โมลต้า... นั้นเป็ชื่อของผม
ผมพยายามหลบซ่อนมาเป็เวลานานก็นะผมเคยทำงานให้กับจอมมารมาบ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจหนีออกมา จากแดนปีศาจ
ตัวผมค่อนข้างเป็กรณีพิเศษเนื่องจากผมเป็ลูกครึ่งระหว่างมนุษย์และปีศาจ เป็สิ่งที่หายากมากเพราะว่าหากมนุษย์และปีศาจจะมีลูกได้ยากมากๆและหากมีลูกแล้วก็มีโอกาสที่ลูกที่คลอดออกมาจะป่วยและตายได้ภายใน1เดียวแต่กรณีของผมมันพิเศษ เนื่องจากมีพลังของจอมมารมายืดชีวิตของผมเอาไว้และผมจึงต้องทดแทนพวกปีศาจด้วยการสร้างอาวุธให้
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ครานั้น ผมก็หนีออกมาผมถูกคนที่ผมเชื่อใจทรยศ ไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าทำไม หรือว่าเพราะอะไรแต่ผมก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะถาม เพราะผมแหกคุกโดยความช่วยเหลือจากปีศาจที่ผมรู้จักแล้วก็หนีเข้ามาที่ชายแดนของมนุษย์
ถึงจะลำบากไปบ้างเพราะพวกผมหนีมาจากการเขตแดนปีศาจ โดยที่โดนหมายหัวจากปีศาจระดับสูง ผมกับปีศาจที่รู้จักก็เลยปางตายเลยหนีออกมาจากเขตปีศาจด้วยสภาพเละเทะ ผมถูกแบกไว้บนหลังเดิน พร้อมกับสติที่เลือนราง
โชคดีที่คนที่มาเจอพวกผมเป็คนแรก คือฟอเรนก่อนหน้านี้ที่ผมยังพบกับเธอบ้าง ก็อาวุธผู้กล้า ดาบเทพมาร คูฟอรอม มันก็สิ่งที่ผมได้มอบไว้กับเธอเอง
ถึงจะมีปัญหากับทหารที่ติดตามเธออยู่บ้าง เพราะผมมีพลังของปีศาจปนอยู่แล้วก็ยังมีปีศาจเต็มตัวอยู่ด้วยอีกคน แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ด้วยเส้นสายของฟอเรน
ผมใช้ชีวิตหลบๆซ้อน แต่เวลากลางคืนบางครั้งก็ออกไปเที่ยวบ้างแล้วก็ทำงานโดนการขายอาวุธให้กับฟอเรน
หลังจากนั้นผ่านไป ผมก็ถูกลากมาที่โรงเรียน...
เฮอ... น่าเบื่อชะมัด...ผมคิดว่าชาตินี้จะไม่สอนใครอีกแล้วนะเนี่ย... เมื่อวานก็เลยจำใจสำรวจดูเด็กนักเรียนสักหน่อยแต่ก็มีแต่พวกอ่อนๆตามที่ฟอเรนบอกเลย เฮอ... จะได้เื่ไหมเนี่ย...
หรือว่ามาตรฐานของผมมันสูงเกินไปน้า...
นั้นสินะ สมัยก่อนที่ผมยังอยู่ฝ่ายปีศาจ ผมก็เคยฝึกสอนให้กับเด็กใหม่บ้างน่ะนะแต่เพราะปีศาจมีความโเี้มากกว่ามนุษย์ล่ะมั้ง
นั้นสินะเมื่อก่อนยังมี่ที่ปีศาจเหนือกว่ามนุษย์อย่างเห็นได้ชัดเลย
การนอนฟุบบนโต๊ะนี่มันก็ใช้ได้เลยนะ
“คะ...คืออาจารย์ค่ะ...”
มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งเข้ามาหาผมแบบกล้าๆกลัวๆ
ผมจึงเงยหน้าขึ้น ด้วยความซังกะตาย
“มีอะไรงั้นเหรอ?”
“คือตรงอักษรโบราณพวกนี้หนูยังไม่ค่อยเข้าใจน่ะค่ะถ้ายังไงอาจารย์ช่วยอธิบายข้อความพวกนี้ให้หน่อยได้ไหม”
เด็กสาวคนหนึ่งยื่นอยู่พร้อมกับหนังสือวรรณคดี
รู้สึกว่าจะมีวิชาวรรณกรรมด้วยสินะที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับผู้กล้ารุ่นก่อนๆด้วย เพื่อเรียนรู้วิธีการชนะหรืออะไรสักอย่างเนี่ยแหละ
หนังสือวรรณกรรมยุคโบราณ ผมลองหยิมมาจากมือของเด็กสาวแล้วลองเปิดไล่ดูนี่มันอักษรยุคของราชวงศ์แรกเลยมั้ง ไม่แน่ใจสิ แต่ดูจากเนื้อหาที่เขียนเสริมแล้วนี่น่าจะเป็ตัวอักษรที่เขียนขึ้นเมื่อ4000ปีก่อนได้เลย นั้นมันต้นยุคอุนเตรนเลยนะ!
“ไหนๆดูสิเนื้อหาเื่ผู้กล้าแล้วก็อาวุธต่างๆเหรอเนี่ย.....”
ผู้กล้าไตรฟุนรัน ประกายแสงยาวคมงดงามดุจจันทร์โค้งงามดังเคียว ฟาดฟันความชั่วร้าย ดวงตายาวคม ไม่ว่ามลทินจะอยู่แห่งหนใดจะฉายแสงกำจัดความกลัว....
“สรุปแล้ว อาวุธของผู้กล้าฟุนรันที่3มันคืออะไรอย่างงั้นเหรอคะ”
เฮอ... พวกภาษานี่น่ารำคราญชะมัดโดยเฉพาะวรรณกรรมของผู้กล้าเนี่ยนะ..... อธิบายให้มันดีๆไม่ได้หรือไงกันนะ...
แต่จะว่าไปแล้วฟุนเรนที่3ก็โด่งดังเื่การต่อสู้แบบอาศัยพวกพ้องสินะ.... อืม..... เป็่ที่วรรณกรรมเริ่มจะสนใจเหล่าผู้ติดตามของผู้กล้ามากขึ้นด้วยสินะ...
“ในหนังสือไม่ได้มีบอกไว้หรือไง?”
“หนูหาจนครบแล้วค่ะ แต่ก็ไม่เจอเลย...”
“เฮอ.... นั้นสินะ....แล้วเธอสงสัยเื่อะไรนะ?”
ผมหันไปถามนักเรียนแน่นอนว่าการจะให้เื่มันจบได้คือต้องรู้ว่าคนถาม้าอะไรยิ่งเป็เื่วรรณกรรม ก็คงได้มีแต่เื่วนเวียนถามไม่มีวันจบแน่
“คะ...คือ... แล้วอาวุธของไตรฟุนเรนคืออะไรกันแน่คะ?เพราะก็มีคำว่าฟาดฟัน แต่ก็มีคำว่าฉายแสงด้วย หนูเลยคิดว่ามันเป็ดาบปลายปืนแต่ในยุคนั้นก็ไม่น่าจะมีปืนนิค่ะ”
อา... ปัญหาเื่ความชัดเจนสินะ... ปริศนาของมูลที่จางหายไปในยุคอุนเตรนเหรอเนี่ย...เจอเื่น่ารำคราญเข้าให้แล้ว
“หนังสือก็ไม่ได้บอกใช่ไหม...งั้นขอถามกลับบ้างนะ หนังสือได้ระบุเื่อาวุธชิ้นอื่นไว้ด้วยใช่ไหม?”
“เออ... ค่ะ หนังสือนี่คัดลอกข้อความมาแล้วก็แปลความให้เข้าใจค่ะ มีเื่อาวุธของคืออื่นระบุไว้ด้วย แต่ว่าฟุนเรนที่3ไม่ได้ระบุเอาไว้ค่ะ”
“งั้นเธอคาดหวังคำตอบแบบไหนจากผมล่ะ?”
“แบบไหน?”
“ก็คิดว่าจะให้ฉันเป็คนตัดสินใจว่าให้เป็ดาบหรือธนูงั้นเหรอ...ถ้าคนที่เขียนหนังสือตอบไม่ได้ นับภาษาอะไรกับฉันล่ะ”
“งั้นสรุปคือ.....”
“ก็คือผมตอบให้ไม่ได้ไง...อะไรกับอย่างทำสีหน้าผิดหวังแบบนั้นสิผมไม่ใช่คนที่เรียนเื่วรรณกรรมของผู้กล้าสักหน่อยแล้วรู้ของแบบนี้ไปมันจะไปมีประโยชน์อะไร?”
“คะ...คือว่าเื่นั้น.....”
“นั้นแหละถ้ามีเวลาเอาเวลาไปศึกษาเวทมนตร์หรือวิชาดาบมากว่านี้เถอะ... แล้วก็นะ..... เฮอ...ี้เีบ่นแล้ว งั้นก็หมดคำถามแล้วนะ”
ให้ตายสิ... ยัยฟอเรน เอาฉันมาทำอะไรกันเนี่ยฉันไม่ใช่พวกที่จะมาโอ้นักเรียนสักหน่อย ยัยนั้นก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วแท้ๆ
ความเงียบสงบเข้ามากลืนกินห้อง
เฮๆ ทำไมเงียบกันหมดล่ะนั้น...
แล้วทำไมยัยนักเรียนที่เข้ามาถามทำสายตาแบบนั้นจะร้องไห้หรือไง นี่เราพูดอะไรผิดไปอย่างงั้นเหรอเนี่ย
ผมไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไรหรอกนะแต่ผมผิดเหรอเนี่ย...
“ขอแทรกหน่อยเถอะ ฉันทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว!”
มีคนเปิดประตูห้องเข้ามา... ท่าทางก็ดูโมโหใครสุดๆและลางสังหรณ์ของผมก็บอกว่าคนคนนั้นก็คือผมเอง
“การตอบคำถามนักเรียนไม่ได้เป็ความอับอายในฐานะอาจารย์ คนอย่างคุณไม่ควรจะมาอยู่ในห้องนี้ครับ!”
อะไรของหมอนี่เนี่ย...
แล้วมันรู้ไหม ว่าผมอยากจะสอนเสียที่ไหน
“ในฐานะอาจารย์ที่เก่งที่สุดของฟอเรีย ปราเย้มันเดย์ ฉันจะเป็คนตอบคำถามของเธอเอง”
“ปลาเย็น อืม... ชื่อแปลกดีนะ”
“ปราเย้ต่างหาก! เรียกชื่อฉันให้ถูกซะ”
“ปะ....ปรา.... หยุด อืม.... ออกเสียงยากจังแฮะ”
“คุณนักเรียนครับ ไม่ทราบว่าชื่ออะไรเหรอครับ?”
ไอ้หมอนี่หันไปถามนักเรียนโดยที่ไม่สนใจผม
“เอ.... เอลี่ค่ะ”
เด็กนักเรียนตอบด้วยท่าทางที่สั่นๆเล็กน้อยก็ไอ้ปรา... อะไรสักอย่างเนี่ยสิ... ดูจากลักษณะแล้วไม่รู้ว่ามีความมั่นใจมาจากไหน
“คุณเอลี่ เป็คนถามที่น่าสนใจมากเลยครับเกี่ยวกับอาวุธของฟุนเรนที่3น่ะ นั่นก็เป็ที่ถกเถียงอยู่เหมือนกันเพราะว่านั่นมันเป็เื่นานมาแล้ว”
ปรา...เย็น ผู้อย่างภาคภูมิในความรู้ของตนเอง
“อย่างแรกเลย อาวุธของฟุนเรนที่3เป็อาวุธที่ใช้ได้ทั้งใกล้และไกล นอกจากนี้ยังสามารถฉายแสงได้มันก็เห็นได้ชัดอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?”
จะตอบว่าอะไรน้า...แต่ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะเคยอ่านเจอที่ไหนน้า....แต่ว่าไปแล้วยุคอุนเตรนมันไม่ค่อยจะมีอะไรสักเท่าไรด้วยสิแถมได้รับการบันทึกที่ไม่ชัดเจนอีกต่างหาก...
“หอกแสงยังไงล่า!”
“.....”
เอ.... เื่แบบนั้น.....
“นั้นสินะ... หอกแสงเป็อาวุธโบราณที่ถูกสร้างขึ้นในยุคอุนเตรนถึงจะเป็อาวุธที่ไม่ค่อยได้เห็นว่าถูกนำมาสร้างเป็อาวุธผู้กล้าและสาบสูญไปแล้วก็เถอะ”
ท่าทางทุกคนเหมือนจะยอมรับได้กันหมด
เดี๋ยวๆ ไม่ต้องไปตามน้ำมันมากก็ได้ไอ้ข้อสันนิฐานแบบนั้นมันจะเป็ไปได้ยังไง
หอกแสงเป็อาวุธประเภทก้อนมวลพลังเวทที่บีบอัดให้อาวุธ มันสามารถใช้ขว้างระยะไกลได้และก็สามารถนำมาต่อสู้ระยะประชิดได้ แต่วิธีสร้างของมันก็ได้สาบสูญไปแล้ว...
แต่ว่าหอกแสงมันถูกสร้างขึ้นมาใน่ของปลายของยุคอุนเตรนที่จริงแล้วมันมีความไม่เสถียรด้วยซ้ำ ไม่มีทางที่ฟุนเรนที่3จะมีมันได้แน่นอน
“เป็ยังไงล่ะคำตอบของฉันทีนี่ถ้ามีคำถามอะไรก็มาถามฉันได้นะ คุณเอลี่”
“คะ...ค่ะ”
เอาจริงเหรอเนี่ย ไม่มีใครค้านหน่อยเลยหรือไงหรือว่าเ้าพวกนี้มันไม่รู้กันน่ะ
“ประเย๋ด.....”
ผมออกเสียงทักดู
“ปราเย้ต่างหาก เอาล่ะถ้ารู้ถึงความต่างชั้นแล้วก็จงยอมลาออกไปซะ!”
“ผมลาออกไม่ได้ครับ”
“เฮอะ! ก็แค่้าเงินเดือนใช่ไหมล่า!”
เปล่า ยัยผู้อำนวยการจอมหาเื่นั่นไม่ให้ผมออกต่างหาก...
“งั้นขอถามหน่อยหอกแสงถูกสร้างขึ้นตอนไหนเหรอครับ?”
“ยุคอุนเตรนไงเมื่อกี้ไม่ได้ฟังที่นักเรียนพูดหรือไง”
ปรา...... เออ... พูดพร้อมกับชี้มาที่ผม
“ถ้าเื่แค่นี้ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ก็ลาออกไปได้แล้ว”
งั้นก็ช่วยไปขอยัยนั้นให้แทนสิ!
แต่ผมยังคงสงบสติอารมณ์ของตัวเองเอาไว้อยู่
ไอ้หมอนี่ไม่รู้จริงๆด้วย หอกแสงน่ะเป็อาวุธที่ถูกสร้างขึ้นใน่ปลายยุคอุนเตรนแล้วก็เพิ่งจะมีตัวตนชัดเจนใน่เปลี่ยนราชวงศ์ด้วย.....
แต่จะว่าไปความรู้นี้มันก็ไม่ใช่อะไรที่คนทั่วไปจะรู้นี่หน่า...นั้นสินะ พวกปีศาจที่ศึกษามนุษย์ก็ระบุไว้ชัดเจนด้วยคงเป็เพราะปีศาจมีอายุมากกว่ามนุษย์ประมาณ3เท่าทำให้บันทึกประวัติศาสตร์ได้ดีกว่าล่ะมั้ง
พูดมากกว่านี้ก็จะมีแต่หาเื่เปล่าๆ
“ช่วยออกไปเถอะคนที่ไม่รู้เื่ผู้กล้าเลยอย่างคุณน่ะ อยู่ที่นี่ก็รกสายตาเปล่าๆเป็ลูกศิษย์ของคุณน่ะไม่มีทางเจริญได้หรอก!”
“เออ... พูดแบบนั้น.....”
“เป็ไงล่า พูดไม่ออกเลยล่ะสิ! ถ้าท่านเบลเรียไม่ช่วยเมตตาแกเอาไว้ล่ะก็ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่!”
ไอ้หมอนี่...
“ผมบอกคุณไว้ก่อนดีกว่าอย่าพูดว่าถ้าเป็ลูกศิษย์ของผมจะไม่ได้ดีเด็ดขาด”
“ก็มันเื่จริงนิ! แค่เื่ง่ายๆแบบนี้ยังทำความเข้าใจไม่ได้ล่ะก็! มีหวังนักเรียนห้องนี้ได้โง่ตามคุณไปด้วยแน่นอน”
ไอ้หมอนี่ไม่รู้เื่อะไรเลยหรือไงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะซวยอยู่แล้ว.....
“จะว่าผมเท่าไรก็ได้แต่ลูกศิษย์ของผมที่เคยสอนไปน่ะ ก็สามารถใช้ชีวิตรอดบนโลกนี้ได้”
ผมแย้งกลับไปอย่างน้อยก็ทำหน้าจริงจังให้มันได้ขอโทษอะไรบ้าง.....
ทั้งห้องเริ่มเงียบลง.....สีหน้าของเด็กนักเรียนเริ่มสงบเสงี่ยมแล้ว... แสดงว่ารู้ตัวแล้วสินะ...เก็บตัวตนจนชำนานแล้ว สมัยก่อนจะเดินผ่านสัตว์ร้ายที่กำลังหลับอยู่ยังกลัวอยู่เลย...
ดวงตาสีแดง คมกริบราวกับมัจจุราช...
พร้อมกับดาบเทพมาร ซึ่งเป็อาวุธผู้กล้าที่ไม่มีอาวุธใดจะสามารถเสมอเหมือนได้
ฟอเรน กำลังยืนอยู่หลังไอ้หมอนี่พร้อมกับปล่อยจิตสังหาร แต่มันก็อ่อนที่น่าจะมีเพียงผมเท่านั้นที่รู้สึกได้...
“นี่ผมของถามหน่อยคุณเคยทำให้ฟอเรนเกลียดขี้หน้าบ้างหรือเปล่า?”
“หา พูดเื่อะไรน่ะ ฉันเป็อัจฉริยะนะถ้าจะบอกว่าคุณเบลเรียอิจฉาในสติปัญญาและฝีมือฉันมากกว่า ฮ่าๆๆๆ”
“..........”
ดูเริ่มเดือดแล้วสินะ... แต่ไอ้เ้านี่ไม่ถนัดการต่อสู้สินะ ไม่อย่างงั้นก็น่าจะรู้สึกถึงคนที่อยู่ข้างหลังได้แล้ว...
“มาเต้นรำกันหน่อยไหม?”
พูดแล้ว... ให้ประมือในที่แบบนี้เนี่ยนะแค่ขู่แน่เลย
“เฮ้ยๆ ที่แคบแบบนี้จะมา...”
ไม่ได้ล้อเล่นนี่หว่า!
พลังภายในห้องหมุนวนอย่างรวดเร็วดาบเทพมารถูกชักออกมาแล้ว คมดาบพุ่งมาหาผม แต่ผมก็รับไว้ได้
“มะ...เมื่อกี้มันอะไรน่ะ!”
“โล่ล่องหนงั้นเหรอ!”
เปล่า แค่เสริมพลังให้กับมือแข็งเหมือนเหล็กแล้วก็ปัดดาบออกไปเท่านั้นแหละแต่ความเร็วของผมกับฟอเรนมันเร็วจนไม่อาจรับดูได้นั้นเอง
“ทะ...ท่านเบลเรีย!”
“ปราเย้ สินะ!”
“คะ...ครับ!”
“ฉันจะตัดเงินเดือนของนาย!”
ดูจะโกรธใช้ได้เลยนะเนี่ย
“อะไรกันครับ ทะ..ท่านเบลเรีย ไอ้หมอนี่มันหาเื่ผมก่อนต่างหาก!”
“เื่ของหมอนี่ไว้ทีหลังแต่นั้นเป็บทลงโทษของนาย!”
ดูเหมือนว่าเ้านั้นจะไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านี่แล้ว
ฟอเรนชี้ดาบมาที่ผม...
“โมลต้า นายยังจะปล่อยตัวแบบนี้ไปอีกนานเมื่อไรพลอยมีเื่มาถึงฉันด้วยเนี่ย”
“ก็เธอเป็คนพาผมมาที่นี่เองไม่ใช่หรือไงก็จัดการเองสิ ผมทำหน้าที่ที่ผมทำแล้ว...”
แรงกดดันแพร่ออกมาเติบโตมาถึงขั้นนี้เลยเหรอเนี่ย...
“งั้นเหรอ... งั้นให้ฉันจัดการเองสินะ...”
ฟอเรนเก็บดาบของตัวเองลงไปในฟักเหมือนเดิม กระแสของพลังเวทสงบลง
“อย่าคิดอะไรแปลกๆเชียวนะ”
เมื่อก่อนยังไม่เท่าไรแท้ๆแต่ตอนนี้รับมือยากแถมยุ่งยากชะมัด...
“ไม่หรอกก็แค่พูดความจริงเท่านั้นแหละ”
ฟอเรนหันหน้าไปพูดกับนักเรียนที่กำลังอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ถ้าเป็คนทั่วไปจะใก็ไม่แปลกหรอกพริบตาเมื่อครู่มันต้องเป็คนที่มีฝีมือระดับผู้กล้าเลย
“เอาล่ะ เมื่อวานยุ่งๆเลยไม่ได้มีโอกาสแนะนำเลย... ชายคนนี้ชื่อโมลต้า เดิมทีเขาทำงานตีอาวุธอยู่แต่เขา้าเข้าสังคมบ้าง เลยมาเป็อาจารย์น่ะ...”
พูดเองเลยนะ...
ตัวเองเป็คนลากมาแท้ๆ
“อ้อ... แล้วก็ผลงานสินะ.....โมลต้าเป็คนตีดาบเทพมาร คูฟอรอม เล่มนี้ขึ้นมา”
ปล่อยไม้นี้มาเลยเหรอเนี่ย!
เอ้ยๆ ชิบหายแล้ว!