สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ]

    เล่มที่ 5 บทที่ 129 ยืมนก

            รอจนกว่าจะเก็บเงินได้มากพอค่อยไปซื้อจากร้านอื่นก็แล้วกัน เสียรู้หนึ่งครั้ง เพิ่มพูนปัญญาหนึ่งขั้น[1]ถือเสียว่าจ่ายเงินซื้อบทเรียน คราวหน้าจะได้ไม่ต้องติดต่อกับเถ้าแก่เหอผู้นี้อีก

            หมิงเป่าจูปลูกฝังจิตวิญญาณของอาเกิน[2]ปลอบใจตัวเองอยู่พักหนึ่ง ก็เตรียมตัวจะลุกขึ้น ทันใดนั้น บนท้องฟ้าก็มีห่านป่าฝูงใหญ่บินผ่านไปทำให้นางชะงักงัน

            ห่านป่าอพยพลงใต้...ห่านป่า... นก!

            ทันใดนั้น แสงสว่างก็วาบขึ้นมาในความคิดหมิงเป่าจูดีดตัวผึงขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดนางก็รู้วิธีพิสูจน์ว่าเถ้าแก่เหอพูดโกหกแล้ว!

            เขาไม่ยอมรับว่าสับเปลี่ยนสมุนไพรใช่หรือไม่? เช่นนั้นนางก็จะดูว่าคราวนี้เขาจะพลิกลิ้นแก้ตัวอย่างไรพวกเรามาคอยดูกัน!

            "ท่านลุงพวกเราจะกลับเข้าเมืองกัน โดยด่วนที่สุด!" หมิงเป่าจูเก็บสัมภาระใส่ห่อผ้าอย่างลวกๆจากนั้นก็เดินไปหาสารถีแล้วเร่งให้เขารีบออกเดินทาง

            "แม่นางพวกเราจะกลับกันแล้วหรือ? แล้วสมุนไพรอีกหลายหีบของท่านเล่า..."สารถีถามด้วยความงุนงง

            สำหรับเขาแล้ว นี่คือเงินทั้งนั้นแม่นางผู้นี้ดูไม่เหมือนลูกคนร่ำรวย เหตุใดถึงไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด?

            "ไม่ใช่ท่านลุงรู้จักจวนสกุลชวีหรือไม่ พวกเราจะไปจวนสกุลชวีกัน!" หมิงเป่าจูมิได้อธิบายมากมายนักเพียงแค่บอกจุดหมายปลายทาง

            ในเมืองนี้แม้จะมีบ้านคนร่ำรวยอยู่ไม่น้อยแต่ตระกูลใหญ่โตอย่างสกุลชวีนั้นหาได้ยาก เชื่อว่าท่านลุงสารถีต้องรู้จักแน่

            และเขาก็รู้จักจริงๆพอได้ยินหมิงเป่าจูเอ่ยเช่นนั้นก็ไม่ถามอะไรต่อ

            เห็นท่าทางร้อนรนของนางก็สะบัดแส้บนหลังอาชาทำให้รถม้าวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม

            ในบรรดาสมุนไพรเหล่านั้นมีสมุนไพรชนิดหนึ่งชื่อว่า ‘ดีกาเหมันต์’ ทว่ามิใช่ดีของนกกาจริงๆ แต่เป็นมูลของนกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า‘กาเหมันต์’ ซึ่งขับถ่ายออกมาขณะบินอยู่บนท้องฟ้า

            มูลของมันมีลักษณะกลมแข็ง ไม่ฝ่อ หลังนำมาตากแห้งภายในก็ยังอุดมไปด้วยสารอาหารบำรุงร่างกายมากมาย

            เมื่อใดก็ตามที่มีเมล็ดพืชหรือเศษใบไม้ร่วงหล่นลงมา‘กาเหมันต์’ ก็จะดูดซับสารอาหารของพืชไปจนหมด

            ผ่านไปหลายปี หรือแม้กระทั่งหลายสิบปีภายในของ ‘กาเหมันต์’ หนึ่งก้อนก็จะมีพลังที่แข็งแกร่งมากสั่งสมไว้

            ต่อมามนุษย์ค้นพบว่าหากนำ‘กาเหมันต์’ ผสมเข้าไปในตัวยา สามารถบำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย หรือผอมแห้งโดยไม่ทราบสาเหตุและโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย หากนำไปผสมกับตัวยาที่แตกต่างกัน ก็จะได้ผลการรักษาก็จะแตกต่างกันออกไป

            จริงอยู่ว่า ‘กาเหมันต์’ มีความพิเศษ แต่จุดสำคัญที่สุดก็คือบนโลกนี้มีนกที่พิเศษยิ่งกว่าอีกชนิดเรียกว่า‘นกชางอู๋’

            นกชนิดนี้กิน ‘กาเหมันต์’ เป็นอาหาร และมีประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นที่ไวมาก สามารถระบุตำแหน่งของ ‘กาเหมันต์’ ได้อย่างแม่นยำภายในรัศมีร้อยหมี่

            หากหลี่ว์เฉิงมิได้สับเปลี่ยนอย่างที่พูดจริงๆถ้าเอานกชางอู๋ไปด้วย มันต้องไม่ขยับเขยื้อนแน่นอน แต่ถ้า...

            อย่างไรก็ตาม นกชนิดนี้มักพบในป่าลึกไม่เคยพบเห็นในสถานที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น

            ตอนแรกที่คิดได้หมิงเป่าจูก็รู้สึกตื่นเต้นมากแต่หลังจากนั้นก็ห่อเหี่ยวลง การขอความช่วยเหลือจากนกที่หาตัวยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรช่างเป็นความคิดที่เพ้อฝันสิ้นดี

            แต่ต่อมานางก็เปลี่ยนความคิดเพราะจำได้ว่าเคยอ่านเจอในตำราประวัติศาสตร์ บอกว่าบ้านเศรษฐีในสมัยโบราณมักชมชอบเลี้ยงนกชางอู๋ไว้เพื่อแสดงถึงฐานะอันสูงส่งมั่งคั่ง

            บ้านเศรษฐีที่นางรู้จักก็มีอยู่ครอบครัวเดียวคือจวนสกุลชวี

            ไหนๆ ก็อับจนหนทางแล้วลองไปถามที่จวนสกุลชวีก่อนก็แล้วกัน เผื่อว่าจะยังมีความหวังอยู่บ้าง

            สารถีคุ้นเคยกับเส้นทางในเมืองเป็นอย่างดีระหว่างที่หมิงเป่าจูกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ก็รู้สึกว่ารถม้าหยุดลง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของสารถีแจ้งว่าถึงจวนสกุลชวีแล้ว

            หมิงเป่าจูกระโดดลงจากรถอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งตรงไปที่ประตูใหญ่

            "นี่ๆๆใครกันบังอาจบุกรุกจวนสกุลชวี!" บ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตูเข้ามาขวางหมิงเป่าจูไว้

            "พี่ชายจำข้าไม่ได้หรือ? ก่อนหน้านี้ข้าเคยมาตรวจอาการให้คุณชายใหญ่ที่นี่"

            หมิงเป่าจูจำได้ทันทีว่าคนผู้นี้คือบ่าวรับใช้ที่เคยมีเรื่องกับนางที่หน้าประตูจวนสกุลชวี

            คนผู้นั้นขมวดคิ้วแล้วมองอย่างพิจารณาจากนั้นก็เบิกตากว้าง เห็นได้ชัดว่าจำหมิงเป่าจูได้แล้ว

            "ที่แท้ก็ท่านหมอหมิงนี่เองขออภัย โปรดรอสักครู่ ข้าจะเข้าไปแจ้งให้ทราบ"

            ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อเทียบกับครั้งแรก

            หมิงเป่าจูเลิกคิ้วดูเหมือนว่าอาการป่วยของนายน้อยสกุลชวีจะดีขึ้นมากแล้ว  มิเช่นนั้นคงไม่มีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาสุภาพกับนางเช่นนี้

            ไม่ช้า บ่าวรับใช้ก็ออกมาเชิญหมิงเป่าจูเข้าไปข้างใน"ท่านหมอหมิง เชิญทางนี้ ฮูหยินรอท่านอยู่ที่ห้องโถงด้านข้างขอรับ"

            บ่าวรับใช้บอกกล่าวหลังจากนั้นก็สั่งสาวใช้ให้พานางเข้าไปข้างใน หมิงเป่าจูเดินตามเข้าไปในจวน พอถึงห้องรับรองด้านข้างก็เห็นจี้ฮูหยินนั่งอยู่บนที่นั่งตำแหน่งเจ้าบ้าน

            "ฮูหยิน"หมิงเป่าจูยอบกายคำนับ แต่จี้ฟางกลับประคองให้นางลุกขึ้น

            "ท่านหมอหมิงเกรงใจไปแล้วต้องขอบคุณตำรับยาของท่านมาก ตอนนี้อาการของเชินเอ๋อร์ดีขึ้นไม่น้อย สามารถลุกจากเตียงลงมายืดเส้นยืดสายได้บ้างแล้วท่านหมอคือแขกผู้ทรงเกียรติของครอบครัวเรา มิต้องทำความเคารพก็ได้"

            จี้ฟางยิ้มหน้าชื่นราวกับบุปผาแย้มบานมีความสุขอย่างแท้จริง

            แม้ว่าตอนนี้เชินเอ๋อร์จะสามารถเดินเล่นได้แค่ในห้องแต่ก็ดีกว่านอนอยู่บนเตียงเฉยๆ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้อาเจียนเป็นเลือดน้อยลง ผิวพรรณก็ผ่องใสขึ้นมาก

            ดังนั้นเมื่อได้พบหมิงเป่าจูไหนเลยจะไม่ดีใจ

            เดิมทีนางตั้งใจว่าจะไปเชิญหมิงเป่าจูมาตรวจชีพจรให้เชินเอ๋อร์อีกครั้งแต่บ่าวรับใช้ที่ส่งไปหมู่บ้านชิงหยางกลับมารายงานว่าไม่พบใครอยู่ที่นั่นแล้ว

            "ได้ยินว่าท่านย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองแล้วไม่ทราบว่าพักอยู่ที่ใด ต่อไปถ้าคนในบ้านมีเรื่องอะไร ข้าจะได้ส่งคนไปเชิญได้สะดวก"

            บ่าวรับใช้คนนั้นยังนับว่ามีไหวพริบอยู่บ้างพอไม่พบคนก็มิได้กลับมารายงานทันที

            แต่ตั้งใจไปสอบถามกับเพื่อนบ้านละแวกนั้น

            จนได้รู้ว่าครอบครัวของหมิงเป่าจูย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองตั้งใจจะเปิดโรงหมอทำมาหากิน

            ตอนได้ยินข่าว จี้ฟางก็ดีใจมากเช่นนี้ต่อไปการตรวจอาการของเชินเอ๋อร์ก็จะสะดวกมากขึ้น

            เสียดายที่ถามที่อยู่มาไม่ได้โชคดีที่วันนี้เจ้าตัวมาเองถึงที่

            "ขอบคุณฮูหยินที่กรุณาอีกสักครู่ข้าจะเข้าไปตรวจชีพจรให้คุณชายชวีเจ้าค่ะ แต่วันนี้ข้ามาที่นี่มีเรื่องจะขอร้อง"หมิงเป่าจูกล่าว

            แม้ว่าจะร้อนใจมากแต่เมื่อครุ่นคิดดูแล้ว อย่างไรเสียก็เป็นฝ่ายรบกวนผู้อื่น  และการตรวจชีพจรก็ไม่ได้ใช้เวลานาน จึงเอ่ยปากไปก่อน

            "หืม?ท่านหมอหมิงมีเรื่องอะไร บอกมาได้เลย มิต้องเกรงใจ" จี้ฟางกล่าว

            หมิงเป่าจูเป็นถึงผู้มีพระคุณของนางตราบใดที่นางสามารถทำได้ ย่อมยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างแน่นอน

            "ไม่ทราบว่าที่คฤหาสน์ของฮูหยินมีนกชางอู๋หรือไม่"หมิงเป่าจูถาม

            "นกชางอู๋?ท่านจะเอาไปทำอะไร?" จี้ฟางขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้

            หมิงเป่าจูก็ไม่ปิดบังอย่างไรเสียก็เป็นฝ่ายมาขอร้องผู้อื่น ประกอบกับไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังตามตรง

            จี้ฟางเป็นคนเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ไม่ชอบการกระทำที่ไร้ศีลธรรม พอฟังคำบอกเล่าของหมิงเป่าจูแล้วก็โกรธมาก

            "ไร้เหตุผลสิ้นดีนี่มันกลั่นแกล้งกันชัดๆ!"

            จี้ฟางตบโต๊ะเสียงดังทำเอาบ่าวไพร่ที่ยืนอยู่โดยรอบตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ "นกชางอู๋น่ะที่จวนเรามีอยู่ตัวหนึ่ง เดี๋ยวข้าจะให้คนไปนำมาให้"

            พูดจบ จี้ฟางก็โบกมือสั่งการให้สาวใช้คนหนึ่งไปเอามาแต่สาวใช้กลับทำหน้าลำบากใจ ได้แต่ยกเท้าแต่ไม่ยอมก้าวเสียที

            "เป็นอะไรฮูหยินเช่นข้าสั่งเจ้าไม่ได้แล้วหรือ?" จี้ฟางวางอำนาจออกมาทำเอาสาวใช้ต้องลงไปคุกเข่าขอความเมตตา

            "ฮูหยินโปรดเมตตา!กรงนกชางอู๋แขวนไว้ที่เฉลียงหน้าห้องของนายท่าน สั่งห้ามมิให้ผู้ใดไปแตะต้อง บ่าว…บ่าว…" เสียงของสาวใช้รุ่นเยาว์สั่นระริกด้วยความกลัว

            "ฮูหยินถ้าลำบากนักก็…" หมิงเป่าจูเอ่ยปาก

            นางเคยได้ยินเรื่องนี้มาจากท่านป้าหลี่เนื่องจากคุณชายใหญ่ป่วยกระเสาะกระแสะมาเป็นเวลานาน นายท่านจึงลำเอียงเข้าข้างอนุภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์...


    เชิงอรรถ

    [1] เสียรู้หนึ่งครั้งเพิ่มพูนปัญญาหนึ่งขั้น (吃一堑长一智) หมายถึง การเรียนรู้ผ่านความล้มเหลวตรงกับสำนวนไทยว่า ผิดเป็นครู

    [2] อาเกิน(阿甘) หรือ ฟอร์เรสท์กัมพ์ เป็นชื่อตัวละครเอกจากนิยายเรื่อง ฟอร์เรสท์ กัมพ์ ที่แต่งโดย วินส์ตัน กรูมมีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ และได้เป็นภาพยนตร์อเมริกันที่ดีที่สุดตลอดกาลของอเมริกาเป็นเรื่องราวของชายหนุ่มไอคิวต่ำกว่ามาตรฐานะ ที่มีอุปนิสัยและจิตใจดี ผ่านเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญของอเมริกาในช่วงปีค.ศ. 1950 - 1970 จากร่างกายคนพิการสู่การเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล และเป็นทหารในสงครามเวียดนาม

    คล้ายกับเรื่องสนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ] ที่คุณอ่าน