หอคอยเพลิง์เก้าเปลวไฟแบ่งออกเป็เก้าชั้น แต่ละชั้นมีหน้าที่แตกต่างกันไป ชั้นหนึ่งเป็พื้นที่สำหรับหลอมน้ำยาต้นกำเนิด
น้ำยาต้นกำเนิดที่ว่าเป็น้ำยาต้นกำเนิดจิติญญาของสรรพสิ่ง สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีจิติญญาสามารถใช้เตาหลอมแผดเผาสรรพสิ่งหลอมออกมาเป็น้ำยาต้นกำเนิด
น้ำยาต้นกำเนิดมีหลายระดับขั้นเช่นกัน และยังแบ่งออกเป็ปริมาณต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของมัน ยิ่งใช้มากเท่าไร ความแข็งแกร่งของคนผู้นั้นก็สามารถพัฒนาขึ้นได้โดยใช้น้ำยาต้นกำเนิด
กล่าวได้ว่าหากผู้ใดอยู่ในขั้นที่ไม่มีอุปสรรคกีดขวาง ห่างอีกเพียงครึ่งก้าว แค่รวบรวมกำลังก็สามารถก้าวข้ามไปได้ เมื่อมีน้ำยาต้นกำเนิดที่หลอมออกมาจากเตาหลอมแผดเผาสรรพสิ่ง ความสามารถก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากเตาหลอมแผดเผาสรรพสิ่งแล้ว เพื่อหลอมน้ำยาต้นกำเนิดจักต้องฝึกฝนเพลิงวิเศษเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม ไฟทั่วไปที่ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาฝึกฝนมีพลังไม่เพียงพอ ดังนั้นเพื่อฝึกฝนเพลิงวิเศษที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาจึงต้องใช้ทักษะพิเศษทุกประเภทในการควบคุม
อย่างไรก็ตาม ในเตาหลอมแผดเผาสรรพสิ่งมีมนตราวิเศษซ่อนอยู่หลายชุด ขอเพียงผู้หลอมมีพลังิญญาธาตุไฟจากฟ้าดิน ก็สามารถฝึกฝนเพลิงวิเศษผ่านมนตราวิเศษนี้ได้ทันที
เพลิงวิเศษที่สามารถฝึกฝนได้ล้วนแตกต่างกันออกไป และสิ่งที่หลอมได้ก็แตกต่างกันไปเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากเพลิงวิเศษระดับขั้นไม่เพียงพอย่อมไม่เหมาะสมที่จะหลอมสิ่งของวิเศษที่เก่งกาจเกินไป
นอกเหนือจากเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแล้ว น้ำยาต้นกำเนิดยังมีคุณสมบัติอื่นอีกด้วย พลังของมันมีความสามารถในการเปิดชั้นที่สอง ชั้นที่สาม แม้กระทั่งชั้นที่สิบเอ็ดของหอคอยเพลิง์เก้าเปลวไฟ
กระทั่งหลังจากเปิดชั้นเหล่านี้แล้ว ยังต้องใช้น้ำยาต้นกำเนิดเพื่อเพิ่มอัตราความเป็ไปได้ในระดับหนึ่ง
อย่างเช่น ข้อมูลที่เก็บอยู่ในจิตใต้สำนึกเขาเผยว่าชั้นที่สองคือน้ำพุิญญา การแช่ตัวอยู่ในนั้นสามารถเพิ่มพร์ ทว่าชั้นสองที่เพิ่งเปิดใหม่ย่อมมีข้อจำกัดบางประการ หานเฟิงคำนวณแล้วว่าคนผู้หนึ่งจะก้าวข้ามจากระดับการฝึกยุทธ์ขั้นต่ำไปเป็ระดับการฝึกยุทธ์ขั้นกลางนั้นไม่อาจเป็ไปได้
เพื่อยกระดับความสามารถไปสู่ระดับที่สูงขึ้น อันดับแรกคือต้องเพิ่มระดับของน้ำพุิญญา ขอเพียงมีน้ำยาต้นกำเนิดในปริมาณที่เพียงพอ น้ำพุิญญาระดับสูงสุดต่อไปภายหน้าย่อมมีผลเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็ตัวตนที่เย้ยฟ้าท้า์ได้
อย่างไรก็ตาม การจะทำให้สำเร็จต้องใช้พละกำลังมากมายเกินไป ทั่วทั้งแผ่นดินรกร้างนี้ไม่มีทางค้นหาเจอ
หานเฟิงไม่สนใจเื่นี้สักเท่าไร เนื่องจากระดับขั้นปัจจุบันของเขาต่ำเกินไป หอคอยเพลิง์เก้าเปลวไฟดูดซับกำลังภายในของเขาจนหมดสิ้น เขาไม่ใช่แม้กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์สามัญ อย่างไรก็ตาม เขาต้องทำให้น้ำพุิญญาไปถึงระดับสูงสุดให้ได้ ซึ่งตอนนี้มันยังไกลเกินเอื้อม ในชีวิตนี้เขาไม่มั่นใจว่าจะทำสำเร็จ
เป้าหมายแรกของหานเฟิงในยามนี้คือเขาต้องทะลวงผ่านขั้นมนุษย์ให้ได้
เขาก้าวออกไปแตะเตาหลอมแผดเผาสรรพสิ่งโดยไม่รีรอ
ตัวเตาหลอมเป็ทองสัมฤทธิ์ มันแผ่กลิ่นอายดั้งเดิมของมันออกมา
เตาหลอมแผดเผาสรรพสิ่ง ถือกำเนิดเป็สมบัติชั้นสูงของเต๋าอันยิ่งใหญ่ อยู่มาหลายชั่วอายุคน
วินาทีที่หานเฟิงยื่นมือไปแตะเตาหลอม ความรู้มหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขา
ถึงแม้ปริมาณความรู้ชุดนี้จะไม่มากเท่าที่เขาพบเจอก่อนหน้า แต่ก็ยังคงมากเกินกว่าที่เขาจะซึมซับได้ทั้งหมด
หานเฟิงกัดฟันทนรับข้อมูลมหาศาลต่อไป เขากัดริมฝีปากตนเองจนเืไหล ถึงแม้เืจะไหลเข้าปาก เขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก
เส้นเืปูดออกมาจากหน้าผากของเขา เม็ดเหงื่อไหลย้อยลงมาตามคิ้ว
เสื้อผ้าของเขาที่เพิ่งแห้งเปียกโชกด้วยเหงื่ออีกครั้ง
หากเป็หานเฟิงคนก่อนต้องมาซึมซับข้อมูลมากมายมหาศาลเพียงนี้ เขาอาจหมดสติล้มลงกับพื้นไปแล้ว ทว่าหลังจากได้เผชิญกับการแบกรับข้อมูลอันหนักหนาในแบบเดียวกันนี้มาแล้ว กำลังใจและความแข็งแกร่งทางจิตใจของเขาก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้มันจะยากลำบาก ทว่าไม่ถึงขั้นเป็ลมล้มพับ
หลังจากผ่านไปสิบเจ็ดนาที ในที่สุดหานเฟิงก็ได้กำลังกลับคืนมา
“นี่น่าสนใจมาก วิชาเพลิงวิเศษเก้าเปลวไฟเป็มนตราอันทรงพลังที่ใช้ฝึกฝนเพลิงวิเศษ”
“ไหนดูซิ วิชาเพลิงวิเศษเก้าเปลวไฟมีสิบระดับด้วยกัน ระดับแรกเป็รากฐาน สามารถใช้ฝึกฝนเปลวไฟสามัญ การใช้พลังิญญาธาตุไฟจากฟ้าดินไม่แน่ว่าจะทำสำเร็จ”
“มันได้ผลเช่นนี้นี่เอง ผู้ที่ข้ามผ่านประตูเพลิงวิเศษได้หลังจากฝึกฝนจนถึงระดับสองจึงจะนับว่าประสบความสำเร็จ”
“ชั้นถัดไปคือเปลวไฟชิงหลวน ชั้นสามคือเปลวไฟเกลียวคลื่นสีเขียว”
“อา! พลังของเปลวไฟชิงหลวนแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ถึงขั้นเผาพลังต้นกำเนิดได้! นี่หมายความว่ามันโจมตีจิติญญาของศัตรูได้ อีกทั้งยังสามารถหล่อหลอมและก่อตัวมันขึ้นมาใหม่ได้ด้วยหรือ?”
“ไม่ ข้าไม่คิดว่ามันจะง่ายดายและอุตริเช่นนี้ จะต้องมีข้อห้ามเป็แน่ โชคไม่ดีเลย ข้าจะยังไม่รู้จนกว่าไปถึงชั้นสอง”
“ยิ่งไปกว่านั้น มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นลึกล้ำเท่านั้นที่ก่อเกิดพลังต้นกำเนิดได้ นี่ยังไกลเกินเอื้อม หนทางมืดมิดเกินไปสำหรับข้าที่จะไปถึงจุดนั้น”
หานเฟิงพยายามระงับความตื่นเต้นของตนเอง แม้ว่าเขากระตือรือร้นที่จะฝึกวรยุทธ์ในทันทีก็ตาม แต่เขารู้ว่ายังไม่ถึงเวลา
เขายังคงเฝ้าสำรวจข้อมูลในสมองต่อไปเพื่อจะได้ข้อมูลเชิงลึกจากความรู้ใหม่ที่เพิ่งได้มา
“ผนึกเพลิง์? กายรบเพลิง์? หมัดรบเพลิง์? เกราะเพลิง์?”
“เหล่านี้ล้วนเป็วิชายุทธ์ที่น่าทึ่งยิ่งนัก! แต่น่าเสียดาย ที่วิชาเหล่านี้ล้วนต้องทะลวงผ่านขั้นมนุษย์เสียก่อน จึงจะฝึกฝนได้!”
“น่าเสียดายจริง ๆ!”
หานเฟิงส่ายศีรษะ ตัดสินใจโยนความตั้งใจที่จะฝึกวิชายุทธ์เหล่านี้ไว้ข้าง ๆ
ในยามนี้ หานเฟิงสลัดความคิดที่เข้ามาในหัวก่อนจะกลับไปยังห้องของเขา
ตอนนี้หานเฟิงอยู่ลำพัง จู่ ๆ ก็มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวขึ้นกลางอากาศ
“เหม็นมาก! กลิ่นเหม็นนี่มาจากที่ใดกัน? หา! นี่เป็กลิ่นตัวข้าหรอกหรือ? จะต้องมาจากเหงื่อที่ไหลโชกเปียกเสื้อข้าตอนที่ทนรับความทรงจำเ่าั้เป็แน่ เฮือก! กลิ่นนี้น่ารังเกียจจริง ๆ เหงื่อข้าออกเยอะขนาดนี้เชียวหรือ?”
ถึงแม้จะดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว หานเฟิงยังคงลุกขึ้นไปตักน้ำมาชำระร่างกายตนเอง
หานเฟิงเป็คุณชาย สมควรที่จะมีสาวใช้และบ่าวไพร่หลายคนมาปรนนิบัติ แต่ทว่า ระหว่างที่เขายังไม่สามารถฝึกฝนกำลังภายในได้อันเนื่องมาจากหอคอยเพลิง์เก้าเปลวไฟ เขาจึงถูกปฏิบัติเหมือนคนไร้ค่า อนาคตมืดมนผู้หนึ่ง ด้วยเหตุนี้ ตระกูลหานจึงไม่ได้จัดคนรับใช้ให้กับเขา อย่างดีที่สุดที่พวกเขาทำได้ก็แค่ปฏิบัติต่อหานเฟิงอย่างสุภาพ
หลังจากชำระล้างกลิ่นเหม็นเปรี้ยวออกจากกายแล้ว หานเฟิงก็กลับไปที่ห้อง แล้วนั่งขัดสมาธิบนเตียง
“ตอนนี้หอคอยเพลิง์เก้าเปลวไฟถูกเปิดใช้งานแล้ว ไม่จำเป็ต้องดูดซับกำลังภายในของข้าแล้ว ด้วยระดับการฝึกยุทธ์ขั้นต่ำระดับสี่ของข้า นี่ก็ใกล้จะถึงขั้นต่ำระดับสามแล้ว คืนเดียวก็เหลือเฟือสำหรับข้าที่จะฝึกฝนกำลังภายในได้มากมาย”
เขาฝึกปรืออยู่เงียบ ๆ โดยใช้วิชายุทธ์พื้นฐานของตระกูลหาน ไม่นานเขาก็สามารถก่อเกิดกำลังภายใน จากนั้นกักเก็บไว้ที่จุดกึ่งกลางพลังงานของเขา
ถ้าหานเฟิงคนปัจจุบันใช้ท่าหมัดพื้นฐาน ท่าเตะพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งกรงเล็บสยบนิ่ง พลังของเขาจะไม่มีผู้ใดทำลายได้
หลังผ่านการฝึกฝนมาสามปี หานเฟิงย่อมไม่ใช่มือสมัครเล่นอีกต่อไป บัดนี้สำหรับผู้เริ่มต้นเขารวบรวมกำลังภายในสำเร็จถึงสิบเท่าแล้ว
“ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามัญไม่จำเป็ต้องแบ่งแยกเช่นเดียวกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์ อย่างหลังกำหนดเป็สิบสองดารา ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามัญมีเพียงระดับต้น ระดับกลาง และระดับปลาย”
“ขณะเดียวกัน ขั้นสามัญระดับต้น กำลังภายในที่กักเก็บอยู่ภายในร่างกายจะค่อย ๆ ขยายจนกระทั่งเส้นชีพจรหลักทั้งแปดสั่นะเืและทะลุทะลวง ถึงตอนนั้นผู้ฝึกยุทธ์จึงจะเข้าสู่ระดับกลางได้”
“หากเส้นชีพจรหลักทั้งแปดเปิดออก ข้าจะเข้าสู่ขั้นสามัญระดับกลาง จากนั้นข้าจะรวบรวมกำลังภายในจนกลายเป็ลมปราณ ถัดจากนั้นข้าก็จะสามารถสร้างคุณสมบัติและไปถึงขั้นสามัญระดับปลายในที่สุด”
“ต่อไปเมื่อเส้นชีพจรหลักทั้งสิบสองเส้นเปิดออก ข้าก็จะแข็งแกร่งจนสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นมนุษย์ในที่สุด!”
“หลังฝึกฝนมานานสามปี ข้าเริ่มคุ้นเคยกับขั้นสามัญระดับต้นแล้ว หากข้าฝึกต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วเท่านี้ ข้าจะสามารถทะลวงผ่านชีพจรหลักภายในหนึ่งเดือนกว่า ๆ เป็แน่!”
“ขั้นสามัญระดับกลางยากที่สุด และใช้เวลาในการทะลวงผ่านนานที่สุด”
“เมื่อข้าฝึกฝนกำลังภายในเหล่านี้แล้ว ข้าจะสามารถฝึกวิชาเพลิงวิเศษเก้าเปลวไฟ ทันทีที่ข้าไปถึงชั้นหนึ่ง ข้าสามารถทดลองหลอมของวิเศษบางอย่างให้กลายเป็น้ำยาต้นกำเนิด ถึงตอนนั้นข้าย่อมเข้าสู่ระดับกลางได้อย่างง่ายดาย”