จวินหวงหลบไม่ทันเสียแล้ว ได้แต่ยืนตะลึงมองไปที่ไม้ท่อนนั้นเตรียมรอรับความเจ็บปวดจากท่อนไม้ที่กำลังจะฟาดลงมาบนร่างกายแต่แล้วสิ่งที่ได้สัมผัสกลับไม่ใช่ความเจ็บปวดแต่เป็นเสียงลมหายใจรุนแรงที่พ่นออกทางจมูก แล้วตนเองก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นของคนผู้หนึ่ง
ตอนที่นางลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นก็คือใบหน้าที่หล่อเหลาของหนานสวินเขากำลังหลับตา ริมฝีปากบางของเขาเม้มแน่น เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนออกมาหนานสวินปกป้องจวินหวงเอาไว้ แล้วใช้แผ่นหลังของตนรับท่อนไม้แข็งๆ เอาไว้เองในขณะที่ชายผู้นั้นยังไม่ทันตั้งตัว ฉีอวิ๋นก็ใช้พัดเคาะลงไปที่คอของเขาเพียงเบาๆร่างของคนผู้นั้นก็อ่อนยวบล้มลงไปที่พื้น
"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?" ฉีอวิ๋นวิ่งเข้ามาอย่างกระวนกระวายใจแล้วถามขึ้น
จวินหวงหน้าซีด ส่ายศีรษะไปมาพลางประคองหนานสวินไว้ ในใจรู้สึกปวดแปลบเหมือนถูกเข็มทิ่มแทง"ข้าไม่เป็นไร แต่หนานสวินเมื่อครู่ถูกฟาดด้วยท่อนไม้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง"
นางร้อนใจจนลืมไปหมดสิ้นว่าตนเองก็รู้วิชาแพทย์ กว่านางจะนึกขึ้นมาได้ฉีอวิ๋นก็จัดการกับทุกคนเรียบร้อยแล้ว สีหน้าของหนานสวินดูดีขึ้นมาก
เขาไอโขลกเบาๆ แล้วกระอักออกมาเป็นเลือดเสีย จวินหวงตกใจจนมือสั่นบีบข้อมือของเขาไว้แล้วตรวจดูชีพจร เมื่อพบว่าทุกอย่างไม่มีปัญหานางค่อยเบาใจลงนางประคองหนานสวินกลับไปที่ห้องส่วนตัวชั้นสองผ่านไปครู่หนึ่งฉีอวิ๋นถึงเดินขึ้นมา เขามองไปที่หนานสวินแล้วถามขึ้น"ดีขึ้นหรือยัง?"
หนานสวินพยักหน้า "ไม่เป็นไรแล้ว"
ในเมื่อเขาพูดมาเช่นนี้ ฉีอวิ๋นก็คิดว่าเขาดีขึ้นแล้วแต่สีหน้าของจวินหวงยังเต็มไปด้วยความกังวล จนฉีอวิ๋นอดจะกลอกตาขาวมองบนไม่ได้ได้แต่ถอนใจออกมา "ไป๋อวี้ ผู้ฝึกยุทธ์ต่างก็รู้ร่างกายของตนเองดีว่าเป็นอย่างไรนอกจากนี้แรงของคนผู้นั้นก็ไม่ได้มาก เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลขนาดนี้ก็ได้"
จวินหวงได้ยินดังนั้นก็เกาหัวอย่างรู้สึกเก้อเขินค่อยคลายมือจากแขนของหนานสวิน ใบหน้าแดงเรื่อหันมองไปทางอื่นทั้งสามคนไม่ได้คุยกันอีกไปชั่วเวลาหนึ่ง
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่พวกเขาสามคนถึงออกมาจากหอสุราหนานสวินรู้สึกว่าอาการบาดเจ็บที่หลังดีขึ้นมากแล้วแต่จวินหวงยังคงพูดถึงสิ่งที่ต้องระมัดระวังให้หนานสวินกลับไปดูแลตนเองหนานสวินพยักหน้ารับปากนับว่าเป็นการทำให้จวินหวงสบายใจขึ้น
ในเวลานั้นเองก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาหญิงสาวผู้นี้ก็คือสตรีขายเสียงเพลงที่จวินหวงเพิ่งช่วยเอาไว้เมื่อครู่นางมองจวินหวงอย่างขวยเขิน พูดไม่ออกแม้เพียงประโยคเดียวจากนั้นก็ยัดผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งไว้ในอ้อมแขนของจวินหวงก่อนจะวิ่งหนีไป
"ไป๋อวี๋ช่างมีวาสนาในเรื่องความรักจริงๆ" ฉีอวิ๋นกระเซ้าจวินหวงเพียงแต่เบ้ปาก แล้วเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้อย่างดีเพราะนางรู้ว่านี่คือน้ำใจของหญิงสาว
"เจ้าวางใจเถอะ ข้ากับองค์ชายสี่ตกลงกันแล้ว ถ้ามีความจำเป็นพวกเราสองคนก็จะร่วมมือกัน เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลใจ อยู่กับฉีเฉินก็ต้องระวังตัวหน่อย"หนานสวินถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง มองจวินหวงด้วยความเป็นห่วงในความปลอดภัยของนาง
จวินหวงหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ขัน "รู้แล้ว อย่างข้าจะมีเรื่องอะไรได้ตอนนี้ฉีเฉินยังหวังให้ข้าวางกลยุทธ์ให้เขาอยู่ ว่าแต่พวกท่านเถอะในราชสำนักคลื่นลมแปรปรวน ทำให้คนถึงที่ตายได้ในชั่วพริบตาพวกท่านต่างหากที่ต้องระวังตัวหน่อย" นางมองหนานสวินและฉีเฉินอย่างเป็นกังวลทุกคำล้วนจริงจังและกล่าวออกมาจากใจ
ฉีอวิ๋นบอกให้นางทำใจให้สบายก่อนที่เขาจะกลับจวนไปหนานสวินไม่สะดวกส่งจวินหวงกลับจวนเฉินอ๋อง ในที่สุดจึงให้องครักษ์เงาติดตามไปอารักขานางอย่างระมัดระวังถึงค่อยคลายใจกลับไป
เมื่อฉีอวิ๋นกลับมาถึงตำหนักก็เห็นคนที่เขาส่งไปปฏิบัติภารกิจกลับมาพอดีเขาขมวดคิ้วไล่ทุกคนออกไป เหลือคนผู้นั้นเพียงคนเดียวในห้องโถงใหญ่
"เจ้าพบอะไรเข้าแล้วหรือ?" ฉีอวิ๋นคิ้วขมวดถามขึ้น
คนผู้นั้นนิ่งเงียบไปชั่วครู่ แล้วมองฉีเฉินอย่างพูดไม่ออกหลังถูกฉีเฉินเค้นถามขึ้นอีก ถึงจะค่อยๆ เอ่ยปากพูด"เวลานี้ตรวจสอบไปได้ครึ่งทาง เบาะแสทั้งหมดล้วนถูกตัดขาดไปแล้วก็เลยถือโอกาสจัดสรรคนไปตรวจสอบทุกเรื่องราวของพระสนมในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่เสียเลยได้ยินมาว่า..."
"ได้ยินมาว่าอะไร?"
"เรื่องนี้ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น"
ฉีอวิ๋นได้ฟังความก็หลุบตาลงหันมองไปทางอื่นการเสียชีวิตของเสด็จแม่ของเขามีเงื่อนงำเขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเรื่องนี้ไม่เรียบง่ายอย่างที่เห็น แต่ก็ยังมืดแปดด้านเขาค้นหามานานขนาดนี้ ก็ไม่พบสิ่งใดที่พอจะเป็นประโยชน์ได้เลยยิ่งคิดก็ยิ่งกลัดกลุ้มเขาสะบัดแขนเสื้อกวาดถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะตกลงมาบนพื้นแตกกระจายด้วยความแค้นเคือง
นิ้วมือของเขาสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ ในอกของเขาก็เช่นเดียวกันเขาตั้งสัตย์สาบานอยู่ในใจเพื่อเสด็จแม่สักวันหนึ่งเขาจะต้องค้นหาความจริงออกมาให้ได้คนเหล่านั้นที่ทำให้เสด็จแม่ต้องตายจะต้องชดใช้อย่างสาสม
ฉีอวิ๋นตั้งมั่นในใจเช่นนี้ ยิ่งเป็นการยืนกรานเจตนารมณ์อันแน่วแน่เพื่อค้นหาความจริงให้กระจ่างส่วนอีกทางจวินหวงก็กำลังเรียกพบขุนนางใหญ่ทีละคนๆหวังเพียงว่าจะสามารถเพิ่มฐานอำนาจในราชสำนักให้กับฉีอวิ๋นได้
ยามที่จวินหวงพบกับฉีอวิ๋นอีกครั้งก็รู้สึกว่า ฉีอวิ๋นยิ่งผ่ายผอมลงไปเรื่อยๆสีหน้าของเขาไม่สู้ดีนักช่วงนี้กล่าวได้ว่าเขาแทบไม่ได้กินไม่ได้นอนเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพระมารดาตอนนี้ยังเสี่ยงอันตรายลอบเข้ามาหานางยามวิกาลอีก
"นี่เจ้าเป็นอะไรไป? หรือว่าเจอกับปัญหาตึงมืออะไรเข้า?"จวินหวงหน้านิ่วมองฉีอวิ๋น แล้วถามเขาด้วยความเป็นห่วง
ฉีอวิ๋นมองจวินหวง แล้วเอ่ยปากอย่างยากลำบาก "เรื่องนี้เดิมทีก็ไม่อยากรบกวนเจ้าแต่ข้าไม่มีหนทางแล้วจริงๆ ดังนั้น... จวินหวง หวังว่าเจ้าจะช่วยข้าได้"
"ฉีอวิ๋น เจ้าบอกข้ามาตามตรงว่าเกิดอะไรขึ้นขอเพียงเป็นสิ่งที่ข้าทำได้ ข้าจะต้องช่วยเจ้าแน่นอน"
ฉีอวิ๋นบอกเล่ามูลเหตุของเรื่องราวให้จวินหวงฟัง ที่แท้เขารู้สึกว่าการตายของเสด็จแม่ของเขามีเงื่อนงำแต่จนใจที่ไม่มีหลักฐานใดๆ มาพิสูจน์ จวินหวงเคยได้ยินคำร่ำลือมาบ้างเล่ากันว่าในระหว่างยามวิกาลจู่ๆ เสด็จแม่ของฉีอวิ๋นก็สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันภายในวังหลวงถึงแม้จะมีนางกำนัลน้อยบอกว่าเป็นการกระทำของฮองเฮาและพระสนมกุ้ยเฟยแต่นางก็ไม่เข้าใจว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงเหตุใดฝ่าบาทจึงปล่อยให้เลยตามเลยไปเยี่ยงนั้น? ใครๆ ต่างก็รู้ว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานพระสนมเป็นอย่างยิ่งแต่เรื่องราวในหนหลังกลับจัดการอย่างลวกๆ ไร้เหตุผลที่จะอธิบายได้จริงๆ
จวินหวงมองหน้าฉีอวิ๋นภายใต้แสงเทียนที่วูบไหวตอนนี้เขามิใช่เด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงดาเฉกเช่นในวัยเยาว์อีกแล้วมีเพียงความเจ็บปวดจากการสูญเสียมารดาในเมืองหลวงยิ่งใหญ่ที่สามารถกลืนกินผู้คนแห่งนี้วิถีชีวิตล้วนไม่แน่นอนดังกระแสน้ำขึ้นลง ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง
ฉีอวิ๋นมองจวินหวงด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวังจวินหวงก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ นางพยักหน้ารับแล้วถอนใจออกมาคราหนึ่ง"วางใจเถอะ ข้าจะพยายามสุดความสามารถ ค้นหาความจริงออกมาให้เจ้าให้ได้"
หลังจากนั้นจวินหวงก็เริ่มตรวจสอบเรื่องนี้ ไม่อยู่จวนเฉินอ๋องทั้งวันช่วงนี้ฉีเฉินกำลังยุ่งอยู่กับการผูกใจคนด้วยเพทุบายจึงค่อยปล่อยจวินหวงให้ได้หายใจหายคอสะดวกขึ้นบ้างก่อนหน้านี้เวลาที่จวินหวงออกไปข้างนอกเว่ยเฉี่ยนจะต้องคอยสอบถามนางตลอดว่านางไปไหนแต่ตอนนี้กลับทำเป็นไม่เห็น
แต่จวินหวงกระจ่างใจดีว่าในเมืองหลวงกว้างใหญ่แห่งนี้อาศัยแค่กำลังของตนเอง ไม่ว่าเรื่องใดก็มิอาจทำให้สำเร็จได้ในที่สุดก็ต้องไปหาหนานสวินเพื่อขอความช่วยเหลือ
หลังจากหนานสวินทราบเจตนาการมาของจวินหวง เขาก็มีสีหน้าเคร่งเครียดราวกับว่านี่คือปัญหาที่รับมือยากอย่างยิ่งเขานิ่งไปไม่ได้ให้คำตอบอยู่เป็นเวลานาน แต่ในยามที่หันกลับไปมองจวินหวงคำพูดปฏิเสธกลับติดอยู่ในลำคอ "เรื่องของราชวงศ์เดิมทีเจ้าก็ไม่ควรสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว..."
"แต่พระมารดาของฉีอวิ๋นก็ไม่ควรสิ้นพระชนม์อย่างไร้ความกระจ่างแจ้งเช่นนี้อีกอย่างข้าได้รับปากฉีอวิ๋นไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องช่วยเขา"จวินหวงมองหนานสวิน กล่าวทุกถ้อยคำอย่างหนักแน่น
"เจ้ารู้หรือไม่ นี่เป็นเรื่องราวของหลายปีมาแล้ว สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เจ้ากับข้าจะสามารถคาดเดาล่วงหน้าได้อย่างไรหากเอาตัวเองเข้าไปพัวพัน เจ้าจะไม่นึกเสียใจภายหลังหรือ?" หนานสวินมองจวินหวงด้วยแววตาลึกซึ้ง หัวคิ้วมิอาจผ่อนคลายลงได้เขากังวลในความปลอดภัยของจวินหวงจริงๆ
จวินหวงไม่คิดว่าหนานสวินจะมีท่าทีพิรี้พิไรแบบนี้ จึงรู้สึกไม่พอใจอย่างมากคิดจะกลับเลยในตอนนั้น แต่หนานสวินรั้งนางเอาไว้ก่อน เขาถอนใจออกมาอย่างจนปัญญา"ข้าช่วยเจ้าก็ได้"
จวินหวงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา "เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านแล้วข้าต้องขอบคุณท่านแทนฉีอวิ๋นด้วย"
หนานสวินเพียงแค่ยกมือขึ้นแสดงว่าไม่จำเป็น แล้วก็หัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ไม่รู้ว่าตนเองกลายเป็นคนพูดปฏิเสธจวินหวงไม่ออกตั้งแต่เมื่อไร
หลังจากที่จวินหวงกล่าวขอบคุณแล้วก็เดินลิ่วๆ ออกไปหนานสวินยืนมองเงาหลังของจวินหวงที่ค่อยๆ ห่างออกไปอยู่ที่เดิม ส่ายหน้าไปมาผ่านไปชั่วครู่ถึงเรียกองครักษ์เงาออกมา ให้เขาไปค้นหานางกำนัลที่เมื่อก่อนเคยปรนนิบัติอยู่ข้างกายพระสนมว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน
อำนาจของหนานสวินในเมืองหลวงมิอาจดูเบาได้ เพียงไม่นานก็ได้ข้อมูลมาตอนที่เขาส่งสารผ่านนกพิราบสื่อสารมาให้จวินหวงนางดีใจมากจนเกือบกระโดดโลดเต้นออกมา ไม่อาจสงบนิ่งสง่างามได้เหมือนวันธรรมดาทั่วไป
เมื่อถึงยามราตรีอันสงัดเงียบไร้ผู้คนจวินหวงเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดรัดกุมสีดำแล้วแอบย่องออกไป สถานที่ที่ระบุในจดหมายเป็นบ้านผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งที่อยู่ทางทิศใต้ของเมือง
จวินหวงไม่เคยมาที่นี่มาก่อน ที่นี่ยามค่ำคืนมีลมหนาวพัดมาเป็นระลอกบรรยากาศชวนขนลุกเล็กน้อย หัวใจจวินหวงเกือบจะลอยขึ้นมาถึงคอหอยไม่กล้าแม้กระทั่งหายใจแรง
หนานสวินยืนอยู่ใต้ชายคามองดูท่าทางระมัดระวังของจวินหวงแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ผ่านไปครู่หนึ่งถึงก้าวช้าๆ เดินออกไป เท้าเหยียบลงไปบนใบไม้ดังกรอบแกรบ จวินหวงได้ยินเสียงก็หันมามองพอเห็นว่าเป็นหนานสวินถึงค่อยรู้สึกโล่งใจในความปลอดภัย
"ข้านึกว่าท่านจะไม่มา"
หนานสวินไม่พูดอะไรเพียงแค่จูงมือของจวินหวงเดินเข้าไปใกล้เรือนหลังหนึ่งอย่างคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดีพบสตรีผู้หนึ่งดูเหมือนว่าจะอายุไม่เกินสี่สิบปียืนอยู่ที่ประตูมองไปรอบๆเห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่หนานสวินได้มาที่นี่แล้ว
สตรีผู้นั้นมองจวินหวงยิ้มเล็กน้อยแล้วยังยอบกายคารวะเหมือนกับคนที่ออกมาจากในวังทีเดียวจวินหวงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หันไปมองหนานสวินเพื่อขอคำตอบ
"นางก็คือนางกำนัลที่อยู่ข้างกายของพระสนม ติดตามพระสนมมาตั้งแต่เด็กหลังจากพระสนมสิ้นพระชนม์นางก็หนีออกมาจากวังหลวง แล้วมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่"
จวินหวงพยักหน้าคล้ายว่าจะเข้าใจแต่ไม่เข้าใจแล้วตามสตรีผู้นั้นเข้าไปในเรือน หลังจากหนานสวินมองสำรวจรอบด้านแล้วก็เดินเข้ามาแล้วนั่งลงข้างๆ จวินหวง
สตรีผู้นั้นรินน้ำชาให้จวินหวงและหนานสวินตนเองก็ดื่มชาให้ชุ่มคอเข้าไปหนึ่งคำ แล้วเหลือบตาขึ้นมองจวินหวงจากนั้นนางก็เริ่มเล่าความทรงจำที่ฝังลึกจนฝุ่นจับในช่วงนั้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"...ฝ่าบาททรงโปรดปรานพระสนมเป็นที่สุด แต่สถานที่เช่นในวังหลวงมีแต่พวกปากหวานก้นเปรี้ยวปลิ้นปล้อนหลอกลวง ไม่มีใครโชคดีรอดพ้นจากภัยพิบัติไปได้พระสนมเป็นคนมีจิตใจดีงามไม่เคยคิดร้ายต่อผู้อื่น แต่สุดท้ายกลับถูกผู้อื่นทำร้าย...วันนั้นฝ่าบาทก็เสด็จมา เสวยน้ำจัณฑ์เป็นเพื่อนพระสนม หลังจากที่พระสนมเสวยน้ำจัณฑ์แล้วก็ตรัสอยู่ตลอดว่ารู้สึกไม่สบายพระวรกายจนถึงตอนบ่ายฮองเฮาและกุ้ยเฟยก็เสด็จมาในวังให้พระสนมไปฟังดนตรีเป็นเพื่อนพวกพระนาง วันนั้นแปลกมากพวกพระนางมาเยี่ยมพระสนมวันเดียว... ตกกลางคืนพระสนมก็เริ่มอาเจียนหมอหลวงยังไม่ทันมาถึง พระนางก็... พระนางก็ไม่ไหวแล้ว"เมื่อเล่ามาถึงช่วงท้ายสุด สตรีผู้นั้นก็น้ำตาร่วงร้องไห้สะอึกสะอื้นดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลายิ่งเพิ่มริ้วรอยขึ้นอีกหลายเส้น
"ความหมายของท่านก็คือ... เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับฮองเฮาและกุ้ยเฟยเกรงว่ายังพัวพันไปถึงฝ่าบาทด้วย?"
สตรีผู้นั้นหลุบตาลงไม่กล่าวสิ่งใดอีกชั่วขณะหนึ่งภายในห้องเงียบสนิทไร้สุ้มเสียง ด้านนอกเวลานี้ลมพัดรุนแรง กิ่งก้านต้นไม้โอนเอนสั่นกระพือราวกับภูตผีในอุ้งมือของจวินหวงเต็มไปด้วยเหงื่อ บนหน้าผากก็ค่อยๆ มีเหงื่อไหลออกมา