บทที่ 8 โลกนี้ไม่แน่นอน
ซูิเจี๋ยมองซองจดหมายจากเฟิงซินจื่อ ถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะหันไปมองโลกสีขาวโพลนหลังหน้าต่าง เกล็ดหิมะขาวสะอาดร่วงลงอย่างเงียบเชียบ ปกคลุม่เวลาอันเหน็บหนาวนี้
“ไม่คิดเลยว่าการตามจีบผู้หญิงครั้งแรกจะโดนปฏิเสธแบบไม่เหลือเยื่อใยขนาดนี้ แอบผิดหวังนิดหน่อยนะ…แต่พ่อเธอนี่ก็เข้มงวดไปหน่อยไหม” ซูิเจี๋ยพึมพำกับตัวเอง แล้วรู้สึกว่ามันฟังดูโกหก
ขณะนั้นเองเขาได้ยินเสียงเปิดประตูเลยรีบเก็บจดหมายซ่อนไว้ในลิ้นชัก แล้วหันกลับไปก็เห็นพ่อของเขาเดินเข้ามาในห้อง
“พ่อ มีอะไรเหรอครับ?” ซูิเจี๋ยถามขึ้นด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
ภายนอกคนอื่นต่างก็รู้จักพ่อของเขา ซูเฟิงในฐานะนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ ก้าวขึ้นมาเป็ผู้บริหารใหญ่ด้วยตัวเอง มีภรรยาที่เก่งไม่แพ้กัน เป็ครอบครัวตัวอย่างที่ดูสมบูรณ์แบบ ลูกชายเองก็เป็ทั้งคนหล่อ เรียนดี นิสัยดี เรียกได้ว่าเป็ครอบครัวในฝัน
แต่ในความจริงแล้ว บ้านหลังนี้มันได้พังทลายลงไปั้แ่สองปีก่อน มีเพียงภาพลวงตาที่ฉาบไว้ให้คนภายนอกเห็นเท่านั้น
ซูเฟิงมองลูกชายแล้วพูดขึ้นว่า “ได้ยินมาว่าที่โรงเรียนมีผู้หญิงคนหนึ่งชอบลูก ลูกคิดว่าเป็ยังไง?”
ซูิเจี๋ยไม่แม้แต่จะมองหน้า กลับหันไปเปิดคอมพิวเตอร์แล้วตอบ “จะให้คิดยังไงล่ะ โรงเรียนก็มีผู้หญิงชอบผมหลายคนอยู่แล้วนี่ พ่อก็วางแผนไว้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าพอผมเรียนจบจะให้เข้าบริษัทพ่อ?”
ท่าทีเ็าของลูกชายไม่ได้ทำให้ซูเฟิงรู้สึกแปลกใจอะไร เพราะเขาเองก็ชินแล้ว ซูิเจี๋ยอายุยี่สิบแล้ว เป็ธรรมดาที่จะมีความคิดเป็ของตัวเอง แต่ในฐานะพ่อ เขาก็ยังอดรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี
“ก็จริงอยู่ แต่พ่อสืบมาแล้วนะ เด็กคนนั้นชื่อ เจียงลี่ พ่อของเธอเป็หุ้นส่วนที่บริษัทเรากำลังเจรจาด้วยอยู่นะ”
หลังจากซูเฟิงพูดไม่ทันจบ ซูิเจี๋ยก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างไร้อารมณ์ พลางกดแป้นพิมพ์บนคอมพิวเตอร์อย่างไม่ใส่ใจ “สรุปว่าพ่ออยากให้ผมพูดเื่นี้กับเธอแบบอ้อม ๆ ใช่ไหม เพื่อที่พ่อจะได้ปิดดีลร่วมมือกันได้สำเร็จ?”
“จะคิดแบบนั้นก็ได้ แต่พ่อก็แค่อยากให้...”
ยังไม่ทันฟังจนจบ ซูิเจี๋ยก็รู้ทันสิ่งที่ซูเฟิงกำลังจะพูด ภายในใจที่พยายามกดความรู้สึกต่อต้านไว้มาตลอด กำลังปะทุออกมา
“ให้ผมเป็แฟนกับเจียงลี่สินะ งั้นพวกคุณจะได้เป็ญาติกัน?”
“รู้ไว้ก็ดีแล้ว คิดดูให้ดีล่ะ ถึงลูกจะไม่ชอบ แต่สุดท้ายพอเข้าทำงานที่บริษัท ก็ต้องเจอกันอยู่ดี” พูดจบซูเฟิงก็ปิดประตูออกไป
เสียงปิดประตูทำให้ซูิเจี๋ยรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที
ดูเอาเถอะ นี่แหละคือครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ ต้องสร้างลูกชายที่สมบูรณ์แบบ ให้เดินในเส้นทางที่สมบูรณ์แบบ เพื่ออนาคตที่สมบูรณ์แบบ
แต่ตลอดเวลาที่เขาเดินตามสิ่งที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบนี้ หัวใจของเขากลับคอยจะต่อต้านตลอดเวลา
“หึ…เป็การตัดสินใจที่ดีอะไรขนาดนี้…” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงขื่นขม “น่ารังเกียจชะมัด…”
สำหรับการตัดสินใจแบบนั้น ซูิเจี๋ยสุดท้ายก็ทำได้แค่ยอมรับมัน และรอเวลาที่ตัวเองมีความสามารถมากพอ เพื่อจะล้มล้างทุกอย่างด้วยมือตัวเอง
เขาหันไปมองกรอบรูปที่วางอยู่ข้างตัว ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ภาพในกรอบรูปคือภาพผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาธรรมดา สวมเสื้อผ้าแบบแม่บ้านทั่วไป แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด ในภาพเธอกำลังอุ้มเด็กชายตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนและหันมายิ้มกว้างให้กล้องอย่างมีความสุข
ซูิเจี๋ยนั่งมองภาพนั้นเงียบ ๆ สักพัก ก่อนจะวางกลับที่เดิม
ซูิเจี๋ยเปิดประตูออกไป เห็นซูเฟิงสวมสูทเรียบร้อย มือถือกระเป๋าเอกสารเตรียมออกจากบ้าน เขามองลงไปชั้นล่าง เห็นในครัวมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังถอดผ้ากันเปื้อน เสื้อผ้าบนตัวเธอแม้จะดูทันสมัย แต่เมื่ออยู่ใต้ผ้ากันเปื้อนกลับดูขัดตาอย่างรุนแรง
ซูิเจี๋ยหยิบมือถือขึ้นมาดู เวลาใกล้จะถึง่มื้อเย็นพอดี
เขามองผู้หญิงคนนั้นจัดอาหารบนโต๊ะ เธอเงยหน้าขึ้นมาพอดี พอเห็นเขาก็พูดขึ้นว่า
“ิเจี๋ย มากินข้าวเย็นได้แล้ว…วันนี้ฉันมีธุระออกไปข้างนอกก่อนนะ กินเองได้เลย” เธอคว้ากระเป๋าแล้วรีบเดินออกไปทันที
ซูิเจี๋ยยิ้มจาง ๆ “ครับ…ป้าหลี่…” แต่พอประตูปิดลง รอยยิ้มของเขาก็หายไปทันที
เขายังจำได้ดีเมื่อสองปีก่อน แม่ของเขาล้มป่วยหนัก แต่พ่อผู้สมบูรณ์แบบกลับไม่รู้ หรือแม้แต่จะใส่ใจ จนเมื่อรู้ตัวอีกที แม่ก็จากไปแล้ว
และในตอนนั้น ซูิเจี๋ยถึงค่อยได้เห็นอีกด้านของผู้ชายคนนี้ ว่าเป็คนยังไง โดยเฉพาะหลังจากที่แม่ตายจากไปไม่กี่วัน ชายคนนั้นก็แต่งงานกับผู้คนอีกคนทันที
ทุกคนต่างร่วมยินดีในพิธีนั้น แม้กระทั่งตอนที่ผู้หญิงคนนั้นมายืนต่อหน้าเขา ขอให้เขาอวยพรให้กับเธอ ซูเฟิงเองก็เอ่ยปากขอคำอวยพรจากเขาเช่นกัน
จากนั้น เขาก็เริ่มสวมหน้ากาก หน้ากากที่เรียกว่ารอยยิ้ม อวยพรให้คู่บ่าวสาวที่น่าขยะแขยงคู่นี้
นับแต่นั้นมาทุกครั้งที่มีใครเข้ามาใกล้ตัวเขา ซูิเจี๋ยจะรู้ทันทีว่า พวกเขาไม่ได้เข้ามาหาตัวเขา แต่ที่จริงแล้วพวกเขาเข้ามาเพราะเขาเป็ลูกชายของคนคนนั้น เป็คนหน้าตาดี บุคลิกดี เป็คนที่ดูน่าเชื่อถือ แล้วยังพวกผู้หญิงบางคนก็แค่เข้ามาเพราะฐานะและหน้าตาเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใส่หน้ากากแห่งความสุภาพ ที่เอาไว้รับมือกับคนพวกนี้
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาย้ายมาอยู่ที่นี่ และพบเจอกับ "ตู้จดหมายประหลาด” ใบหนึ่ง มันเป็ตู้จดหมายที่สามารถรับจดหมายจาก "เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง” ที่ดูเหมือนจะมาจากที่ไหนสักแห่ง เขาเคยคิดว่าอาจเป็แค่แผนการบางอย่างที่มีคนใช้เพื่อล่อให้เขาเปิดใจ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ซูิเจี๋ยก็เริ่มรู้สึกได้ เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่เคยปรากฏตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว และจดหมายก็จะโผล่มาในตู้ทุกครั้ง ในเวลาเดิม ๆ เหมือนถูกตั้งเวลาไว้ เขาเคยลองเฝ้าตู้จดหมายนั้นด้วยตัวเอง ยืนรออยู่ตรงนั้นอย่างกับคนโง่ แต่ก็ไม่เคยได้เห็นเลยใครสักคน สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงยอมรับ ว่านี่คือ “เื่มหัศจรรย์แปลกประหลาด” ที่เขาได้พบเจอเข้าโดยบังเอิญ
ก็น่าแปลกอยู่เหมือนกัน ซูิเจี๋ยมองดูเนื้อหาในจดหมายแล้วก็เริ่มรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนั้น ดูเหมือนจะเป็คนประเภทเดียวกับเขา ถึงจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียวก็ตาม ความต่างอาจจะอยู่ที่ว่า เธอไม่กล้าเผชิญหน้าโลกนี้ตรง ๆ ในขณะที่เขากลับกล้าที่จะใส่หน้ากากและเผชิญหน้ากับมัน
หลังจากที่เขาลองตอบจดหมายไปครั้งแรก เขาก็เริ่มเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ทุกครั้งที่ได้รับจดหมายตอบกลับ มันเหมือนกับว่าเขาได้กลายเป็เด็กหนุ่มที่กำลังเขินอายแบบโง่ๆ เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็เริ่มเข้าใจเธอมากขึ้น จนเขารู้ว่าตู้จดหมายนั้นจะมีจดหมายใหม่มาเพียงหนึ่งหรือสองฉบับต่อสัปดาห์เท่านั้น ทุกครั้งที่เขากลับบ้านเขาจะเฝ้ารอด้วยความตื่นเต้น อยากให้เวลาผ่านไปเร็ว ๆ
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้กลับไปที่มหาวิทยาลัย เขาก็ส่งข้อความไปบอกเธอ และทั้งคู่ก็บอกชื่อจริงให้กันและกัน เขารู้แล้วว่าเธอชื่อเฟิงซินจื่อ ส่วนเธอก็รู้ว่าเขาชื่อซูิเจี๋ย
ทันทีที่ปิดเทอม เขารีบกลับบ้านด้วยความตื่นเต้น เพียงเพื่อที่จะได้เห็นว่าในตู้จดหมายนั้น เต็มไปด้วยจดหมายที่เธอส่งมา แค่นั้น เขาก็รู้สึกว่าการกลับบ้านในครั้งนี้“คุ้มค่า”ที่สุดแล้ว
หลังจากกินข้าวไปไม่กี่คำ เขาก็รู้สึกว่าอาหารจืดชืดไปหมด เลยรีบกลับเข้าห้อง และอ่านจดหมายที่ยังอ่านไม่จบ จากนั้นก็ตั้งใจเขียนจดหมายตอบกลับให้เสร็จ
กว่าจะเขียนเสร็จก็เป็เวลาตีสองเข้าไปแล้ว แต่เขาไม่สนใจอะไรเลย รีบวิ่งออกไปหน้าบ้านด้วยหัวใจพองโต และหย่อนจดหมายลงตู้ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
จากนั้นก็เริ่มการรอคอยอันยาวนาน
แต่ครั้งนี้...เขากลับไม่ได้รับจดหมายตอบกลับ ไม่ว่าจะรอนานแค่ไหน สองสัปดาห์ผ่านไปแล้ว ตู้จดหมายก็ยังคง “ว่างเปล่า”
ซูิเจี๋ยเริ่มร้อนใจ เขาเริ่มกลัว ว่าเฟิงซินจื่ออาจจะไม่อยากเขียนหากเขาอีกแล้ว
ทำไมยังไม่ตอบกลับมาอีกนะ…หรือว่าเพราะฉันถามเื่ที่อยู่กับเบอร์โทรศัพท์เร็วเกินไป เธอเลยไม่อยากตอบกลับแล้วหรือเปล่า?
หรือบางทีคงเป็เพราะเราใจร้อนเกินไปจริง ๆ ก็ได้
กลางฤดูหนาวก่อนวันปีใหม่ ซูิเจี๋ยนั่งอยู่หน้าบ้าน จ้องมองตู้จดหมายที่เปิดอ้าอยู่ พร้อมกับเฝ้ารอจดหมายนั้นจะปรากฏขึ้นเมื่อไหร่ เขาคอยเปิดแล้วก็ปิดตู้จดหมายลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็เปิดดูใหม่ เผื่อว่าจดหมายจะมาถึงโดยไม่ทันรู้ตัว
ตอนนี้เขาชักจะเหมือนเด็กหนุ่มโง่ ๆ คนหนึ่งเข้าให้แล้วจริง ๆ…
จนกระทั่งปีใหม่ผ่านพ้นไป ซูิเจี๋ยก็ยังไม่ได้รับจดหมายตอบกลับจากเฟิงซินจื่อแม้แต่ฉบับเดียว ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว เริ่มหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต หวังว่าจะค้นหาว่าเฟิงซินจื่ออยู่ที่ไหนและทำไมถึงไม่ตอบกลับมาอีกได้
ซูิเจี๋ยเริ่มรื้อจดหมายเก่า ๆ ที่เฟิงซินจื่อเคยส่งมา แม้ว่าเธอไม่เคยระบุที่อยู่ของตัวเองลงไปตรง ๆ แต่จากคำพูดในจดหมายนั้น เขาก็พอจะจับต้นชนปลายได้บ้าง
เช่นเฟิงซินจื่อเคยเขียนว่าพอถึงฤดูใบไม้ร่วงใบเมเปิ้ลต้นใหญ่หน้าบ้านจะร่วงลงมาเป็จังหวะ เธอเคยพูดถึงพ่อที่ไม่ค่อยจะน่าไว้ใจนัก พูดถึงงานที่แม้จะลำบาก แต่ก็ยังทนไหว พูดถึงการขึ้นรถเมล์ ที่แน่นแทบทุกเช้าเย็น
อาศัยเบาะแสเล็ก ๆ เหล่านี้ ซูิเจี๋ยจึงไปขอร้องรูมเมตในหอพัก ที่เป็แฮกเกอร์ ให้ช่วยสืบหาว่าเฟิงซินจื่ออยู่ที่ไหน
เขาไม่ได้นอนเลยตลอดหลายวัน จ้องหน้าจอรอข้อมูลใหม่ ๆ ที่จะถูกส่งเข้ามาทุกวินาที
จนกระทั่งในที่สุดเมื่อได้ที่อยู่มา ซูิเจี๋ยก็จดไว้แล้วรีบมุ่งหน้าออกเดินทางทันที โดยที่ไม่ทันรู้เลยว่า ยังมีข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่ยังส่งมาไม่ครบ เมื่อเขามาถึงก็ได้เห็นต้นเมเปิ้ลในจดหมายนั้นจริง ๆ ทว่าในฤดูหนาวนี้ มีเพียงใบไม้แห้งสีเหลืองซีดที่ร่วงลงบนพื้นหิมะอันเงียบสงัด
ซูิเจี๋ยเหยียบย่ำลงบนหิมะที่หนานุ่ม สายตาจับจ้องไปยังบ้านร้างหลังหนึ่งที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เป็เวลานาน ข้าง ๆ ต้นไม้… มีเพียงตู้จดหมายเก่า ๆ ที่ตอนนี้เหลือเพียงเสาไม้เปล่า ๆ ปักอยู่
“นี่มันอะไรกัน…” ภาพตรงหน้าทำให้ซูิเจี๋ยรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ ทำไมมันถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้…
แต่ถ้าคิดให้ละเอียดจริง ๆ เขาก็ไม่เคยเจอกับเฟิงซินจื่อเลย แถมเฟิงซินจื่อก็ไม่เคยบอกว่าเธอมาจากที่ไหน ส่วนจดหมายที่โผล่ขึ้นมาในตู้ไปรษณีย์อย่างไร้เหตุผลนั้น เขาก็แค่คิดว่าอาจมีคนจงใจทำขึ้นมา สุดท้ายเขาก็ไม่เคยใส่ใจหรือคิดลึกอะไร แต่ตอนนี้แค่คำถามง่าย ๆ อย่าง "จดหมายมาได้ยังไง" ก็กลายเป็ปริศนาแล้ว
ในตอนนั้นเอง มือถือก็ดังขึ้น ซูิเจี๋ยรีบหยิบมือถือขึ้นมาดู เป็ข้อมูลที่ยังไม่ได้อ่านเมื่อครู่ พอเปิดเข้าไปก็เห็นข้อความบนสุดว่า— “ในปี 2013 หญิงสาววัยทำงานชื่อเฟิงซินจื่อ ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนบนถนน X”
เป็ไปไม่ได้ ?! ตายแล้วเหรอ...
เมื่อเห็นข้อมูลนี้ ซูิเจี๋ยนิ่งอึ้งไม่สามารถตอบสนองอะไรได้อีก
ในขณะนั้นลมกระโชกแรงพัดผ่านมา ทำให้อุณหภูมิร่างกายของเขาลดต่ำลงยิ่งกว่าเดิม กระดาษแผ่นหนึ่งปลิวมากับสายลม ตกลงตรงหน้าเขา
ซูิเจี๋ยพยายามลืมตามองท่ามกลางสายลม เห็นกระดาษตกอยู่บนหิมะ เขาเลยก้มลงไปเก็บ พอหยิบขึ้นมาดู มันคือจดหมายของเขาเอง เขารีบมองไปยังทิศทางที่กระดาษปลิวมา มันมาจากซากปรักหักพังในบ้านหลังนั้น
ซูิเจี๋ยถอดถุงมือออก ใช้มือที่แดงเพราะความหนาวจัด ค่อย ๆ ขยับก้อนหินออกจากซากปรักหักพัง และแล้วเขาก็เห็นกล่องเก่า ๆ ใบหนึ่ง ซูิเจี๋ยจำได้ทันที กล่องนี้แหละ เฟิงซินจื่อเคยเขียนถึงในจดหมายว่าเป็กล่องที่ใช้เก็บของสำคัญที่สุด
ซูิเจี๋ยนั่งลงบนกองก้อนหิน ค่อย ๆ เปิดกล่องนั้นด้วยความระมัดระวัง ข้างในกล่องมีของเล็ก ๆ หลายชิ้น ใบเมเปิ้ลที่แห้งกรอบ ฟันหนึ่งซี่ ดินสอที่เหลือปลายสั้นจนแทบใช้ไม่ได้ และภาพถ่ายของเฟิงซินจื่อตอนยังเด็ก ที่กำลังยิ้มด้วยความสดใส