บทที่ 13 ลงนามสัญญาตาย
ตระกูลเล่ยสืบทอดมานานกว่าสามร้อยปี แม้ว่ากฎระเบียบจะเคร่งครัด แต่จำนวนลูกหลานก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อขัดแย้งที่มองไม่เห็นมาก่อนจึงปรากฏในที่แจ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็ธรรมในการแก้ไขความบาดหมางเช่นนี้และป้องกันไม่ให้ตระกูลเล่ยล่มสลาย จึงจัดให้มี ‘ศึกลานประลอง’ ขึ้นมา
แน่นอนว่า ศึกลานประลองมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก ประการแรกคือคู่ต่อสู้ทั้งสองต้องยินยอม ประการที่สองต้องมีผู้าุโเป็พยาน ประการสุดท้ายคือห้ามทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยเจตนา ถ้าหากฆ่าผู้ใดโดยเจตนาจะต้องรับโทษตามกฎของตระกูล กฎระเบียบที่ยุ่งยากเช่นนี้รับรองระดับหนึ่งว่าการประลองย่อมเป็ธรรม
แต่แค่มีกฎระเบียบก็ย่อมมีช่องโหว่ เล่ยถิงในวันนี้ประจักษ์ด้วยตาตนเองถึงสิ่งที่เรียกว่าไร้ยางอายแล้ว
‘เหิงกัง’ ป็นพี่ชายแท้ ๆ ของทหารรักษาการณ์ร่างอ้วนหอหนังสือ และยังเป็ผู้มีฝีมือฉมังที่อยู่ในขั้นเบิกภพระดับห้า กำลังจะท้าท้ายยอดฝีมือผู้นำของหอฝึกยุทธ์ขั้นเบิกภพระดับหก แม้ว่าพร์ในการฝึกฝนของเขาจะถือว่าไม่เลว แต่ความเป็คนของเขากลับทำให้คนรังเกียจอย่างมาก เพราะเขามีทรัพยากรในการฝึกฝนของตระกูลเล่ย เพื่อให้ได้มาซึ่งยาอายุวัฒนะอันล้ำค่าเขาก็เลยมอบน้องสาวของตนให้ไปเป็นางสนมของเล่ยเป่ยหรง
คนแบบนี้ย่อมไม่มีใครรัก นับประสาอะไรกับเขาเป็คนของเล่ยเป่ยหรง อีกทั้งยังมีฝีมือแข็งแกร่งอยู่แล้ว จึงอยู่ในตระกูลเล่ยได้อย่างสบายใจเฉิบ
และตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเหิงกังได้รับการชี้นำจากเล่ยเป่ยหรง ให้มาพูด ด่าเล่ยถิงว่า ‘เป็คนไร้ค่าที่วัน ๆ เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้านเหมือนเต่าหดหัว ปล่อยให้หญิงสาวที่บอบบางหาเลี้ยง แม้แต่ความรับผิดชอบที่ชายชาตรีพึงมีก็ไม่มี จะเรียกว่าเป็เศษสวะในบรรดาขยะ’ ต่อหน้าเยี่ยิไค
หากเป็เพียงเท่านี้ก็ช่างเถอะ คำที่เขาพูดก็มีมูลความจริงอยู่บ้าง แต่ปัญหาคือเขายังกล่าวหาว่าอาการาเ็ของเล่ยถิง ในครั้งนี้เกิดจากความคิดที่จะขโมยยาอายุวัฒนะของตระกูลจนถูกเขาซึ่งตอนนั้นกำลังลาดตระเวนอยู่จับได้ จึงทำให้ตอนนี้อับอายจนไม่กล้าออกมาพบใคร
เยี่ยิไคซึ่งตลอดมานับถือว่าเล่ยถิงเป็นายของเขา เมื่อนายถูกลบหลู่ เขาจะปล่อยให้เลยตามเลยได้อย่างไร สุดท้ายแล้วภายใต้การยั่วยุอย่างมีเจตนาร้ายของเหิงกังก็ได้ขึ้นไปบนลานประลอง เริ่มต้นการประลองที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ขึ้นมา
ด้วยวิชายุทธ์ของเหิงกังแล้ว หากเยี่ยิไค ไม่ได้พัฒนาฝีมือขึ้นในขณะที่การประลองดำเนินอยู่ก็ไม่มีทางมีโอกาสชนะได้เลย เล่ยถิง กังวลมากที่สุดก็คือเื่ที่เกี่ยวข้องกับเล่ยเป่ยหรง ซึ่งเป็คนมีจิตใจชั่วร้ายถ้าให้เหิงกังลงมือก็คงจะไม่ปรานี เยี่ยิไคอาจจะต้องประสบเคราะห์ร้ายก็เป็ได้
ทุก ๆ ครั้งที่คิดถึงเื่นี้ ก้าวเท้าของเล่ยถิงก็จะค่อย ๆ เร็วขึ้นอีกเรื่อย ๆ
เมื่อเขามาถึงศึกลานประลอง สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คือผู้คนนับสิบที่มามุงดูทั้งด้านในและนอกล้อมกันอยู่รอบลานประลอง การที่เด็กอายุ 14 ปีจะประลองกับชายที่มีอายุใกล้ 30 แถมยังมีฝีมือในขั้นเบิกภพระดับห้าชั้นสูงสุด ถือว่าเป็เื่แปลกที่ตระกูลเล่ยไม่เคยพบมาก่อนในรอบหลายสิบปี คนที่มามุงดูย่อมมีไม่น้อย
“เขามาแล้ว!”
“ยังมีหน้ามาอีกเหรอ”
เมื่อเล่ยถิงปรากฏตัวมวลชนที่ดูอยู่และไม่รู้ความจริงก็เริ่มซุบซิบกันไปทั่ว ไม่มีความเป็กลางเลย แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสถานะของ เล่ยถิงในตระกูลเล่ยนั้นน่าสมเพชเพียงใด
เล่ยถิง ไม่ได้สนใจพวกเขา เขาฝ่าฝูงชนออกมาจนได้ช่องทาง แล้วเดินไปที่ลานประลองที่ดูสะดุดตา
น่าเสียดายที่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวัง ร่างกายของ เยี่ยิไคในเวลานี้ล้มลงกับพื้น แม้ศีรษะอันสูงศักดิ์จะยังไม่ก้มต่ำลง มีแต่เืและรอยฟกช้ำทั่วร่าง รวมถึงข้อมือที่บิดเบี้ยว แสดงให้เห็นถึงการทรมานที่เขาต้องเผชิญอย่างโเี้
“ฮ่า ๆ ขยะก็คือขยะอยู่ดี!”
เหิงกังไม่ซ้ำเติมคนที่ล้มลงไป แต่กลับมองมาที่เล่ยถิงอย่างหยิ่งยโสและเยาะเย้ยอย่างไม่ไว้หน้า “คนรับใช้ของคนไร้ค่าก็เป็คนไร้ค่าเหมือนกัน แม้ว่าเ้าจะใช้เส้นสายเข้ามาหอฝึกยุทธ์ได้ก็ไร้ประโยชน์”
“ข้าไม่ใช่คนไร้ค่า!”
“คุณชายของข้าก็ไม่ใช่คนไร้ค่า!”
เยี่ยิไค ะโขณะที่พยุงร่างกายให้ลุกขึ้น
ผัวะ!
แต่เหิงกังยังรู้สึกไม่จุใจจึงเตะเยี่ยิไคอีกครั้ง เยี่ยิไคกระเด็นตกไปที่ขอบเวที หากไม่ใช่เพราะเยี่ยิไคจับเสาธงไว้มั่นไม่เช่นนั้นเขาคงถูกไล่ออกจากเวทีอย่างน่าอับอาย
“ยังจะดื้อด้านอยู่ได้!”
เหิงกังมองไปที่เยี่ยิไคพลางหัวเราะอย่างมีความสุขและพูดว่า “ดีมาก เ้าคนไร้ค่าอย่างน้อยก็ยังมีอะไรดี ๆ อยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่ระหว่างเรานั้นมีระยะห่างกันราวฟ้ากับเหว ข้าฟาดเ้าก็เพื่อสั่งสอน เช่นเดียวกับที่พ่อตีลูก เ้าไม่สามารถต่อต้านข้าได้แม้แต่น้อย”
เยี่ยิไคไอออกมาหลายครั้งก่อนที่จะพ่นเืสีคล้ำออกมา แล้วจงใจยั่วยุ “เพ้อเจ้อ! ข้าไม่้าพ่อที่ขายน้องสาวตัวเองหรอก! หากท่านเป็พ่อข้าจริง ๆ สักวันหนึ่ง ท่านก็อาจจะขายข้าก็ได้”
“ฮ่า ๆ ”
ผู้ชมที่อยู่ข้างลานต่างก็รู้ดีถึงประวัติอันรุ่งโรจน์ของเหิงกัง จึงต่างก็หัวเราะกันออกมา
“เ้าหาเื่ซะแล้ว!”
เหิงกังซึ่งถูกกระทบจุดอ่อนในที่สุดก็ะเิความโกรธออกมา พุ่งตรงไปหาเยี่ยิไคอย่างรวดเร็ว พลังทั้งหมดของเขาที่มีอยู่ในขั้นเบิกภพ ระดับห้ารวมตัวกันที่ขาข้างหนึ่ง หากเยี่ยิไคถูกเตะเข้าเต็ม ๆ แน่นอนว่าอวัยวะภายในต้องแตกสลายเป็แน่
พรึบ!
เล่ยถิง ปรากฏกายขึ้นในพริบตา
ในขณะที่ผู้ชมรอบข้างต่างก็คิดว่าเยี่ยิไคจะต้องจบสิ้น เล่ยถิงก็ใช้เพียงการเท้าตวัดไปครั้งเดียวก็สามารถสกัดขาของเหิงกังไว้ได้ แถมยังเกือบทำให้เหิงกังเสียการทรงตัวอีกด้วย ต้องยอมรับเลยว่าการใช้เท้าของเล่ยถิงครั้งนี้ยอดเยี่ยมมาก ทั้งพลังและมุมที่ใช้ตั้งรับนั้นต่างไร้ที่ติ ทำให้ทุกคนที่ได้เห็นต่างตื่นตะลึง
“คุณชาย!”
เยี่ยิไคไม่คิดฝันว่าคนที่ช่วยเหลือตนเองจะเป็คุณชายที่เป็นายตน เขาจึงรู้สึกใมาก
แต่เล่ยถิงกลับก้มลงพร้อมกับกล่าวว่า “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น กลับไปแล้วค่อยว่ากัน ที่นี่ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
เยี่ยิไคพยักหน้าตามสัญชาตญาณ แต่ในแววตาก็ยังคงเต็มไปด้วยความสับสน
เหิงกังซึ่งตั้งหลักได้ใหม่ยังนึกว่ามีผู้ใดเก่งกาจโผล่มา เห็นดังนั้นจึงมิได้คาดคิดว่าจะเป็เล่ยถิง ‘ขยะแห่งตระกูลเล่ย’ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ผุดขึ้นมาทันที เขาจึงกล่าวว่า “ที่แท้ก็นายของข้ารับใช้ที่ไร้ค่านี่เอง มีความกล้าหาญที่จะมาขึ้นสังเวียนแล้วหรือ!”
เหล่าผู้ติดตามของเหิงกังต่างก็หัวเราะ
[ติ๊ง! ภารกิจหลัก : สังหารเหิงกัง เมื่อภารกิจสำเร็จจะได้รับแต้มโชคชะตา 50 แต้ม แต่ถ้าภารกิจล้มเหลวจะถูกลดระดับพลังถาวรหนึ่งขั้น]
เล่ยถิงคุ้นเคยกับการกระทำของระบบอัพเกรดไร้ขีดจำกัดแล้ว จึงไม่ได้ตื่นใอะไร เขาถามขึ้นอย่างเ็าว่า “เหิงกัง ข้าจะขอท้าสู้กับเ้า เ้ากล้ารับคำท้าหรือไม่”
ทันทีที่ได้ยินเหล่าผู้ติดตามหัวเราะยิ่งไปกว่าเดิม
เหิงกังโพล่งขึ้นอย่างหยิ่งผยองว่า “เ้ารนหาที่ตายเองนะ งั้นข้าก็จะทำให้เ้าสมปรารถนาแต่ว่าข้ากลัวว่าจะลงมือหนักไปจนทำให้เ้าพิการหรือสิ้นชีพไป ตอนนั้นตระกูลเล่ยอาจจะมาหาเื่ข้าก็เป็ได้”
เล่ยถิงตอบอย่างเรียบเฉยว่า “เ้าไม่ต้องกังวลใจ พวกเรามาลงนาม ‘สัญญาตาย’ กันก็ได้”
“เ้าแน่ใจหรือ”
เหิงกังมองเล่ยถิงอย่างสงสัย เขาไม่คิดว่าเล่ยถิงจะเขลาถึงขนาดยอมฆ่าตัวตาย
เล่ยถิงโต้ตอบกลับมา “ข้าไม่ได้เป็ไข้แต่อย่างใด”
“ดี!”
เหิงกังรีบสั่งให้คนนำสัญญาตายออกมา
ก่อนหน้านี้ เมื่อได้ยินเื่ราวที่เหล่าเหิงผู้เป็น้องมาฟ้อง เหิงกังก็อยากจะสั่งสอนเล่ยถิง เพียงแต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าหนีหายหัวไปที่ไหนเลยไม่มีโอกาส และในเช้าวันนี้ เขาได้รับคำสั่งจากท่านชายเล่ยเป่ยหรง ให้ทำให้เล่ยถิงเ็ปทรมานอย่างถึงที่สุด เมื่อสองสิ่งนี้มากัน ทำให้เหิงกังละทิ้งการฝึกฝนบ่มเพาะและหาเื่เล่ยถิงทันที
เดิมทีเขาไม่มีแิใด ๆ เลย แต่เมื่อเห็นเยี่ยิไคซึ่งฝึกฝนอยู่ในหอฝึกยุทธ์เดียวกันจึงคิดแผนการร้ายขึ้นในใจ และกลายมาเป็ศึกลานประลองในตอนนี้ขึ้นมา
แต่เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วเป้าหมายที่แท้จริงของเหิงกังคือเล่ยถิง บัดนี้ เล่ยถิงบุกเข้ามาหาเื่ถึงที่เหิงกังนอกจากจะดีใจก็เขายังดูเป็สุขกว่าทุกที
“คุณชาย!”
เยี่ยิไคซึ่งรู้สึกตัวอยู่บ้าง ดึงปลายรองเท้าของเล่ยถิง
เล่ยถิงเพียงยิ้มให้เขาก่อนจะก้าวไปข้างหน้า ไม่ให้โอกาสเขาได้ขัดขวางอีก
เดิมทีเล่ยถิงตั้งใจจะใช้วรยุทธ์แฝงกายซ่อนตัวต่อไป แต่เหิงกัง กลับลงมืออย่างเหี้ยมโหดเกินควร โดยเฉพาะท่าเตะที่รุนแรงที่มุ่งหมายเอาชีวิต ย้อนคิดไปเล่ยถิงก็รู้สึกโกรธเกรี้ยวจนไม่อาจระงับได้ เมื่อ เล่ยเป่ยหรง้าเช่นนี้ เขาก็จะยอมทำตามด้วยจนกว่าจะจบ
ในตอนนี้ เล่ยถิง้าเชือดไก่ให้ลิงดู ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นแต่ยังต้องเล่นให้ทุกคนรู้ด้วย เพื่อบรรลุผลลัพธ์นี้เหิงกังตรงหน้าก็เป็ไก่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
“นี่เล่ยถิง บ้าหรือเปล่าเนี่ย”
“ก็ใช่! ฉันจำได้ว่าเมื่อเดือนก่อนที่เจอเขา เขาเพิ่งเป็แค่ขยะไร้ค่าขั้นเบิกภพระดับหนึ่งเท่านั้น!”
“แม้ว่าตอนนี้เขาจะก้าวข้ามขีดจำกัดแล้ว แต่ก็เป็เพียงแค่ขั้นเบิกภพระดับสองเท่านั้นยังสู้เยี่ยิไคไม่ได้เลย แบบนี้ไม่เท่ากับว่าหาเื่ตายหรือไง”
ทุก ๆ คำวิพากย์วิจารณ์ของผู้คนที่มุงดูก็กระหน่ำลงบนหัวใจ เยี่ยิไคราวค้อนอันหนักหน่วง ทุบจนสีหน้าของเขาเขียวคล้ำ แต่ทว่าริมฝีปากของเยี่ยิไคกลับแยกออกจากกันเป็รอยแยก เสียงพูดก็พร่ามัวคลุมเครือได้เพียงตบลงบนพื้นไม่หยุดหวังเพียงจะะโปลุก เล่ยถิงให้ฟื้นคืนติด
แต่น่าเสียดายที่เล่ยถิงไม่ได้สนใจ สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับท่าทีของ เล่ยกัง
ตุบ!
เหิงกังปาหนังสือสัญญาตายลงตรงหน้าเล่ยถิง พลางกล่าวเย้ยหยั่น “ข้าได้ประทับรอยนิ้วมือลงไปแล้ว ถึงตาเ้า! ถ้าหากเ้ากลัวจนอยากจะกลับคำก็ได้เช่นกัน เพียงเ้าพูดเสียงดังต่อหน้าทุกคนว่า ‘ข้าคือไอ้ขยะที่ไร้ค่า’ ข้าก็จะไม่ติดใจเอาความ”