางนึกถึงคำของบิดา นึกถึงมารดา นึกถึงเสี่ยวถง นึกถึงสิ่งที่ต้องปกป้อง
“ไม่ว่าเืเ้าเป็ของผู้ใด ไม่ว่าใครเลี้ยงเ้าเพื่อสิ่งใด หากเ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ ก็ลืมตาและตอบข้า”
เสิ่นอวี้หรงตัวสั่นแรงขึ้น
น้ำตาไหลเต็มหน้า
“ข้า…ข้าไม่รู้ว่าข้าเป็ใคร…”
“เช่นนั้นก็ยังไม่ต้องรู้” เยว่หลันกล่าว “ตอนนี้จำเพียงว่าเ้ายังไม่ตาย และเ้าจะไม่ยอมให้สิ่งใต้ดินใช้ร่างเ้า”
อวี้หรงส่ายหน้าอย่างเ็ป “แต่ข้าเกลียดท่าน…”
“ข้ารู้”
“ข้าอยากแย่งทุกอย่างจากท่าน…”
“ข้ารู้”
“ข้าเคยอยากให้ท่านหายไป…”
“ข้าก็รู้”
เสียงของเยว่หลันสงบอย่างน่าประหลาด
“แต่คืนนี้ ข้าไม่อนุญาตให้เ้าตายเพื่อใครทั้งนั้น”
อวี้หรงมองนาง ดวงตาแดงจางสั่นไหว
“ทำไม…”
เสิ่นเยว่หลันยิ้มเย็นและเศร้าในเวลาเดียวกัน
“เพราะความตายง่ายเกินไปสำหรับคนที่ยังติดหนี้ข้า”
คำนี้เหมือนตบอวี้หรงกลับมาสู่ความจริง
ดวงตาของนางเบิกกว้าง
ในวินาทีนั้น เยว่หลันเอ่ยด้วยเสียงต่ำ แต่ก้องไปทั่วสวนเหมย
“ในนามของเสิ่นเยว่หลัน ผู้ถือเืตระกูลเสิ่นและตราผนึกเหมยโลหิต ข้าขอประกาศต่อประตูใต้สวนเหมย—หญิงผู้นี้มิใช่กุญแจ มิใช่เืเสิ่น และมิใช่นายของพวกเ้า”
ดินใต้เท้าแตกดังเปรี๊ยะ
อวี้หรงกรีดร้องสุดเสียง
ตราหงส์ครึ่งปีกบนข้อมือนางสว่างวาบราวถูกไฟเผา ก่อนค่อย ๆ แตกออกเป็เส้นแสงสีแดงหลายสาย เลื้อยออกจากิัราวหนอนพิษพยายามหนี
“ไม่!” เสียงแหบต่ำในร่างอวี้หรงกรีดร้อง “นางเป็ภาชนะ! นางเป็ของเรา!”
เยว่หลันไม่ถอย
“นางเป็คนเป็ และคนเป็ยังมีสิทธิ์เลือกว่าจะเป็ของผู้ใด”
หลี่เฟิงเหยียนยกกระบี่ขึ้น วาดเส้นอักขระสีฟ้ากลางอากาศ เส้นแสงเ่าั้ล้อมรอบอวี้หรงไว้ไม่ให้ตราหงส์ทะลักออกไปแตะพื้น
“ตอนนี้!” เขากล่าว
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
ตราเหมยโลหิตใต้หัวใจของนางเหมือนเปิดกลีบดอกหนึ่งออก แสงร้อนแล่นผ่านเืขึ้นสู่ปลายนิ้ว นางรู้สึกถึงประตูใต้ดินกำลังมองมา มันไม่ใช่ดวงตา แต่เป็ความรับรู้มหึมาที่เก่าแก่ เ็า และหิวโหย
มันเรียกนางด้วยเสียงที่ไม่ใช่ภาษา
ไม่ใช่เสิ่นเยว่หลัน
ไม่ใช่คุณหนูใหญ่
แต่มันเรียกชื่อบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในตราผนึก
“เหมยโลหิต…”
ชื่อจริงของผู้ถือผนึก
เยว่หลันกัดฟันแน่น
อย่าตอบ
อย่าตอบ
อย่าตอบ
นางยกมือขึ้น แล้วกล่าวด้วยเสียงของตนเอง ไม่ใช่เสียงของตรา
“ปฏิเสธภาชนะปลอม”
ใต้ดินสั่นะเือย่างรุนแรง
แสงสีแดงจากข้อมืออวี้หรงพุ่งขึ้นกลางอากาศเหมือนถูกดึงออกจากร่าง มันบิดเป็รูปหงส์ครึ่งปีกที่ขาดวิ่น ก่อนจะถูกพลังสีดำจากรอยแตกใต้ต้นเหมยดูดลงไป
อวี้หรงทรุดลงทันที
เยว่หลันเองก็เซไปด้านหลัง แรงทั้งหมดในร่างเหมือนถูกสูบออกในพริบตา หลี่เฟิงเหยียนรับนางไว้จากด้านหลัง มือหนึ่งประคองไหล่นาง อีกมือยังถือกระบี่กดรอยแตกบนพื้นไม่ให้ขยาย
“อย่าหลับ” เขากล่าวเสียงต่ำข้างหู
“ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะหลับ”
เสียงของนางแ่มาก แต่ยังดื้อรั้น
หลี่เฟิงเหยียนเหมือนจะพูดอะไร แต่เสียงะโของเสิ่นจื้อหยวนดังขึ้นจากทางเข้าสวนเสียก่อน
“หลันเอ๋อร์!”
แม่ทัพเสิ่นมาถึงพร้อมพ่อบ้านเฉินและองครักษ์หลายคน แต่เขาหยุดทุกคนไว้ห่างจากต้นเหมยตามคำสั่งของเยว่หลัน ดวงตาของเขาเห็นบุตรีอยู่ในอ้อมแขนฉีหลิงอ๋อง เห็นอวี้หรงหมดสติอยู่บนพื้น เห็นรอยแตกสีดำใต้ต้นเหมย และเห็นแสงสีแดงสุดท้ายหายลงไปในดิน
สีหน้าของเขาน่ากลัวมาก
ทั้งห่วงบุตรี
ทั้งอยากฟันอ๋องปีศาจ
ทั้งอยากฟันประตูใต้ดิน
และอาจอยากฟันทุกคนที่เกี่ยวข้อง
เยว่หลันรีบฝืนยืนให้มั่น ก่อนบิดาจะเดินมาถึง
“ท่านพ่อ ข้าไม่เป็ไร”
เสิ่นจื้อหยวนมองนางั้แ่หัวจรดเท้า
“เ้าเรียกสภาพนี้ว่าไม่เป็ไร?”
เยว่หลันไม่กล้าเถียง
หลี่เฟิงเหยียนปล่อยมือจากนางทันทีที่แน่ใจว่านางยืนได้ เสิ่นจื้อหยวนเห็นแล้วดวงตายิ่งเย็นลง แต่ยังไม่พูดเพราะสถานการณ์สำคัญกว่า
“อวี้หรงเล่า” เขาถาม
เยว่หลันหันไปมองหญิงสาวที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น
“ตราหงส์ถูกดึงออกบางส่วน แต่นางยังไม่ปลอดภัยเ้าค่ะ”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าว “ตราที่ฝังไว้ั้แ่เด็กไม่ถูกถอนง่าย ๆ คืนนี้เพียงทำให้ประตูปฏิเสธนางชั่วคราว แต่สำนักผนึกิญญาจะรู้ทันทีว่าภาชนะล้มเหลว”
เสิ่นจื้อหยวนมองอวี้หรงอย่างเ็า “พานางไปขังไว้ในเรือนเล็ก เพิ่มเวรเฝ้าสองเท่า มัดมือไว้ แต่ห้ามทำร้ายนาง หากนางตื่น ให้เรียกข้าหรือเยว่หลันทันที”
พ่อบ้านเฉินรับคำแล้วสั่งคนเข้าไปอุ้มอวี้หรงออกมาอย่างระมัดระวัง
ตอนที่บ่าวหญิงสองคนยกตัวนางขึ้น อวี้หรงพลันลืมตาขึ้นครึ่งหนึ่ง
ดวงตาของนางกลับเป็สีดำปกติแล้ว แต่เต็มไปด้วยน้ำตาและความสับสน
นางมองเยว่หลัน
ริมฝีปากขยับเบามาก
“พี่หญิง…”
เยว่หลันมองนางนิ่ง
อวี้หรงกระซิบ “ข้า…เห็น…”
“เห็นอะไร”
“เห็นชาติที่แล้ว…”
ลมหายใจของเยว่หลันหยุดชะงัก
หลี่เฟิงเหยียนหันขวับมาทันที
เสิ่นจื้อหยวนขมวดคิ้ว แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รับรู้ได้ว่าคำนี้ไม่ธรรมดา
อวี้หรงน้ำตาไหลลงมา
“ข้าเห็นท่าน…ตาย…”
ก่อนนางจะพูดต่อ ร่างของนางก็กระตุกอย่างแรงแล้วหมดสติไปอีกครั้ง
ความเงียบปกคลุมสวนเหมยทันที
เสียงลมพัดผ่านกิ่งเหมยดังแ่เบา แต่สำหรับเยว่หลัน มันเหมือนเสียงลานปะาในชาติก่อนย้อนกลับมา
อวี้หรงเห็นชาติที่แล้ว
เป็ไปได้อย่างไร
เพราะตราภาชนะเชื่อมกับประตู?
เพราะเหมยโลหิตปฏิเสธนาง?
หรือเพราะฮองเฮาเคยพูดคำว่า “ชาติที่แล้ว” อย่างรู้มากเกินไป?
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาใกล้รอยแตกใต้ต้นเหมย เขาก้มลงแตะพื้นด้วยปลายนิ้ว แล้วสีหน้าของเขาก็เย็นลง
“นี่ไม่ดีแล้ว”
เยว่หลันหันไปมองเขา “อะไร”
“ประตูไม่ได้เพียงตอบรับภาชนะ” เขากล่าว “มันเริ่มสะท้อนความทรงจำของผู้ที่เกี่ยวข้องกับความตายครั้งก่อน”
หัวใจของเยว่หลันเย็นวาบ
“หมายความว่าอาจมีคนอื่นเห็นชาติก่อนด้วย?”
หลี่เฟิงเหยียนมองนาง
คำตอบอยู่ในความเงียบของเขา
เสิ่นจื้อหยวนถามเสียงเข้ม “พวกเ้าพูดเื่อะไรกันแน่”
เยว่หลันยังไม่ทันตอบ เสียงกลองวังจากระยะไกลก็ดังขึ้นกลางคืน
ตึง…
ตึง…
ตึง…
ไม่ใช่เสียงบอกเวลา
แต่เป็เสียงกลองประกาศเหตุฉุกเฉินจากทิศวังหลวง
องครักษ์คนหนึ่งที่ยืนเฝ้าทางเข้าสวนรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่า
“นายท่าน! มีคนจากวังมาถึงหน้าจวนอีกแล้วขอรับ!”
เสิ่นจื้อหยวนหันขวับ “เวลานี้?”
“ขอรับ เขาบอกว่าเป็ราชโองการด่วนจากฮองเฮา ให้คุณหนูใหญ่เสิ่นและคุณหนูรองเสิ่นเข้าวังทันที เพื่อร่วมพิธีสวดแก้เคราะห์หน้าพระแท่นบูชาหงส์ทองขอรับ!”
เยว่หลันกำมือแน่น
อวี้หรงเพิ่งถูกประตูปฏิเสธ
และฮองเฮาก็เรียกตัวทั้งนางและอวี้หรงเข้าวังทันที
รวดเร็วเกินไป
ราวกับอีกฝ่ายเฝ้ามองอยู่ตลอด
เสิ่นจื้อหยวนกล่าวเสียงเย็น “ไม่มีทาง”
แต่ครั้งนี้ยังไม่ทันสั่งปิดประตูจวน เสียงฝีเท้าจากด้านนอกสวนก็ดังขึ้นอีกระลอก ขันทีคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่าพร้อมหน้าซีด
“นายท่าน! ขันทีจากวังแจ้งว่า หากจวนเสิ่นขัดราชโองการ จะถือว่าซ่อนตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับคดีลอบใช้ไสยเวทในวัง และทหารวังจะเข้าตรวจค้นจวนทันทีขอรับ!”
ดวงตาของเสิ่นจื้อหยวนแดงก่ำด้วยความโกรธ
นี่ไม่ใช่การเชิญอีกต่อไป
นี่คือการบังคับ
เสิ่นเยว่หลันมองอวี้หรงที่หมดสติ มองรอยแตกใต้ต้นเหมย แล้วมองไปทางวังหลวงที่อยู่ไกลออกไป
ฮองเฮาไม่รอให้พวกนางตั้งหลัก
เพราะนางรู้แล้วว่าคืนนี้ภาชนะล้มเหลว
และหากอวี้หรงเริ่มเห็นชาติที่แล้วจริง ฮองเฮาย่อมไม่มีทางปล่อยให้นางอยู่ในจวนเสิ่นจนตื่นมาเล่าทุกอย่าง
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
“ท่านพ่อ”
“ไม่” เสิ่นจื้อหยวนตัดบททันที “ครั้งนี้เ้าไม่ต้องพูด พ่อจะไม่ให้พวกมันพาเ้าไป”
“ถ้าท่านพ่อขัดตอนนี้ พวกเขาจะมีข้ออ้างส่งทหารเข้าจวน” เยว่หลันกล่าว “และหากทหารวังเข้ามาถึงสวนเหมย พวกเขาอาจหาทางแตะประตูใต้ดินได้”
“แล้วเ้าจะให้พ่อส่งเ้ากับอวี้หรงเข้ากับดักหรือ”
เยว่หลันเงียบไปครู่หนึ่ง
หลี่เฟิงเหยียนพลันกล่าวขึ้น “ไม่จำเป็ต้องส่งทั้งสองคน”
ทุกคนหันไปมองเขา
ฉีหลิงอ๋องมองเสิ่นเยว่หลันด้วยแววตาลึกเย็น
“ให้ข้าพาเ้าเข้าวัง”
เสิ่นจื้อหยวนสีหน้าแข็งขึ้นทันที “ท่านคิดว่าข้าจะยอม?”
หลี่เฟิงเหยียนตอบเสียงเรียบ “ถ้านางเข้าวังกับคนของจวนเสิ่น ฮองเฮาจะปิดประตูใส่พวกเ้า แต่ถ้านางเข้าวังกับข้า ตำหนักคุนหนิงจะไม่สามารถอ้างว่านางหายตัวระหว่างทางได้”
เยว่หลันมองเขา
“แล้วอวี้หรง?”
“นางต้องไม่เข้าวังคืนนี้” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว “ภาชนะเพิ่งถูกประตูปฏิเสธ หากพาไปใกล้แท่นบูชาหงส์ทอง สำนักผนึกิญญาอาจฝังตราซ้ำ หรือทำลายิญญาของนางก่อนนางฟื้น”
เสิ่นจื้อหยวนถามเสียงต่ำ “แล้วจะปฏิเสธราชโองการอย่างไร”
หลี่เฟิงเหยียนมองไปทางประตูจวน
“ไม่ปฏิเสธ” เขากล่าว “เราจะส่งคุณหนูรองไป”
ทุกคนชะงัก
เสิ่นเยว่หลันเข้าใจเป็คนแรก
“ตัวปลอม?”
มุมปากของหลี่เฟิงเหยียนแทบไม่ขยับ แต่แววตาของเขาเย็นเฉียบ
“ในเมื่อฮองเฮาชอบใช้ภาชนะปลอม เราก็ส่งภาชนะปลอมให้นางบ้าง”
เสิ่นจื้อหยวนมองอ๋องปีศาจอยู่ครู่หนึ่ง
เป็ครั้งแรกที่เขาไม่ได้อยากฟันอีกฝ่ายทันที
อย่างน้อยก็ไม่มากเท่าก่อนหน้า
เยว่หลันมองอวี้หรงที่ถูกอุ้มออกไปในความมืด
ชะตาของพวกนางซับซ้อนกว่าความแค้นเดิมมากนัก
แต่นางไม่มีเวลาสงสาร ไม่มีเวลาลังเล
หากฮองเฮาเปิดหมากกลางดึก
นางก็จะตอบกลับกลางดึกเช่นกัน
“ดี” เยว่หลันกล่าว “คืนนี้เราจะให้ตำหนักคุนหนิงรู้ว่า จวนเสิ่นไม่ใช่กระดานที่นางวางหมากได้ฝ่ายเดียว”
หลี่เฟิงเหยียนมองนาง
“เ้าพร้อมหรือ”
เยว่หลันเช็ดเืเล็กน้อยที่มุมปากจากการฝืนใช้พลังเมื่อครู่ แล้วเงยหน้าขึ้น
ดวงตาของนางยังซีดล้า แต่สว่างคมราวดอกเหมยกลางหิมะ
“ข้าเคยตายในวังของพวกเขามาแล้วครั้งหนึ่ง” นางกล่าวเสียงเบา “ครั้งนี้ ข้าจะเดินเข้าไปพร้อมตาเปิด”
ลมกลางคืนพัดแรงขึ้น
กลีบดอกเหมยสีแดงร่วงลงมารอบตัวนางราวฝนเื
และในความมืดของสวนเหมย ประตูใต้ดินค่อย ๆ สงบลงชั่วคราว
ราวกับมันเองก็รอดูว่า หญิงผู้ถือเหมยโลหิตจะเดินหมากต่อไปอย่างไร