"ท่าน !!! .. เป็นท่าน .." อุทัยร้องเสียงหลงลืมความเจ็บปวดที่ได้รับ บุคคลที่อยู่เบื้องหน้าคือ 'สตรีปักษาวารี'
สตรีปักษาวารี 'ซิงซิง' ในรูปกายมนุษย์ .. ร่างสูงระหงได้สัดส่วน มีเพียงผ้าสีขาวเบาบางผืนหนึ่งห่อหุ้มเรือนร่างอันเปลือยเปล่าไว้ นางค่อยๆ เดินก้าวย่างด้วยท่วงท่าสูงส่งดังเทพีแฝงเสน่ห์ยั่วยวนกวนหัวใจบุรุษ
ดวงหน้าของซิงซิงเพริศพริ้งหมดจดงดงามดังเดิม ดวงตาหงส์เรียวเชิดส่งประกายวิบวับ .. ที่เปลี่ยนแปลงคือผมยาวสลวยกำลังโบกสะบัด ซึ่งมิได้เป็นสีดำขลับดังเดิม ..
.. แต่แปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้า เปล่งประกายดังเกล็ดน้ำแข็ง แฝงพลังวารีธาตุเข้มข้น
ซิงซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เออ .. ข้าเอง .." นางจ้องมองอุทัยในสภาพเจ็บเจียนตายด้วยความสมเพช
เจี๊ยก .. เจี๊ยก .. เจ้าเวรุงกะร้องตกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้พบเจอซิงซิงในรูปกายมนุษย์
อุทัยกล่าวถาม "ท่าน .. ท่านแก้คำสาปได้แล้ว" พร้อมนำกำปั้นอุดโลหิตที่ทะลักจากบาดแผลที่ขาเอาไว้
ซิงซิงกล่าว "ก็เป็นเช่นนี้ทุกคืนวันเพ็ญแหละ .. เจ้าโง่" อุทัยถูกด่าทำหน้างุนงง นี่นางสามารถกลายร่างกลับคืนราวเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แท้จริงแล้ว นับตั้งแต่ซิงซิงต้องคำสาปกลายเป็นแมวน้อย .. นางจะกลายร่างกลับคืนเป็นมนุษย์ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง
ซิงซิงแยกเขี้ยวกล่าว "ไอ้โล้น .. เจ้านี้ แส่หาเรื่องไม่มีจบสิ้น .." นางดุด่าอุทัยอย่างไม่เกรงใจ ".. คิดว่าตนเองเป็นเทพเจ้าสงครามหรืออย่างไร .."
ซิงซิงยังด่าไม่ยอมหยุด "เจ้าบัดซบ .. หากเจ้าตายไป ใครจะหาหนทางถอนคำสาปให้แก่ข้า .. ฮืออออ"
"..." อุทัยถูกด่าจนตัวลีบ .. เจ้าเวรุงกะหลบไปอยู่ด้านหลังด้วยความหวาดกลัว .. สตรีปักษาวารีผู้นี้ยังดุร้ายเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ราชครูมหาเวทจ้องมองสตรีผมสีฟ้าเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา พลังปราณของนางที่แสดงออก เข้มข้นแข็งแกร่งไม่เป็นรองมันแม้แต่น้อย
"น่าสนใจ .. น่าสนใจ .." ราชครูมหาเวทกล่าวด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งระคนสงสัย "เจ้าเป็นใครกัน .." ผู้มีพลังยุทธ์ระดับนี้สมควรอยู่ไม่ต่ำกว่าลำดับห้าของทำเนียบยอดยุทธ์แห่งสหพันธรัฐ
"ผู้เยาว์ขอคารวะ .. ท่านราชครูมหาเวท .. " ซิงซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา กิริยาหามีท่าทีคารวะดังวาจาที่กล่าวแม้แต่น้อย
นางยังกล่าวต่อ "ได้ยินชื่อเสียงท่านมานานแล้ว ได้มาพบเจอตัวเป็นๆ .. นับเป็นบุญวาสนาของผู้เยาว์ยิ่งนัก .." แล้วจึงปล่อยพลังปราณวารีธาตุแผ่กระจายออกจากร่าง ทำอุณหภูมิรอบข้างลดฮวบ
ราชครูมหาเวทหัวเราะกึกก้อง "ฮา ฮา ฮา .. ช่างเป็นผู้เยาว์ที่มีสัมมาคารวะดีเยี่ยม .." พลังปราณดวงดาวสีม่วงถูกเร่งเร้ารุนแรง ดวงดาวนับพันส่งประกายแผ่ปกคลุมไปทั่ว
ทั้งสองโหมกระพือประลองพลังปราณ ปราณดาวดึงส์ของราชครูมหาเวทกร้าวแกร่ง เป็นพลังปราณแห่งเทวะที่ชักนำพลังอันลึกล้ำแห่งดวงดาวมาสู้พื้นโลก
ส่วนพลังปราณของ 'ซิงซิง' สตรีปักษาวารี เป็นพลังของแก่นวารีธาตุอันบริสุทธิ์ นางเองก็ยังตื่นตระหนกกับพลังยุทธ์ที่ได้มาหลังถูกสาป
.. 'แก่นธาตุวารีเหมันต์' จากพิภพอสูร บริสุทธิ์เข้มข้นอย่างสุดแสน ถูกบรรจุภายในชีพจรปราณมาพร้อมกับคำสาปนั้น
.. พลังยุทธ์ของนางสูงส่งกว่าเดิมนับร้อยเท่า แต่จะใช้ได้เต็มที่เฉพาะตอนกลับคืนร่างเป็นมนุษย์ทุกคืนวันเพ็ญเท่านั้น
.. แต่หากนางเลือกได้ .. นางคงไม่รับพลังนี้ไว้ เพียงขออยู่ในร่างมนุษย์เช่นนี้ ไม่กลายร่างกลับเป็นเจ้าแมวตัวน้อยอีกต่อไป
ร่างกายของซิงซิงห่อหุ้มด้วยแสงสว่างเป็นประกายสีฟ้า ก่อเกิดผนึกปราณวารีธาตุเป็นผลึกเกล็ดน้ำแข็งประกายระยิบระยับกระจายออกโดยรอบ มองดูดังกลุ่มอัญมณีดวงดาวสีฟ้าอยู่ภายในพลังดวงดาวสีม่วงเข้ม
ซิงซิงกระหยิ่มยิ้มยกมือขวาขึ้นมา นิ้วกลางเตะสัมผัสกับนิ้วโป้งเป็นวง อีกสามนิ้วที่เหลือเหยียดตรง ผลึกเกล็ดน้ำแข็งโดยรอบเพิ่มประกายแสงมองดูงดงาม
นางหงายมือขึ้น ผลึกเกล็ดน้ำแข็งจำนวนหนึ่งเคลื่อนย้ายมาห้อมล้อมมือน้อยเรียวงาม แล้วจึงกล่าวกับราชครูมหาเวทว่า "รับของบรรณาการจากผู้เยาว์ด้วย .."
.. ดาววารีเยือกแข็งสังหาร !
ซิงซิงดีดนิ้วกลางออก .. กลุ่มผลึกปราณวารีรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน แล้วพุ่งไปเบื้องหน้ารวดเร็วดังดาวหาง ก่อเกิดเป็นเส้นสายสีฟ้าส่องประกายวิบวับ
"หาที่ตาย .." ราชครูมหาเวทสบถด่าในลำคอ มันเป็นถึงผู้เฒ่ายอดฝีมือแห่งยุค ทั้งยังเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักร กลับถูกลบหลู่ด้วยเหล่าผู้เยาว์รุ่นเหลนคนแล้วคนเล่า
แต่มันต้องแปลกใจเนื่องเพราะ พลังปราณที่กำลังพุ่งตรงเข้ามานั้นมีแรงกดดันอันมหาศาล ทั้งยังแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
ราชครูมหาเวทครุ่นคิด 'สตรีผู้นี้เป็นใครกัน!!!' .. พลังธาตุวารีบริสุทธิ์ดังแก่นของวารีธาตุทั้งมวล ทั้งท่วงท่ากระบวนที่ใช้ออกก็เป็นเวทยุทธ์ชั้นสูงสุดยอด
.. ใช่แน่แล้ว .. เป็นวิชา 'วารีเวทเอกอุ'
.. หนึ่งในคัมภีร์ 'เอกกุเบญจะเวท' เวทมนตร์โบราณอันลึกล้ำพิสดาร สามารถดูดรั้งธาตุธรรมชาติ มาผนึกเป็นพลังชีพจรปราณภายในกายผู้ฝึกยุทธ์
.. เป็นวิชาเวทต้นกำเนิดแห่งเวทยุทธ์ทั้งมวลที่ควบคุมธาตุทั้งห้า อันได้แก่ วารี วายุ ธรณี อัคคี และวิชชุ
ฮึ ฮึ ฮึ .. คิดได้เช่นนั้นราชครูมหาเวทก็หัวเราะ เสื้อผ้าโป่งพองพัดพลิ้ว มันยื่นสองฝ่ามือตั้งที่ด้านหน้าแล้วปล่อยพลังออก กระแสมิติสั่นกระเพื่อมตั้งเป็นระลอกดังปราการปราณ
.. รุทระภูผาสวรรค์ !
สุดยอดกระบวนยุทธ์สร้างปราการปราณตั้งรับ ทั้งยังสามารถสะท้อนพลังกลับทำร้ายคู่ต่อสู้ .. เป็นระลอกปราณใสสีม่วงตั้งตระหง่านขวางหน้า ให้ความรู้สึกหลอนไม่มีสิ่งใดจะเล็ดลอดผ่านไปได้
.. ฟริ้ววว ! ดาวหางปราณวารีธาตุสังหาร เป็นก้อนผลึกน้ำแข็งสีฟ้าพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
.. เปรี้ยงงง ! เสียงดังสนั่น .. ดาวหางปราณวารีธาตุสังหารปะทะกับปราการปราณป้องกัน ทั้งยังถูกสกัดกั้นค้างตรึงไว้เกิดเป็นระลอกไหวที่พื้นผิวปราการปราณเพียงเล็กน้อย
".. เจ้าเด็กเมื่อวานซืน .. บรรณาการจากเจ้า มีเพียงเท่านี้หรือ ฮึ ฮึ" ราชครูมหาเวทยิ้มมุมปากกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง ปราณวารีสังหารไม่สามารถผ่านปราการของมันเข้ามาได้ ดูท่ามันจะประเมินสตรีผมสีฟ้าผู้นี้สูงเกินไป
แต่แล้ว .. ราชครูมหาเวทต้องสีหน้าแปรเปลี่ยน รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติ .. ถึงแม้กำแพงปราณสามารถตรึงปราณสังหารวารีธาตุเอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถสะท้อนพลังปราณนั้นกลับออกมาได้
นั้นเพราะพลังปราณวารีสังหารก้อนผลึกน้ำแข็งสีฟ้าค่อยๆ ชำแรกเข้าจับกับปราณที่ตั้งเป็นปราการ แล้วแปรสภาพเป็นเกล็ดน้ำแข็ง .. สิ่งที่ราชครูมหาเวทไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
.. แกร็กกก .. ปราณดาวดึงส์สีม่วงถูกพลังวารีธาตุจัดการแช่แข็งจนกลายเป็นผลึกดวงน้อย
.. แกร็กกก .. แกร็กกก .. แกร็กกก .. ผลึกน้ำแข็งดวงน้อยนั้นค่อยๆ ขยายตัวออกเป็นวงกว้าง
อารมณ์เกรี้ยวกราดราวอสูรร้ายของอุทัยลดลง ดวงตากลับมาเป็นเช่นปกติ เหม่อมองพลังปราณสังหารที่ซิงซิงแสดงออก มันเคยประมือกระบวนท่าสังหารของนางลักษณะเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ความรุนแรงเทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของกระบวนท่าที่นางใช้ออกในคราวนี้
"เจ้างั่ง .. ยังรออยู่ทำอะไร .. รีบใช้ท่าเท้าสุนัขของเจ้าหลบนี้ไป .." เสียงสตรีดังลอดเข้ามายังโสตสัมผัสของมัน เป็นเส้นเสียงของซิงซิงสื่อสารถ่ายทอดมายังมันโดยตรง
"!!!" อุทัยสะดุ้งรั้งสติกลับคืน มองเห็นซิงซิงยังเผชิญหน้าตรึงพลังปราณกับมหาเวทดาวดึงส์
นางยังกล่าวต่อ "หนีไปให้ไกลอย่าได้หวนกลับมา .. ข้าต้านทานมันได้ไม่นานนัก .."
.. ที่บันไดวนของปราสาท .. แถบแสงสีแดงลดลงเหลือเพียงสองแถบ .. แล้วยังส่งแสงกะพริบถี่รวดเร็วขึ้น
ซิงซิงดีดปลายนิ้วติดต่อกันหลายครั้ง ปรากฏ 'ดาววารีเยือกแข็งสังหาร' เป็นดาวหางผลึกน้ำแข็งธาตุวารีสีฟ้าวิบวับ พุ่งใส่ราชครูมหาเวทกว่าสิบดวง
.. ฟริ้ววว ! .. ฟริ้ววว ! .. ฟริ้ววว ! .. ฟริ้ววว ! ฟริ้ววววว ! .. ดาวหางปราณวารีธาตุสังหารสีฟ้าพุ่งเข้าใส่ราชครูมหาเวทที่กางปราการปราณรับเอาไว้
.. เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงงงง ! .. เสียงปราณวารีธาตุสังหารปะทะกับปราการปราณป้องกัน
.. เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงงงง ! .. สตรีปักษาวารีระดมยิงปราณสังหารใส่อย่างต่อเนื่อง
.. เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงงงง ! เปรี้ยงงงงง ! .. ปราการปราณของราชครูมหาเวทสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง
.. แกร็กกก .. แกร็กกก .. แกร็กกก .. ปราการปราณดาวดึงส์สีม่วงใสถูกความเย็นยะเยือกจากแก่นวารีธาตุแช่แข็ง จนแปรเปลี่ยนเป็นปราการเกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าขนาดใหญ่
เสียงกล่าวเย้ยของสตรีปักษาวารี "เป็นเช่นไรท่านราชครู .. รับประทานน้ำแข็ง สดชื่นหรือไม่ .. ฮา"
ยังกล่าวไม่ทันขาดคำก็เกิดพลังรุนแรงจากด้านหลังปราการปราณที่ถูกแช่แข็ง พลังปราณสีม่วงอันประณีตแหลมคมตัดเฉือนปราการน้ำแข็งนั้น
.. ฉับ ! ฉับ ! ฉับ ! มองเห็นเป็นเส้นสีม่วงเรืองๆ ตัดทแยงกันกว่าสิบๆ เส้น
.. ฉับ ! ฉับ ! ฉับ ! ฉับ ! เส้นตัดเรืองสีม่วงอีกร้อยๆ เส้นปรากฏตามมา
.. ฉับ ! ฉับ ! ฉับ ! ฉับ ! ฉับ ! ปราการน้ำแข็งถูกตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ค่อยๆ แยกตัวล่องลอยออกจากกัน
ฮา ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะของราชครูมหาเวทดังจากทั่วทิศทั่วทาง มันนำมือซ้ายเก็บไว้ด้านหลัง มือขวาลูบเครายาวขาวๆ ของมัน .. ท่วงท่าราวเซียนวิเศษค่อยๆ ก้าวเดินออกมาผ่านก้อนปราณแช่แข็งที่ลอยค้างอยู่
ซิงซิงยิ้มกระหยิ่มยกสองมือขึ้นกลางอก นิ้วทั้งสองยังประกบกันเป็นวง เดินพลังปราณตั้งท่าเตรียมพร้อม ผลึกเกล็ดน้ำแข็งโดยรอบเพิ่มประกายส่งแสงวิบๆ วับๆ
ราชครูมหาเวทกล่าว "ผู้เฒ่าเช่นข้า ก็มีสิ่งของมอบให้แก่เจ้าเช่นกัน .." แล้วยังยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์กล่าวต่อว่า "ตั้งใจรับหล่ะ .. ฮึ ฮึ ฮึ" ถึงคราวมันเป็นฝ่ายรุกบ้างแล้ว
พลังกดดันของขอบเขต ‘จิตตยุทธ์’ ยิ่งใหญ่ไพศาลสุดที่ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาจะเข้าใจ ราชครูมหาเวทมีท่วงท่าปลอดโปร่ง ยื่นมือขวามาด้านหน้า นิ้วทั้งห้าประกบเหยียดตรง แล้วสะบัดฟาดฟันฝ่ามือออกกลางอากาศ
.. ดาวดึงส์ม่วงพิฆาต !
ปราณพิฆาตพุ่งกระจายออกจากสันมือ เป็นเส้นปราณสีม่วงยาวราวหนึ่งศอกจำนวนกว่าสิบเส้น
.. ฟ๊าววว ! ฟ๊าววว ! ฟ๊าววววว ! .. เส้นสายเหล่านั้นเป็นพลังปราณอันคมกริบทรงพลัง แหวกอากาศวิ่งเข้าใส่ซิงซิงอย่างรวดเร็ว การกระจายตัวของเส้นสายปราณพิฆาตมองดูคล้ายสะเปะสะปะ แต่กลับครอบคลุมทุกแง่ทุกมุมพุ่งเข้ามาอย่างไร้ความปรานี
เสียงอันสดใสของซิงซิง "ต้องลำบากท่านราชครูแล้ว .." นางกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ พร้อมหงายมือทั้งสองออกระดมดีดนิ้วส่งปราณสังหารเข้าต้านทาน
.. ฟริ้ววว ! ฟริ้ววว ! ฟริ้ววววว ! .. ดาวหางปราณวารีธาตุสังหารสีฟ้าพุ่งเข้าสกัดกั้นเส้นปราณดาวดึงส์พิฆาต
.. บรึ๊มมม ! บรึ๊มมม ! บรึ๊มมม ! .. พลังปราณทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง
.. บรึ๊มมม ! บรึ๊มมม ! บรึ๊มมม ! ,, ปราณดาวดึงส์พิฆาตมากมายถูกสกัดที่กลางอากาศ
.. บรึ๊มมม ! บรึ๊มมม ! บรึ๊มมม ! .. ผลึกน้ำแข็งวารีธาตุบินว่อน ระเบิดแตกกระจายส่งเสียงดังอยู่กลางอากาศ
.. แกร๊กก ! แกร๊กก ! แกร๊กกก ! เศษผลึกปราณน้ำแข็งกระจายออกเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ
ระหว่างที่ราชครูมหาเวทกับสตรีปักษาวารีต่อสู้กัน อุทัยก็ลุกขึ้นยืนอย่างว่องไว บาดแผลตามร่างกายประสานกันจนไร้ร่องรอย
เวลาเพียงชั่วครู่ ปราณ 'เทวะจริงแท้' ภายในเส้นชีพจรก็รักษาอาการบาดเจ็บ ทั้งภายในและภายนอกของอุทัยไปกว่าเก้าในสิบส่วน
เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะร้องเรียก "นายท่าน .. ตราหิน .." มันยื่นตราหยกภายในมือชูขึ้น
อุทัยกล่าว "เจ้าจ๋อ .. ไปชั้นบนกัน!" มันสะบัดหน้าหันกายกลับไปยังบันไดหินอย่างรวดเร็ว ที่ขวางกั้นเบื้องหน้าคือปราณดาวดึงส์ของราชครูมหาเวท
อุทัยดูดรั้งตัวดาบสยบจักรภพและปลอกดาบกลับมายังสองมือ จากการต่อสู้อย่างหักโหมก่อนหน้าทำมันสิ้นเปลืองทั้งพลังปราณเป็นอย่างมาก คนหลับตาลงตั้งสมาธิแน่วแน่พิจารณาเพียงกายาของตนเอง
.. ดวงจิตสงบนิ่งดังหยดน้ำใสกระจ่าง
.. ตึก ตึก .. ตึก ตึก .. เสียงหัวใจเต้นอย่างบางเบา สูบฉีดโลหิตไปทั่วร่างกาย
.. พลังปราณทั้งสามกระแสหมุนเวียนไปทั่วชีพจรปราณ จุดชีพจรทั่วร่างอัดแน่นสะสมเพิ่มพลังอย่างมีสมดุล
เปลือกตาของอุทัยเปิดขึ้น เผยให้เห็นดวงตาทั้งสองส่องประกายวาบ .. นัยน์ตาขวามีอักขระสีทองสุกใสหมุนวน .. ส่วนนัยน์ตาซ้ายเป็นอักขระสีดำทมิฬ
ดาบสยบจักรภพภายในมือขวาบรรจุด้วยปราณอรุณโรจน์ ช่วงล่างก้าวท่าเท้าเนิบนาบ แล้วสะบัดดาบออกอย่างบางเบาแต่รวดเร็วจนมองไม่ทัน
.. ฉับบบ !!! ฉับบบ !!! ฉั๊วววะ !!! ดาบสีดำอันทื่อด้านกลับปลดปล่อยปราณดาบอันคมกริบ ตัดเฉือนทะลุปราการปราณอันเหยียบหยุนเหนียวแกร่ง จนเป็นแนวเส้นสีทองยาวกว่าสามสี่ศอกตัดทแยงกัน
อุทัยยังมีท่าตามต่อ มันก้าวเท้าหนักๆ ย่อโถมน้ำหนักตัวนำฝักดาบที่มีลักษณะดังพลอง บรรจุปราณอสูรบรรพกาลเหวี่ยงฟาดเข้ากึ่งกลางรอยตัดสีทองทั้งสามเส้น
.. ตู้มมมมมม !!! พลังปราณสีดำทมิฬกระแทกทำลายปราการปราณดวงดึงส์จนปริแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เกิดเป็นช่องทะลุขนาดใหญ่
.. อุทัยและเจ้าเวรุงกะไม่รอช้า พุ่งกายผ่านไปถึงบันไดวนอย่างรวดเร็ว แล้วจึงหยุดกายหันมองกลับมายังสตรีปักษาวารีและราชครูมหาเวทที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
.. บรึ๊มมม ! บรึ๊มมม ! บรึ๊มมม ! เสียงพลังปราณระเบิดปะทะกันดังอย่างต่อเนื่อง ปราณวารีสังหารของซิงซิง สามารถสกัดกั้นปราณดาวดึงส์พิฆาตนับร้อยเอาไว้ได้
ราชครูมหาเวทกล่าว "ไม่เลว .. ฮา ฮา" มันหัวเราะชอบใจ .. สตรีผู้นี้มีฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ
ซิงซิงกล่าวบ้าง "นึกว่าท่าน จะมีเรี่ยวแรงมากกว่านี้ .." นางยังมีพลังปราณเหลือมาต่อปากต่อคำราชครูมหาเวท
ราชครูมหาเวทยิ้มอย่างมีเลศนัย กล่าวว่า "ต้องการเช่นนั้นหรือ .. จะมาว่าเราผู้ชรา รังแกผู้เยาว์เช่นเจ้ามิได้หนา ฮา ฮา"
กล่าวจบก็ใช้เท้าสะกิดพื้นเพียงแผ่วเบา แต่ร่างกายถูกส่งกระโดดลอยไปเบื้องหน้า พุ่งเข้าใส่ซิงซิงอย่างรวดเร็ว
ราชครูมหาเวทกระโจนล่องลอยอยู่กลางอากาศราวเหาะเหิน หนวดเคราพัดพลิ้ว เสื้อผ้าโป่งพอง ปราณดาวดึงส์สีม่วงแผ่กระจาย ดวงดาวระยิบนับพันแผ่ปกคลุมไปทั่วราวภาพมายา
สุดยอด ! ซิงซิงรำพึงอยู่ภายใน .. พลังกดดันรุนแรงโถมทับเข้าใส่ กดตรึงทั้งร่างกายและทั้งดวงจิตของนางจนไม่สามารถเดินพลังปราณได้โดยสะดวก
"รับฝ่ามืออออ .." ราชครูมหาเวทตวาดใส่ด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นดุร้าย ร่างล่องลอยอยู่ด้านบน ปล่อยฟาดสองฝ่ามือเข้าใส่
.. หัตถ์ดาวดึงส์ม่วง !
มติรอบข้างสั้นกระเพื่อมอย่างรุนแรง ฝ่ามือถูกส่งมาด้วยพลังอันมหาศาล ปราณดาวดึงส์สีม่วงรูปฝ่ามือซ้ายขวาปรกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟ้า
ซิงซิงจ้องมองจนคิ้วกระตุก ราชครูมหาเวทผู้นี้สมแล้วที่อยู่ลำดับสามของทำเนียบยอดยุทธ์แห่งสหพันธรัฐ .. นางไม่กล้าประมาททำการโคจรพลังปราณวารีธาตุ ปลดปล่อยกระบวนท่าเข้าตั้งรับอย่างสุดกำลัง
.. ห้าผนึกวารีเยือกแข็ง !
สองมือเรียวงามประกบแล้ววาดออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว ก่อเกิดม่านปราณวารีธาตุเป็นชั้นน้ำแข็งหนากว่าศอกห่อหุ้มร่างกาย ม่านปราณน้ำแข็งยังก่อร่างขยายเพิ่มออกเป็นชั้นๆ อีกห้าชั้น
.. ร่างกายของซิงซิงถูกปกป้องอย่างแน่นหนา ด้วยปราการปราณวารีธาตุเป็นชั้นน้ำแข็งสุดแกร่ง
ฮา ฮา ฮา .. ราชครูมหาเวทหัวเราะร่า แล้วกล่าวว่า "นางหนู หลงกลแล้ว .." มันทิ้งตัวมาถึงด้านบนของผนึกปราณวารีเยือกแข็ง แล้วจึงตบฟาดฝ่ามือเข้าใส่
เปรี้ยงงง ! ฝ่ามือทั้งสองประทับใส่เพียงออกแรงแค่สามในสิบส่วน เกราะน้ำแข็งชั้นนอกสุดแตกสลายราวเปลือกไข่บอบบาง
.. ราชครูมหาเวทหยิบยืมพลังหมุนตัวพลิกข้ามซิงซิงไปยังบันไดวน
.. ผลการศึกสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ราชครูเฒ่าฉลาดหลักแหลมไม่หลงกลถ่วงเวลาของนาง
.. เป้าหมายของมันคืออุทัย ที่กำลังจะหนีขึ้นบันไดวนไปยังชั้นสามของปราสาท
"บัดซบ ! เสียท่าแล้ว" ซิงซิงสบถด่าอย่างหัวเสีย .. 'ขิงยิ่งแก่ ยิ่งเผ็ดร้อน' ตาเฒ่าผู้นี้ช่างมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว สลัดหลุดจากนางที่ขวางทาง เข้าสกัดอุทัยที่กำลังหลบหนี
ขณะอุทัยกำลังจะขึ้นไปยังชั้นบนของปราสาท แถบแสงสีแดงที่กะพริบอยู่ที่ฐานบันไดวนลดลงเหลือเพียงหนึ่งแถบแล้ว
อุทัยรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เมื่อหันกลับมามองพบเห็นราชครูมหาเวทกำลังพุ่งทะยานเข้ามาหา มันไม่รอช้าเร่งเร้าท่าร่างพุ่งขึ้นชั้นบนโดยทันที
"เจ้ามารน้อย หยุดประเดี๋ยวนี้ .." ราชครูมหาเวทกล่าว
"หยุดให้โง่เหรอ ตาเฒ่า .." อุทัยกล่าวตอบ มันหันไปฉวยตราหยกมาจากเจ้าเวรุงกะ แล้วส่งสัญญาณบางอย่างให้ก่อนจะกระโดดขึ้นชั้นบนไป
ราชครูมหาเวททะยานร่างติดตามอุทัยขึ้นบันไดวน เมื่อมาถึงชั้นสองของปราสาทพบเห็นลิงน้อยสีขาวยืนขวางทางอยู่ แต่ราชครูมหาเวทหาใส่ใจเจ้าลิงน้อยไม่ มันพุ่งกายขึ้นบันไดอย่างต่อเนื่อง
.. เจ้าเวรุงกะยืนจังก้าตาแดงก่ำจ้องมองเขม็ง เจ้าลิงน้อยแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายอย่างเหลือเชื่อ
.. โฮกกกกก ! เสียงคำรามกึกก้อง น้ำลายสาดกระเซ็น .. เจ้าเวรุงกะก็กระโจนพรวดเข้าใส่ในทันใด ตัวของมันขยายพองโตกว่าเดิมนับเท่าตัว
"!!!" ราชครูมหาเวทตกใจสุดขีด วานรตัวน้อยกลายร่างเป็นสัตว์อสูรดุร้ายกระหายเลือด พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
.. ผลักกก ! เสียงดังสนั่นไปทั้งวิหาร .. สองเท้าของวานรอสูรพุ่งกระทืบลงหน้าอกราชครูมหาเวทโดยมิทันตั้งตัว
อ๊ากกกก !!! ราชครูมหาเวทไม่ทันระวังถูกสองเท้าอันทรงพละกำลังประทับเข้าหน้าอกจนหงายเงิบ ความเจ็บปวดแผ่ไปทั่วร่างกายดั่งถูกคชสารสิบตัวเหยียบกระทืบลงหน้าอกพร้อมๆ กัน
เจ้าเวรุงกะคือเผ่าพันธุ์คองอเวจีอันโหดร้ายแข็งแกร่ง หนึ่งในเจ็ดโคตรสัตว์อสูรที่แม้แต่เหล่าเทวะยังไม่กล้าตอแย .. ทั้งมันยังเป็นสายเลือดของราชันคองอเวจีอีกด้วย
.. ถึงแม้จะมีตัวเล็กจ้อย แต่พลังของมันก็มีพอๆ กับคองอเวจีระดับจ่าฝูงตัวโตๆ ตัวหนึ่ง
ราชครูมหาเวทเสียท่าถูกสัตว์อสูรตัวน้อยกระทืบจนร่วงหล่นตกบันไดมากองอยู่ชั้นล่าง โลกทั้งโลกหมุนคว้าง อวัยวะภายในแทบสลับตำแหน่งแทนที่กัน
ซิงซิงพุ่งกายตามมา .. นางหยุดจ้องมองด้วยความฉงน ราชครูเฒ่าผู้ทรงอิทธิฤทธิ์แต่กลับมานอนแผ่หลาอยู่บนพื้น .. นางเกาหัวแกรกๆ แล้วจึงกระโดดตามอุทัยและเจ้าเวรุงกะขึ้นชั้นสามของปราสาทไป