ในขณะที่คนอยู่บันไดขั้นสี่สิบห้า อย่างหลงไค่และคนอยู่ขั้นที่ห้าสิบ อย่างเซียวเล้งหยวน นั้นตอนเริ่มการประลองนั้นพวกมันไม่แม้แต่จะใส่ใจตัวเขา ต่างก็มองเล้งปวยอย่างกับพยัคฆ์ร้ายกำลังมองลูกแกะตัวน้อย
บัดนี้กลับพลันคล้ายได้เห็นแกะน้อยกลายเป็พญาคชสารไปแล้วต่างจ้องมองอย่างแตกตื่นจนถึงที่สุดขึ้นมาทันที
มันทั้งสองต่างอยากขึ้นไปต่ออีกโดยพยามกระตุ้นพลังที่เก็บกักไว้ออกมาเพื่อก้าวทิ้งห่างหนีอีกแต่พลันพบว่าหากเช่นนั้นรังแต่จะาเ็เปล่าๆจึงจำยอมในสภาพนั้นแล้ว
“ไฮ้…เป็ไรท่านคุณชายทั้งสอง หรือนี่ก็คือความสามารถของอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลพวกท่านแล้วหรืออย่างไร” กลับพลันจี้จุดอ่อนของอีกฝ่าย
“หึ… เ้าตัวบัดซบ ระวังปากของเ้าเอาไว้ให้ดี แค่เพียงมีกลโกงจนขึ้นมาได้ถึงนี่ก็ออย่าได้ผยองไป รอบหน้าคอยดูบิดาจะเลาะฟันออกให้เ้าพูดไม่ได้เลย”
“อาศัยพวกคนที่ยะโสโอหังแต่ไร้ความคิดเช่นดั่งพวกเ้านั้นรึ เฮอะ ๆๆยังห่างไกลดอก“ มองอีกฝ่ายอย่างเยาะเย้ยก่อนก้าวบันไดขั้นต่อไป
ผู้คนที่ชมดูด้านล่างต่างพากันเงียบกริบขึ้นมาราวนัดกันไว้ ตอนที่ได้เห็นนายน้อยตระกูลเซียวขึ้นได้ถึงขั้นห้าสิบก็พากันฮือฮาอย่างไม่เคยมีมาก่อน บัดนี้กลับได้เห็นตัวประหลาดที่ก้าวขึ้นถึงขั้นที่หกสิบ……เจ็ดสิบ…ได้อย่างไม่ได้ฝืนกายเลย แม้กระทั่งระดับผู้นำตระกูลก็ยังมองจนตะลึงลานแล้ว
ขณะที่เล้งปวยกำลังจะก้าวขึ้นไปอีกนั้น พลันรู้สึกถึงพลังปราณที่กดดันมาพลันเพิ่มขึ้น แต่เขายังคงพยายามก้าวขึ้นไป แต่ก็ช้าลงจนเห็นชัด พลันมีผู้พบเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนั้น
“เด็กน้อยนั่นมันเป็สัตว์ประหลาดรึอย่างไร“ นั่นเป็คำถามที่เกิดขึ้นในใจของหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้าชายชราแปลกหน้าที่อยู่ข้างบน ย่อมไม่ยอมให้เด็กน้อยคนหนึ่งอวดโอ่ต่อหน้าพวกมัน
“เฮอะหากให้เ้ายังขึ้นมาได้อีก แล้วจะให้เอาหน้าชราพวกเราไปไว้ที่ใด” ดังนั้นทั้งห้าจึงได้เพิ่มพลังจนสูงสุดหวังที่จะให้เล้งปวยขายหน้าบ้างให้ได้ พลันปรากฏมีเสียงครางอย่างเ็ปออกมาจากกลุ่มผู้เยาว์ทันใด
ผู้ที่ได้รับผลจากพลังปราณอันลึกล้ำกล้าแกร่งทั้งห้าสายตรงๆย่อมเป็เล้งปวย สภาวะพลังที่กดกระแทกมาในยามนี้ พลันทะลักล้นเข้าไปถึงยังห้วงิญญาของเล้งปวย จนเขาแทบจะทนไม่ไหว
“ไฮ้!!! เป็ผู้ใดกันถึงกับกล้ารุกรานมาถึงตัวข้าได้ มาๆจะให้มันเห็นดีทันทีเลย…” หลินซีพูดยังไม่ทันหยุด พลันเสียงดังกึง ๆดังขึ้น เบาๆ
“อา……พลังแห่งัข้ามมิติ”
เสียงของหญิงสาวหลินซีพลันอุทานอ่ย่างตื่นตนกขึ้นมา ขณะที่ในห้วงิญญาของเด็กหนุ่ม พลันปรากฏประกายสีทองเป็เงาจางแผ่ทะลักทลายออกมาประหนึ่งคลื่นั์อันมหึมาไหลเข้าห่อหุ้มร่างเล้งปวยจนมันรู้สึกว่าพลังที่เคยกดดันอยู่นั้นแทบหายไปหมด
“นี่สินะสิ่งที่ท่านปู่มักบอกข้าว่าเ้านั้นมีสายเืแห่งัศักดิ์สิทธิ์ เราก็พึ่งจะััได้จากตัวเ้าตอนนี้เอง”
“ข้าก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ต้องเกี่ยวกับผลึกโลหิตัที่ท่านปู่ประทานให้แน่
แต่เ้าดูพวกตาแก่เหลวไหลพวกนั้นสิ หากมิใช่เป็ยามเช่นนี้ข้าคงจะสอนบทเรียนให้พวกมันได้สำนึกกว่านี้บ้าง”
ที่พากันใจนตะลึงลานกลับเป็ฝ่ายผู้เฒ้าประหลาดทั้งห้าบ้างแล้ว แทนที่จะเห็นเด็กน้อยนั้นครวญครางอย่างเ็ปแต่ไม่ใช่ พลันมีพลังประหลาดสายหนึ่งดีดสะท้อนกลับมาอย่างแรงและรวดเร็วดั่งสายฟ้า กระแทกใส่พวกมันจนเืลมปั่นป่วนสุดบรรยาย
อีกคนที่มีปฏิกิริยาสนใจรุนแรงจนตาลุกวาวคือองค์ชายห้า เห็นมันพึมพำในลำคอเบาๆ
เล้งปวยที่ไม่้าสร้างความแตกตื่นให้ผู้คนจนเกินไปนักดังนั้นมันหยุดลงที่บันไดขั้นที่ เก้าสิบเท่านั้น แต่เพียงนี้ก็ได้กลายเป็ตำนานที่เล่าขานต่อการประลองยุทธผู้เยาว์แห่งนี้ไปอีกยาวนาน
จากกฎเกณฑ์ที่กำหนดว่า ผู้ที่จะผ่านในรอบแรกจะต้องขึ้นบันไดไปได้ไม่ตำ่กว่าขั้นที่ ยี่สิบ
ดังนั้น บนกระดานรายนาม ผู้เข้ารอบนี้จึงได้ปรากฏว่ามีเพียง 19 คน ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมา
โดยมีตระกูลเซียว5 คน ตระกูลหลง 4 คน ตระกูลหยุน 3 คน ตระกูลเฟิง 3 คน และตระกูลจวง 4 คน
ผู้ที่มองบนกระดานแล้วปิติยินดีที่สุด ย่อมต้องนับว่าเป็นจวงอี้เฟิงแล้ว 3 ปีก่อนๆที่ตระกูลมันตกรอบแรกกันหมดนั้นมันแทบไม่อยากอยู่ต่อเลย แทบไม่อยากจะมองหน้าใคร กลัวจะมีคนถามถึงการประลอง แต่ปีนี้มันปิติอย่างยิ่ง มันยิ้มได้แล้วจริงๆ
การประลองในรอบที่ 2 ได้เริ่มขึ้น หลังจากที่ได้ให้พักครึ่งชั่วยามผ่านไป รอบนี้เป็นการปะลองยุทธแบบตัวต่อตัว คนแพ้ตกรอบทันที ผู้ชนะเข้ารอบต่อไปเรื่อยๆจนเหลือ2 คนสุดท้ายเพื่อชิงอันดับที่หนึ่ง หลังการจับหมายเลข ปรากฏว่า เซียวเล้งหยวน จับได้เลขว่างจึงเข้ารอบไปรอในรอบต่อไป มีการจัดให้แข่งขันพร้อมกันอยู่ 5 สนาม กติกา สู้จนแพ้ชนะปรากฏ หรือยอมแพ้หากสู้ไม่ได้ ออกนอกเวทีปรับแพ้ ห้ามเอาชีวิตคู่ต่อสู้ฝ่าฝืนปรับแพ้
สนามที่ 1 หมายเข 6 จวงยี่หลาน กับ หมายเลข 14 เฟิงหลิน ลงสนามได้
ทั้งคู่ต่างยืนประจันหน้ากันอยู่กึ่งกลางสนาม พอกรรมการบอกเริ่มได้ จวงยี่หลานตั้งกระบี่เฉียงๆอันเป็ท่าเริ่มต้นของเพลงกระบี่ประจำตระกูล ส่วนเฟิงหลินนั้นย่อมไม่เห็นคู่ต่อสู้ที่ห่างชั้นถึงหนึ่งระดับอยู่ในสายตา มันรีบทะยานเข้าหาด้วยเพลงหมัดที่ดุดันอย่างยิ่งตูมตูมตูมพลังอันมหาศาลกระแทกจนอีกฝ่ายแทบปิดป้องไม่ทัน
“ผีเสื้อซ่อนบุปผชาติ” นางตวาดขึ้น ใช้ออกด้วยท่าแรกของเพลงกระบี่ร้อยบุปผา ปลายกระบี่สบัดพริ้วอ่อนไหวห่อหุ้มเข้าหาหมัดของอีก พลางล่าถอยไปหลายก้าวจึงพอต้านไว้ได้ เฟิงหลินปล่อยหม้ดชุดที่สองออกมาได้หนักหน่วงกว่าเดิมอีกเท่าตัว จวงยี่หลานได้แต่ปัดป้องด้วยปลายกระบี่จนถอยวนตลอดเวลา “เงาบุปผาพร่างพราย” พลางพริ้วกายทะยานขึ้นด้านบนด้วยท่าเท้าเงามายา พลังกระบี่อันแหลมคมกระแทกกระทั้นพลังหมัดเอาไว้ได้อีกคราหนึ่ง แม้นางจะสามารถปัดป้องได้หลายครั้ง แต่กลับถูกลุกไล่อยู่ฝ่ายเดียว พริบตาการต่อสู้ได้ผ่านไปหลายสิบกระบวนท่าแล้ว แต่ละหมัดย่อมทั้งหนักหน่วงรุนแรงและรวดเร็วจนที่จะปัดป้อง จวงยี่หลานเริ่มหายจากอาการกระวนกระวาย ท่ากระบี่เริ่มมั่นคงและแม่นยำขึ้น “หมัดเบิกนภา” เฟิงหลินคำรามก้องดั่งพยัคฆ์ร้ายถึงที่สุด มันพลันใช้ออกด้วยท่าไม้ตายของมัน เสียงครืนๆๆดุจมีประกายฟ้าแล้บแปลบปลาบ พลันปรากฏกระแสพลังหมุนวนขนาดมหึมาพุ่งเข้าอีกฝ่ายดั่งพายุร้าย
“ราชินีร้อยบุปผาหวนกลับ”สิ้นเสียงชูกระบี่ขึ้นฟ้าทั้งคนทั้งกระบื่รวมเป็นหนึ่งหมุนวนดั่งลูกข่างขนาดมหึมาพุ่งขึ้นแล้วหายวับ พอฝุ่นที่คละคลุ้ง คลื่นลมที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งเอาเป็นเอาตายพลันสงบลงผลแพ้ชนะก็ออกมา เฟิงหลินยอมแพ้ให้แก่กระบี่ที่จ่ออยู่ต้นคอของเขา “ จวงยี่หลานเป็นฝ่ายชนะ ได้เข้ารอบ”
ขณะเดียวกัน ผลแพ้ชนะก็ปรากฏออกมาอีกหลายสนาม สนามที่ 2 หลงไห่เอ้อชนะหยุนหลง สนามที่ 3 เซียวยู่หยวนชนะจวงเซียวอี้ สนามที่ 5 หยุนเซี่ยวหยางชนะหลงซาน สนามที่ 4 หยุนเซี่ยวหยางชนะหลงซาน
สนามที่ 2 หมายเลข 6 หลงไค่ กับ หมายเลข 18 จวงจั่น
“ข้าจวงจั่น ขอให้พี่หลงโปรดออมมือ”“เจ้าไม่ควรให้ข้าลงมือด้วยซ้ำ รีบคุกเข่ายอมแพ้จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว” มันที่กอดอกไม่แม้แต่จะมองอีกฝ่าย“เช่นนั้นโปรดชี้แนะด้วย” มันเริ่มตั้งท่าด้วยเพลงหมัดวายุโค่นพยัคฆ์ แต่อีกฝ่ายเพียงมองมันด้วยหางตา“ขออภัยที่ล่วงเกิน วายุทลายสิ้น” เสียงคำรามก้อง มันพลันปลดปล่อยพลังปราณอันกล้าแกร่งบริสุทธิ์ทั้งหมดจากจุดตันเถียนออกมายังหมัดของมันจน เห็นหมัดของพลันขยายใหญ่โตขึ้นเป็นสองเท่าเสียงดังบูมมๆๆๆเพียะๆๆ พร้อมประกายแล๊บแปลบปลาบหอบม้วนเข้าหาอีกฝ่ายอย่างรุนแรงถึงที่สุด
“เอ้ะ!! พวกขยะเจ้าจะกำแหงมากไป ………” กว่ามันจะรู้ว่ามีพลังอันกล้าแกร่งอันมหาศาลมาถึงก็แทบจะไม่ทันการแล้ว ได้แต่สะบัดฝ่ามือออกไปปะทะอย่างฉุกละหุก ตูมๆๆๆๆๆ อ้ากๆๆ มันร้องลั่น ร่างกระเด็นออกไปหลายวาค่อยลุกขึ้นได้
“เดียรัจฉาน กล้าลอบทำร้ายเรา เหอะ เราจะหักขาเจ้า” สองตาแดงฉานอย่างโกรธเกรี้ยว พลันเห็นฝ่ามือมันเปลี่ยนเป็สีดแงฉานปานโลหิต “อัคคีผลาญโลกันตร์” มันใช้ออกด้วยพลังถึงสิบส่วน จวงจั่นรียกหมัดออกต่อต้าน ทันใดปรากฏพลังอันรุนแรงอย่างสูงสุดสองสายพลันปะทะกันกลางอากาศ ตูมๆๆๆๆ!!!!! กระแสพลังพลันแตกทะลักออกรอบข้าง จนมวลอากาศสั่นไหวระริกยิบยับขึ้นมา สิ้นเสียงอันดังกึกก้อง ปรากฏมีหลุมลึกขนาดใหญ่ขึ้นมา เห็นหลงไค่ถูกกระแทกถอยไปถึงสิบก้าว แต่จวงจั่นถูกพลังปราณอันมหาศาลที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนบดกระแทกอวัยวะภายในจนบาดเจ็บสาหัส ถึงกับหมดสติ ปลิวกระเด็นออกนอกสนาม ท่ามกลางเสียงร้องอย่างแตกตื่นถึงที่สุดของฝูงชน
“ผู้อาวุโส รีบช่วยมัน ด่วน…” เสียงกรรมการรีบเรียกขอความช่วยเหลือ “พลังขนาดนั้น คงยากที่จะรอด…”หลายคนคิดขึ้นมา
กรรมการอาวุโสท่านหนึ่งรีบทะยานไปอุ้มมันขึ้นมาพลวงตรวจสอบก่อนบอก“มันบาดเจ็บสาหัส แต่ว่าเอ๋…ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทุกท่านโปรดวางใจ”
เช่นนั้นทุกฝ่ายค่อยคลายใจลง อย่างงงๆ แม้แต่หลงไค่ยังกังวลเป็นอย่างยิ่ง หากมันเป็นอะไรไปตนจะถูกตัดสิทธิ์ออกจากการแข่งขันทันที
แน่นอนพวกมันย่อมไม่เห็นเกราะอ่อนภายใน ที่คอยคุ้มครองร่างของมัน มิเช่นนั้นแม้นไม่ตายก็ต้องพิการแน่นอน
“หลงไค่เป็นฝายชนะ” เสียงกรรมการประกาศ”“
………
/ปีก่อนนั้นตกรอบแรกปีนี้พลิกมาชนะ5555