กู่เหวยเหยียบลงบนพื้นดินอย่างแ่เบาโดยที่รองเท้าไม่มีเสียง ปราณสีเขียวที่ยังวนอยู่รอบกำปั้นขวาจางลงและดับไป
เขามองลำตัวของอสูรง่เกล็ดทมิฬที่ยังกระตุกอยู่บนพื้น แล้วพึมพำในลำคอ
"อสูรกลายพันธุ์ขั้นเก้าเชียวรึ"
นิ้วชี้ขยับเล็กน้อย ไม่ใช่ความประหลาดใจ ไม่ใช่ความพอใจ เป็เพียงการระบุ้ขอม่ลของคนที่เห็นสิ่งเหล่านี้มามากเกินกว่าจะรู้สึกอะไรกับมันอีกเขาเดินเข้าไปที่ลำตัวนั้น มือตวัดออกไปหนึ่งครั้งผ่านเกล็ด เนื้อ และกระดูกในการเคลื่อนไหวเดียวที่แม่นยำเกินกว่าจะเรียกว่าการฉีกแก่นอสูรสีม่วงขนาดเท่าหัวเด็กลอยออกมาจากช่องที่เปิด พลิกไปมาสองสามครั้งในอากาศ แล้วก็ถูกเก็บลงย่ามมิติ้ขางเอวราวกับเป็ก้อนหินสามัญก้อนหนึ่ง
เขาล้วงเข้าย่ามอีกข้าง ดึงเม็ดโอสถออกมาหนึ่งเม็ด เดินตรงไปที่หลินเย่ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการชั่งใจ เพียงแหวกปากแล้ววางเม็ดโอสถลงไปอย่างชำนาญ จากนั้นจึงถอยออกมายืนมองแผลที่เปิดอยู่หลายจุดบนร่างของเด็กสมานตัวเข้าหากันทีละแผล
กู่เหวยกวาดสายตาไปทั่วพื้นที่ แล้วยืนอยู่นานกว่าที่ควรจะยืนร่างของหลินจ้าวนอนอยู่ใกล้ๆ เส้นเืบนิัปูดขึ้นเป็สีม่วงคลุมทั่วร่าง ลามขึ้นตามลำตัวไปจนถึงศีรษะอย่างช้าๆไม่มีอะไรจะทำได้แล้วในตอนนี้ พิษของง่กลายพันธุ์ขั้นเก้า ร่างกายที่ถูกฉีกขาดออกจากกัน และเวลาที่ผ่านไปั้แ่เด็กคนนี้ถูกกัด ทุกอย่างเลยจุดที่ย้อนกลับได้ไปหมดแล้ว
เขาหันไปมองอีกด้านของพื้นที่โล่ง
ร่างของชายคนหนึ่งนอนจมกองเืปักติดอยู่กับต้นไม้ ห่างออกไปคือซากของไป๋หมางที่ยังพอมีลมหายใจเฮือกๆ กำลังคลานเข้าหาถ้ำ อย่างเชื่องช้าเขามองดูมันอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่เคลื่อนไหว สัตว์ที่เพิ่งวางไข่และาเ็หนักถึงเพียงนั้นย่อมตายเองในเวลาไม่นาน
กู่เหวยส่ายหัวเบาๆ แล้วอุ้มร่างของหลินเย่พุ่งขึ้นสู่ฟ้าระหว่างทางบินกลับ เขาพบรถม้าสามคันวิ่งวนอยู่กลางทุ่งอย่างไร้ทิศทางม้าตื่นกลัวจนลากรถเป็วงกลมซ้ำ ไปซ้ำ มา ในคันที่สามมีหัวเด็กโผล่พ้นขอบผ้าคลุมอยู่หลายหัว
เขาสะบัดมือข้างที่ว่าง แสงสีเขียวพุ่งลงไปสามจุดพร้อมกันรถม้าทั้งสามหยุดนิ่ง แล้วก็ตั้งขบวนวิ่งต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง เงียบและเป็ระเบียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เส้นทางเบื้องหน้าคือตระกูลหลิน
ความมืดในความฝันครั้งนี้หนาแน่นกว่าครั้งแรกสนามรบที่ไม่มีขอบฟ้า เืสีดำเจิ่งนอง ท้องฟ้าที่แตกร้าวเป็ริ้วทุกอย่างคมชัดกว่าครั้งก่อน
และความชัดนั้นไม่ได้มาจากความฝันที่แจ่มขึ้นมันชัดขึ้นเพราะเขาเริ่มจำมันได้
ชายชราปรากฏขึ้นอีกครั้งดวงตาคู่เดิม
ทว่าครั้งนี้หลินเย่อยู่ใกล้พอจะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในดวงตานั้น หนักกว่าการจดจำ เป็สายตาของคนที่รู้จุดจบของตัวเองมาแล้ว และยังคงก้าวเดินต่อไปอยู่ดี
"...เ้าจงอย่าหยุด ชะตาของเ้ายากกว่าผู้ใด..."
เสียงนั้นได้ยินแจ่มชัดกว่าครั้งแรก ความหมายของมันกลับยังไม่อาจตีความให้เข้าใจได้ในเวลานี้
หลินเย่สะดุ้งตื่น
สิ่งแรกที่รับรู้ไม่ใช่ภาพ ไม่ใช่เสียง หากเป็ไออุ่น ความอบอุ่นของผ้าห่มบางที่คลุมอยู่บนร่าง
ขาขวาเจ็บขึ้นมาทันทีที่สมองเริ่มทำงาน ไม่ใช่ความเจ็บเฉียบพลัน หากเป็ความเจ็บหนักและอมทึบของแผลที่อยู่มาแล้วหลายวันเขาลองขยับนิ้วมือขวา ผ้าพันแผลกรอบแกรบเบาๆ ตามการขยับ แขนซ้ายตึงราวกับถูกดึงรั้งจากข้างใน ซี่โครงด้านขวาเจ็บทุกครั้งที่หายใจเข้าเขายันมือลงพยุงตัวขึ้นนั่ง สายตากวาดไปรอบห้องโดยไม่รู้ตัวมองหาใครอีกคนที่ควรจะอยู่ตรงนั้น คนที่เคยเดินตามมาข้างหลังเสมอ คนที่เคยพูดมากจนน่ารำคาญ
ไม่มี มีแต่ชั้นขวดโหลกับหม้อยา
บนโต๊ะข้างเตียง มีห่อกระดาษเล็กวางอยู่ ยับและเปื้อนโคลน รูปทรงข้างในยังจำได้ สี่เหลี่ยมสีน้ำตาลอมเหลืองหลินเย่ละสายตาจากมันแล้วกวาดดูห้องอีกครั้งห้องนี้ไม่ใหญ่ หากเพดานสูง ชั้นไม้สีน้ำตาลเข้มตั้งจากพื้นจรดเพดานสามด้าน บนชั้นมีขวดโหลเรียงกันอย่างเป็ระบบที่มองไม่ออกว่าเรียงตามอะไร ของในขวดมีสีต่างกันทุกใบ บางขวดมีสิ่งที่ยังขยับอยู่ข้างในเมื่อแสงส่องผ่านกลางห้องมีหม้อดินเผาสีเหลืองทองขนาดใหญ่ตั้งบนเตาสามขา ไอร้อนลอยออกมาจากใต้ฝา กลิ่นของสิ่งที่ต้มอยู่ในนั้นรับรู้ได้ที่หลังลำคอก่อนจะถึงจมูกที่ปลายเตียง ชายชราที่คุ้นเคยยืนหันหลังให้ มือกำลังคัดแยกสมุนไพรอยู่บนโต๊ะ
ในแอ่งดินดำบนเขาหมอกเขียววันนั้น แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างนี้หนักจนเข่าของหลินเย่แทบทรุด อากาศรอบตัวหายไปครึ่งหนึ่ง และเขาไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา
ตอนนั้นเขาคิดว่านั่นคือกำลังที่ชายชราปล่อยออกมาทั้งหมดแล้วทว่าในห้องนี้ไม่มีใครถูกกดข่ม ไม่มีใครถูกประเมิน ไม่มีอะไรที่ชายชราตั้งใจจะแสดงให้ใครเห็น
ปราณที่แผ่อยู่เป็ชั้นๆ กดทับทุกตารางนิ้วของพื้นที่อย่างเงียบเชียบนี้ เป็เพียงสิ่งที่ล้นออกมาเองโดยที่เ้าของไม่ได้ตั้งใจและมันยังหนักกว่าวันนั้น
หากเขาเลือกจะกดจริง ห้องนี้คงแน่นจนไม่มีใครหายใจออกและเ้าของปราณนั้นก็รู้ว่าเขาตื่นแล้วั้แ่ก่อนที่เขาจะขยับตัวเสียอีก
"ฝันร้ายหรือ"
เสียงนั้นถามโดยไม่หันมา และไม่ได้รอคำตอบหลินเย่มองมือตัวเอง ผ้าพันแผลสีขาวพันรอบฝ่ามือขวา รอบข้อมือ ขึ้นไปถึงต้นแขน เขาขยับนิ้วทีละนิ้ว ความเจ็บแปลบตามมาในทุกการขยับ กระนั้นก็ยังขยับได้
ในหัวของเขามีช่องว่างอยู่่หนึ่ง
ั้แ่วินาทีที่ลูกกวาดหลุดจากมือของตัวเอง ไปจนถึงตอนที่ลืมตาขึ้นในห้องนี้ มีบางอย่างขาดหายไป ไม่ใช่ความมืดของคนที่สลบ หากเป็ช่องว่างที่มีรูปร่างของมันเอง ราวกับเคยมีบางสิ่งอยู่ตรงนั้นแล้วถูกเอาออกไปเขาลองไล่ย้อนกลับไปอีกครั้งแล้วก็หยุด
ชายชราตรงหน้าไม่ได้เอ่ยถึงมันแม้แต่คำเดียว
"ข้า... หมดสติไปนานเท่าใด"
กู่เหวยไม่หยุดมือ
"เจ็ดวันเต็ม"
ห้องนั้นเงียบลง
เจ็ดวัน เด็กที่เข้าป่าหรงซิ่วด้วยกันคงกลับถึงตระกูลหลินไปนานแล้ว ทุกอย่างในตระกูลดำเนินไปแล้วเจ็ดวันโดยที่เขาไม่ได้อยู่ในนั้นและร่างของหลินจ้าวก็อยู่กลางป่าหรงซิ่วมาแล้วเจ็ดวันเช่นกันกู่เหวยหันมาเป็ครั้งแรก สายตากวาดดูหลินเย่อยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่ด้วยความห่วงใย หากเป็การประเมินแบบเดียวกับที่เคยมองเขาครั้งแรกในแอ่งดิน
"เหตุใดเ้าถึงออกไปเสี่ยงเช่นนั้น"
หลินเย่ไม่ตอบทันที สายตาลงไปที่ผ้าพันแผลบนมือ แล้วก็ไม่ยกขึ้นมาอีก
"เ้าเป็เด็กฉลาด ประเมินสถานการณ์ได้แหลมคม ทว่าเ้ายังขาดประสบการณ์อีกมาก" กู่เหวยเดินกลับไปที่โต๊ะสมุนไพร หยิบสมุนไพรชิ้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณา แล้ววางลง "หากข้าไม่สนใจเ้าั้แ่ที่เขาหมอกเขียว ป่านนี้ข้าสังหารเ้าทิ้งตรงนั้นเสียแล้ว"
"ถึงอย่างไร... ตัวข้าก็ยังคงเป็เพียงหมากในกำมือท่าน"
ประโยคนั้นออกมาเรียบ ไม่ขม ไม่ฝืน เป็เพียงการยืนยันสิ่งที่รู้อยู่แล้วกู่เหวยยิ้มมุมปากเล็กน้อยโดยไม่หันมา
"โอสถสามเม็ดนั้นคืออะไร"
กู่เหวยหยุดมือที่กำลังจะหยิบสมุนไพรชิ้นต่อไปไว้ชั่วขณะ แล้วหันมาครึ่งตัว
"เร่ง์ทลายชีพ" เขาพูดช้าๆ ราวกับกำลังอธิบายสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้ว
"โอสถขั้นห้า คุณสมบัติของมันคือเร่งพลังให้พุ่งขึ้นเร็วกว่าปกติหลายเท่า แต่ราคาของมันคือเส้นลมปราณจะแข็งตัวเป็หินทีละส่วน ยิ่งเร่งเร็วยิ่งหนัก ยิ่งขึ้นส่งยิ่งลึก"
จะช่วยปรับสมดุลลมปราณให้เ้า
ประโยคที่ชายชราพูดในวันที่ยื่นมันให้ ลอยกลับขึ้นมาในหัวโดยไม่ต้องเรียกหลินเย่ไม่ได้ถามว่าเหตุใดจึงพูดไม่ตรงกัน เพราะคำตอบไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาอีกแล้ว
สิ่งที่มีประโยชนค์ ือการรู้ว่าคำพูดของคนผู้นี้ใช้ยืนยันอะไรไม่ได้เลยสักคำกงหยางอวี้ขึ้นขั้นในคืนเดียว และในคืนเดียวกันนั้นเองที่ร่างกายของเขาเริ่มทรยศตัวเอง
เส้นเหตุการณ์ตรงและชัดจนไม่ต้องตีความ
ยาที่เขาล่อให้กงหยางอวี้กลืนลงไปคือยาที่ฆ่าคนกลืนอย่างช้าๆ จากข้างในและเขารู้ั้แ่แรกว่ามันอาจเป็เช่นนั้น
"เหตุใดท่านถึงมอบมันให้ข้า"
กู่เหวยไม่ตอบทันที หันกลับไปที่สมุนไพรบนโต๊ะ ยกขวดโหลใบหนึ่งขึ้นส่องแสง พลิกดูอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งใจว่าจะตอบหรือไม่ แล้วก็วางขวดลงโดยไม่ส่องอีก
"ข้าคิดว่าเด็กเฉลียวฉลาดเช่นเ้า... ย่อมรู้อยู่แก่ใจนานแล้ว"
รู้ั้แ่วันที่รับเม็ดยา
กู่เหวยไม่เคยให้อะไรโดยไม่มีเหตุผล มันไม่ต่างจากการขุนสัตว์ให้อ้วนก่อนเชือด ไม่ต่างจากการรดน้ำต้นไม้ที่วางแผนจะโค่นในภายหน้าทุกสิ่งที่กู่เหวยทำมาั้แ่ต้นมีทิศทางที่ชัดเจนอยู่แล้ว และเขาเดินตามทิศนั้นมาตลอดโดยไม่เคยมีทางเลือกที่แท้จริงเลยสักครั้งเขามองลงไปที่ผ้าพันแผลบนมือขวาอีกครั้งขยับนิ้วช้าๆ รับรู้ถึงความตึงของแผลที่กำลังสมานตัวอยู่ใต้ผ้า แล้วก็หยุดขยับ
"ข้าเหลือเวลาอีกเท่าใด"
กู่เหวยวางขวดโหลลงอย่างเงียบ ครั้งนี้ไม่หยิบอะไรขึ้นมาต่อ มือทั้งสองวางบนขอบโต๊ะ ยังหันหลังให้หลินเย่อยู่เหมือนเดิมห้องนั้นนิ่ง เหลือเพียงเสียงฟืนในเตาที่แตกปะทุเบาๆ และไอร้อนจากหม้อที่ยังต้มอยู่
"สามปี..." กู่เหวยพูดราวกับกำลังบอกระยะทาง "เ้ามีเวลาเหลือเพียงสามปีก่อนที่จะถูกข้าจับลงหม้อยาเพื่อหลอมสกัด"
หลินเย่ไม่ขยับ
นิ้วมือขวากดลงบนผ้าพันแผลช้าๆ กดให้แน่นขึ้นทีละนิดจนรู้สึกถึงความเจ็บที่ขอบแผลข้างใต้ ความอุ่นชื้นซึมออกมาที่ผ้าเล็กน้อย เืหรือน้ำเหลืองก็ไม่รู้แล้วจึงคลายออกช้าๆ
สามปี
เขาคำนวณตัวเลขนี้ในหัวราวกับคำนวณจำนวนเม็ดยา ราวกับคำนวณระยะทางในป่า ทว่าคราวนี้ตัวเลขที่ออกมาคือเวลาที่เหลือของตัวเขาเองสิ่งที่จะถูกสกัดออกจากหม้อนั้นไม่ใช่ตัวเขา คนเราไม่ได้มีค่าพอให้ปรมาจารย์โอสถรอถึงสามปี
ของที่มีค่าคือสิ่งที่เขากลืนลงไปในคืนแรกบนเขาหมอกเขียว และสามปีคือเวลาที่มันต้องใช้
คำถามนั้นเขาไม่ได้ถามออกไป เพราะการถามเท่ากับยอมรับว่ารู้ และเขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะยอมรับเมื่อใด
"หลินจ้าวอยู่ที่ไหน"
เขาไม่ได้ถามว่าหลินจ้าวเป็อย่างไร
กู่เหวยเงียบไปครู่หนึ่ง
"คนจากตระกูลหลินเข้ามาตรวจสอบพื้นที่หลังได้รับข่าว" เสียงเรียบ ไม่มีอะไรเพิ่มเข้ามา "พวกเขาพบร่างของเขา"
ห้องนั้นเงียบลงอีกชั้น
คำว่า "ร่าง" ไม่ได้บอกอะไรที่หลินเย่ไม่รู้อยู่ก่อนแล้ว สิ่งที่เขา้ารู้มีเพียงว่ามันไม่ได้ถูกทิ้งไว้ให้อยู่ตรงนั้นตอนนี้เขารู้แล้ว
และเมื่อรู้แล้ว สิ่งถัดไปที่ลอยขึ้นมาในหัวคือหญิงคนหนึ่งที่สอนลูกชายไว้ว่าคนที่ทิ้งเพื่อนไม่ใช่ล่กผู้ชาย ซึ่งป่านนี้คงได้ยินเื่นี้จากปากของคนที่ไม่ได้อยู่ในคืนนั้นไปแล้ว
สายตาของเขาเลื่อนไปที่ห่อกระดาษเล็กบนโต๊ะข้างเตียงเขามองมันอยู่นาน แล้วในที่สุดก็ยื่นมือที่พันผ้าออกไป หยิบมันขึ้นมาวางบนฝ่ามือ
เบาจนแทบไม่รู้สึกถึงน้ำหนัก
รอยแตกร้าวในอกที่พังทลายลงในคืนนั้นไม่อาจประสานคืนดังเดิมได้อีกแล้ว มันไม่ส่งเสียง ไม่มีน้ำตา มีเพียงความว่างที่หนักกว่าความเจ็บใดๆ บนร่างกาย
เขานึกถึงเสียงหัวเราะในลานตระกูล นึกถึงคนที่มาก่อกวนหน้าต่างเขาทุกเช้า นึกถึงคนที่เดินเข้ามาทักก่อนใครทั้งที่ไม่มีใครทักแล้วก็หยุดนึก เพราะรู้ว่าหากคิดต่อไปมากกว่านี้ สิ่งที่กดไว้จะทะลักออกมาและตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาของมัน
นิ้วที่พันผ้าโอบลูกกวาดเม็ดนั้นไว้ในอุ้งมือ กำมันแน่นขึ้นทีละนิด จนเล็บที่โผล่พ้นผ้ากดลงในเนื้อฝ่ามือ
ในมโนภาพมันยังอุ่นอยู่
แม้ความจริงมันจะเย็นชืดไปนานแล้ว