ท่ามกลางการเดินทางในป่าใหญ่ที่เงียบสงบเหล่ากิ่งไม้และต้นไม้สูงใหญ่ตั้งเรียงรายเป็กำแพงธรรมชาติลำต้นของมันทอดยาวจนแทบจะััท้องฟ้า สายลมพัดเบา ๆ ทำให้ใบไม้ปลิวไสวไปตามแรงลมแสงแดดที่ส่องจากท้องฟ้าปลอดโปร่ง ผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้และใบไม้ตกกระทบพื้นดินเป็เส้นสายลงมาที่พื้นในป่าอันเงียบสงบนี้บ่งบอกว่าถึง่เที่ยงวันแล้ว
ล้อเกวียนที่ค่อย ๆเคลื่อนไปเป็แถวอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ หยุดลงทุกคนก็หยุดพักเพื่อเริ่มประกอบอาหารกลางวัน เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะและการแลกเปลี่ยนเื่ราวท่ามกลางป่าไม้บริเวณนั้น ทำให้บรรยากาศรื่นรมย์สลับกับเสียงของการจัดเตรียมอาหารกลางวัน โดยชาวบ้านส่วนหนึ่งได้ก่อกองไฟและอีกส่วนหนึ่งกำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร สายลมอ่อน ๆพัดพากลิ่นหอมของสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้โชยไปมาตามสายลม
ทว่าความสงบสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นานเสียงฝีเท้าดังกระทบพื้นดินอย่างเร่งรีบดังไปทั่วบริเวณทุกคนหันมองด้วยความใและความตื่นตระหนก พวกเขารีบหันมองไปรอบ ๆ พื้นที่พบว่ามีกลุ่มคนสวมเสื้อเกราะรบพร้อมอาวุธครบมือ
คนในหมู่บ้าน :
“ใครน่ะ!”
“คนพวกนี้มาจากไหนกัน”
“ข้าก็ไม่รู้”
“พวกมันล้อมพวกเราไว้หมดเลย”
“ทำไงดี”
วิโรจน์ : ทุก ๆ คนไม่ต้องกลัว
เอก : ท่านอาพวกเราควรทำอย่างไรดีล่ะ
ทันใด กองกำลังข้าศึกนั้นก็ปรากฏรายล้อมพวกเขาทุกทิศทาง วิโรจน์เห็นว่าเป็กองกำลังข้าศึกกลุ่มหนึ่ง เขาได้แสดงศาสตราวุธของเขาออกมาเพื่อขู่เหล่าข้าศึกเอาไว้ศาสตราวุธของเขาก็คือ ดาบง้าวคุณธิราช แต่ว่าเหล่าข้าศึกนั้นก็ไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นอะไรมากนักเพราะพวกเขาเองก็มาพร้อมอาวุธที่ครบมือ กล้าและทิศใต้ที่เห็นแบบนั้นจึงแสดงศาสตราวุธออกมาทันที ทำให้เหล่ากองกำลังข้าศึกนั้นเห็นว่าพวกเขาเป็นักรบขั้นเริ่มต้น ซึ่งมีเกราะอาวุธระดับ 2 ที่ใช้โจมตีได้
แม้ว่าข้าศึกจะมีอาวุธครบมือแต่อาวุธธรรมดาไม่อาจเทียบได้กับศาสตราวุธ ซึ่งเป็พลังที่ใช้ในการต่อสู้เนื่องจากมีเพียงศาสตราวุธเท่านั้น ที่สามารถโจมตีทะลวงเกราะอาวุธดังนั้นไม่ว่าอาวุธปกตินั้นจะแหลมคมซะแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอันตรายต่อนักรบศาสตราวุธได้
เหล่าข้าศึกที่รายล้อมอยู่ชะงักกับภาพตรงหน้าและค่อย ๆ ก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยเอกและรำพาที่เห็นว่าเหล่าข้าศึกนั้นมีความหวาดกลัวต่อนักรบศาสตราวุธเป็อย่างมากพวกเขาทั้งคู่ไม่ได้พูดออกมาแต่เหมือนกับว่าพวกเขาทั้งคู่เข้าใจกันดีเพียงแค่สบตากันและการพยักหน้าให้เพื่อตอบรับ
เอกและรำพาจึงแสดงศาสตราวุธออกมาเอกยืนอยู่ตรงกลาง ลมหายใจของเขาลึกและมั่นคง ดวงตาค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆราวกับกำลังสะกดจิต ก่อนที่เท้าขวาจะก้าวออกไปข้างหน้า จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นจ้องมองไปยังจุดที่จะต้องเผชิญหน้า ใจของเขาสงบนิ่ง เพียงชั่วขณะหนึ่งศาสตราวุธของเอกก็ปรากฏออกมาจากด้านหลังของเขา นั่นคือ มหิงสาเนินหินผา รูปร่างกำยำและทรงพลังดุจดั่งขุนเขาตระหง่าน ไม่นานศาสตราวุธก็เปลี่ยนเป็เกราะอาวุธเผยให้เห็นว่าเอกมีเกราะอาวุธส่วนตัวระดับ 1 แล้ว
ส่วนรำพา มือของเธอเริ่มเคลื่อนไหวมือทั้งสองข้างของเธอเริ่มกวัดแกว่งไปมาและท่วงท่าที่อ่อนช้อยราวกับเป็กำลังร่ายรำ ทันใดนั้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นเหนือศีรษะขณะที่อีกข้างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ลงมาตามแนวลำตัวปลายนิ้วที่เรียวยาวทอแสงระยิบระยับออกมา เมื่อมือทั้งสองข้างประสานกันและผายมือออกปรากฏเป็ศาสตราวุธของรำพา ที่มีลักษณะเป็ปิ่นสีทองที่สวยงามที่เรียงราย นั่นคือ ปิ่นนิโลบลจากนั้นศาสตราวุธก็เปลี่ยนเป็เกราะอาวุธเผยให้เห็นว่ารำพามีเกราะอาวุธแขนขวาระดับ 1 เช่นเดียวกันกับเอก
ข้าศึกนั้นที่เห็นว่ามีนักรบศาสตราวุธอยู่ถึง 5 คน พวกเขาจึงเริ่มที่จะถอยห่างออกไปเรื่อย ๆในขณะที่วิโรจน์ตั้งท่าพร้อมสำหรับการต่อสู้สายตาของเขาจับจ้องไปที่ศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าอย่างแน่วแน่
ทันใดนั้นวิโรจน์ก็รู้สึกได้ถึงลมพัดแรงและเสียงบางอย่าง ไม่เหมือนเสียงลมพัดแต่เป็เสียงบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เพียงแค่ชั่วพริบตาอาวุธที่แหลมคมก็ปรากฏขึ้นในระยะสายตาของเขาและพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ฝุ่นตลบขึ้นตามอากาศเขาพลิกตัวหลบได้ทันอย่างหวุดหวิด จนในที่สุดมันจึงหายไปจากสายตา
วิโรจน์และคนอื่น ๆมองตามทิศทางที่ทวนพุ่งเข้ามาทุกสายตาจึงหันไปจับจ้องที่ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไกลออกไปพวกเขาเห็นเงาของชายสองคนนั่งอยู่บนหลังม้าใต้ต้นไม้นั้นท่าทางของคนทั้งคู่สงบนิ่งราวกับิญญาในเงามืดแต่ั์ตากลับจ้องมองมาที่วิโรจน์ด้วยความเยือกเย็น
ไม่นานนัก พวกเขาค่อย ๆบังคับม้าให้เดินออกมาจากร่มเงา ม้าก้าวออกมาทีละก้าวแสงแดดที่ส่องลงมาทำให้ใบหน้าของชายทั้งสองปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ชายคนหนึ่งที่ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมราวกับว่า้าจะบอกให้ทุกคนรู้ว่าเขาไม่เคยเกรงกลัวอะไรเลย
สายตาของเขาดูแน่นิ่งแต่แฝงไปด้วยความเกรี้ยวกราดส่วนชายอีกคนสวมชุดที่เรียบง่ายเสื้อผ้าสีโทนดำน้ำตาลเนื้อผ้าเรียบมีสายสีทองสะท้อนแสงสายสร้อยทองสังวาลพันรอบตัว สะท้อน
ขณะที่ทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ ศาสตราวุธของพวกเขาก็เริ่มปรากฏเป็คันศรธนูขนาดใหญ่ขณะที่ชายอีกคนก็ยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมทวนคมที่ยาวและดูทรงพลังซึ่งเป็อันเดียวกันที่ใช้โจมตีเกือบโดนวิโรจน์เมื่อก่อนหน้าชายทั้งสองเดินอย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีท่าทีของความกลัวแม้แต่น้อยสีหน้าของพวกเขาเ็า ข้าศึกที่เห็นพวกเขากำลังเดินตรงมากลับไม่ได้มีท่าทีที่จะทำอันตรายแต่อย่างใด
เมื่อชายทั้งสองเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเหล่าทหารข้าศึกกลับเริ่มถอยหลังและหลีกทางให้ราวกับว่าทั้งสองยืนอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็เพียงแค่การหลีกทางจากความกลัว แต่เป็การรับรู้ถึงพลังอำนาจที่ชายทั้งสองมี
ก่อนจะพบว่าพวกเขาคือ จันทร์และเ้าบุตรชายของเ้าเมืองอินตรา ทันใดนั้นข้าศึกคนหนึ่งก็กล่าวขึ้นกล้าและพวกพ้องรวมไปถึงชาวบ้านที่มาด้วย ก็ได้แต่ยืนดูอย่างเงียบ ๆก่อนที่ข้าศึกนายหนึ่งจะกล่าวขึ้น
ข้าศึกคนหนึ่ง : องค์ชายจันทร์องค์ชายเ้า เหตุใดท่านถึงที่นี่ ท่านควรอยู่ที่กองกำลังหลัก หากเกิดเื่ขึ้นเกรงว่าท่านเ้าเมืองอาจจะไม่สบายใจได้นะพะยะค่ะ
เ้า : ข้ารู้ ๆแต่ให้นั่งอยู่เฉย ๆ บนหลังม้า ข้าล่ะเมื่อย อีกอย่างนะพี่จันทร์ก็อยากมาเดินเล่นด้วย เนอะพี่จันทร์…
จันทร์ : ถ้าไม่ให้มาเอ็งก็กวนพี่…
เ้า : เอาน่า ๆลงมาเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง นั่งจนจะงอกรากอยู่ล่ะ
จันทร์พยักหน้าอย่างเบื่อหน่ายแต่ก็ไม่ยอมตอบโต้ใด ๆ แต่ผู้เป็น้องชายไม่สนใจการท่าทีที่ดูขึง ๆของพี่ชายแต่อย่างใดเขายิ้มกว้างแล้วหันไปมองข้างหน้าที่มีข้าศึกและชาวบ้านยืนอยู่
เ้า : เฮ้อ… ช่างเถอะไหนมาดูสิ มีอะไรมาขวางทางเดินกองทัพของข้า
สิ้นสุดประโยคนั้นสายตาขององค์ชายทั้งสอง จ้องไปที่กลุ่มชาวบ้านที่ยืนอยู่ข้างทางทั้งสองในทันทีไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ท่าทีของพวกเขากลับทำให้บรรดาชาวบ้านรู้สึกถึงความกดดันที่บีบคั้นกลิ่นอายของความกลัวแผ่ซ่านไปทั่วท่าทางของชาวบ้านดูวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดบางคนพยายามหลบเลี่ยงสายตาของชายทั้งสอง บางคนก็ยืนนิ่งจนเกือบจะหยุดหายใจคงไม่มีใครกล้าที่จะขยับหรือพูดอะไรในขณะนี้
จันทร์และเ้ายังคงยืนนิ่งอยู่สักพักสายตาของพวกเขากวาดไปมองกองกำลังทหารของเขาที่ยืนอยู่ด้านหลังก่อนที่เ้าจะหันกลับมาพูดกับชาวบ้านด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความฮึกเหิม
เ้า : ไง ๆหนีตายมาจากทางไหนล่ะพวกเ้า
ทางฝั่งของชาวบ้านและคนอื่น ๆไม่ได้กล่าวตอบกลับแต่อย่างใดต่างคนต่างยืนเงียบทำเ้านั้นหน้าเสียเล็กน้อยที่พวกเขาไม่ได้ตอบรับใด
เ้า : ไม่ตอบเฮ้อ..ช่างเถอะ ไม่ว่าจะมาจากไหนก็แล้วแต่ถ้าพวกเ้ายอมมาร่วมกองกำลังให้กับเมืองอินตราของข้าบางที…ข้าอาจจะไว้ชีวิตพวกเ้า
กล้า : อย่าหวัง!
เ้า : หืม…รู้ตัวมั่งไหมว่าพูดอะไรออกมา มันรนหาที่ตายชัด ๆ เลยนะ
จันทร์ : เลิกพล่ามอะไรไร้สาระซะทีไอ้เ้า!
คำกล่าวของจันทร์ผู้เป็พี่ทำให้เ้าหยุดชะงักและเงียบไป หลังจากนั้นเขาหันไปมองเหล่าชาวบ้านอีกครั้งเพียงแค่การมองด้วยหางตาทำให้รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวที่ไหลซ่านไปถึงกระดูกสันหลังความตึงเครียดกลับมาอีกครั้ง
จันทร์เดินตรงไปยังกลุ่มชาวบ้านที่อยู่เบื้องหน้าเมื่อเข้าใกล้มากขึ้น เขาก็เผยศาสตราวุธออกมา คลื่นพลังสีแดงฉานที่แผ่ซ่านไอร้อนแผ่กระจายจนวิโรจน์และคนอื่น ๆ ััได้ พลังนั้นรวมตัวกันเป็รูปคันศรบนพื้นผิวสลักเสลาด้วยลวดลายเปลวเพลิง นั่นคือ คันศรเพลิงโทสะโชติ่ และเขามีเกราะอาวุธแขนขวาระดับที่3 ส่วนวิโรจน์มีถึงแค่ระดับ 2 ทำให้เขาต้องคิดหนักเข้าไปอีกถึงการรับมือกับคู่ต่อสู้ที่มีระดับพลังเหนือกว่า
แต่ไม่ใช่สำหรับทิศใต้เพราะตัวเขาเองก็มีเกราะอาวุธส่วนแขนขวา ถึงระดับ 3 แม้จะไม่ได้แสดงออกทางคำพูดการมองผ่านั์ตาจากร่างอันเฉยเมย โดยไม่มีคำพูดจาใด ๆจันทร์ตอบกลับเขาเพียงแต่การมองด้วยสายตาที่ไม่แยแส ต่างคนก็ต่างไม่เกรงกลัวต่อกัน
จันทร์ค่อย ๆหันไปมองเกราะอาวุธระดับสามที่ทิศใต้ มุมปากข้างหนึ่งยกยิ้มขึ้นเพราะรู้ดีว่าคู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า อยู่ในระดับเดียวกันกับเขา
จันทร์ : (คิดในใจ)เ้านั่นเป็แค่คนธรรมดา แต่กลับมีเกราะอาวุธระดับ 3 น่าสนใจดีหนิ…
ทิศใต้เริ่มประเมินความสามารถของกองกำลังที่เขามีกับชาวบ้านที่เขาต้องสู้ด้วยถึงแม้ว่าฝั่งชาวบ้านจะมีจำนวนมากกว่า แถมยังมีนักรบศาสตราวุธที่มีเกราะระดับ 3 นั่นคือทิศใต้ และระดับ 2 อีกนั่นคือกล้าและวิโรจน์แถมยังมีเอกกับรำพาที่มีเกราะอาวุธระดับ 1 อยู่แล้วอีกสองคนส่วนฝั่งของศัตรูนั้นมีแค่ตัวจันทร์และเ้าน้องชายที่มีศาสตราวุธและเกราะอาวุธกับกองกำลังรบที่มีอาวุธครบมือ
เมื่อประเมินแล้วทั้งสองฝั่งไม่ได้เสียเปรียบหรือได้เปรียบกันมากนักเว้นแต่เหล่าชาวบ้านที่มาด้วยอาจเป็จุดอ่อนก็เป็ได้เนื่องจากไม่มีอาวุธแล้วยังต้องสู้มือเปล่าพวกเขายืนนิ่งกันอยู่สักพักก่อนที่เ้าจะกล่าวขึ้น
เ้า : ถ้าพวกเ้ายอมจำนนซะบางที… จะได้ไม่มีใครมาตายตอนนี้นะ
ทางฝั่งของชาวบ้านยังคงเงียบไม่ได้ตอบอะไรมีเพียงร่างที่เฉยเมยของทิศใต้ที่จ้องมองไปที่พี่ชายของเ้า ภายใต้ความเงียบสงัดความตึงเครียดกลับมาอีกครั้ง เ้าก็เริ่มจะเหลืออดกับการที่ไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ
จันทร์ : ถ้ามันพูดยากมากก็ฆ่าทิ้งซะ!!
สิ้นสุดเสียงนั้นจันทร์เริ่มเปิดการโจมตีด้วย ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 ศรเพลิงเผาผลาญ ราวกับสายฝนสีแดงฉานที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางกั้นเมื่อศรปักลงสู่พื้นดิน เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นทันทีลามเลียจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บรรยากาศโดยรอบร้อนระอุ
ทิศใต้โจมตีตอบโต้ด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับที่ 1คมเล็บวิปลาส เขาตวัดมือทั้งสองข้างฟาดฟันให้พลังเวทศาสตราออกมาเป็กากบาทคลื่นพลังนั้นพร้อมจะทำลายทุกสิ่งเคลื่อนผ่านเสียงะเิกึกก้องเกิดขึ้นในชั่วพริบตาพลังเวทศาสตราของทั้งสองชนกันเกิดเป็แรงต้านจากทั้งสองฝั่งคลื่นพลังที่แผ่ออกมาโดยรอบเป็วงกว้างอย่างไร้ทิศทาง เศษธนูเพลิงของจันทร์ยังคงลอยทะลุผ่านการป้องกันของทิศใต้ไปได้บางส่วน
รำพาที่ยืนอยู่ด้านข้าง ไม่ได้รอช้าโจมตีต่อด้วยความสามารถ เกราะอาวุธ ส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 พายุปิ่นกรีบบัว แสงสีทองจำนวนมากปรากฏขึ้นทางด้านข้างของเธอแล้วเปลี่ยนเป็ปิ่นนิลอุบลจำนวนมากแล้วโจมตีออกไปโจมตีในทิศที่้าปิ่นจำนวนมากปะทะกันกับศรธนูเพลิงที่ยิงออกมาจึงเกิดการะเิของพลังเวทศาสตราที่แผ่ออกมาเป็วงกว้าง
ถึงแม้ว่าจำนวนของปิ่นนิลอุบลที่ถูกปล่อยออกมาจะมากกว่าศรธนูที่เหลือ ทว่าไม่ว่าอย่างไรเมื่อการปะทะกันเกิดขึ้นแม้ว่าจะสามารถต่อต้านได้ในระดับหนึ่งแต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือพลังของจันทร์ที่มีระดับสูงกว่ายังคงมีความเหนือชั้นกว่าจึงทำให้การโจมตีของรำพานั้นไม่สามารถทำลายการโจมตีของจันทร์ได้ทั้งหมดและยังคงมีศรธนูอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่สามารถทำลายได้
ในเวลานี้ความตึงเครียดที่สะสมมาเริ่มมากขึ้นศรธนูเพลิงที่จันทร์ปล่อยออกไปในขณะนั้นพุ่งตรงมาเป็เส้นสีแดงฉานทุกคนรู้ว่าไม่สามารถหลบหลีกได้ในขณะนี้ในขณะที่ทุกคนรู้สึกถึงความใกล้ชิดของความตายเสียงธนูที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงมาถึงจุดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทุกคนต่างยืนมองกันด้วยความหวาดหวั่น แม้จะมีบางคนที่พยายามวิ่งหนีไปทางใดทางหนึ่งแต่เมื่อมองไปรอบก็มีแต่ข้าศึกที่ยืนรายล้อมอยู่
ในวินาทีที่เฉียดเป็เฉียดตาย เอกได้ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 1 มหิงสาคุ้มกัน แสงสีทองแผ่ออกจากร่างของเอกอย่างรวดเร็วพลังนั้นก่อกันเป็รูปร่างของมหิงสาขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ โน้มตัวลงแล้วเกิดเป็โล่สีทองอ่อน ๆ ล้อมรอบบริเวณ เพื่อรับการโจมตีไว้ให้คนอื่น ๆเหล่าชาวบ้านที่เห็นแบบนั้นก็ต่างพากันดีใจถึงแม้ว่าเอกจะสามารถป้องกันการโจมตีเอาไว้ได้ทั้งหมด
แต่การป้องกันการโจมตีของผู้ที่มีระดับพลังมากกว่านั้นอาจมีผลเสียตามมาก็เป็ได้นั่นอาจจะเสี่ยงทำให้เกราะอาวุธแตกได้ ซึ่งส่งผลกระทบให้นักรบศาสตราวุธไม่สามารถใช้เกราะส่วนนั้นได้หรือแย่ที่สุดคืออาวุธเกราะะเิทำให้ผู้ให้นั้นาเ็สาหัสและยังต้องหลอมเกราะใหม่ทั้งหมดอีกด้วยแต่โชคยังดีที่เกราะอาวุธของเอกไม่ได้แตก เพียงเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่
รำพา : ไอ้เอก!เกราะอาวุธร้าวแล้ว!!
ทิว : แย่ล่ะ
วิโรจน์ : เ้าหนูเ้าถอยไปก่อน อย่าให้เกราะแตกเชียวนะ!
เ้า : ถึงเ้าจะสามารถป้องกันการโจมตีของพี่ข้าได้แต่ก็..อย่าพึ่งดีใจไป ที่แค่ความสามารถของพี่ข้าระดับแรกเกราะของเ้ายังร้าวได้ถึงขนาดนี้ ไม่ต้องห่วงเลย ถ้าพี่ข้าใช้เกราะระดับที่สาม…
คำพูดของเ้าไม่ได้เป็เพียงการข่มขู่ให้เอกรู้สึกถึงความอ่อนแอของตัวเองเท่านั้นแต่ยังตอกย้ำถึงความแตกต่างระหว่างการใช้พลังป้องกันระดับแรกกับการใช้ระดับที่สูงขึ้นของตัวเขาเองซึ่งเป็การทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นไปอีกขั้น
จันทร์ : นักรบศาสตราวุธมหิงสาเนินหินผาเ้าเลือกที่จะหลอมเกราะส่วนแรกเป็เกราะส่วนตัวแถมเป็ความสามารถที่ใช้ในการป้องกันอีกก็แปลกดีนะ..ปกติข้าเคยเห็นคนส่วนใหญ่เลือกหลอมเกราะเป็ความสามารถโจมตี
เ้า : เฮอะ..ช่างหัวพวกมันเถอะเสด็จพี่ ฆ่าทิ้งซะให้มันสิ้นเื่
เ้ากล่าวขึ้นตัดบทเขารู้ดีว่าการมีนักรบศาสตราวุธมาเป็กองกำลังนั้นมีประโยชน์มากแค่ไหนและเขาเองก็เดาได้ว่าลึก ๆแล้วพี่ชายของเขาก็เสียดายที่จะต้องฆ่านักรบศาสตราวุธที่อยู่เบื้องหน้าอย่างแน่นอน
ทางฝั่งของกล้าและคนอื่น ๆในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าเกราะอาวุธส่วนตัวของเอกเกิดรอยร้าวขึ้นถึงแม้เอกยังจะสามารถให้ความสามารถของเกราะอาวุธได้ตามปกติแต่หากต้องรับการโจมตีอย่างหนักอีกครั้ง ก็เสี่ยงที่เกราะจะแตกได้
กล้าหันไปมองคนอื่น ๆ ที่มาด้วยแต่ก็พบว่านอกจากเอกแล้วก็ไม่มีใครที่มีความสามารถของเกราะอาวุธที่เป็การป้องกันเลยแม้แต่คนเดียว
กล้า : คนอื่นไม่มีใครมีความสามารถของศาสตราวุธที่เป็ป้องกันเลยหรอ
ทิศใต้ : งั้นก็คงทำได้แค่โจมตีตอบกลับเท่านั้น
ในเวลานี้ความกดดันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะวิโรจน์รู้ดีว่าถ้าเขาไม่ตัดสินใจอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เขาเปิดการโจมตีทันทีด้วยความสามารถของศาสตราวุธของเขา
แต่แทนที่เขาจะโจมตีใส่ผู้เป็ศัตรูหลักที่ยืนอยู่เบื้องหน้า แต่เขากลับเลือกที่จะโจมตีใส่ข้าศึกที่ยืนรายล้อมพวกเขาอยู่ ซึ่งทำให้ข้าศึกหลายคนกระเด็นออกไปอย่างรุนแรงและเสียท่าจากพลังการโจมตีที่เขาปล่อยออกไปทำให้พื้นที่ที่พวกเขายืนอยู่เปิดกว้างขึ้นและทำให้ชาวบ้านที่ยังหลงเหลืออยู่มีโอกาสหลบหนีวิโรจน์รีบสั่งการทันที
วิโรจน์ : ทุกคนวิ่ง!!
เขาะโอย่างสุดเสียงเหล่าชาวบ้านที่ได้ยินแบบนั้นแล้วก็เริ่มวิ่งหนีกันทันทีวิโรจน์จึงหันกลับไปเผชิญหน้ากับจันทร์ผู้เป็ศัตรูที่ยังคงยืนอยู่ด้วยท่าทีที่ไร้ยำเกรง กล้า,ทิศใต้,เอก,รำพา ผู้ที่มีศาสตราวุธยืนเรียงกันพร้อมหน้าราวกับว่าพวกเขาพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเต็มที่
จันทร์ที่ไม่ได้โกรธแค้นหรือโต้ตอบใด ๆเพียงแต่มองไปยังชาวบ้านที่กำลังวิ่งหนี พร้อมยิ้มอย่างเ็าและพูดออกมาเบา ๆ
จันทร์ : ไร้สาระสิ้นดี
เมื่อกล่าวจบ จันทร์ยกคันศรขึ้นแล้วยิงศรไปที่วิโรจน์อย่างบ้าคลั่งความเร็วในการยิงศรธนูของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลซึ่งต่างจากตอนก่อนหน้าโดยสิ้นเชิงวิโรจน์พยายามหลบหลีกศรธนูที่พุ่งมา เขาะโหลบไปทางซ้ายและขวาแต่การเคลื่อนไหวของเขาเริ่มช้าลงจากการาเ็ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆทุกการเคลื่อนไหวของเขาดูเหมือนจะไม่ทันการ
ลูกศรกลับเฉี่ยวเข้าที่แขนและขาของเขาในขณะที่เขาพยายามจะโจมตีกลับเพื่อทำลายศรธนูนั้น วิโรจน์ก็พบว่าการโจมตีของเขายากขึ้นเมื่อศรธนูพุ่งมาด้วยความเร็วที่สูงมากเขาพยายามใช้พลังของศาสตราวุธเพื่อโต้กลับแต่ก็ไม่สามารถทำลายศรธนูที่พุ่งมาได้ทั้งหมด ทำให้เขาต้องหลบหลีกไปด้วย
กล้าและทิศใต้พยายามตั้งสติและหาทางโจมตีโต้กลับอย่างเต็มที่พวกเขารู้ดีว่าศาสตราวุธของตัวเองนั้นมีระยะประชิดถึงระยะกลางเท่านั้นทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับข้อจำกัดของตัวเองในการต่อสู้กับจันทร์ผู้ที่มีการโจมตีระยะไกลที่รวดเร็ว และรุนแรงมาก
กล้าพยายามที่จะเข้าใกล้จันทร์ให้ได้มากที่สุดเขาพยายามเคลื่อนตัวไปข้างหน้าพร้อมเหวี่ยงหมัดใส่ศรธนูที่ถูกยิงออกมาของศัตรูแต่ด้วยความเร็วของศรธนูที่พุ่งมานั้นทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของเขาต้องใช้พลังมหาศาลในการหลบหลีกซึ่งทำให้เขาหมดแรงเร็วมากขึ้น
ส่วนทิศใต้เขาพยายามที่จะใช้ความเร็วของตัวเองในการเคลื่อนที่และความคล่องตัวในการหลบหลีกและหาจังหวะเพื่อเข้าใกล้ตัวศัตรู แม้ว่าต้องผ่านการโจมตีจำนวนมากแต่ก็ไม่สามารถเข้าใกล้ได้มากนักการโจมตีของเขาหลายครั้งเกือบจะทำให้เขาถูกศรธนูของ ศัตรูยิงเข้ามาอย่างไม่ยั้งทำให้เขาต้องพยายามวิ่งเบี่ยงหลบอยู่หลายครั้ง
ในสนามรบที่เต็มไปด้วยเสียงการปะทะและแรงกระแทกจากการโจมตีคลื่นพลังที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรงเปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นจากการโจมตีของจันทร์และเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้าลุกลามไปทั่วต้นไม้ใหญ่และพุ่มไม้ข้างทางต้นไม้ใหญ่ที่สูงตระหง่านและแข็งแรงยังหักโค่นลงไปอย่างไร้ความปราณีรากและกิ่งก้านพุ่งหลุดออกจากกันไปตามแรงกระแทกลงที่พื้นดินสั่นะเืควันคลุ้งขึ้นไปจนบดบังท้องฟ้า เสียงไม้หักและต้นไม้ล้มดังกึกก้องไปทั้งบริเวณ
พวกเขารู้สึกถึงความยากลำบากในการเข้าใกล้ตัวศัตรูที่มีทักษะสูงจนในที่สุดก็เริ่มตระหนักได้ว่าผู้ที่พวกเขากำลังต่อสู้ด้วยอยู่นั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ธรรมดาถึงแม้ว่าพยายามใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองในการโจมตีระยะใกล้พวกเขาตั้งใจที่จะใช้การโจมตีจากทั้งสองด้านให้รวดเร็วเพื่อที่จะจับศัตรูที่กำลังเคลื่อนที่ได้ยากแต่การโจมตีนั้นกลับกลายเป็ว่าไม่มีผลใด ๆ
การเคลื่อนไหวของศัตรูนั้นเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีช่องโหว่เขาสามารถหลบหลีกการโจมตีได้อย่างง่ายดายเหมือนกับว่ารู้ล่วงหน้าว่าพวกเขาจะโจมตีไปทางไหนและไม่ง่ายเลยที่จะเข้าถึงตัวของศัตรูที่มีทักษะในการต่อสู้แบบนั้น
ทางฝั่งของ ทิว,เอก,รำพา พวกเขาทั้งสามต้องรับมือกับเ้า แม้ว่าเอกกับรำพาจะเป็นักรบขั้นที่ 1และมีเกราะอาวุธระดับ 1 อยู่แล้วและยังมีทิวที่ไม่มีศาสตราวุธอีกคนส่วนทางศัตรูที่พวกเขากำลังสู้ด้วยอยู่นั้นเป็นักรบขั้น 1 เช่นกันซึ่งมีเกราะอาวุธถึง 2 ระดับแต่ไม่ได้เสียเปรียบมากในเื่ของความสามารถของศาสตราวุธเพราะในตอนนี้เอกและรำพามีกันสองคน แต่ต้องสู้กับเ้าที่เป็ศัตรูเพียงคนเดียวซึ่งเ้าก็มีทักษะในการสู้ที่ดีไม่แพ้พี่ชายของเขาเลยแม้แต่น้อยทำให้เอกและรำพานั้นเหมือนจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
เอกและรำพาได้เตรียมพร้อมมาอย่างดีด้วยเกราะศาสตราวุธของทั้งสองที่เสริมพลังการป้องกันและโจมตีได้อย่างรวดเร็วแต่ทว่าทิวที่ไม่มีศาสตราวุธทำให้เขานั้นแทบจะทำอะไรไม่ได้กลับทำให้การต่อสู้ของทั้งสามดูเหมือนจะไม่สมดุลมากนักทิวรู้ดีว่าเขาไม่สามารถเข้าประชิดตัวเ้าได้ง่าย ๆและเขาต้องหาทางช่วยให้เอกและรำพามีโอกาสในการโจมตีมากขึ้น
ทิวยืนอยู่ข้างหลังทั้งสองคนรู้สึกถึงความยากลำบากในการต่อสู้ในครั้งนี้เขาพยายามคิดหาวิธีที่จะช่วยเพื่อนของเขาให้มีโอกาสเอาชนะศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าได้แต่ในตอนนี้ เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะท่าทางของเ้ายิ่งทำให้เขารู้สึกถึงความเหนือชั้นในการต่อสู้ของศัตรูที่ยากจะเอาชนะ
เ้า : เฮ้อ..น่าเสียดายที่ข้าต้องฆ่าผู้ที่มีศาสตราวุธ ถ้าพวกเ้ายอมจำนนซะแล้วมาเป็กองกำลังให้ข้า ข้ารับรองว่าข้าจะสอนพวกเ้าให้เป็นักรบที่แข็งแกร่งที่สุด
เอก : อย่างหวังซะให้อยาก!
รำพา : ให้ตายก็ไม่ยอมหรอกน่า!
เ้า : เฮ้อ… น่าเวทนาซะจริงงั้นก็ตายทิ้งซะ!
ทิว : ชิ…
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วเ้าแสดงศาสตราวุธของเขาออกมา คลื่นพลังที่แผ่ออกมาไปรวมกันเป็รูปร่างทวนสีขาวประกายทองอ่อน ๆ ที่ยาวเหยียด ส่วนปลายยอดเรียวแหลมนั่นคือ ทวนเทพราชัย แล้วเขาก็เริ่มโจมตีทันที เสียงทวนฟาดดังขึ้นอย่างหนักการโจมตีของเขามาพร้อมกับความรวดเร็วทวนศาสตราวุธของเขาพุ่งตรงเข้าไปในระยะประชิดใส่เอก ทำให้เอกต้องถอยห่างออกไปแต่เอกพยายามตั้งการ์ดเพื่อป้องกันการโจมตีความรุนแรงของทวนที่กระแทกเข้ามาทำให้เขารู้สึกถึงความแตกต่างของพลังระหว่างพวกเขาและเ้า
เมื่อศาสตราวุธของทั้งสองปะทะกันคลื่นพลังเวทศาสตราแผ่ไปทั่วสถานที่แห่งนั้นขณะที่เอกรู้สึกถึงแรงการปะทะของศัตรูมากขึ้นเรื่อย ๆมันทำให้เอกที่ระดับพลังน้อยกว่าต้องถอยหลังไปหลายก้าวแขนที่ตั้งการ์ดก็เริ่มสั่นสะท้านพลังของเขาต่ำกว่าศัตรูทำให้การป้องกันนั้นแทบจะไม่มีผล
ในขณะที่เอกกำลังรับมือกับการโจมตีของเ้ารำพาก็พยายามเคลื่อนที่ไปหามุมที่สามารถโจมตีได้จากระยะไกลแต่ถึงแม้จะใช้ทักษะในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วแต่เ้าไม่เพียงแค่มีการรับมือในระยะประชิดได้ดีเขายังมีทักษะในการหลบหลีกการโจมตีจากระยะไกลที่ดีเช่นกัน
การเคลื่อนไหวของเ้าราวกับว่าเ้าสามารถอ่านใจคู่ต่อสู้ได้เขามองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของรำพาและหลบหลีกการโจมตีได้อย่างแม่นยำทวนในมือของเขายังคงฟาดฟันใส่เอกอย่างต่อเนื่องในระยะประชิดขณะที่รำพากลับเริ่มรู้สึกถึงความยากลำบากในการหาช่องโหว่เพื่อโจมตี นอกจากจะโจมตีเอกในระยะประชิดแล้วเขายังสามารถหลบหลีกการโจมตีระยะไกลของรำพาได้อีกด้วย
ท่ามกลางการต่อสู้ความร้อนในสนามรบที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การเคลื่อนไหวของพวกเขาทั้งคู่ช้าลงทุกครั้งที่หายใจก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก สนามรบที่โกลาหล เสียงปะทะของศาสตราวุธและพลังเวทกลายเป็พื้นที่ที่อบอวลไปด้วยควันและเปลวไฟจากการโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อนเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำจากการใช้ศาสตราวุธของจันทร์ลุกโชนไปทั่วบริเวณ
ทุกคนต่างพยายามทำให้ตัวเองเคลื่อนที่ได้เร็วที่สุดจันทร์กลับเดินท่ามกลางเปลวไฟและควันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นความเยือกเย็นของเขาทำให้เขาสามารถเดินผ่านเพลิงที่ลุกโชนโดยไม่มีท่าทางสะทกสะท้านแม้แต่น้อยแม้กระทั่งเปลวไฟที่ร้อนระอุและควันหนาทึบ ก็ไม่อาจทำให้เขาช้าลงได้
ท่ามกลางความยากลำบากที่ทุกคนต้องเผชิญจันทร์ยังคงเดินผ่านเปลวไฟเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นสายตาของจันทร์มองเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งขณะที่เขายังเดินผ่านเปลวไฟนั้นกล้าและคนอื่น ๆพยายามจะต่อสู้กับเขานั้นกลับพบว่าพวกเขาแทบจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ท่ามกลางความร้อนและควันที่แผ่กระจายไปทั่วสนามรบทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความร้อนส่วนศัตรูของเขายังคงเคลื่อนที่ได้ตามปกติ ราวกับว่าเขาคือผู้ควบคุมสนามรบนี้
วิโรจน์ที่ได้ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินเขาได้แต่เหลียวมองพวกเด็กที่ต้องสู้กับศัตรูทั้ง ๆ ที่ตัวเขานั้นทำอะไรไม่ได้สถานการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ วิโรจน์เริ่มรู้ตัวว่าไม่สามารถเอาชนะศัตรูทั้งสองดังนั้นเขาจึงออกจากหลังที่ซ่อนและโจมตีไปที่ศัตรู ก่อนจะกล่าวขึ้น
วิโรจน์ : เ้าเด็กน้อยพวกเ้าหนีไป ข้าจะถ่วงเวลาไว้ให้
ทุกคนที่ได้ยินแบบนั้นแล้วก็หันไปมองที่วิโรจน์ทันทีเอกที่รู้ว่าหากอาของเขาทำเช่นนั้นอาจจะตายได้ เขาจึงะโตอบกลับไปทันที
เอก : ไม่ได้นะท่านอา!ไม่อย่างนั้นท่านจะ..
วิโรจน์ : ข้ารู้แล้วล่ะน่าแต่ว่าเสียหนึ่งคน ยังดีกว่าเสียทั้งหมด!
รำพา : ท่านอาวิโรจน์…..
เธอกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่เศร้าหมองแต่ในตอนนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนักวิโรจน์ที่เห็นสีหน้าของรำพาเขาจึงเดินมาหาแล้วให้มือลูบหัวเบา ๆเพื่อปลอบโยนพลางยิ้มให้ ก่อนกล่าวขึ้น
วิโรจน์ : พวกเ้ารีบหนีไปซะไปกับพวกเขาแล้วนำความช่วยเหลือกลับมาให้หมู่บ้านของเราให้ได้
เอก : แต่ว่า..ท่านอา
วิโรจน์ : ไม่มีแต่!ไปเร็วสิ
ทิศใต้ : ข้าสัญญาจะพาพวกเขาไปนำความช่วยเหลือมาให้!
วิโรจน์ : อืม…
กล้า : ทุกคน ไปเร็ว
ทิว,เอก,รำพา พยักหน้าตอบรับพร้อมกัน แล้ววิ่งแยกตัวออกไปเหลือไว้เพียงวิโรจน์ที่ยืนอยู่ต่อหน้าศัตรูทั้งสอง เขาได้แต่หวังในใจไว้ว่าเด็กน้อยเ่าั้จะนำความช่วยเหลือกลับมาสู่หมู่บ้านได้แล้วเขาก็พุ่งตัวเข้าไปสู้กับจันทร์และเ้าทันที หลังจากนั้นการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น