คบเพลิงสองแถวถูกปักไว้ตามขอบลานใหญ่ แม้แสงฟ้าจะเริ่มคลี่ออกจากขอบหลังคาแล้วก็ตาม
เปลวไฟสีส้มไหวเล็กน้อยตามลมเช้า ทำให้เงาของเสาหิน หุ่นไม้ และศิลาทดสอบที่ตั้งอยู่ไกลออกไปดูยืดยาวกว่าปกติ ลานฝึกที่เย่เทียนคุ้นตาถูกจัดใหม่จนแทบไม่เหมือนลานเดิม พื้นทรายถูกแบ่งเป็ห้าพื้นที่ตามหมวดทดสอบ เสาไม้สำหรับวัดแรงตั้งอยู่ฝั่งซ้าย เสาหินลาดและแผ่นทรงตัวอยู่ถัดไป หุ่นไม้กลไกสามตัวเรียงเป็แถวกลางลาน ส่วนด้านขวาถูกเว้นไว้สำหรับเสาหินปราณและศิลาทดสอบชีพจร
ศิลาทดสอบตั้งอยู่ไกลที่สุด
มันเป็หินสีเทาเข้มสูงครึ่งตัวคน ผิวเรียบจนดูเหมือนไม่ควรอยู่ในลานฝึกหยาบ ๆ เช่นนี้ เส้นรอยแกะสลักบาง ๆ บนผิวหินยังไม่สว่าง แต่เพียงมีมันอยู่ตรงนั้น คนจำนวนมากก็อดหันไปมองไม่ได้ ราวกับมันเป็ผู้ตัดสินที่ยังไม่พูดอะไร แต่ทุกคนรู้ดีว่าคำพูดสุดท้ายจะมาจากมัน
เย่เทียนยืนอยู่ในกลุ่มผู้เข้าประเมินลำดับต้น ๆ กระดาษแผนพับอยู่ในอกเสื้อ หน้าแข้งซ้ายพันผ้าแน่นพอดี ไม่หลวมจนเลื่อน ไม่แน่นจนเืเดินช้า เขาทดสอบลมหายใจั้แ่ออกจากเรือน พยายามให้มันอยู่ต่ำและสั้นพอเหมาะ ไม่ลึกเกินจนกระตุ้นอาการแน่นในอก และไม่ตื้นจนทำให้หัวใจเต้นเร็ว
รอบตัวมีเสียงคนเคลื่อนไหว เสียงผู้ดูแลเรียงไม้พลอง เสียงผู้ตรวจคุยกันเบา ๆ เสียงรองเท้ากดทราย และเสียงคนดูจากขอบลานที่ถูกกั้นไว้หลังเชือก ทว่าทั้งหมดกลับไม่ดังเท่าเสียงหัวใจของเขาใน่แรก
เย่เทียนหลับตาลงครู่หนึ่ง
ไม่ใช่เพื่อทำสมาธิให้ดูสงบ แต่เพื่อฟังว่าร่างกายของตนโกหกหรือไม่
ขาซ้ายยังเจ็บ แต่รับน้ำหนักได้
อกยังหน่วง แต่ลมหายใจไม่แตก
แขนขวาช้ากว่าเดิมเล็กน้อย แต่กำมือได้มั่นคง
ยังไม่ดี
แต่พอขึ้นลานได้
เสียงไม้พลองกระทบพื้นดังขึ้นสามครั้ง เย่คุนยืนอยู่หน้าแถวผู้เข้าประเมิน เขาไม่ได้เป็ผู้ตัดสินหลักในทุกหมวด แต่วันนี้รับหน้าที่คุมลานและจัดจังหวะทดสอบ สีหน้าของเขาเรียบกว่าเดิมเล็กน้อย ราวกับตั้งใจเตือนทุกคนว่า นี่ไม่ใช่การซ้อมให้เล่นพลาดแล้วหัวเราะผ่านไป
“กฎมีอยู่บนป้ายแล้ว ข้าไม่พูดซ้ำให้เปลืองลมหายใจ” เย่คุนกล่าว “เข้าลานตามลำดับ ทำตามคำสั่งผู้ตรวจ ห้ามใช้ปราณในหมวดที่ห้ามใช้ปราณ ห้ามแทรกแซงผู้อื่น ห้ามโต้แย้งคะแนนระหว่างประเมิน หากมีข้อสงสัย ให้ยื่นหลังจบหมวดทั้งหมด”
สายตาของเขากวาดผ่านกลุ่มตราแดง แล้วหยุดที่เย่เทียนเพียงเสี้ยวเดียว
“คนที่คิดจะฝืนจนร่างกายพังเพื่อเอาคะแนนหนึ่งจังหวะ จำไว้ คะแนนที่ได้จากการทำลายตัวเอง มักไม่พอจ่ายค่ายาที่ตามมา”
บางคนหัวเราะเบา ๆ แต่หยุดทันทีเมื่อเย่คุนมอง
เย่เทียนรู้ดีว่าคำพูดนั้นส่วนหนึ่งส่งถึงเขา
เขาไม่ตอบ เพียงคลายไหล่ลงเล็กน้อย
ไม่นานหลังจากนั้น ลำดับแรกถูกเรียกขึ้นลาน
การประเมินเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแห้งแล้งกว่าที่คนดูบางส่วนคาด ไม่มีเสียงกลอง ไม่มีถ้อยคำปลุกใจ มีเพียงผู้ตรวจอ่านชื่อ ผู้เข้าประเมินก้าวขึ้นไป ทำตามหมวด ทิ้งผลไว้บนแผ่นบันทึก แล้วเดินลงมาให้คนถัดไปขึ้นแทน คนแรกทำได้ดีในหมวดแรงกาย แต่เสียจังหวะในหมวดทรงตัว คนที่สองผ่านหมวดตอบสนองอย่างคล่องแคล่ว แต่ลมหายใจแตกชัดเมื่อยืนใต้เสาหินปราณ คนที่สามพยายามอวดแรงั้แ่ต้น จนตอนถึงหมวดสี่หน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด
เย่เทียนมองทุกคนโดยไม่จดลงกระดาษ
วันนี้ไม่มีพู่กันในมือ
แต่สมองของเขายังทำงานเหมือนเดิม
เสาหินลาดก้อนที่สามถูกเปลี่ยนตำแหน่งจากเมื่อวานจริง ไม่ได้อยู่ตรงที่เย่หลัวเตือน แต่มีจุดชื้นเล็ก ๆ อยู่ที่ขอบเสาที่สองแทน หุ่นไม้กลไกระดับแรกมีเสียงครืดก่อนหมุนครึ่งจังหวะ ส่วนระดับสองเสียงเบากว่าและแขนล่างออกเร็วขึ้นเล็กน้อย เสาหินปราณทำให้ผู้เข้าประเมินส่วนใหญ่เผลอยกไหล่ในสามลมหายใจแรก เพราะแรงกดลงจาก้ามากกว่าที่คิด
เขามองพอ แล้วหยุดมอง
ถ้ามองมากเกินไป เขาจะเริ่มคิดแทนทุกคน
และวันนี้เขาต้องเหลือความคิดไว้ให้ตนเอง
ที่ขอบลานด้านหนึ่ง เย่เสี่ยวอวี่ยืนอยู่ในกลุ่มคนรุ่นเยาว์ที่ไม่ได้เข้าประเมิน นางไม่ได้โบกมือ ไม่เรียกชื่อ และไม่ได้พยายามสบตาเขาอย่างตั้งใจ เย่เทียนมองเห็นนางเพียงแวบเดียวตอนขยับตำแหน่งยืน ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมายังลาน
พอรู้ว่าอยู่ตรงนั้น ก็พอแล้ว
เย่หลัวยืนอยู่ใกล้แถวผู้ประเมินทั่วไป เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ตอนผู้เข้าประเมินลำดับห้าพลาดที่เสาหินลาด เย่หลัวเหลือบมองเย่เทียนแล้วแตะปลายนิ้วเข้ากับหัวเข่าตนเองเบา ๆ
เย่เทียนเข้าใจทันที
งอเข่าให้ต่ำกว่าเดิมตอนลงเสา
คำเตือนเล็ก ๆ แบบนี้ หากเป็เมื่อก่อน เย่หลัวคงไม่มีวันให้เขา
ส่วนเย่ิยืนอยู่อีกฟากของลาน สีหน้าสงบกว่าเด็กหลายคนที่รอดูความผิดพลาด เขาไม่ยิ้ม ไม่กระซิบกับคนข้างตัว และไม่พยายามส่งคำพูดมารบกวน ท่าทีเช่นนี้กลับทำให้เย่เทียนระวังมากกว่าการเยาะเย้ยเสียอีก
เย่ิไม่ได้แค่อยากเห็นเขาล้ม
เย่ิกำลังรอดูว่าเขาจะล้มตรงไหน
“ลำดับที่เจ็ด เย่เทียน”
เสียงผู้ตรวจดังขึ้น
ลานที่มีเสียงเบา ๆ อยู่ตลอด พลันเงียบลงชัดเจนกว่าตอนชื่อคนก่อนหน้า
เย่เทียนก้าวออกจากแถว
ฝ่าเท้าขวาลงทรายก่อน ขาซ้ายตามมาอย่างระวัง เขาไม่รีบ ไม่ช้าเกินไป ไม่พยายามทำท่าสง่างาม และไม่พยายามทำให้ใครเห็นว่าเขานิ่ง เขาเพียงเดินไปยังหมวดแรกตามลำดับที่ถูกวางไว้
ผู้ตรวจหมวดร่างกายเป็ชายสูงวัยใบหน้าเข้ม เขามองใบกำหนดในมือ แล้วมองเย่เทียนจากศีรษะถึงเท้า
“เย่เทียน ตราตรวจพิเศษ เข้าทดสอบร่างกายพื้นฐาน”
เย่เทียนคารวะ “ขอรับ”
หมวดแรกเริ่มจากเสาไม้วัดแรงผลัก เหมือนการซ้อมเมื่อวันก่อน แต่วันนี้มีผู้ตรวจสองคนยืนดูและผู้บันทึกนั่งอยู่ด้านข้าง เสาไม้แต่ละต้นมีแถบหมึกวัดระดับแรง เขาเห็นร่องรอยของผู้เข้าประเมินก่อนหน้าอยู่บนพื้นทราย บางคนกดเท้าลึกมาก บางคนถ่ายน้ำหนักไม่สมดุลจนรอยเท้าเฉียง
เย่เทียนวางมือบนเสาแรก
เขารู้ว่าตนทำคะแนนสูงไม่ได้
ดังนั้นเขาจะไม่แลกสิ่งที่ไม่มีวันได้ด้วยสิ่งที่จำเป็ต้องเก็บไว้
เขาหายใจเข้าเพียงครึ่งหนึ่ง ใช้ขาและลำตัวส่งแรงผ่านแขน เสาไม้สั่นเล็กน้อย แถบหมึกขยับขึ้นไม่สูงนัก ผู้ตรวจคนหนึ่งเขียนคะแนนลงแผ่นบันทึกโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
เสาที่สอง เย่เทียนเพิ่มแรงเล็กน้อย แต่หยุดก่อนแขนขวาจะเริ่มตึงจนลมหายใจเสีย
เสาที่สาม เขาใช้แรงน้อยกว่าหลายคนอย่างชัดเจน
เสียงซุบซิบเล็ก ๆ ดังจากขอบลาน
“ต่ำจริง”
“แรงแค่นี้จะผ่านหรือ”
“ยังไม่เปิดชีพจรก็เป็เช่นนี้แหละ”
เย่เทียนได้ยิน แต่ไม่เก็บมันขึ้นมา
คำพูดพวกนั้นไม่มีน้ำหนักเท่าเสาไม้ตรงหน้า
ต่อด้วยกระสอบทราย เขายกได้ในระดับที่ผู้ตรวจไม่อาจเรียกว่าล้มเหลว แต่ก็ไม่มีใครเรียกว่าดี เมื่อถึงการวิ่งระยะสั้น เขาเร่งเพียงพอให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ แล้วประหยัดแรงตอนกลับตัว ใช้ปลายเท้าตัดมุม ไม่กว้าง ไม่สวย แต่ลดแรงกระแทกที่หน้าแข้งซ้ายได้มาก
จบหมวดแรก ผู้ตรวจมองคะแนนรวมแล้วกล่าวเรียบ ๆ “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ไปหมวดสอง”
ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ
ถ้าเป็คนอื่นอาจรู้สึกขายหน้า
แต่สำหรับเย่เทียน นั่นคือผลที่เขาตั้งใจมาเอา
เขาไม่ได้ยิ้ม เพียงคารวะแล้วเดินไปยังหมวดทรงตัว ระหว่างทางหนึ่งก้านธูปเริ่มถูกจุดขึ้นด้านข้าง ผู้ช่วยลานวางไว้บนแท่นไม้เพื่อจับเวลาพัก กลิ่นควันบาง ๆ ลอยขึ้นมา เย่เทียนใช้ครึ่งแรกของ่พักหายใจให้ต่ำลง ใช้ครึ่งหลังขยับข้อเท้าซ้ายเบา ๆ ตามแผน
ไม่มองคะแนนของคนอื่น
ไม่มองเย่ิ
ไม่มองศิลาทดสอบด้านไกล
ควันธูปหมดลง
หมวดที่สองเริ่ม
เสาหินลาดถูกจัดต่างจากวันที่ซ้อมจริง เสาที่สองชื้น เสาที่สามไม่ชื้นแต่เอียงออกด้านนอก เสาที่สี่เตี้ยกว่าปกติทำให้คนที่คาดระยะตามสายตาอาจลงน้ำหนักผิด ผู้ตรวจหมวดนี้เป็หญิงวัยกลางคน ดวงตาคมมาก นางไม่ได้พูดมาก เพียงชี้ไปยังเสาแรก
“เริ่มเมื่อพร้อม แต่เมื่อก้าวแรกลงแล้ว ห้ามหยุดเกินหนึ่งลมหายใจ”
เย่เทียนขึ้นเสาแรก
พื้นหินเย็นผ่านฝ่าเท้ารองเท้าบาง ๆ เขาไม่ได้มองปลายทางไกลเกินไป มองเพียงสองเสาถัดไป เสาที่สองชื้นด้านหน้า เขาวางเท้าลงขอบแห้งด้านหลัง ถ่ายน้ำหนักเร็วแต่ไม่กระชาก เสาที่สามเอียงออกด้านนอก เขางอเข่าต่ำกว่าปกติตามสัญญาณของเย่หลัวก่อนหน้า ทำให้แรงดึงของเสาไม่ลากตัวเขาออกนอกแนว
ตอนลงเสาที่สี่ เขาคาดระดับต่ำไปเล็กน้อย ฝ่าเท้ากระแทกแรงกว่าที่ควร หน้าแข้งซ้ายเจ็บวาบ ลมหายใจเกือบลอยขึ้นหน้าอก แต่เขากดมันลงทันทีด้วยการปล่อยลมหายใจออกยาวกว่าปกติ
เสาที่ห้า
เสาที่หก
ลงพื้น
ไม่สวย
แต่ไม่หยุด
ผู้ตรวจหญิงมองรอยเท้าบนเสาที่สามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจดบางอย่างลงไป “การถ่ายน้ำหนักดี ระยะยังไม่แม่นพอ คะแนนผ่าน”
คำว่า “ดี” ทำให้เสียงซุบซิบเปลี่ยนสีเล็กน้อย
เย่เทียนเดินลงจากหมวดสองด้วยเหงื่อที่หลังมากกว่าเดิม แต่หัวใจไม่เร่งเกินไป เขารู้ว่าหมวดนี้คือจุดที่ตนต้องเก็บคะแนน และผลออกมาดีกว่าหมวดแรกจริง
หนึ่งก้านธูปถูกจุดอีกครั้ง
เขาใช้เวลานั้นนั่งลงข้างแท่นหินเล็ก ๆ ไม่ยืนฝืนให้ดูแข็งแรง ผู้เข้าประเมินบางคนก่อนหน้าเลือกยืนเพื่อรักษาหน้า แต่ตอนเข้าหมวดถัดไปกลับขาสั่น เย่เทียนไม่คิดใช้ศักดิ์ศรีในรูปแบบนั้น มันแพงเกินไปและไร้ประโยชน์เกินไป
“นั่งได้ดี”
เสียงเย่คุนดังขึ้นจากด้านข้าง
เย่เทียนเงยหน้า เห็นผู้ฝึกสอนยืนอยู่ไม่ไกล
“ข้าคิดว่าเป็การพักตามกฎ”
“หลายคนรู้กฎ แต่กลัวคนเห็นว่าตนเหนื่อย” เย่คุนกล่าว “กลัวจนโง่”
พูดจบเขาก็เดินไปอีกทางเหมือนไม่ได้ตั้งใจชมอะไร
เย่เทียนเกือบหลุดยิ้ม แต่เก็บไว้ทัน
หมวดที่สามคือหุ่นไม้ตอบสนอง
ครั้งนี้หุ่นไม้ที่ใช้ไม่ใช่ตัวเดียวกับวันซ้อม มันสูงกว่าเล็กน้อย แขนไม้ยาวกว่า และเสียงกลไกเบากว่า เย่เทียนก้าวเข้าสู่วงทราย หยุดยืนตรงกลาง มองขอบวงก่อนมองหุ่น
รักษาวง
คำนี้อยู่ในหัวเขาชัดกว่าเดิม
ผู้ตรวจหมวดตอบสนองถาม “พร้อม?”
“พร้อมขอรับ”
แผ่นกลไกใต้เท้าถูกกดลง
ไม่มีเสียงครืดดังอย่างที่เขาคาด
แขนไม้ระดับต่ำพุ่งมาเป็จังหวะแรกทันที
เร็วกว่าเดิม
เย่เทียนลดน้ำหนักลง ไม่ะโหนี แขนไม้กวาดเฉียดเข่าไป เสี้ยวต่อมาแขนระดับกลางหมุนเข้าไหล่ขวา เขาเบี่ยงตัวตามแรง ไม่ฝืนต้าน ขาซ้ายเจ็บขึ้นเมื่อหมุน แต่ยังรับไหว
จังหวะที่สามเป็แขนสูง
เขาย่อตัวผ่าน
จังหวะที่สี่ควรต่ำซ้ำตามรูปแบบเก่า แต่ครั้งนี้มันมาจากระดับกลางอีกรอบ
หุ่นเปลี่ยนรูปแบบ
เสียงคนดูขยับเบา ๆ เย่เทียนรู้ทันทีว่าถ้าตั้งใจจำรูปแบบจากการซ้อม เขาจะโดนเต็ม ๆ
เขาไม่ได้คิดว่าแขนถัดไป “ควร” มาจากไหนอีกแล้ว
เขาดูเงาใต้แขนไม้แทน
เงาขยับก่อนปลายไม้เสี้ยวหนึ่ง
แขนกลางเข้ามา เขาลดไหล่ ไม่ถอยออกวง แขนต่ำตามมาเร็วมาก เขาเลี่ยงไม่ทันเต็มที่ ปลายไม้กระทบหน้าแข้งด้านนอกตรงตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ความเจ็บพุ่งขึ้น แต่เขายอมรับมัน ไม่ปล่อยให้เท้าหนีออกนอกวง
จังหวะสุดท้ายเป็แขนสูงแทงตรงเข้าหน้าอก
ถ้าเขาถอยจะออกวง
ถ้าย่อต่ำจะเสียสมดุลเพราะขาซ้ายเจ็บ
เย่เทียนเลือกก้าวเฉียงเข้าด้านในครึ่งฝ่ามือ แทนที่จะถอยออก ปลายไม้เฉียดเสื้อด้านหน้าไป เส้นผ้าถูกเกี่ยวจนขาดเล็กน้อย แต่ร่างของเขายังอยู่ในวง
หุ่นไม้หยุด
ทรายรอบเท้าเขายุ่งเหยิง แต่เส้นวงยังไม่ถูกเหยียบออก
ผู้ตรวจหมวดตอบสนองมองเขานานกว่าคนก่อนหน้า “โดนหนึ่งครั้ง เฉียดหนึ่งครั้ง ไม่ออกวง ผ่าน”
เสียงรอบลานเงียบผิดปกติไปชั่วครู่
ไม่ใช่เพราะคะแนนสูงมาก
แต่เพราะเขายังอยู่
หลังสามหมวดแรก เย่เทียนไม่ได้ชนะใคร ไม่ได้ทำให้ลานตะลึง และไม่ได้ลบชื่อเสียงคนไร้ชีพจรในครั้งเดียว แต่เขาผ่านสามหมวดต่อเนื่องโดยไม่พัง ทั้งที่หลายคนรอเห็นเขาหยุดั้แ่หมวดแรก
เย่ิยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม สีหน้าไม่บอกความรู้สึก เขามองคะแนนบนแผ่นบันทึก แล้วมองหน้าแข้งที่เย่เทียนพยายามไม่ลงน้ำหนักมากเกินไป สายตาของเขาไม่ได้เยาะแล้ว
มันเริ่มชั่งน้ำหนัก
และคนที่เริ่มชั่ง ย่อมอันตรายกว่าคนที่เอาแต่ดูถูก
หนึ่งก้านธูปสำหรับพักก่อนหมวดสี่ถูกจุดขึ้น
เย่เทียนเดินไปนั่งตรงจุดพักที่กำหนด ทันทีที่นั่งลง อาการหน่วงในอกก็ชัดขึ้นกว่าตอนยืน เขาใช้มือกดพื้นข้างตัว หายใจเข้าอย่างระวัง
หมวดต่อไปคือการควบคุมลมหายใจ
เสาหินปราณตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ผิวหินมีรอยสลักวงซ้อนกันสามชั้น ผู้เข้าประเมินที่ผ่านมาก่อนหน้าออกจากหมวดนั้นด้วยสีหน้าไม่ดีนัก บางคนไหล่สั่น บางคนเหงื่อท่วมทั้งที่ไม่ได้ขยับมาก
เย่เทียนหยิบกระดาษแผนจากอกเสื้อออกมาเปิดเพียงมุมเดียว สายตาหยุดที่บรรทัดที่เขาเขียนไว้เมื่อคืน
หายใจเพื่อให้ผ่าน ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์
เขาพับมันกลับทันที
ไม่อ่านซ้ำ
อ่านครั้งเดียวพอ
ตอนนั้นเอง เงาของใครบางคนหยุดอยู่ข้างจุดพัก
เย่เทียนเงยหน้า
เย่กวงยืนอยู่ไม่ไกลนัก ด้านหลังมีผู้ดูแลเรือนกลางถือแผ่นบันทึกผลชั่วคราวอยู่ในมือ ผู้าุโผู้นั้นมองเขาเหมือนมองตัวเลขที่ยังไม่ลงช่องสุดท้าย
“สามหมวดแรกยังอยู่ในเกณฑ์” เย่กวงกล่าว
เย่เทียนคารวะทั้งที่ยังนั่งอยู่ “ขอรับ”
“แต่หมวดถัดไปไม่วัดเท้า”
คำพูดนั้นสั้นและเรียบมาก
ไม่มีคำเยาะ
ไม่มีคำเตือนเกินจำเป็
แต่มันทำให้น้ำหนักของเสาหินปราณด้านหน้าชัดขึ้นทันที
เย่เทียนเงยหน้ามองเย่กวง แล้วตอบเพียงว่า “ข้าทราบ”
เย่กวงไม่พูดต่อ เขาหันหลังเดินไปยังฝั่งผู้ตรวจ เหลือเพียงกลิ่นควันธูปที่กำลังสั้นลงทีละน้อย
เย่เทียนก้มมองปลายธูป
ครึ่งหนึ่งหมดไปแล้ว
เขาหลับตา ผ่อนมือออกจากพื้น แล้วปล่อยให้ลมหายใจค่อย ๆ ลงต่ำที่สุดเท่าที่ร่างกายยังยอมรับได้
เสียงผู้ตรวจดังขึ้นจากหมวดสี่
“ลำดับที่เจ็ด เตรียมตัว”
เย่เทียนลืมตา
คราวนี้ เขาไม่ได้มองไปที่เส้นวงทราย ไม่ได้มองพื้นหิน และไม่ได้มองเท้าของตนเองก่อน
เขามองเสาหินปราณ
แล้วลุกขึ้นช้า ๆ