วันนี้ปานซื่อไม่มีเวลาว่างมากินข้าวกับจั๋วเจาเจี๋ย ในครัวใหญ่นำอาหารกลางวันมาส่งยังเรือนปินเว่ยโดยตรงพอกินข้าวเสร็จิเยี่ยกับิอิ๋นก็ช่วยบ่าวสูงวัยที่นำอาหารมาส่งเก็บกวาดปิ่นโตแล้วเดินออกไปส่ง กลับมาก็บอกกับจั๋วเจาเจี๋ยว่า“เมื่อครู่หมอตรวจอาการของคุณชายแล้ว บอกว่าาเ็ถึงภายใน ต้องพักฟื้นให้มาก ถูกส่งกลับไปที่บ้านใหญ่แล้ว”
“เตรียมของเยี่ยมด้วย” จั๋วเจาเจี๋ยครุ่นคิด วันนี้โหยวซั่วโกรธมาก แต่คิดว่าเขาคงไม่อยากพบใครในตอนนี้แค่่เวลาสั้นๆ คงยังพบใครไม่ได้ จึงถามออกไป “พี่ชายใหญ่กลับไปบ้านใหญ่ั้แ่เมื่อไร”
“บ่าวสูงวัยเมื่อครู่บอกว่าปลายยามอู่[1]เ้าค่ะ”ิเยี่ยตอบ
จั๋วเจาเจี๋ยจึงออกคำสั่ง “ถึงต้นยามเซิน[2]เมื่อไรเตือนข้าให้ไปเยี่ยมพี่ชายใหญ่ด้วย”
แม้จะส่งเขากลับไปที่บ้านใหญ่แล้ว แต่เดินออกมาอยู่ดีๆ ก็ถูกหามกลับเข้าไปอีกคงจะวุ่นวายจัดการอีกพักใหญ่ ต้นยามเซินน่าจะเป็เวลาที่ไม่ค่อยยุ่งมากเท่าไรแล้ว ประเดี๋ยวก็ทักทายอูมั่นเหนียงสักเล็กน้อยก็พอ...แม้นางไม่ได้แซ่โหยวทั้งยังเป็เด็กรุ่นหลังเื่นี้นางไม่มีสิทธิ์พูด แต่จั๋วเจาเจี๋ยก็รู้สึกค่อนข้างไม่พอใจท่านลุงใหญ่โหยวเซี่ยนอยู่บ้างโหยวซั่วรู้สึกเสียใจที่ตนเองไม่มีพร์ในเื่เรียน คนในสกุลโหยวต่างทราบกันดีเขาเองก็ไม่ใช่เกียจคร้าน เพียงแต่มีความสามารถในการเรียนรู้ที่จำกัดญาติผู้น้องของเขารวมถึงเริ่นเซิ่นต่างทยอยสอบเข้าสำนักไหฺวซิ่งได้ทีละคนหลานชายคนโตอย่างเขาคงรู้สึกหดหู่ใจจนไม่อาจคาดเดา!
แม้จั๋วเจาเจี๋ยจะคาดเดาว่าที่โหยวเซี่ยนยืนกรานว่าคุณไสยเป็เื่ไร้สาระอาจจะไม่ได้เพียงเพื่อให้อนุรอดพ้นความผิดหากแต่ได้วางแผนจะทำให้เื่ใหญ่กลายเป็เื่เล็กเพื่อปกป้องชื่อเสียงของสกุลโหยวเพียงแต่ในตอนนี้ได้กลายเป็เื่ราวใหญ่โต สกุลโหยวไม่สามารถแกล้งปิดหูปิดตาเพื่อผ่านมันไปได้ทั้งเจียงซื่อยังเป็มารดาผู้ให้กำเนิดโหยวซั่ว แม่ลูกผูกพันลึกซึ้ง โหยวซั่วจะไม่รู้สึกคับข้องใจแทนมารดาได้อย่างไรโหยวเซี่ยนไม่สนใจความรู้สึกของลูกชายคนโตแม้แต่น้อย สนใจแต่ความคิดของตัวเอง ไม่แปลกใจเลยที่ปานซื่อจะไม่ไว้หน้าเขาเช่นนั้นทั้งตบตีดุด่าโหยวเซี่ยนต่อหน้าหลานสะใภ้
แน่นอนว่าคง้าทุบตีต่อหน้าอูมั่นเหนียงเพื่อให้โหยวซั่วได้รับรู้ กันไม่ให้โหยวซั่วคับแค้นอึดอัดใจจนร่างกายฟื้นตัวได้ช้าและพ่อลูกกลายเป็ปฏิปักษ์ต่อกัน
ต้นยามเซินมาถึง จั๋วเจาเจี๋ยเปลี่ยนเป็ชุดกระโปรงสีอ่อนเดินทางมายังบ้านใหญ่พร้อมกับิเหอและิจี๋มีเพียงอูมั่นเหนียงออกมาต้อนรับเพียงลำพังอย่างที่คาดไว้ ดวงตาแดงก่ำ น้ำเสียงที่พูดออกมาแหบพร่า“น้องหญิงมาเยี่ยมท่านพี่หรือ น่าเสียดาย ท่านพี่เพิ่งดื่มยาแล้วหลับไป”
“ตอนนี้พี่ชายใหญ่เป็อย่างไรบ้าง? วันนี้พี่สะใภ้คงเหนื่อยมากคอเป็อะไรไปหรือ” จั๋วเจาเจียถามด้วยความห่วงใย อูมั่นเหนียงฝืนยิ้มเล็กน้อยเกือบจะร้องไห้ออกมารีบเชิญจั๋วเจาเจี๋ยเข้าไปด้านในแล้วหันหน้าไปอีกทาง แล้วตอบคำถาม “ไม่เป็ไรมาก หมอบอกให้พักผ่อนเสียหน่อยข้าไม่เป็อะไรหรอก ดื่มน้ำผึ้งหน่อยก็หายแล้ว”
ใน่เวลาพักฟื้นก็ไม่พูดไม่จาอยู่หลายวัน ดูท่าคราวนี้โหยวซั่วจะไม่ให้อภัยง่ายๆ
จั๋วเจาเจียเห็นสีหน้าของนางไม่ค่อยดีนักจึงไม่กล้าอยู่นาน ให้ิเหอเอาของเยี่ยมวางไว้ปลอบใจเพียงไม่กี่ประโยคให้นางรักษาสุขภาพตนเองแล้วจึงรีบบอกลา
โหยวซั่วนอนอยู่บนเตียง ฉี่เซี่ยงกับจื่ออวี้อนุทั้งสองยังไม่รู้ว่าจะถูกลงโทษอย่างไรอูมั่นเหนียงได้มีอำนาจในการดูแลบ้านแล้ว เื่ราวสะสมพอกพูนจนกองพะเนิน จนอยากจะแบ่งร่างออกมาจัดการแน่นอนว่าไม่มีเวลารับรองนาง เดินไปส่งได้เพียงไม่กี่ก้าว เมื่อเห็นจั๋วเจาเจี๋ยยืนกรานจะให้ตนกลับไปจึงหยุดส่งเพียงเท่านั้น
เมื่อจั๋วเจาเจี๋ยไปบ้านใหญ่แล้ว คิดว่าหากกลับเรือนปินเว่ยไปก็ไม่มีอะไรจึงแวะไปยังเรือนตวนอี๋ย่วนด้วยบ่าวเฝ้าประตูยังคงเป็ไต้เม่าเช่นเดียวกับเมื่อตอนเช้า พอเห็นนางก็ส่งสัญญาณมือให้“ฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ด้านในเ้าค่ะ”
“ท่านยายตื่นอยู่หรือว่ากำลังพักผ่อน” จั๋วเจาเจี๋ยกระซิบถาม ไต้เม่ากำลังจะตอบด้านในก็มีเสียงปานซื่อดังออกมา “ใครอยู่ข้างนอกน่ะ”
“ท่านยาย ข้าเอง!” จั๋วเจาเจี๋ยรีบบอก
ปานซื่อตอบรับ “เข้ามาสิ”
จั๋วเจาเจี๋ยเดินผ่านประตูเข้ามาเห็นในเรือนเก็บกวาดเสร็จเรียบร้อยตั้งนานแล้ว มองไม่ออกเลยว่าเมื่อครู่โหยวรั่วหังขว้างถ้วยน้ำชาแตกด้วยความโกรธเตาป๋อซานใบหนึ่งถูกนำออกมา ด้านในแม้ไม่มีการจุดธูป แต่รอบๆ มีกลิ่นหอมที่หลงเหลืออยู่ของธูปแพร่กระจายไปทั่วเห็นปานซื่อวันนี้จิตใจว้าวุ่น ซานหูกำลังนั่งย่อตัวทุบขาให้นางอยู่บนพื้น ปานซื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็เสื้อคลุมสีเหลืองต้นหวงหลูกระโปรงสีเหลืองนวล บนมวยผมมีหวีรูปพระจันทร์เสี้ยวเคลือบทองเสียบอยู่ นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ยาวคิ้วขมวดแต่สีหน้าผ่อนคลายลงแล้ว...พอเห็นจั๋วเจาเจี๋ยเข้ามา ก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เพิ่งไปบ้านใหญ่มาหรือ”
“ไม่มีอะไรที่สามารถปิดบังท่านยายได้เลย” จั๋วเจาเจี๋ยยิ้มแล้วถกแขนเสื้อขึ้นถึงข้างหลังจากนั้นบีบนวดหัวไหล่อย่างน่าเอ็นดู
“วันนี้ดีขึ้นบ้างไหม” ปานซื่อมีสีหน้าผ่อนคลาย ผ่านไปครู่หนึ่งก็หันหน้ามามองพิจารณานางแล้วถามด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่น
จั๋วเจาเจี่ยกำลังจะตอบ ทันใดนั้นก็เข้าใจความหมายของนางขึ้นมาโดยฉับพลัน สีหน้าแดงระเรื่อตอบด้วยความฉุนเฉียว “จะไม่ดีได้อย่างไรล่ะเ้าคะ”
ปานซื่อเห็นสีหน้าของนางดูดีจึงยิ้มถามว่า “พี่สะใภ้ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง”นางไม่ถามถึงโหยวซั่วแต่ถามถึงอูมั่นเหนียงแทนเพราะรู้ดีว่าโหยวซั่วคงไม่ดีขึ้นเร็วนักจั๋วเจาเจี๋ยบุ้ยปาก “พี่สะใภ้ยุ่งมากเลยเ้าค่ะ ข้ากลัวว่าจะไปรบกวนนาง คุยกันไม่กี่คำก็ออกมาแล้ว...คงจะเป็ห่วงพี่ชายใหญ่มากกระมัง”
“เื่นี้อาเซี่ยน...” ปานซื่อยังมีท่าทีโกรธอยู่เล็กน้อย อ้าปากตำหนิไปได้ครึ่งหนึ่งก็หยุดลงด้วยความโมโหหลับตาลงครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจ “บาปกรรมจริงๆ!”
จั๋วเจาเจี๋ยระแวงว่าคำพูดของนางกำลังพูดถึงโหยวเซี่ยนอยู่ ตนเองเป็เด็กรุ่นหลังไม่ควรต่อปากต่อคำจึงเปลี่ยนเื่พูด “ท่านตาอยู่ที่ห้องหนังสือหรือเ้าคะ ข้าจะไปยืมหนังสือจำนวนหนึ่งกลับไปอ่านที่เรือนปินเว่ย”
เป็ที่รู้กันว่าโหยวรั่วหังนั้นรักการอ่านหนังสือมาก เขามีพื้นฐานในด้านโคลงกลอนที่งลึกซึ้งบรรพชนสกุลโหยวล้วนเป็บัณฑิตต่อเนื่องกันมาหลายต่อหลายรุ่น ภายในห้องหนังสือของเรือนตวนอี๋ย่วนมีหนังสือเก็บไว้นับพันเล่มหลายเล่มเป็สมบัติที่มีเพียงเล่มเดียวในแผ่นดิน นับว่าเป็ที่รู้จักในเมืองม่อหลิงขนาดอาจารย์และนักเรียนในสำนักไหฺวซิ่งยังเข้ามายืมอ่านในบางโอกาส
ตอนนี้ปานซื่ออารมณ์ไม่ดีจึงไม่รั้งเธอไว้ พยักหน้าตอบ “ไปเถอะ”
[1] การนับเวลาแบบจีนหมายถึงเวลาั้แ่ 12:20 – 13:00 น.
[2] การนับเวลาแบบจีนหมายถึงเวลา 15:00 น.